Assava Learning Space
ห้องเรียนมอนเตสซอรี่ที่ “ออกแบบได้”

เพราะเด็กแต่ละคนมี “จังหวะในการเติบโต” เป็นของตัวเอง และจังหวะการเติบโตก็คือกุญแจสำคัญของพัฒนาการเด็กนั่นเองค่ะ

School Visit วันนี้เราจึงอยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปสำรวจ Assava Cafe & Learning Space (สาขา 1 บางใหญ่-บางบัวทอง) พื้นที่การเรียนรู้แนวคิดใหม่ที่เชื่อในการบ่มเพาะศักยภาพผ่านความเข้าใจในรูปแบบมอนเตสซอรี่ ที่จะช่วยพัฒนาให้จังหวะในการเติบโตของเด็ก ๆ เป็นไปอย่างธรรมชาติ

ภายใต้ความเรียบง่ายสไตล์มินิมอล ที่นี่มอบทางเลือกที่หลากหลายเพื่อพัฒนาทั้ง EQ ,IQ , EF และทักษะชีวิตแบบครบครัน

พอดีสำหรับลูกและดีพอสำหรับทุกคน

ทำไมต้องชื่อ Assava? พื้นที่แห่งนี้เริ่มต้นจากหัวใจของ “Teacher เบลส” ที่อยากให้เด็ก ๆ มีพื้นที่เติบโตตามจังหวะของตัวเอง ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เราจึงเน้นการเรียนรู้แบบ Personalized ที่เหมาะกับน้องๆ วัย Pre-school (เริ่มรับตั้งแต่ 6-7 เดือน หรือวัยที่น้องเริ่มนั่งได้ค่ะ)

Assava เป็นโรงเรียนมอนเตสซอรี่ที่แรกที่มี Private Montessori Class แห่งแรกในไทย ที่มุ่งเน้นคุณภาพผ่าน 2 รูปแบบคลาสเรียน: คือ

  • Private 1:1: คลาสส่วนตัวที่คุณครูดูแลน้องแบบคนต่อคน ออกแบบแผนการเรียนตามพัฒนาการจริง
  • Playgroup: เรียนรู้ผ่านกลุ่มเล็กๆ 3-5 คน เพื่อให้เด็กๆ ได้ฝึกทักษะสังคมในบรรยากาศที่ปลอดภัยที่สุด เด็ก ๆ จะได้ฝึกทักษะมากมายเลยค่ะ

เปิดโลกการเรียนรู้แบบ 1:1 กับ Private Montessori Class (1 ชั่วโมงเต็ม)

Recommend: เหมาะสำหรับเจ้าตัวเล็กตั้งแต่วัย 6-7 เดือนขึ้นไป (วัยเริ่มนั่งได้)

เพราะช่วงวัย 6 เดือน – 3 ขวบ คือช่วงเวลาทองของสมอง หรือที่เรียกว่า “The Absorbent Mind” (จิตที่ซึมซับได้) การวางรากฐานในช่วงนี้จึงสำคัญที่สุด ซึ่งการเรียนแบบ 1:1 ในแนวทางมอนเตสซอรี่ จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการใน 5 ด้านหลักอย่างสมดุล:

  • Physical (ร่างกาย): พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและระบบประสาทสัมผัส (Sensory Skills) ผ่านอุปกรณ์ที่ออกแบบมาให้พอดีมือ พร้อมฝึกการประสานงานระหว่างมือและสายตาอย่างแม่นยำ
  • Spirit (จิตใจ): บ่มเพาะความเชื่อมั่น (Self-Esteem) และทักษะการพึ่งพาตนเอง ผ่านการเลือกทำกิจกรรมที่สนใจและเรียนรู้ที่จะทำจนสำเร็จด้วยมือของเขาเอง
  • Intellect (สติปัญญา): สร้างสมาธิที่จดจ่อ (Concentration) และกระตุ้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ผ่านการลงมือทำจริง
  • Emotion (อารมณ์): สร้างความมั่นคงทางใจ (Security) ฝึกความอดทน และรู้จักการจัดการกับความผิดพลาด (Resilience) อย่างใจเย็น
  • Social (สังคม): ปลูกฝังระเบียบวินัย มารยาทพื้นฐาน และการสื่อสารความต้องการอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่นและใกล้ชิดกับคุณครู

Montessori Playgroup: สะพานเชื่อมโยงก้าวแรก… จากบ้านสู่รั้วโรงเรียน

Recommend: สำหรับวัยหัดเดิน (Toddler) ที่กำลังเตรียมพร้อมออกไปเจอโลกกว้าง Playgroup กลุ่มเล็ก (3- 5 คน) ที่ Assava คือพื้นที่จำลองสังคมที่ปลอดภัยที่สุด ช่วยเปลี่ยนความกังวลใจให้เป็นความกล้าเรียนรู้ ผ่าน 5 ทักษะสำคัญ:

  • Social Skills: ฝึกการอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ เรียนรู้ที่จะรอคอย แบ่งปัน และเคารพสิทธิ์ของกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติ
  • Peer Learning: การเห็นเพื่อนวัยเดียวกันทำกิจกรรม จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ อยากลองทำและกล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ตามวัย
  • Language Skills: พัฒนาการสื่อสารผ่านสถานการณ์จริง ช่วยให้เด็กๆ กล้าแสดงออกและมีคลังคำศัพท์ที่กว้างขึ้น
  • Building Confidence: ลดความกังวลเมื่อต้องห่างจากคุณพ่อคุณแม่ ฝึกการพึ่งพาตนเองในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง
  • School Readiness: เตรียมความพร้อมสู่รั้วโรงเรียนใหญ่ ช่วยให้เด็กๆ คุ้นเคยกับการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้อย่างราบรื่นค่ะ
น้องกำลังใช้สมาธิจดจ่อกับกิจกรรมค่ะ

หลักสูตรที่นี่ “ออกแบบได้” ตามใจคุณพ่อคุณแม่ (Customized Learning)

Montessori Heart: เพราะหัวใจของการเรียนรู้ คือการเคารพ “ทางเลือก” ของเด็กๆ

ที่ Assava เราเชื่อว่าการเติบโตที่ดีที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเด็กๆ ได้เลือกตามความสนใจของตนเอง แต่เป็นการเลือกที่มี “เป้าหมาย” ไม่ใช่การปล่อยให้เล่นไปอย่างไร้ทิศทาง:

  • ทุกการเล่นมีจุดมุ่งหมายซ่อนอยู่เสมอ เพื่อบ่มเพาะความเชื่อมั่น (Self-Esteem) และทักษะการพึ่งพาตนเอง ให้แข็งแรงจากภายใน เน้นให้เด็ก ๆ เลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ
  • คุณครูจะจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ “พอดี” กับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ทำให้ในหนึ่งห้องเรียน เด็กๆ อาจจะกำลังสนุกกับกิจกรรมที่แตกต่างกันตามจังหวะของตัวเอง เด็กแต่ละคนจะได้ทำกิจกรรมที่แตกต่างกันค่ะ
  • การปรับกิจกรรมให้เหมาะกับรายบุคคล ช่วยให้เรามองเห็น “ตัวตน” ของเด็กๆ ได้ชัดเจนที่สุด จุดไหนที่เป็นศักยภาพ…เราพร้อมสนับสนุนให้ไปต่อ จุดไหนที่ยังขาด…เราพร้อมเสริมสร้างให้อย่างอ่อนโยน

ขออะไรมา… Assava จัดให้! พื้นที่การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดจินตนาการ

จุดเด่นที่ทำให้คุณแม่หลายคนประทับใจคือความยืดหยุ่นค่ะ เพราะที่นี่คุณแม่สามารถพูดคุยเพื่อออกแบบคลาสเรียนให้ตรงใจลูกที่สุดได้เลย พร้อมดีไซน์กิจกรรมให้ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล เพื่อดึงศักยภาพของเขาออกมาให้มากที่สุด

มากกว่าแค่การเล่น แต่ครอบคลุมถึง “วัยเรียน”

สำหรับพี่ๆ ประถมที่อยากเสริมทักษะวิชาการแต่ไม่อยากเรียนแบบเครียดๆ Private Class คือคำตอบค่ะ

  •  Phonics / ภาษาไทย / ภาษาจีน
  •  คณิตศาสตร์ และวิชาต่างๆ

ปรับเปลี่ยน “วิชาการ” ให้กลายเป็น “กิจกรรมแสนสนุก” ตามสไตล์ Assava เรียนรู้ผ่านการลงมือทำที่แตกต่างจากการกวดวิชาทั่วไป ช่วยให้เด็กๆ เข้าใจบทเรียนได้ลึกซึ้งและมีความมั่นใจในการเรียนมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ

ปั้นทักษะแห่งอนาคต ด้วย Human Skills

ปูพื้นฐาน “Human Skills” ทักษะสำคัญที่ AI ก็เลียนแบบไม่ได้

ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่จะทำให้เด็กๆ เติบโตอย่างโดดเด่นคือ Human Skills หรือทักษะความเป็นมนุษย์ที่หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ค่ะ ที่ Assava เราจึงสอดแทรกการฝึกฝนทักษะเหล่านี้ในทุกกิจกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกน้อยทั้งร่างกายและจิตใจ:

  • Sensory Play & Creative Arts: เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 และปลดปล่อยจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อให้สมองพัฒนาแบบก้าวกระโดด
  • EQ & Resilience: สอนให้เด็กๆ รู้จักจัดการอารมณ์ มีความเห็นอกเห็นใจ มีความอดทนไม่ย่อท้อ และยืดหยุ่นต่อทุกสถานการณ์
  • Life Skills Workshop: เรียนรู้ฝึกการดูแลตัวเองและสิ่งรอบข้างผ่านการลงมือทำจริง (Learning by Doing)
  • Social Skills: สร้างความมั่นใจในการก้าวเข้าสู่สังคมผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กๆ พร้อมเปิดโลกกว้างอย่างสง่างาม

ทักษะตนเองชีวิตที่แท้จริง เริ่มต้นจากการเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง

เพราะ “ความรู้เท่าทันอารมณ์” คือรากฐานของความมั่นคงทางใจ และมีความสำคัญไม่แพ้ Skills อื่น ๆ ช่วยให้ลูกจัดการกับความเครียดและความผิดพลาดได้อย่างยืดหยุ่น

ฝึกสื่อสารความรู้สึก: ผ่านการ Check-in / Check-out อารมณ์ในทุกคลาส เพื่อให้การบอกเล่าความรู้สึกเป็นเรื่องปกติและธรรมชาติสำหรับเขา  เรียนรู้จากความรู้สึกจริง: เราเปลี่ยนทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้เป็นบทเรียน EQ ที่หาไม่ได้จากตำรา เพราะทักษะนี้ต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงเท่านั้น  สร้างวัคซีนใจ: ให้ EQ เป็นเหมือนภูมิต้านทานชั้นดี ที่จะอยู่ติดตัวลูกไปจนโต ให้เขาเป็นเด็กที่พร้อมทั้งศักยภาพและมีความสุขจากข้างในอย่างแท้จริง

มากกว่าที่เรียน คือ “เพื่อนคู่คิด” ของทุกครอบครัว

ทำไมใครๆ ก็บอกต่อ? เพราะที่นี่ดูแลกันตั้งแต่ในคลาสจนถึงที่บ้าน

  • Coaching & Advice: ปรึกษาเรื่องลูกได้ทุกแง่มุม ตั้งแต่เทคนิคการเลี้ยงไปจนถึงการทำอุปกรณ์ Montessori DIY เองที่บ้าน
  • You’re not alone: เราเป็น Support System ที่แข็งแรง ให้คุณแม่รู้สึกสบายใจว่ามีทีมมืออาชีพคอยเคียงข้างในทุกก้าวของเจ้าตัวเล็ก

Choices of Classes

Montessori Classes:

  • Playgroup (1 ชม.) | ฝึกทักษะสังคม การรอคอย และการแบ่งปัน (สาขา 1 บางใหญ่ / บางบัวทอง)
  • Half-day (3 ชม.) | เตรียมความพร้อมสู่รั้วโรงเรียน เน้นระเบียบวินัยและทักษะ EF (สาขา 2 – สวนผัก 60)
  • Private Class | เรียนแบบตัวต่อตัว ปรับตามจังหวะและความสนใจของเด็กรายบุคคล  (สาขา 1 บางใหญ่ / บางบัวทอง) และสาขา 2

Active Programs:

เสริมทักษะทางกาย ความสมดุล และการประสานงาน (สาขา 2 – สวนผัก 60)

  • Parkour ปาร์กัวร์ กิจกรรมปีนป่าย (ที่แรกในไทย)
  • เทควันโด
  • กีฬาต่างๆ
  • Music Group Class

Mommy’s love this ถูกใจแม่

  1. Teacher ทุกคนของ ASSAVA ต้องศึกษาด้านจิตวิทยาและพัฒนาการของเด็ก มีการ Check-in อารมณ์ และ ดูแลด้วยจิตวิทยาเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกได้รับความรักและความสำคัญเสมอ
  2. นอกจากความแข็งแรงทางใจของลูก ที่นี่ยังเป็น “พื้นที่ปลอดภัย + เวลาพักเบรคของครอบครัว” อย่างแท้จริงค่ะ
  3. อิสระในการเป็นตัวเอง” – Montessori class คือ การเปิดโอกาสให้เด็กเลือกทำกิจกรรมเอง ฝึกการพึ่งพาตนเอง และสร้างความมั่นใจผ่านความสนุกทุกครั้งที่มา
  4. บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้าน” – ที่นี่ให้ความรู้สึกปลอดภัย เด็กๆ รู้สึกผ่อนคลาย enjoy ได้แม้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วย
  5. ในช่วงเวลาเรียน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องการ Join Class เลยค่ะ สามารถปล่อยให้ลูกทำกิจกรรมกับคุณครูได้อย่างเต็มที่  เป็นฝึกการแยกกับผู้ปกครอง ในตอนนั้นเองคุณแม่ก็สามารถไปนั่งพักคอยที่คาเฟ่ – มีเวลาส่วนตัวบ้าง
  6. อุ่นใจในทุกก้าว น้องๆ บางคนอาจจะร้องไห้จ้าจนคุณแม่กังวล แต่เมื่อเข้า class – เริ่มเล่น – teacher นำเสนอกิจกรรมเด็กๆ จะ engage ไปโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้สึกว่ามาเรียน แต่รู้สึกเหมือนมาเล่นบ้านเพื่อนที่แสนสบาย ช่วยให้ทุกการเรียนรู้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายและมีความสุข คุณแม่เบาใจได้เลยค่ะ

Trial class : 30 นาที ฟรี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

เบอร์ 061-5945324 หรือ 092-5601985

Line: @assava

IG: @assava.learningspace

FB: Assava Learning space

Assava Cafe & Learning Space

สาขาที่ 1 (บางบัวทอง นนทบุรี)

59/50 โครงการ T59 เวสต์เกต หมู่ที่ 2 ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110

เวลาทำการ: 9:00 น. – 17:00 น.

Assava Active & Learning space

สาขาที่ 2 (สวนผัก 60 กรุงเทพฯ AKA คอร์ทแบดสีชมพู)

เน้นโปรแกรมที่เน้นกิจกรรมทางกายภาพและกิจกรรมต่างๆ

73/6 ซอยสวนผัก 60 ถนนสวนผัก

เวลาทำการ: 8:30 น. – 17:30 น.

Editor : แม่พลอยผิง

ภาพ : ฤทธิรงค์ จันทองสุข

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/6-known-of-montessori/

Tags

เด็กติดเกม

9 ข้อปฎิบัติ เพื่อช่วยเหลือ เด็กติดเกม หรืออินเทอร์เนต

ลูกปิดเทอมยาวทั้งที แม่พ่อก็อยากพัก เลยขอฝากลูกไว้กับมือถือหรือสื่ออื่น ๆ สักพัก แต่ในวัยเด็กเล็ก คำว่าสักพัก แป๊บเดียวไม่มีอยู่จริง จะเกิดการต่อรองและขอขยายเวลาเพิ่ม จนไปจบที่เกิดการก้าวร้าว งอแง ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ทั้งหมดนี้คือพื้นฐานเบื้องต้นของวินัยในชีวิตประจำวัน ซึ่งวินัยเหล่านี้ไม่สามารถสร้างได้ในวันเดียว คือการฝึกฝนและการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่เป็นพื้นฐานชีวิต แม้จะใช้เวลาแต่ก็ต้องอดทน และผู้เลี้ยงดูเองไม่ว่าจะพ่อแม่หรือคนในครอบครัวก็ต้องปรับตัวตามไปด้วยเช่นกัน และนี่คือข้อปฎิบัติที่สามารถช่วยเด็กติดเกมได้

 9 ข้อปฎิบัติ เพื่อช่วยเหลือ เด็กติดเกม หรืออินเทอร์เนต

  • สร้างวินัยและความรับผิดชอบตั้งแต่เด็ก
  • กำหนดเวลาหรือลดโอกาสในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต
  • ฟังและพูดดีต่อกัน สร้างรอยยิ้มทุกวันในครอบครัว
  • ทำดี ชื่นชม และให้กำลังใจ
  • พาออกจากสิ่งแวดล้อมเดิม หากิจกรรมให้ทำ เมื่อลูกเบื่อหรือเครียด (หรือทำร่วมกัน)
  • ร่วมกันกำหนดกติกาในบ้าน แบบจริงจังเข้มแข็งแต่อ่อนโยน
  • ฝึกเข้ากลุ่มทักษะชีวิต การจัดการอารมณ์
  • พลังบวกของพ่อแม่ส่งถึงลูก ควบคุมอารมณ์ในใจของพ่อแม่ก่อน
  • มาตราการการเงินที่เด็ดขาด ควบคุมการซื้อของในเกมหรือเติมอินเทอร์เน็ต

*ข้อมูลจาก กรมสุขภาพจิต

4 พฤติกรรมบ่งชี้ ลูกเป็น “โรคติดเกม” แล้วใช่ไหม

เชื่อว่าพ่อแม่จะยังไม่ปักใจเชื่อทันที ว่าลูกเราติดเกมแล้วหรือยัง บางทีเขาก็อาจจะแค่พักผ่อนไม่นานหนอก หรือบางทีพ่อแม่เองก็วุ่นจนลืมเวลาที่ตั้งไว้กับลูก แต่มีวิธีสังเกตได้ว่าเด็กคนนั้นมีข้อบ่งชี้ของโรคติดเกมแล้วดังนี้

  1. สละเวลาในชีวิต เพื่อการเล่นเกม
    ยอมทุกสิ่งข้าวไม่กิน อาหารไม่แตะหรือจะรับประทานแต่อาหารไม่มีประโยชน์ ที่หยิบทานได้หน้าคอมพิเตอร์หรือเล่นมือถือไปรับประทานไปด้วยได้
  2. สูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเอง (ควบคุมเวลาและอารมณ์ไม่ได้)
    ไม่สามารถกำหนดเวลา เพื่อหยุดกิจกรรมหรือควบคุมตัวเองให้หยุด รวบถึงอารมณ์ที่ฉุนเฉียวจากการอยากเล่นเกมต่อเนื่อง
  3. เล่นเกมอย่างต่อเนื่อง จนกระทบต่อชีวิต (การเรียนแย่ลง ไม่นอน ไม่รับประทานอาหาร)
    ไม่ใส่ใจกิจกรรมอื่น ขาดความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ต้องทำ รวมถึงกิจกรรมพื้นฐานชีวิตด้านอื่น ๆ
  4. ระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือน

*ข้อมูลจาก นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล ที่ปรึกษาสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชำจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

เด็กเล่นเกมนาน ๆ หมายถึงว่า เด็กคนนั้นติดเกม แล้วใช่ไหม

  • เล่นเกมเป็นเวลานาน แต่สามารถรับผิดชอบทุกอย่างได้ดี สามารถแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นได้ ก็ไม่จัดว่าเข้าข่ายของโรค เพราะจัดสรรเวลาได้
  • เล่นเกมไม่นาน แต่ใช้เวลาในการดูจอประเภทอื่น ละเลยกิจวัตรประจำวัน แบบนี้เข้าข่ายโรคติดเกม

แล้ววิธีรับมือที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

เมื่อลูกติดเกมแล้ว สิ่งที่ต้องทำตามมา คือการใส่ใจที่เพิ่มขึ้นของพ่อแม่ หากเราใช้วิธีการดุ ลงโทษ หรือยึดโทรศัพท์หรือลดการใช้คอมพิวเตอร์ไปเลย ก็หยุดพฤติกรรมได้แต่ไม่ยั่งยืนและอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวสั่นคลอนจากความหงุดหงิด ไม่พอใจ และต่อต้านซึ่งอาจส่งผลรุนแรงกว่าเดิม ดังนั้นการรับมือลูกติดเกมที่ถูกต้องคือ “สร้างกฎกติกาที่ชัดเจน ห้ามยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ในทันที แต่ให้ค่อย ๆ ลดเวลาลง และสร้างกิจกรรมทดแทน

กติกาการสร้างข้อตกลงร่วมกัน

  1. สร้างข้อตกลงในเรื่องระยะเวลาในการเล่น
    สำหรับเด็กเล็กยังไม่ควรให้เล่นเกมหรือหน้าจอ แต่ในเด็กโต สามารถให้เด็ก ๆ ช่วยกันกำหนดเวลาเล่นด้วยกันได้ ซึ่งควรคำนึงถึงกิจกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันด้านอื่น ๆ เช่น การทำการบ้าน อาบน้ำ รับประทานอาหาร งานอดิเรกอื่น ๆ หรือกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรของพวกเขาเอง ออกแบบและจัดตารางเวลาร่วมกันในครอบครัว
  2. สร้างข้อตกลงบนพื้นฐานความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย
    ข้อตกลงคือกติกา ที่ทั้งพ่อแม่และลูกคิดและตกลงร่วมกัน ดังนั้นหากไม่เป็นไปตามข้อตกลงสามารถมีสิทธิ์ตักเตือน ทักท้วงและลงโทษ ซึ่งควรมีความเด็กขาดและทำจริง ซึ่งกฏนี้สามารถสร้างในแบบของแต่ละบ้าน ซึ่งในช่วงแรกพ่อแม่สามารถเตือนลูก ๆ ก่อนหมดเวลาที่ตกลง เพื่อให้พวกเขาได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อน และหยุดเล่นตามเวลาที่กำหนดไว้ได้ การตั้งกฎนี้ทำให้เด็กมีความรับผิดชอบและภูมิใจ หากทำได้ตามข้อตกลง ซึ่งสามารถทำข้อตกลงที่แตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว เป็นงานกลุ่มที่สร้างวัฒนธรรมประจำบ้านเป็นสิ่งที่ควรช่วยกันคิดข้อตกลงและทร่วมกันในบ้าน
  3. ต้องปฎิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดแต่ไม่เคร่งเครียด
    พ่อแม่ต้องหนักแน่น และทำตามกฎที่ตกลงกันไว้อย่างจริงจัง หากไม่ทำตามบ้างหรือแอบแหกกฎ ลูกจะมองว่าข้อตกลงที่มีร่วมกันสามถผ่อนปรนหรือไม่ศักดิ์สิทธ์พอ และหากไม่ทำตามกฎต้องได้รับการลงโทษตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อให้รู้จักการรับผิดชอบและเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สุดท้ายอย่าลืมให้กำลังใจหากพวกเขาทำได้ดี หรือทำได้ตามข้อตกลง

*ข้อมูลจาก  www.netpama.com

เริ่มสร้างวินัยได้ไว ก็จะช่วยลดความปวดหัวให้กับพ่อแม่ ลดความงอแง ก้าวร้าวในเด็กเล็ก ๆ ได้ ที่สำคัญที่สุดคือกาจัดสรรเวลาและใช้เวลาที่มีร่วมกันในครอบครัว ให้ทุกปิดเทอมใหญ่ เป็นปิดเทอมที่ดีไม่ว้าวุ่นทั้งบ้าน และสนุกสนานไปด้วยกันค่ะ

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สีอึทารก บอกสุขภาพได้มากกว่าที่คิด
สิ่งที่ต้องมี พาลูกเที่ยวไกลแค่ไหนก็ปลอดภัย!


เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

ผ้าอ้อมเปาเปา

บ๊ายบายผดผื่นผ้าอ้อม! นวัตกรรม “พาวเวอร์เจล” ในผ้าอ้อมเปาเปา ซึมซับ 200 เท่า ก้นลูกแห้งสบาย พัฒนาการไม่สะดุด

คุณแม่ขา! ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ขอพาทุกครอบครัวเข้าสู่ยุคใหม่ของผ้าอ้อมสำเร็จรูป ที่การซึมซับจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป! ถ้าคุณแม่ๆ กำลังเผชิญกับปัญหาก้นลูกเปียกชื้น ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย หรือมีผดผื่นผ้าอ้อมมากวนใจจนลูกงอแงทุกคืน ถึงเวลาต้องอัปเกรดแล้วค่ะ! เพราะวันนี้เราจะมาพูดถึง ผ้าอ้อมเปาเปา ที่พกพานวัตกรรมพาวเวอร์เจล ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการซึมซับน้ำได้สูงถึง 200เท่า! ใช่ค่ะ คุณแม่อ่านไม่ผิด 200 เท่า นี่คือเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความแห้งสบายของผิวบอบบางของลูกน้อยโดยเฉพาะ

ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids บอกได้เลยค่ะว่า ความแห้งสบายคือหัวใจสำคัญของพัฒนาการที่ดี เมื่อลูกรู้สึกสบายตัว ลูกก็จะกล้าเคลื่อนไหว เล่นอย่างเต็มที่ และพัฒนาการก็จะไม่สะดุดแม้แต่วินาทีเดียว มาดูกันค่ะว่า “นวัตกรรมพาวเวอร์เจล” ในผ้าอ้อมเปาเปา จะกลายเป็น ‘ผู้ช่วยที่รู้ใจ’ ของคุณแม่ยุคใหม่ได้อย่างไร

รางวัลการันตีคุณภาพ! เปาเปา คว้ารางวัลนวัตกรรมผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพื่อตอกย้ำความมั่นใจให้กับคุณแม่ทุกท่าน ผ้าอ้อมเปาเปา ไม่ได้มีดีแค่คำโฆษณา แต่ยังได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการแม่และเด็กของไทย นั่นคือการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ EDITOR’S CHOICE ในหมวด SMART & INNOVATIVE นวัตกรรมผ้าอ้อมสำเร็จรูป BEST INNOVATION IN ABSORBENT DIAPERS จากเวที Amarin Baby & Kids Awards 2025

รางวัลนี้มาจากผลการคัดเลือกของ ทีมบรรณาธิการเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้แม่และเด็กที่เชื่อถือได้อันดับต้น ๆ ของประเทศ การที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์แม่และเด็กเลือกให้เปาเปาเป็น “นวัตกรรมที่ดีที่สุดด้านการซึมซับ” ถือเป็นการยืนยันชั้นดีว่าเทคโนโลยี “พาวเวอร์เจล” นั้นล้ำหน้าและตอบโจทย์ปัญหาความอับชื้นได้อย่างแท้จริง คุณแม่จึงวางใจได้เลยว่า ลูกน้อยจะได้รับความแห้งสบายระดับพรีเมียมที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วค่ะ

แกะรหัส 200X! นวัตกรรม ‘พาวเวอร์เจล’ ในเปาเปา ทำงานอย่างไร?

เมื่อความน่าเชื่อถือมาพร้อมรางวัลแล้ว เรามาเจาะลึกที่หัวใจสำคัญของผ้าอ้อมเปาเปากันค่ะ ทีมบรรณาธิการจะพาไปทำความรู้จักกับ ‘พาวเวอร์เจล’ ที่ซึมซับได้สูงถึง 200เท่า! เทคโนโลยีสุดล้ำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนของเหลวให้กลายเป็นเจลล็อกความชื้นไว้ภายในอย่างรวดเร็วและแน่นหนา

ทีมบรรณาธิการก่อนที่จะกล้ามาแนะนำของดีให้คุณแม่ได้ใช้ ก็ต้องพิสูจน์ และทดลองเทสตัวผลิตภัณฑ์ก่อนค่ะ และสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ คือ แม้ว่าผ้าอ้อมเปาเปาจะมาพร้อม แผ่นซึมซับที่บางเฉียบ แต่กลับซึมซับได้อย่างดีเยี่ยม พูดได้เลยว่าเหลือเชื่อค่ะ เราจึงไม่รอช้าที่จะค้นหาข้อมูลเบื้องหลังความมหัศจรรย์นี้ และพบคำตอบอยู่ที่เม็ดพาวเวอร์เจลเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นซึมซับ นี่คือขุมพลังแห่งการซึมซับของผ้าอ้อมนวัตกรรมใหม่ ที่ทีมบรรณาธิการ กล้ายกให้เป็น จุดขายหลัก ที่คุณแม่ทุกคนต้องลองให้ลูกได้ใช้กันค่ะ

ผ้าอ้อม PAOPAO (เปาเปา) มิติใหม่แห่งความแห้งสบายที่ซึมซับได้ถึง 200 เท่า

ผ้าอ้อมเปาเปา ได้นิยามคำว่า “แห้งสบาย” ขึ้นมาใหม่ ด้วยการทำงานของพาวเวอร์เจล ที่มอบคุณสมบัติสุดพิเศษ 4 ข้อ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมก้นลูกของคุณถึงได้แห้งสบายตลอดวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผดผื่นผ้าอ้อมอีกต่อไป

  • พลังซึมซับเหนือชั้น: ด้วยความสามารถในการ ดูดซับน้ำได้มากกว่า 200 เท่าของน้ำหนักตัวเอง ทำให้สามารถรองรับปริมาณของเหลวได้ในปริมาณมากอย่างเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะฉี่บ่อยแค่ไหนก็เอาอยู่
  • ล็อกความชื้นแน่นหนา: เม็ดพาวเวอร์เจลจะทำหน้าที่ กักเก็บของเหลวไว้ภายใน ไม่ไหลย้อนกลับขึ้นสู่ผิว ทำให้ผิวบอบบางของลูกน้อยไม่สัมผัสกับความเปียกชื้นเลยแม้แต่น้อย
  • ลดการอับชื้นโดยตรง: การกักเก็บที่ดีเยี่ยมนี้เองที่ ช่วยให้ผิวลูกแห้งสบาย ลดการอับชื้น ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาผิวต่าง ๆ
  • บ๊ายบายผดผื่นผ้าอ้อม: เมื่อผิวแห้งสบาย ไม่อับชื้น และไม่มีการไหลย้อนกลับมาเสียดสี จึงลดโอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อมจากความเปียกชื้นและการเสียดสี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids สรุปได้เลยว่า ด้วยคุณสมบัติของพาวเวอร์เจลในผ้าอ้อมเปาเปา ที่มุ่งเน้นการซึมซับและเก็บกักแบบ 100% นี้เอง ที่ทำให้ลูกของเราหลับได้ยาวนานขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน ลูกอารมณ์ดี และที่สำคัญที่สุดคือ พัฒนาการไม่สะดุด เพราะไม่มีผดผื่นมากวนใจอีกต่อไปค่ะ

เจาะลึกจุดเด่น! ทำไมผ้าอ้อมเปาเปาถึงเป็นมากกว่าแค่ ‘ผ้าอ้อม’

นอกจากหัวใจหลักอย่าง ‘พาวเวอร์เจล’ ที่ช่วยเรื่องการซึมซับถึง 200 เท่าแล้ว ทีมบรรณาธิการ ยังขอนำเสนอจุดเด่นอื่น ๆ ที่ทำให้ผ้าอ้อม PaoPao กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดมาอย่างครบวงจร เพื่อความสบายและสุขอนามัยที่ดีที่สุดของลูกน้อยค่ะ

จุดเด่นของ PaoPaoสิ่งที่คุณแม่จะได้รับ
Lock & Dry Systemระบบกักเก็บอัจฉริยะ ทำให้ ผิวสัมผัสด้านบนยังคงแห้ง สนิท แม้ผ้าอ้อมรองรับของเหลวจำนวนมาก
บางเฉียบเพียง 0.1 มม.ลูกเคลื่อนไหวคล่องตัว ไม่ตุงก้น เหมือนใส่แค่แผ่นผ้าอ้อมบาง ๆ แต่ยัง ซึมซับได้สูงสุดหลายร้อยมิลลิลิตร
อ่อนโยน ปลอดภัยผ่านการทดสอบตาม มาตรฐานสากล เหมาะกับ เด็กผิวบอบบาง และแพ้ง่าย มั่นใจได้ในทุกสัมผัส
ระบายอากาศได้ดีวัสดุคุณภาพสูงช่วย ลดการอับชื้น ได้อย่างดีเยี่ยม แม้ในสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย
ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์พาวเวอร์เจล ช่วยกักเก็บของเหลวและกลิ่นไว้ภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหา กลิ่นลดลง อย่างชัดเจน

คู่มือคุณแม่ ใช้งานผ้าอ้อมเปาเปาอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด?

เมื่อตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ทีมบรรณาธิการ ขอแนะนำการใช้งานและดูแลรักษาผ้าอ้อมเปาเปาอย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณแม่มั่นใจว่าลูกน้อยจะได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมนี้อย่างเต็มที่ค่ะ

  • ขนาด: ผ้าอ้อม PAOPAO ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิด (NB) จนถึงเด็กโต (XXL) สิ่งสำคัญที่สุดคือการ เลือกขนาดที่เหมาะสมกับเอวและขาเด็ก อย่างพอดี เพื่อป้องกันการรั่วซึมที่อาจเกิดขึ้นได้
  • ช่วงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม: ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 3-4 ชั่วโมง หรือทันทีเมื่อเปียกมาก เพื่อรักษาสุขอนามัยและความแห้งสบายของผิวลูกอย่างต่อเนื่อง (แม้ว่าผ้าอ้อมเปาเปาจะซึมซับได้ยาวนาน แต่การเปลี่ยนตามช่วงเวลาที่เหมาะสมยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวที่บอบบางของลูกน้อยค่ะ)
  • การเก็บรักษา: เพื่อรักษาคุณภาพของพาวเวอร์เจลให้คงที่ตลอดอายุการใช้งาน (3 ปี) ควรเก็บในที่แห้ง และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การจัดการหลังใช้: PaoPao เป็นผ้าอ้อมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว ควรทิ้งอย่างถูกสุขอนามัย ตามคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์เสมอ

ทีมบรรณาธิการ เชื่อว่า ด้วยนวัตกรรมพาวเวอร์เจล และจุดเด่นทั้งหมดของ ผ้าอ้อมเปาเปา นี้จะทำให้คุณแม่สบายใจ ลูกน้อยสบายตัว พัฒนาการไม่สะดุด และกลายเป็น ‘ผู้ช่วยที่รู้ใจ’ ของทุกครอบครัวอย่างแท้จริงค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะคุณแม่? ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby&Kids หวังว่าการเจาะลึกถึงเบื้องหลังนวัตกรรม “พาวเวอร์เจล” ในผ้าอ้อม เปาเปา จะช่วยคลายข้อสงสัยและสร้างความมั่นใจให้กับคุณแม่ได้มากขึ้นนะคะ

เราเข้าใจดีว่า ผิวบอบบางของลูกน้อยนั้นสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด การเลือกผ้าอ้อมที่ดี ไม่ใช่แค่การประหยัดเวลา แต่คือการมอบความสบายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกมีอารมณ์ดี พร้อมเรียนรู้และพัฒนาอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง อย่าปล่อยให้ความเปียกชื้นและความอับชื้นมาเป็นอุปสรรคต่อรอยยิ้มและการเรียนรู้ของลูกน้อยเลยค่ะ ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby&Kids กล้าแนะนำให้คุณแม่ที่กำลังมองหาทางออกของปัญหาผดผื่นผ้าอ้อมและก้นเปียกชื้น ให้โอกาสผ้าอ้อมนวัตกรรมใหม่ เปาเปา ได้เข้ามาเป็น ‘ผู้ช่วยที่รู้ใจ’ ในการดูแลลูกรักของคุณแม่กันนะคะ

พิสูจน์ความแห้งสบายระดับพรีเมียมด้วยตัวคุณเองวันนี้แอดไลน์ @paopaoclub และบอกลาผดผื่นผ้าอ้อมได้เลยค่ะ

Galaxy III เครื่องปั๊มนม

Galaxy III เครื่องปั๊มนม แบรนด์แรกในไทยที่ให้นอนปั๊มได้ 180 องศา ตอบโจทย์ทุกโหมดการใช้งานเพื่อน้ำนมแม่

การเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องบาลานซ์บทบาท Working Woman สุดสมาร์ทไปพร้อมกับการเป็นคุณแม่ที่ดูแลลูกอย่างสมบูรณ์แบบไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะภารกิจปั๊มนมที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและกินเวลาพักผ่อน แต่สำหรับวันนี้ Galaxy III เครื่องปั๊มนม จาก Attitude Mom แบรนด์ไทยที่เข้าใจไลฟ์สไตล์แม่ยุคใหม่ที่สุดได้เข้ามาเปลี่ยนนิยามการปั๊มนมแบบเดิม ๆ ด้วยนวัตกรรมที่ช่วยให้คุณแม่จัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น ไม่ว่างานจะยุ่งแค่ไหน หรือร่างกายต้องการการพักผ่อนเพียงใด ตัวช่วยนี้ก็พร้อมซัพพอร์ตให้คุณทำหน้าที่แม่ได้อย่างไร้ที่ติ

ความโดดเด่นที่ทำให้ Galaxy III เครื่องปั๊มนม กลายเป็นไอเทมที่คุณแม่ยุคใหม่บอกต่อ คือการเป็นแบรนด์แรกในไทยที่ออกแบบมาให้สามารถ “นอนปั๊ม” ได้จริงถึง 180 องศา ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของฟังก์ชันที่ครบครันและการดีไซน์ที่เข้าใจสรีระ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งปั๊มระหว่างเคลียร์งาน หรือการนอนพักผ่อนให้เต็มอิ่มไปพร้อม ๆ กับการทำสต็อกน้ำนมให้ลูกน้อย ก็กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย จบในเครื่องเดียว ช่วยให้คุณเป็นแม่ที่สนุกกับการทำงานและมีเวลาดูแลตัวเองไปพร้อม ๆ กัน

 Galaxy III เครื่องปั๊มนม

Galaxy III เครื่องปั๊มนม นวัตกรรม “นอนปั๊ม 180 องศา” ครั้งแรกในไทยที่แม่ต้องมี

ลองจินตนาการถึงวันที่คุณแม่ต้องตื่นมากลางดึกเพื่อปั๊มนม ขณะที่ร่างกายล้าเต็มทีแต่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งบนเก้าอี้เพื่อรอให้น้ำนมเต็มขวด… Pain Point นี้จะหมดไปค่ะ เพราะ Galaxy III คือเครื่องปั๊มนมรุ่นแรกในไทยที่ทลายขีดจำกัดเดิม ๆ ด้วยนวัตกรรมที่ทำให้คุณแม่ “นอนปั๊มได้จริง 180 องศา” คุณแม่สามารถนอนราบไปกับเตียงเพื่อพักผ่อนสายตาหรือจะงีบไปพร้อมกับลูกน้อยในช่วงกลางวันก็ทำได้โดยที่น้ำนมไม่ไหลย้อนกลับ ความสะดวกสบายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดอาการปวดหลังจากการนั่งปั๊มนาน ๆ แต่ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความสุข ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อปริมาณน้ำนมอีกด้วยค่ะ

ฟังก์ชันครบจบในเครื่องเดียว (All-in-One Solution)

ความเก่งของ Galaxy III คือการเป็นเครื่องปั๊มนมแบบ 2 มอเตอร์ รุ่น Nano Air Pump ที่ทำงานแยกซ้าย-ขวาได้อย่างอิสระ หากข้างไหนคัดเป็นพิเศษก็สามารถปรับระดับแรงดูดให้ต่างกันได้ตามความต้องการ โดยในชุดเดียวคุณแม่จะได้อุปกรณ์ครบเซตที่ปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์

  • ชุดอุปกรณ์สำหรับนั่งปั๊ม : เหมาะสำหรับคุณแม่ Working Mom ที่ต้องนั่งเคลียร์งานในออฟฟิศ หรือนั่งดูซีรีส์ที่บ้าน
  • ชุดอุปกรณ์สำหรับนอนปั๊ม : เปลี่ยนโหมดเป็นคุณแม่สายพักผ่อน นอนปั๊มได้สบาย ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องการรั่วซึม นี่คือนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น ให้คุณแม่บริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
 Galaxy III เครื่องปั๊มนม

Galaxy III เครื่องปั๊มนม 5 โหมดอัจฉริยะ แก้ไขทุกปัญหาเรื่องน้ำนม

เพื่อให้การปั๊มนมมีประสิทธิภาพเหมือนลูกดูดจริง Galaxy III มาพร้อม 5 โหมดอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย ให้คุณแม่สามารถสั่งการได้เพียงปลายนิ้ว

  1. Massage Mode : นวดกระตุ้นเบา ๆ ปรับได้ 5 ระดับ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เต้านมก่อนเริ่มปั๊ม
  2. Expression Mode : โหมดดูดน้ำนม ปรับได้ 7 ระดับ เลียนแบบจังหวะการดูดของทารกอย่างเป็นธรรมชาติ
  3. 2 in 1 Mode : นวัตกรรมใหม่ที่นวดกระตุ้น 8 ครั้ง สลับกับดูด 1 ครั้ง ช่วยกระตุ้นน้ำนมให้มาไวขึ้นและประหยัดเวลา
  4. Double Frequency Mode : โหมดรีดน้ำนม ปรับได้ 7 ระดับ ช่วยรีดน้ำนมที่ค้างเต้าออกมาให้เกลี้ยง ป้องกันปัญหาท่อน้ำนมอุดตันได้เป็นอย่างดี
  5. Spin Mode : โหมดสปิน ปรับได้ 3 ระดับ ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำนมให้ดียิ่งขึ้นแม้ในวันที่น้ำนมไหลน้อย

เพราะการปั๊มนมไม่ใช่แค่ภารกิจสั้น ๆ แต่คือการเดินทางระยะยาวของคุณแม่ การเลือก Galaxy III จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยจัดการทุกปัญหาเรื่องน้ำนมได้อยู่หมัดด้วย 5 โหมดอัจฉริยะแล้ว หากลองคำนวณดูว่าถ้าคุณแม่ปั๊มนมวันละ 8 รอบ เป็นเวลา 1 ปี ค่าตัวของ Galaxy III จะตกเพียงวันละ 62 บาทเท่านั้น! หรือ ถูกกว่ากาแฟหนึ่งแก้วเสียอีก แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความสบายที่ไม่ต้องทนปวดหลัง และสต็อกน้ำนมคุณภาพเพื่อการเติบโตของลูกน้อยที่หาซื้อจากไหนไม่ได้จริง ๆ ค่ะ

Galaxy III เครื่องปั๊มนม กับสัมผัสพรีเมียมที่ใส่ใจสรีระคุณแม่ที่สุด

นอกจากฟังก์ชันที่ล้ำสมัยแล้ว เรื่อง “สัมผัส” และความปลอดภัยคือสิ่งที่ Attitude Mom ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเราเชื่อว่าความสบายของคุณแม่คือหัวใจหลักที่ทำให้น้ำนมไหลดี Galaxy III จึงเลือกใช้ กรวยซิลิโคนแท้ 100% (Soft Silicone) ที่มีความนุ่มนวลเป็นพิเศษ แนบสนิทไปกับผิวโดยไม่ทำให้รู้สึกเจ็บเต้า หรือเกิดการระคายเคืองต่อผิวที่บอบบาง การเลือกใช้วัสดุระดับ Food Grade ที่ได้มาตรฐานสากล ไม่เพียงแต่ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายขณะปั๊ม แต่ยังมอบความมั่นใจว่าทุกหยดน้ำนมที่ส่งต่อไปยังลูกน้อยนั้นสะอาดและปลอดภัยที่สุด นี่คือการยกระดับมาตรฐานการดูแลตัวเองของคุณแม่ยุคใหม่ที่ “ฉลาดเลือก” สิ่งที่ดีที่สุดให้กับทั้งตัวเองและลูกรัก

ความมั่นใจและบริการหลังการขาย (After Sales Service)

เราเข้าใจว่า “น้ำนมแม่รอไม่ได้” ดังนั้นการเลือกแบรนด์ไทยอย่าง Attitude Mom จึงช่วยให้คุณแม่อุ่นใจได้มากกว่า เพราะแบรนด์ Attitude Mom มีหน้าร้านและมีสินค้าวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

  • อุ่นใจ : รับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่นานถึง 1 ปีเต็ม
  • Exclusive Service : เรามีทีมที่ปรึกษาเรื่องน้ำนมแม่โดยเฉพาะ คอยตอบคำถามและให้คำแนะนำตั้งแต่ 07.30 – 00.00 น. ของทุกวัน ไม่มีวันหยุด! ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่มือใหม่ที่มีคำถามเรื่องการปั๊ม หรือคุณแม่ที่กังวลเรื่องปริมาณน้ำนม ทีมงานพร้อมดูแลคุณแม่เสมอ

บทสรุปเพื่อคุณแม่ยุคใหม่ Galaxy III เครื่องปั๊มนม คือคำตอบของคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องการบาลานซ์ชีวิตให้ลงตัว ทั้งการทำงานและการดูแลลูก นวัตกรรมนอนปั๊ม 180 องศา และโหมดการทำงานที่ครบครัน จะช่วยเปลี่ยนช่วงเวลาปั๊มนมที่เคยเหนื่อยล้า ให้กลายเป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เริ่มต้นการเป็นคุณแม่ที่สมาร์ทและมีความสุขตั้งแต่วันนี้กับ Galaxy III จาก Attitude Mom

เริ่มต้นการเป็นคุณแม่ที่สมาร์ทและมีความสุขตั้งแต่วันนี้กับ Galaxy III เครื่องปั๊มนม Attitude Mom

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อได้ที่

Website : attitudemombreastpump.com
Facebook : Attitude Mom Thailand
Line : @attitudemom
หรือติดต่อ Customer service Tel. 081-899-9011 , 062-591-2998
และสัมผัสสินค้าจริงได้ที่ เคาน์เตอร์ Attitude Mom ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

Tags

สวนงูสถานเสาวภา

สวนงูสถานเสาวภา แหล่งเรียนรู้เรื่องงูใจกลางกรุงเทพ เที่ยวเชิงวิชาการก็สนุกได้

สวนงูสถานเสาวภา สภากาชาดไทย หรือที่รู้จักในชื่อสากลว่า Snake Farm QSMI คือแหล่งเรียนรู้เรื่องงูที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยความเก่าแก่เป็นลำดับที่ 2 ของโลก และเก่าแก่ที่สุดในทวีปเอเชีย ที่นี่รวบรวมงูมีพิษและไม่มีพิษหลากหลายชนิดไว้ให้ศึกษาอย่างใกล้ชิด

ภายในจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับงูอย่างละเอียด ครบถ้วน และอ้างอิงตามหลักวิชาการ เหมาะสำหรับทั้งเด็ก นักเรียน นักศึกษา และผู้เข้าชมทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสนใจเรื่องงู นอกจากนี้ยังมีการสาธิตจับงูพิษ และรีดพิษงู โดยผู้เชี่ยวชาญให้ชมแบบใกล้ ๆ พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่าย

ที่สำคัญ ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแสดง แต่ยังเป็นศูนย์ผลิตเซรุ่มแก้พิษงูที่ช่วยชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน สะท้อนบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งความรู้และหน่วยงานที่มีคุณค่าต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง​​​​​​​​​​​​​​​​ 

ภายในสวนงูสถานเสาวภา มีอะไรบ้าง?

บรรยากาศด้านในร่มรื่น สะอาด และกว้างขวาง เดินได้แบบไม่อึดอัด เหมาะกับทั้งพาเด็กมาเรียนรู้หรือเดินเล่นชิล ๆ ทางเดินเป็นสัดส่วน ดูเป็นระเบียบ ทำให้เที่ยวได้สบาย ๆ ไม่เร่งรีบ แถมยังมีมุมให้ถ่ายรูปเพลิน ๆ ตลอดทางเลยด้วย โดยพื้นที่ด้านในแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ให้เดินชมได้ครบแบบไม่งง

โซนนอกอาคาร – ชมงูแบบใกล้ชิด

โซนนี้จะเป็นบ่องูและตู้แสดงงูหลากหลายสายพันธุ์ ได้เห็นของจริงแบบใกล้ ๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากสังเกตพฤติกรรมและลักษณะของงูแต่ละชนิดแบบใกล้ชิด

โซนในอาคาร – ตึก ๔ มะเสง

นิทรรศการภายในตึก ๔ มะเสง จัดแสดงความรู้เกี่ยวกับงูอย่างรอบด้าน ให้ผู้เข้าชมได้ทำความเข้าใจธรรมชาติของงูในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิวัฒนาการ กายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยา รวมถึงตำนานและความเชื่อทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับงู นอกจากนี้ยังนำเสนอผลของพิษงูต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ ตลอดจนแนวทางการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัดอย่างถูกวิธี

สวนงูสถานเสาวภา

ชั้น 1 : โชว์งูมีชีวิต

เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ ประวัติตึก ๔ มะเสง อาคารสำคัญที่ใช้จัดแสดงและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับงูมาอย่างยาวนาน

จากนั้นเข้าสู่โซน “เยี่ยมรังงู” พื้นที่จัดแสดงแบบจำลองที่ออกแบบบรรยากาศให้ใกล้เคียงกับถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของงูแต่ละชนิด

ภายในชั้นนี้ยังมี ห้องบรรยายการแสดงรีดพิษงู ซึ่งใช้สำหรับการสาธิตและให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการรีดพิษงูโดยผู้เชี่ยวชาญ

สวนงูสถานเสาวภา

นอกจากนี้ยังมีตู้จัดแสดงงูหลากหลายประเภท แบ่งตามลักษณะสำคัญ ได้แก่

  • ตู้จัดแสดงงูพิษร้ายแรง
  • ตู้จัดแสดงงูพิษเขี้ยวหลัง
  • ตู้จัดแสดงงูไม่มีพิษ

ชั้น 2 : โซนนิทรรศการ SIMASENG CINEPLEX

ชั้นนี้เป็นพื้นที่นิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “งู” ผ่านการจัดแสดงที่แบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ช่วยให้ผู้ชมค่อย ๆ ทำความเข้าใจงูในหลายแง่มุมอย่างเป็นระบบและน่าสนใจ

SCI FI
เปิดเผยความลับทางกายวิภาคของงู พร้อมอธิบายกลไกการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโครงกระดูก อวัยวะภายใน ระบบต่าง ๆ และโครงสร้างที่ทำให้งูมีลักษณะเฉพาะตัว

MYSTERY
สำรวจความเหมือนที่แตกต่างของงูแต่ละชนิด ทั้งฟัน เกล็ด เขี้ยว ประสาทสัมผัส และพฤติกรรม ที่ล้วนมีเอกลักษณ์และความมหัศจรรย์ซ่อนอยู่

FAMILY
เรียนรู้เรื่องการสืบพันธุ์ การฟักไข่ และลักษณะทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับการดำรงเผ่าพันธุ์ของงู

FANTASY
พาไปรู้จักตำนานและความเชื่อเกี่ยวกับงูจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก สะท้อนบทบาทของงูในเรื่องเล่า ศาสนา และความศรัทธาของผู้คน

CRIME
อธิบายเรื่องพิษงู ผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ และแนวทางการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูพิษกัด โดยระบุสิ่งที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงอย่างชัดเจน

ไฮไลต์ห้ามพลาดที่ Snake Farm QSMI

โชว์รีดพิษงู

ชมขั้นตอนการรีดพิษงูจริง ๆ พร้อมคำอธิบายว่าพิษงูถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างไร

โชว์จับงู

การสาธิตจับงูตัวเป็น ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญ ให้ความรู้ควบคู่กับความปลอดภัย เห็นแบบใกล้ ๆ ตื่นเต้นแต่ได้สาระ

เวลาเปิดทำการ

  • จันทร์ – ศุกร์ : 9:30 – 15:30 น.
  • เสาร์ / อาทิตย์ / นักขัตฤกษ์ : 9:30 – 13:00 น.

เวลาการแสดง

  • วันจันทร์ – ศุกร์
    • รีดพิษงู : 11:00 น.
    • จับงู : 14:00 น.
  • เสาร์ / อาทิตย์ / วันหยุดนักขัตฤกษ์
    • จับงู : 11:00 น.

**แนะนำให้ไปก่อนเวลาเล็กน้อยเพื่อจับจองที่นั่ง

ค่าเข้าชมสวนงูสถานเสาวภา

  • ผู้ใหญ่ 40 บาท
  • เด็ก10 บาท
  • นักเรียน นักศึกษา 20 บาท

สวนงูสถานเสาวภาไม่ใช่แค่สถานที่ดูงู แต่คือแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าถึงง่าย ได้ทั้งความรู้ ความตื่นเต้น และประสบการณ์ใกล้ชิดสัตว์จริงในราคาสบายกระเป๋า

ใครยังไม่เคยมาลอง แนะนำให้มาเปิดประสบการณ์ใหม่กลางกรุงเทพสักครั้ง ส่วนใครเคยมาแล้ว ก็กลับมาอีกได้ เพราะความรู้และการแสดงยังคงน่าติดตามทุกครั้งที่ชม

สวนงูสถานเสาวภา อยู่ที่ไหน?

สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย
ที่ตั้ง : 1871 ถ. พระรามที่ 4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทร. : 02-252-0161
Google Map: https://maps.app.goo.gl/CBKa61hbkzCinLHn6
สถานีรถไฟฟ้า : BTS ศาลาแดง / MRT สามย่าน
Facebook : Snake Farm QSMI – สวนงู สถานเสาวภา


เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
วาร์ปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ บุก พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี
School of Ceramics (SOC) สตูดิโอสอนปั้นเซรามิกแบบครบวงจร


Editor : mylittlewawa
ภาพ : ฤทธิรงค์ จันทองสุข

Mini beat active

MINI BEAT Active พื้นที่ปล่อยพลังของเจ้าตัวเล็ก เล่นสนุกทุกการเคลื่อนไหวที่ BITEC BURI

ใครเป็นสายพาลูกปล่อยพลัง น่าจะคุ้นชื่อ BEAT Active กันอยู่แล้ว เพราะที่นี่คือสนาม Activity ขนาดใหญ่ ที่รวมกีฬา และเครื่องเล่นไว้แบบจัดเต็ม เหมาะกับเด็กโตไปจนถึงวัยทีน วิ่ง ปีน ปั่น ครบจบในที่เดียว

และตอนนี้ ภายใน BEAT Active ก็มีอีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจเพิ่มเข้ามา นั่นคือ MINI BEAT Active พื้นที่สำหรับเด็กเล็กวัย 1–5 ปี ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับช่วงวัยมากขึ้น ทั้งรูปแบบการเล่นและระดับความท้าทาย

ก่อนหน้านี้ โซนหลักของ BEAT Active จะเน้นกิจกรรมที่ใช้พลังค่อนข้างเยอะ เหมาะกับเด็กที่เริ่มควบคุมร่างกายได้ดีแล้ว แต่ มินิบีทแอคทีฟ คือการ “ย่อโลกของการเล่น” ให้เหมาะกับเด็กเล็กมากขึ้น ทั้งขนาดเครื่องเล่น ความปลอดภัย และรูปแบบกิจกรรม

มาทำความรู้จักกับ MINI BEAT Active

MINI BEAT Active คือ โซนกิจกรรมสำหรับเด็กเล็กภายใน BITEC BURI ที่รวมเครื่องเล่นและกิจกรรมเสริมพัฒนาการไว้ในที่เดียว เด็ก ๆ จะได้เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ พร้อมฝึกทั้งกล้ามเนื้อ การทรงตัว และทักษะการคิดไปพร้อมกันแบบเป็นธรรมชาติ

บางโซนมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด อุปกรณ์ได้มาตรฐานและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็น “สนามเด็กเล่นเวอร์ชันอัปเกรด” ที่ไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่ยังเติมการเรียนรู้ให้เจ้าตัวเล็กแบบเนียน ๆ ระหว่างเล่นด้วย  

โซนเล่นหลัก มีอะไรบ้าง?

FREE PLAY ZONE – เล่นอิสระ แต่ได้พัฒนาเต็มๆ

โซนนี้เด็กๆ จะได้วิ่งเล่นแบบไม่มีเบื่อ แต่ทุกกิจกรรมถูกออกแบบมาแล้วว่า “เล่นแล้วได้อะไร”

Ball Shower & Slider
โซนบ่อบอลสีสันสดใสที่รวมทั้งสไลเดอร์และ Ball Shower ไว้ในพื้นที่เดียวกัน ให้เด็ก ๆ ได้สนุกแบบจัดเต็ม

เริ่มจากสไลด์ลงบ่อบอลสุดคลาสสิก ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหว แล้วต่อด้วยการปั่นลูกบอลให้ลอยขึ้นไปด้านบน ก่อนกดปุ่มปล่อยให้ลูกบอลตกลงมาเหมือนสายฝน เพิ่มความตื่นเต้นทุกครั้งที่เล่น

กิจกรรมนี้ช่วยพัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ไปพร้อมกัน พร้อมฝึกความอดทนและการรอจังหวะอย่างเป็นธรรมชาติ

Mini Beat Active

Race Track
เลนจักรยานทรงตัวสำหรับเด็ก ๆ ได้ลองขี่และฝึกบาลานซ์อย่างสนุกสนาน ช่วยพัฒนาทักษะการทรงตัว เสริมความมั่นใจ และเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนเริ่มปั่นจักรยานจริงในอนาคต

Marble Wall Play
กิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ควบคุมลูกแก้วให้กลิ้งไปตามเส้นทางบนผนัง ผ่านอุปกรณ์หลากหลายแบบ ช่วยเสริมทั้งความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนเชิงตรรกะ และการทดลองซ้ำ พร้อมเรียนรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนที่ได้อย่างสนุกสนาน เหมาะกับเด็ก ๆ ที่ชอบลงมือสร้างและลองด้วยตัวเอง

Mini Beat Active

Boxing Machine
กิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ปล่อยพลังด้วยการออกแรงชกบนเครื่องบ็อกซิ่งสุดเท่ ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ฝึกความเร็ว ความแม่นยำ และการควบคุมแรงขณะเคลื่อนไหว

Interactive Floor Game
เกมอินเทอร์แอคทีฟสุดล้ำ ที่ผสานภาพเคลื่อนไหวเข้ากับการเคลื่อนไหวของร่างกาย เด็ก ๆ จะได้วิ่ง กระโดด และแตะภาพบนพื้นแบบตอบสนองทันที ช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การสังเกต และการตัดสินใจอย่างสนุกสนาน

Zip Line สำหรับเด็กเล็ก
กิจกรรมซิปไลน์ขนาดพอดีตัว ให้เจ้าตัวเล็กได้ลองไถลไปตามเส้นทางอย่างปลอดภัย ช่วยเสริมความกล้า ฝึกการควบคุมร่างกาย และพัฒนากล้ามเนื้อแขน–ขาไปพร้อมกัน เป็นอีกหนึ่งด่านที่เด็ก ๆ ได้ท้าทายตัวเองแบบสนุก ๆ

โซนปีนป่าย และ อุโมงค์ตาข่าย
พื้นที่สำหรับเด็ก ๆ ได้ปีนป่าย คลาน และสำรวจไปตามเส้นทางตาข่ายหลากหลายรูปแบบ ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความคล่องตัว และการประสานงานของร่างกาย พร้อมปล่อยพลังได้เต็มที่แบบไม่มีเบื่อ

มุมบทบาทสมมุติ และ เลโก้ยักษ์
โซนเล่นเงียบ ๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นทำอาหารในครัวจำลอง ต่อเลโก้ชิ้นใหญ่ หรือสร้างเรื่องราวในแบบของตัวเอง ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการเล่นอิสระได้อย่างดี

GROUP CLASS ZONE – เรียนรู้เป็นทีม เสริมทักษะรอบด้าน

อีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจมากคือ “คลาสกลุ่ม” เหมาะกับเด็ก ๆ ที่กำลังเริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม มีทั้งคลาสออกกำลังกายสำหรับเด็ก และคลาสพัฒนาการเฉพาะทาง โดยมีโค้ชผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เด็ก ๆ เลยได้พัฒนาทั้งทักษะร่างกาย การเข้าสังคม และการทำงานเป็นทีมไปพร้อมกันแบบสนุก ๆ เลย

MINI BEAT Active เหมาะกับเด็กแบบไหน?

  • เด็กวัย 1–5 ปี
  • เด็กพลังเยอะ ชอบวิ่งเล่น
  • เด็กที่ต้องการเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อ
  • บ้านไหนอยากให้ลูก “เล่นแบบมีคุณค่า”

ายละเอียด

BEAT Active , BITEC BURI
ที่ตั้ง : 88 ถนนเทพรัตน แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
BTS บางนา (ทางออก 1)

เวลาเปิด

  • อังคาร – พฤหัสบดี : 10.00-19.00 น.
  • เสาร์ – อาทิตย์ : 10.00-20.00 น.
  • ปิดวันจันทร์

ค่าเข้า

  • เด็ก อายุ 1-2 ปี เริ่มต้น 150.-
  • เด็ก อายุ 3-5 ปี เริ่มต้น 300.-
  • ผู้ใหญ่ อายุ 18 ปีขึ้นไป 150.-

มินิบีทแอคทีฟ คืออีกหนึ่งที่เที่ยวเด็กที่คุ้มมาก ได้ทั้งความสนุกและพัฒนาการในที่เดียว เด็ก ๆ ได้ปล่อยพลังเต็มที่แบบไม่มีเบื่อ ใครมีลูกเล็กบอกเลยว่า ไปครั้งเดียวมีขอไปซ้ำแน่นอน


Editor : mylittlewawa
ภาพ : อรรถพล ปลอดเถาว์


เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น
Holotype cafe คาเฟ่แมลง พื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติที่เด็ก ๆ จะตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรก

Bluefin Tuna Cutting Show

กิจกรรม Cutting Show โชว์หั่นบล๊อกปลาทูน่าครีบน้ำเงิน เวลา 12.00 น. ทุกวัน ในงาน 10-12 เมย. มาชม ช้อป ชิม ได้ที่ Central Latphrao หน้า Tops Supermarket ชั้น G

  • รับฟรี Omakase Sushi 1 คำ (ลูกค้า 50 ท่านแรกในกิจกรรม/ วัน)
  • ร่วมรายการ เคมเปญ funfest ติดสติกเกอร์ลดราคาได้

* ยกขบวนซีฟู้ดญี่ปุ่นทุกอาทิตย์ สู่ Tops 5 สาขาแรก เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลพระราม 9, Central park, เซ็นทรัลบางนา, เซ็นทรัลชิดลม เริ่ม 11 เม.ย. นี้

Tags

6 โรงเรียนชั้นนำใกล้กรุงเทพฯ โซนสมุทรปราการ
ทางเลือกดี ๆ สำหรับครอบครัวยุคใหม่

ใครกำลังมองหาโรงเรียนดี ๆ ให้ลูกในโซนสมุทรปราการ วันนี้เรารวบรวมมาให้แล้วทั้งโรงเรียนทางเลือก โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงด้านการเรียนการสอน สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ซึ่งแต่ละโรงเรียนก็มีจุดเด่นแตกต่างกัน ลองไปดูกันค่ะว่ามีโรงเรียนไหนน่าสนใจกันบ้าง

1.โรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ

โรงเรียนดังย่านสมุทรปราการ ที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นชื่อกันดี เพราะเปิดสอนมายาวนานกว่า 47 ปี เปิดสอนตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จัดการเรียนการสอนในรูปแบบบูรณาการ (Integrated Learning) ควบคู่กับ Project Approach เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง สำหรับระดับประถมศึกษา โรงเรียนเน้นการสร้างพื้นฐานด้านภาษาให้แข็งแรง เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ในอนาคต ส่วนระดับมัธยมศึกษาจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด การทดลองและการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้นและการทำงานในอนาคต

นอกจากโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการจะให้ความสำคัญกับด้านวิชาการแล้วยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมกีฬาและการพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนควบคู่กันไปอีกด้วย ชอบโรงเรียนนี้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%8d-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%a3/

ที่อยู่: 419/1389 หมู่5 ถ.เทพารักษ์ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

ติดต่อ: 02-384-7491-6

เว็บไซต์:  https://www.acsp.ac.th/

Facebook: https://www.facebook.com/AssumptionSamutprakarnSchoolOfficial

2.โรงเรียนทอรัก

โรงเรียนทางเลือกย่านสมุทรปราการ ที่เปิดทำการสอนมายาวนานกว่า 27 ปี  เป็นโรงเรียนที่ให้ความสำคัญด้านจิตใจของเด็ก ๆ  และเน้นการปลูกฝังมากกว่าการหวังผลลัพธ์ระยะสั้น การเรียนรู้ของเด็กต้องมาจากความรักและความเมตตาของครูผู้สอน ที่นี่เด็ก ๆ จะเรียนอย่างมีความสุข สนุก รู้สึกปลอดภัย และรักที่จะมาโรงเรียนเน้นสร้างเด็กให้เก่งโดยไม่ต้องเร่งเรียน ให้เด็กเรียนรู้ตามธรรมชาติ ใช้หลักสูตร ภาษาธรรมชาติ หรือ Whole Language และ Project Approach จะช่วยกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ส่วยวัยประถม เรียนแบบ Thematic approach และการสอนแบบโครงการ (Project Approach)ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และค้นหาสิ่งที่ตัวเองสนใจผ่านการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติที่เน้นให้เด็กลงมือทำด้วยตัวเอง เป็นการเรียนรู้ที่หลอมรวมทักษะวิชาต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างแนบเนียน บ้านไหนสนใจสามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/taurak-school/

ที่อยู่

209 ( ซอยเทศบาลบางปู 70) โอเชียนวิลเลจ สุขุมวิท

ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ 10280

Email: [email protected]

โทร: 089-679-2500

Website : https://taurakschool.com/

3.THAI-CHINESE INTERNATIONAL SCHOOL

โรงเรียนนานาชาติ 3 ภาษาหลักสูตรอเมริกัน ที่มีครบทั้งวิชาการ-ศาสตร์-ศิลป์-เสรีภาพ บาลานซ์ลงตัว เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นเตรียมอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6หลักสูตร เน้น “การลงมือทำ” ทั้งกิจกรรมเดี่ยว, กลุ่ม, ทำโครงงาน หรือการนำเสนอผลงาน พัฒนา ทั้ง 3 ภาษา ไปพร้อมกัน ทั้ง ไทย จีน และอังกฤษ ที่สำคัญ TCIS เป็นโรงเรียนอินเตอร์แบบอเมริกันที่โดดเด่นเรื่องการให้ สิทธิ และเสรีภาพสำหรับนักเรียน แต่ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิตของนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน โรงเรียนมีนักจิตวิทยา 4 ท่าน   คอยให้คำปรึกษาในด้าน SOCIAL SKILLS และ EMOTION ซึ่งนักจิตวิทยาจะทำงานใกล้ชิดกับคุณครูผู้สอน และคอยเฝ้าสังเกตเด็ก ๆ เสมอ และยังมีชั้นเรียนกลุ่มย่อยหลังเลิกเรียน เพื่อเติม เพื่อเสริมทักษะ ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคม ภาษาไทย ภาษาจีน และคลับกิจกรรมสุดมันส์ให้เด็ก ๆ ระเบิดพลังกันเต็มที่อีกด้วยค่ะ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม อ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/thai-chinese-international-school/

ที่อยู่

101/177 หมู่ 7 ซอยหมู่บ้านบางพลีนิเวศน์ ถนนประเสริฐศิลป์

 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540

โทร: 02-751-1201

Website : https://tcis.ac.th/

4.โรงเรียนยินดีวิทย์

เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นเตรียมอนุบาลจนถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุข ผ่านกระบวนความคิดอย่างมีระบบ ซึ่งการสร้างกระบวนความคิดให้เด็ก ๆ ถือเป็นจุดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียน หลักสูตรคุณภาพอย่าง Oxford International Curriculum ( OIC ) ซึ่งเป็นหลักสูตรจากประเทศอังกฤษ ที่เน้นให้เด็กมีความสุขกับการเรียน Joy of Learning และ Wellbeing มาบูรณาการเป็นภาษาอังกฤษ โรงเรียนยินดีวิทย์ จึงเป็นโรงเรียนที่ภาษาอังกฤษโดดเด่นไม่แพ้โรงเรียนนานาชาติ ในราคาสุดว้าวที่คุณเอื้อมถึง โดยนำมาผสมผสานกับหลักสูตรไทยของกระทรวงศึกษาธิการ  เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ( Learning by Doing ) และปลูกฝังความเป็นผู้นำที่ดี หรือ The Leader in Me เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต สร้างระเบียบวินัย  เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถรับมือกับโลกในอนาคต ถ้าสนใจ อ่านข้อมูลโรงเรียนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/advertorial/yindeewit-school/

ที่อยู่ : 201 หมู่ 1 ถนนเทพารักษ์ ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ 10540.

โทรศัพท์. 0-2704-0014-5

Facebook : ยินดีวิทย์

5.อนุบาลเทพารักษ์ (Teparak Kindergarten School)

โรงเรียนขนาดย่อมที่มีบรรยากาศน่ารัก อบอุ่น ใส่ใจและคิดถึงเด็ก ๆ ก่อนเสมอ และมีหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเด็ก ๆ โดยเฉพาะ ใช้หลักสูตรบูรณาการมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อให้เด็กได้ เรียน เล่น สมวัย มีชีวิตก้าวไกล เพราะเริ่มต้นดี ตามคำขวัญของโรงเรียน เด็ก ๆ ที่นี่จะได้เรียนเป็นหน่วยการเรียนรู้ต่าง ๆ ค่ะ โดยไม่แยกเป็นวิชา ทางโรงเรียนนำเอาหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการมาเป็นตัวตั้งในการทำหน่วยเรียนรู้ต่าง ๆ   ความเข้มข้นของรายละเอียดวิชาต่าง ๆ ก็จะแตกต่างกันออกไปตามระดับชั้นโรงเรียนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะสมอง หรือ EF ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับเด็ก ๆ ในยุคปัจจุบัน ที่จะช่วยให้เด็กมีกระบวนการทางความคิด สามารถควบคุมตนเอง ควบคุมอารมณ์ ยั้งคิด ไตร่ตรอง  ยืดหยุ่น และรู้จักวางแผนและคิดอย่างเป็นระบบ โรงเรียนมีทีมครูคุณภาพคุณครูที่นี่จะเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนที่รู้ใจคนหนึ่งของเด็ก ๆ และต้องทำความเข้าใจความรู้สึกของเด็กให้ได้มากที่สุด จะเป็นครูที่โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ได้ ต้องมี Passion รักในอาชีพครู รักเด็ก และเข้าใจเด็กก็จะช่วยให้ทั้งครูและเด็กนักเรียนที่นี่มีความสุขค่ะ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านรีวิวต่อได้ที่ โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ เรียนเล่นสมวัย ชีวิตก้าวไกล เพราะเริ่มต้นดี

ที่อยู่

855 หมู่ 4 ถนน เทพารักษ์ เทพารักษ์ อำเภอเมือง สมุทรปราการ 10270

เบอร์ติดต่อ: 02-758-2662

Facebook: teparakkindergartenschool

6.D-PREP International School

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกัน Secondary Campus  ที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น Nursery จนถึง Grade 12  เป็นโรงเรียนที่มุ่งเตรียมความพร้อมของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งวิชาการ ทักษะชีวิตและภาวะการเป็นผู้นำในบรรยากาศแสนอบอุ่นเหมือนบ้าน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนและเล่นอย่างมีความสุข

หลักสูตร ของ D-PREPถือว่าโดดเด่นมาก ๆ ค่ะ เพราะมีการผสานแนวทางการสอนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงชั้น หลักสูตรอเมริกัน ตามมาตรฐานของ Common Core State Standards (CCSS) เป็นหลักซึ่งจะใช้เป็นการช่วยกำหนดเป้าหมายให้เด็ก ๆ ว่าเมื่อเรียนจบในแต่ละเทอมแล้ว มีเป้าหมาย ความรู้ หรือทักษะไหนบ้างที่พวกเขาควรจะมี ผสมผสานแนวทางการเรียนรู้ที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล แตกต่างกันออกไปในแต่ละระดับ เพื่อให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก ๆ แต่ละช่วงวัยและยังมีฝ่ายสนับสนุนนักเรียน โดยใช้วิธีการที่แตกต่างกัน เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของนักเรียนจะร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและวางแผนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ สนใจข้อมูลสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ D-PREP INTERNATIONAL SCHOOL โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกัน มอบทุนสูงสุด 50 % สำหรับเกรด 6-12 – Amarin Baby & Kids

ที่อยู่

Primary Campus

38, 38/1-3, 39 หมู่ที่ 6 ถ.บางนาตราด กม. 8 ต.บางแก้ว อ.บางพลี สมุทรปราการ ประเทศไทย 10540

Secondary Campus

97/9 หมู่ที่ 1 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี สมุทรปราการ ประเทศไทย 10540

โทร. 095-879-4944

Website : https://www.dprep.ac.th  

Editor : สุทธิดา มานพน้อย

อ่านบทความโรงเรียนอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/yamsasard-rangsit/

Tags

นม UHT รสจืด

สรุปมาให้แล้ว! เทียบนม UHT รสจืด 5 เจ้าดัง ปี 2026 สารอาหารตัวไหนเด่น ตัวไหนปัง สรุปจบในที่เดียวที่คุณแม่ต้องรู้

เมื่อถึงวัยที่ลูกต้องเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การทานนมกล่อง การเลือก นมวัว UHT รสจืด ที่ดีที่สุดจึงเป็นภารกิจสำคัญที่คุณแม่มองข้ามไม่ได้เลยค่ะ เพราะช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไปคือ “นาทีทอง” แห่งการสร้างรากฐานร่างกาย โดยเฉพาะเรื่อง “ความสูง” และโครงสร้างกระดูกที่แข็งแรง ซึ่งจะเป็นต้นทุนสำคัญให้ลูกรักเติบโตได้อย่างสมวัยและมั่นใจ

แน่นอนว่าในปี 2026 นี้ เทรนด์โภชนาการที่คุณแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือ “สารอาหารจากธรรมชาติ” ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะ แคลเซียมจากน้ำนมโคแท้ 100% ที่ไม่ได้มีดีแค่ช่วยเรื่องกระดูก แต่ยังทำงานร่วมกับวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายให้พุ่งทะยานอย่างเต็มศักยภาพ

วันนี้ Amarin Baby & Kids รวบรวม นมวัว UHT รสจืด 5 แบรนด์ยอดฮิต ที่แม่ ๆ ไว้ใจ มาเจาะลึกรีวิวกันแบบเน้น ๆ ว่ากล่องไหนจะมีแคลเซียมสูง สารอาหารธรรมชาติปัง และตอบโจทย์เรื่องส่วนสูงของลูกรัก สรุปจบในที่เดียวที่คุณแม่ต้องรู้ ตามไปดูกันเลยค่ะ

เสริมพลังการเรียนรู้สู่โลกกว้าง… เริ่มต้นด้วย ‘โภชนาการ’ ที่ใช่ เพื่อต้นทุนชีวิตที่ดีของลูกรัก

คุณแม่ทราบไหมคะว่า เมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัย 4-12 ปี นี่คือช่วงเวลาแห่งการ “สะสมต้นทุนชีวิต” ที่สำคัญที่สุดค่ะ เพราะเป็นวัยที่ร่างกายและสมองต้องทำงานประสานกันอย่างหนัก ทั้งกิจกรรมในรั้วโรงเรียน การเล่นกีฬา และการเรียนรู้ที่ซับซ้อนขึ้นแบบก้าวกระโดด แน่นอนว่า ‘อาหาร 3 มื้อหลัก’ คือหัวใจสำคัญที่คุณแม่ต้องดูแลให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเป็นรากฐานโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรง เตรียมพร้อมสู่ช่วงวัยรุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ

แต่ความลับที่คุณแม่ยุคใหม่ต้องรู้คือ… แค่อาหารมื้อหลักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการใช้พลังงานและพัฒนาการในแต่ละวันค่ะ เพราะเด็ก ๆ แต่ละคนถึงจะอยู่ในวัยเดียวกัน แต่กลับมีนิสัยการกินที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนกินน้อย บางคนเลือกกิน หรือบางวันก็ทานไม่ครบ 3 มื้อเพราะเริ่มติดเล่นจนไม่อยากอาหาร

ฉะนั้น การให้ลูกดื่ม นมวัว UHT รสจืด เสริมอย่างต่อเนื่องจึงยังเป็นสิ่งจำเป็นมากค่ะ และไม่ใช่แค่ดื่มเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่นมกล่องสำหรับลูกวัยนี้ต้องเป็น ‘แหล่งพลังงานคุณภาพ’ ที่อัดแน่นด้วยสารอาหารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียมและวิตามินดี เพื่อกระดูกที่แข็งแรง, โปรตีน ช่วยในการเติบโต รวมถึง วิตามินบี และโอเมก้า 3, 6, 9 ที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ร่างกายแข็งแรง สมองแล่นไว พร้อมรับความรู้ใหม่ ๆ ได้ทุกวินาที

ด้วยเหตุนี้เองค่ะ… มีคุณแม่หลายครอบครัวอินบ็อกซ์หลังไมค์มาหาทีมงานเยอะมากว่า ‘ช่วยเลือกหน่อย! อยากได้ นมวัว UHT รสจืด ที่เป็นนมโคแท้ 100% แต่ต้องมีสารอาหารเสริมพัฒนาการที่ครบถ้วนด้วย’ จัดให้ตามคำขอค่ะ วันนี้เราคัดสรรนมกล่องตัวท็อปที่ควรซื้อติดตู้เย็นไว้ให้ลูกรักมาประชันกันชัด ๆ จะมีแบรนด์ไหนบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

แอบส่องข้างกล่อง 5 นมวัว UHT รสจืด แบรนด์ยอดนิยม

สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่อาจจะยังลังเล หรือไม่แน่ใจว่า นมวัว UHT รสจืด แบรนด์ไหนบ้างที่เป็นนมโคแท้ 100% ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะวันนี้เราลิสต์ตัวเด็ดมาให้แล้วค่ะ

โดยทั้ง 5 แบรนด์ที่เราเลือกมานี้ ไม่ว่าจะเป็น นมโฟร์โมสต์, นมไทย-เดนมาร์ค, นมดัชมิลล์, นมจิตรลดา และนมหนองโพ ต่างก็เป็นนมที่ผลิตจากนมโคแท้ 100% คุณภาพเน้น ๆ ซึ่งเหมาะมากสำหรับเด็ก ๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต รวมถึงทุกคนในครอบครัวที่อยากเติมความสดชื่นและสุขภาพดีในทุกวัน บอกเลยว่ามีติดตู้เย็นไว้ อุ่นใจแน่นอนค่ะ

กางข้อมูลตัวเลข เทียบราคาและสารอาหารธรรมชาติ 5 นมวัว UHT รสจืด ยอดนิยม

ก่อนจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกรัก เราลองมาเช็กข้อมูล “หลังกล่อง” กันแบบชัด ๆ ค่ะ ว่าในหนึ่งกล่องที่เราจ่ายไป ลูกจะได้รับสารอาหารอะไรบ้าง และแบรนด์ไหนที่ให้ความคุ้มค่าในพิกัดราคาที่ใกล้เคียงกัน

  • นมโฟร์โมสต์ : มาในขนาด 225 มล. (ราคาเฉลี่ยกล่องละ 12.50 บาท) โดดเด่นเรื่อง แคลเซียมและความหลากหลายของสารอาหารธรรมชาติที่ระบุไว้ถึง 17 ชนิด
  • นมไทย-เดนมาร์ค : มาในขนาดใหญ่จุใจ 250 มล. (ราคาเฉลี่ยกล่องละ 14 บาท) เน้นจุดแข็งเรื่องสารอาหารธรรมชาติ จากนมโคแท้ 100% สไตล์คลาสสิกที่แม่ ๆ คุ้นเคย
  • นมดัชมิลล์ : ขนาดกะทัดรัด 180 มล. (ราคาเฉลี่ยกล่องละ 10.75 บาท) ให้สารอาหารรวม 10 ชนิด
  • นมจิตรลดา : ขนาด 200 มล. (ราคาเฉลี่ยกล่องละ 13 บาท) กับสารอาหารธรรมชาติ 7 ชนิด มั่นใจได้ในมาตรฐานโครงการส่วนพระองค์
  • นมหนองโพ : ขนาด 180 มล. (ราคาเฉลี่ยกล่องละ 11 บาท) พร้อมสารอาหาร 8 ชนิด ส่งตรงจากสหกรณ์โคนมด้วยน้ำนมดิบคุณภาพ

จะเห็นได้ว่าแต่ละแบรนด์ต่างก็มีจุดเด่นและปริมาณที่แตกต่างกันออกไปค่ะ หากคุณแม่ให้ความสำคัญกับความคลาสสิกและปริมาณที่เยอะ แบรนด์นมโคแท้อย่างไทย-เดนมาร์คหรือจิตรลดาก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่หากมองหาความคุ้มค่าในแง่ของ “ความหลากหลายของสารอาหาร” เมื่อเทียบกับราคาต่อหน่วยแล้ว โฟร์โมสต์ ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคุณแม่ที่ต้องการเสริมพัฒนาการร่างกายให้ลูกรักแบบรอบด้านในกล่องเดียวค่ะ

นม UHT รสจืด

เจาะลึกแคลเซียมจากธรรมชาติ นมวัว UHT รสจืด กล่องไหนส่งเสริมความสูงและร่างกายแข็งแรง?

คุณแม่จ๋า… นอกจากเรื่องนมโคแท้ 100% ที่เราให้ความสำคัญแล้ว สิ่งที่ลืมเช็กไม่ได้เลยคือ “ปริมาณสารอาหารธรรมชาติ” ที่มากับน้ำนมค่ะ โดยเฉพาะ แคลเซียม ที่ต้องสะสมกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ เพื่อสร้างรากฐานร่างกายที่แข็งแรง และเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเรื่องความสูงในระยะยาว

อ้างอิงจากปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (พ.ศ. 2563) ได้ระบุความต้องการแคลเซียมในแต่ละช่วงวัยไว้เพื่อให้คุณแม่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจดังนี้ค่ะ

  • น้อง ๆ วัย 1-3 ปี : ควรได้รับแคลเซียม 500 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วัยซน 4-8 ปี : ความต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 800 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วัยเรียนและวัยรุ่น (9-18 ปี) : ช่วงร่างกายยืดตัวเร็ว (Growth Spurt) ควรได้รับถึง 1,100 มิลลิกรัมต่อวัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เรามาดูกันค่ะว่า นมวัว UHT รสจืด ยอดนิยมแต่ละแบรนด์ ให้แคลเซียมจากธรรมชาติที่ช่วยดูแลเรื่องกระดูกและร่างกายเท่าไหร่กันบ้าง

  1. นมโฟร์โมสต์ : แคลเซียม 35%
  2. นมจิตรลดา : แคลเซียม 30%
  3. นมไทย-เดนมาร์ค : แคลเซียม 30%
  4. นมหนองโพ : แคลเซียม 25%
  5. นมดัชมิลล์ : มีแคลเซียม 25%

สรุปคุณประโยชน์ที่คุณแม่ควรรู้ จากการเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่า แม้ทุกแบรนด์จะเป็นนมโคแท้ 100% เหมือนกัน แต่ปริมาณสารอาหารที่ได้รับอาจแตกต่างกันไปตามกระบวนการผลิตและแหล่งที่มาของน้ำนมค่ะ หากคุณแม่เน้นที่เรื่อง “ความสูง” และต้องการให้ลูกรักได้รับ แคลเซียมสูงจากธรรมชาติ รวมถึงวิตามินต่าง ๆ ในปริมาณที่มากพอต่อความต้องการในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น

นม UHT รสจืด

สแกนสารอาหารธรรมชาติ นมวัว UHT รสจืด กล่องไหนมีเท่าไหร่บ้าง?

นอกจากแคลเซียมที่เป็นพระเอกแล้ว สารอาหารอื่น ๆ ที่มากับน้ำนมโคธรรมชาติก็มีความสำคัญในการช่วยเสริมการทำงานของร่างกายให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพค่ะ เรามาดูกันว่าแต่ละแบรนด์ให้สารอาหารธรรมชาติ อะไรมาบ้าง

  1. นมโฟร์โมสต์ : จัดเต็มความหลากหลายของสารอาหารธรรมชาติเพื่อการเติบโต ได้แก่ ฟอสฟอรัส 25%, วิตามินบี 12 สูงถึง 40%, วิตามินบี 2 25% และ ไอโอดีน 25% ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย
  2. นมไทย-เดนมาร์ค : คงคุณค่าจากน้ำนมโคธรรมชาติด้วย วิตามินบี 2 30% คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันตามธรรมชาติ
  3. นมหนองโพ : มาพร้อม ฟอสฟอรัส 20%, วิตามินบี 12 25% และ วิตามินบี 2 20%
  4. นมดัชมิลล์ : ให้สารอาหารธรรมชาติประกอบด้วย ฟอสฟอรัส 20%, วิตามินบี 12 25% และ วิตามินบี 2 20%
  5. นมจิตรลดา : คุณค่าจากนมโคแท้ให้ วิตามินบี 2 20%

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นนมโคแท้ 100% เหมือนกัน แต่ละแบรนด์กลับมี ‘จุดเด่น’ ของสารอาหารธรรมชาติที่แตกต่างกันไปค่ะ หากคุณแม่มองหาความคุ้มค่าและต้องการเสริมความพร้อมให้ร่างกายลูกรักแบบรอบด้าน ทั้งเรื่องกระดูก พลังงาน และระบบประสาท การเลือกแบรนด์ที่เน้นความหลากหลายของสารอาหารจากธรรมชาติก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเติมเต็มความต้องการของร่างกายลูกรัก เพื่อการเติบโตที่สมวัยได้เป็นอย่างดีค่ะ

สุดท้ายแล้ว การเลือก นมวัว UHT รสจืด ให้ลูกรักในวัย 4-12 ปี คือการตัดสินใจที่สำคัญต่ออนาคตมากค่ะ เพราะนี่คือช่วงโค้งสุดท้ายในการสะสม ‘แคลเซียม’ เพื่อสร้างมวลกระดูกที่แข็งแรงและรองรับส่วนสูงที่กำลังพุ่งทะยาน การมองหาแคลเซียมสูงจากธรรมชาติจึงไม่ใช่แค่เรื่องโภชนาการ แต่คือการมอบ ‘คู่หู’ ที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายลูกเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพที่สุด

แม้ความชอบของเด็ก ๆ จะต่างกัน แต่ความใส่ใจที่คุณแม่มีให้ในการเลือกสารอาหารที่ ‘ใช่’ และ ‘ครบ’ จะเป็นพลังสำคัญที่ส่งให้ลูกก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง หวังว่าข้อมูลเจาะลึก 5 แบรนด์ดังจาก Amarin Baby & Kids ในวันนี้ จะช่วยให้คุณแม่เลือกนมกล่องที่ให้แคลเซียมสูงและตอบโจทย์การเติบโตของลูกรักได้ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้นนะคะ

ข้อมูลอ้างอิง

  1. พัฒนาการวัยเตาะแตะ 1-3 ปี ดูแลอย่างไรให้เด็กเติบโตสมวัยและแข็งแรง, โรงพยาบาลกรุงไทย
  2. แคลเซียม กินอย่างไรให้ดีต่อร่างกาย ?, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

School of Ceramics (SOC)
สตูดิโอสอนปั้นเซรามิกแบบครบวงจร

วันนี้ School Visit เราจะชวนทุกครอบครัว มาปลดปล่อยจินตนาการ พร้อมผ่อนคลายไปกับศิลปะบำบัดอย่าง “การปั้นดิน” และ “งานเซรามิก” ที่ School of Ceramics หรือ SOC โรงเรียนสอนปั้นเซรามิกย่านสมุทรปราการ ที่เปิดให้เรียนได้ทั้งครอบครัวตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับมืออาชีพ ให้ทุกคนได้สนุกกับการสร้างสรรค์ผลงาน พร้อมพัฒนาทักษะในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง

School of Ceramics by Pottery Clay

คนรักงานปั้นเซรามิกหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อ Pottery Clay กันใช่ไหมคะ Pottery Clay คือศูนย์รวมสินค้าและบริการด้านเซรามิกที่ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญนี้ ได้ต่อยอดสู่ School of Ceramics by Pottery Clay โรงเรียนสอนปั้นภายใต้คอนเซ็ปต์ One Stop Shopping” ที่ SOC มีจุดเด่นที่สำคัญคือ มีเหมืองดินเป็นของตนเอง มีดินหลากหลายแบบให้เลือกเยอะ สามารถเลือกใช้ได้กับการปั้นทั้งขึ้นมือและเครื่อง  มีอุปกรณ์ให้เลือกทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างชาติ เครื่องจักรต่าง ๆ แบรนด์ระดับโลก

ที่นี่จึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนปั้น แต่คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ฝึกฝนตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการต่อยอดสู่ระดับอาชีพจริง เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มากับเพื่อน จะเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือมาเป็นครอบครัว ก็สามารถใช้เวลาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และมีความหมาย

SOC โรงเรียนสอนปั้นเซรามิก เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2560 ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปี ที่นี่ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของคนรักงานเซรามิก ที่อยากทั้ง “เรียนรู้” และ “เยียวยาจิตใจ” ไปพร้อมกัน

ประโยชน์ของการปั้นดิน

การปั้นดินเป็นกิจกรรมศิลปะที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ของเด็ก ๆ ช่วยเพิ่มสมาธิและช่วยลดความเครียดผ่านการสัมผัสโดยตรง นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นจินตนาการ พัฒนาการคิดเชิงสามมิติและยังเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ทำให้เด็ก ๆ เกิดความภาคภูมิใจในตนเองอีกด้วย

เด็ก ๆ จะได้ค่อย ๆ เรียนรู้ผ่านการสัมผัสดินและนวดดินธรรมชาติ หัดสังเกตว่าดินมีความนุ่ม แข็งหรือเย็นอย่างไร นอกจากนี้ยังได้เพลิดเพลินไปกับการสร้างรูปทรงต่าง ๆ อย่างอิสระ ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ คลายความกังวลเรื่องความเลอะเทอะและเปิดใจสู่การเรียนรู้อย่างสนุกสนาน

กิจกรรมปั้นนี้ไม่เพียงสร้างความสุขแต่ยังต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมหรือเครื่องปั้นดินเผาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อีกด้วย นอกจานี้หากคุณพ่อคุณแม่ร่วมกันทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ก็จะช่วยยังสานสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย

ทีมครูคุณภาพ

คุณครูผู้สอนปั้นของ SOC เรียนจบทางด้านเซรามิกมาโดยเฉพาะ จึงมีความรู้จริงและสามารถถ่ายทอดทักษะด้านการปั้นที่ถูกต้องให้กับนักเรียนทุกท่าน นอกจากนี้ยังเน้นการใช้อุปกรณ์งานปั้นที่สร้างขึ้นมาเพื่องานปั้นอีกด้วย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ที่สนใจเรียนปั้นได้ใช้ในการเรียนปั้นอย่างถูกวิธี เด็ก ๆ จะได้หัดใช้อุปกรณ์แต่ละชนิดทั้งการนวดดิน ตัดดิน ขูดหรือปาดดิน รวมไปถึงการลงสีด้วย

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

โรงเรียนได้ออกแบบให้มีคอร์สเรียนปั้นทั้งแบบระยะสั้น (One Day Course) เป็น Workshop สั้น ๆ มีทั้งแบบเรียนประมาณ 2 ชั่วโมงหรือทั้งวัน นอกจากนี้ยังมีคอร์สระยะยาว (Long Term Course) เพื่อตอบโจทย์ความ ต้องการผู้ที่อยากปั้นให้ตรงตามจุดประสงค์อย่างครบถ้วนและครอบคุม ต้องการเรียนรู้แบบเจาะลึก สอนตั้งแต่พื้นฐานไปจนระดับสูงได้ทำทุกกระบวนการ

คอร์สสำหรับเด็กและครอบครัว

Pottery for Kids

คอร์สที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อน้องๆ วัย 4-12 ปีโดยเฉพาะ เป็นคอร์สเรียนปั้นด้วยมือ ที่ช่วยกระตุ้นทักษะของเด็ก ๆ ให้กลายเป็นศิลปินตัวน้อยโดยสร้างงานตามจินตนาการแบบไร้ขีดจำกัด น้อง ๆ หนู ๆ จะได้สร้างชิ้นงานในสไตล์ของตัวเองและปั้นดินตาม จินตนาการ โดยมีพี่ ๆ ใจดีช่วยสอนอย่างใกล้ชิด พร้อมลงสีด้วยเทคนิคน้ำดินสี (เอนโกบ)

ราคา 999 บาท / คน

Throwing for Youth

คอร์สเรียนปั้นด้วยแป้นหมุนสำหรับเด็กอายุ 9 – 12 ปี

คอร์สนี้เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่ชอบงานปั้น เคยปั้นด้วยมือมาก่อน หรืออยากลองเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ

ในการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนไฟฟ้าพร้อมเรียนรู้ขั้นตอนพื้นฐานอย่างง่าย ไม่ซับซ้อน

ราคา 1,350 บาท / คน

Parent and Child

สอนเทคนิคปั้นบีบดิน สำหรับเด็ก 4 – 12 และทำกิจกรรมร่วมกับผู้ ปกครอง 1 ท่าน

เพื่อสร้างความสัมพันธ์และช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน พร้อมลงสีตกแต่งชิ้นงาน ด้วยเทคนิคน้ำดินสี(เอนโกบ)

โดยจะปั้นชิ้นงานแยกกันหรือร่วมกันก็ได้

ราคา 1,999 บาท / ผู้ปกครอง 1 คน และ เด็ก 1 คน

ระยะเวลาการสอน : เปิดสอนทุกวัน ใช้เวลาเรียนคลาสละ 2 ชั่วโมง

รอบการเรียน : รอบเช้า เวลา 10:00 – 12:00 น. หรือ รอบบ่าย เวลา 13:30 – 15:30 น.

หมายเหตุ : เผาและเคลือบใสฟรี – SOC จัดส่งชิ้นงานถึงบ้านฟรีทั่วประเทศไทย

Mommy Love This! ถูกใจแม่

1.ครูที่นี่ใจดี ใจเย็นและเป็นกันเองกับเด็ก ๆ มากค่ะ คุณพ่อคุณแม่นั่งรอสบายๆ ได้เลย

2.โรงเรียนมีอุปกรณ์ครบครันสำหรับนักเรียนแต่ละคน และยังมีมุมพักคอยสำหรับผู้ปกครองสามารถนั่งรอเด็ก ๆ ได้หรือจะลงคอร์สเรียนกับลูกก็ได้เช่นกัน  

3.ถ้าเด็ก ๆ ชอบการปั้นก็สามารถซื้อุปกรณ์กลับไปทำที่บ้านได้ด้วย ตั้งแต่ดินเหนียว แป้นหมุน อุปกรณ์ปั้นและสีต่าง ๆรวมไปถึงเตาเผาเซรามิก ครบจบที่เดียวเลยค่ะ

โปรโมชั่นพิเศษ ! สำหรับผู้ติดตามเพจ Amarin Baby & Kids

ระยะเวลาโปรโมชั่น : ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2026 เท่านั้น

สำหรับคลาสที่ร่วมรายการ • Pottery for Kids • Throwing for Youth • Parent & Child

รับสิทธิ์ ส่วนลดทันที 10% หรือ เวิร์กชอปสุดพิเศษ “ดินสี Clay Colors” เพียงแคปหน้าจอว่าติดตามเพจ Amarin Baby & Kids แล้วจองคลาสเรียนผ่าน Line ID: @soc.th สอบถามเพิ่มเติม 088-841-3993

ที่อยู่

1313/2-3 ซอยศรีด่าน 3/2 ถนนศรีนครินทร์ ต.สำ โรง

เหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

สามารถเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้า คือ สายสีเขียวที่สถานีแบริ่งหรือสายสีเหลืองที่สถานีศรีแบริ่ง

เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-17.00 น.

โทร. 088-841-3993

Website : www.schoolofceramicsth.com

Editor : สุทธิดา มานพน้อย

ภาพ : นันทิยา บุษบงค์

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/scientia-bangkok/

Tags

ผ้าหอม นุ่ม ซักสะอาด แบบ2 in 1 ความสะดวกที่แม่ถูกใจ

งานซักผ้าสำหรับเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณแม่บ้านไหนก็อยากให้ลูกของเราได้ใช้ผ้าหอมสะอาดอยู่เสมอ ยิ่งเด็กเล็กหรือเด็กแบเบาะที่ยังบอบบาง ยิ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ความสะอาดคือเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ผ้าของลูกทุกชิ้นต้องสะอาดอยู่เสมอ แม้ว่าจะเลอะเทอะเพียงนิดเดียว หรือเพิ่งหยิบใช้งานเพียงแค่ครู่เดียว ก็ควรนำไปซักทำความสะอาดทันทีหลังใช้เสร็จ ไม่ควรใช้ซ้ำจนหมักหมมสิ่งสกปรก เมื่อผ้าของลูกต้องได้รับการทำความสะอาดเป็นพิเศษขนาดนี้ งานซักผ้าจึงเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่กินเวลาของคุณแม่ในแต่ละวันอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ผสมปรับผ้านุ่มมาในตัวจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่มากค่ะ

ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็กผสมปรับผ้านุ่ม หรือผลิตภัณฑ์ซักผ้าแบบ 2 in 1 เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งน้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มรวมอยู่ด้วยกัน ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว แค่ฉีกซอง ผสมน้ำ แล้วนำไปซักผ้าให้สะอาด ล้างน้ำเปล่าจนเกลี้ยง เพียงเท่านี้ก็ได้ผ้าที่สะอาด หอม นุ่ม ปลอดภัยสำหรับลูกน้อยแล้วค่ะ ช่วยลดขั้นตอนการซักผ้าและการปรับผ้าให้นุ่มลงเหลือเพียงขั้นตอนเดียว ช่วยให้คุณแม่ประหยัดเวลาในการซักผ้าได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับคุณแม่ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ซักผ้าผสมปรับผ้านุ่มที่เหมาะสำหรับเด็ก ทีมแม่ ABK ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็กผสมปรับผ้านุ่มเซฟดี ที่มาพร้อมแพ็คเกจแบบถุง หยิบใช้ง่าย สามารถนำไปเติมเป็นรีฟิลลงในบรรจุภัณฑ์อื่นได้สะดวก ช่วยลดขยะให้กับโลกของเรา

เชื่อว่าแม่ๆน่าจะถูกใจและสะดุดตากับถุงสีขาวชมพูดูสะอาดตา มาพร้อมตัวการ์ตูนรูปช้างกำลังอาบน้ำ เห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กแน่นอน ใครที่เคยเจอปัญหาฉีกถุงน้ำยาซักผ้าหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มแล้วน้ำยาด้านในไหลหกเลอะเทอะ หรือเทแล้วกะปริมาณยาก เผลอเทออกมามากเกินกว่าที่ต้องการใช้จริง เซฟดีจึงออกแบบรูปทรงถุงให้มีส่วนแหลมยื่นออกมา เพื่อเทผลิตภัณฑ์ออกมาได้ง่าย ไม่ไปหกเลอะเทอะสิ้นเปลือง เรียกได้ว่าแก้ปัญหาได้ตรงจุดจริง ๆ

ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็กผสมปรับผ้านุ่มเซฟดีโดดเด่นเรื่อง Organic pH Balanced จึงทำให้ผลิตภัณฑ์มีความอ่อนโยน สามารถซักมือได้อย่างปลอดภัย ถนอมผิวของคุณแม่ ผลิตภัณฑ์นี้จึงสามารถใช้งานได้หลากหลายทั้งการซักมือและซักเครื่อง ตอบโจทย์คุณแม่ทุกบ้าน และยังอ่อนโยนต่อผิวลูก เหมาะสำหรับเด็กทุกช่วงวัย สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดอีกด้วย

ตัวผลิตภัณฑ์ออกแบบกลิ่นชื่อ Sweet dream ให้ความหอมที่กำลังดี ช่วยให้ผ้านุ่มเนียน น่าสัมผัส ไม่บาดผิวลูก ลูกใช้เครื่องนอนที่ซักด้วยผลิตภัณฑ์นี้แล้วหลับสบายฝันหวาน

ผิวของลูกยังบอบบางและระคายเคืองง่าย จึงต้องการการดูเป็นพิเศษ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็กผสมปรับผ้านุ่มเซฟดีจึงเลือกใช้สารที่ได้รับการศึกษาและวิจัยให้มีความปลอดภัยสำหรับเด็ก ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง จึงมั่นใจว่าจะไม่มีสารตกค้างที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อย

นอกจากนี้ยังผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จึงมั่นใจได้ในคุณภาพของการผลิต และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ คุณแม่มั่นใจได้ว่าสินค้าทุกล็อตจะมีคุณภาพและได้รับมาตรฐาน ที่สำคัญหาซื้อได้ง่ายราคาดี เชื่อว่าแม่ๆถูกใจแน่นอนค่ะ

Tags

Premium Rest, Mindful Play สงบกายใจฉบับคุณแม่ ชวนลูกสนุกไปกับโลกกว้าง ที่ The Soul Resort  จังหวัดสระบุรี

เพราะพลังชีวิตแม่ คือพลังชีวิตลูก แม่ก็ต้องได้รับการฮีลใจ ให้สดใสพร้อมรับมือกับทุกวันที่เปลี่ยนแปลงทั้งใจและร่างกายด้วยเหมือนกันนะ นอกจากแม่แล้วทั้งครอบครัวก็สามารถมาพักร่าง ฮีลใจให้มีพลังได้เช่นกัน ที่ The Soul Resort  จังหวัดสระบุรี

Luxury Wellness Destination

ที่จะผสานพลังธรรมชาติ ผ่อนคลาย จิตใจและร่างกายได้อย่างเต็มที่ รีสอร์ตกลางหุบเขาซ่อนตัวด้วยพลังแห่งความสงบ ภายใต้คอนเซปต์ Luxury Wellness Destination ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์และความพิเศษ ที่จะช่วยให้ผู้มาพักได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะการได้หยุดพัก อยู่กับความสงบเพียงชั่วครู่ หรือได้อยู่กับตัวเอง ก็อาจจะได้ค้นพบพลังแรงขับเคลื่อน และความสงบที่แท้จริง ด้วยหลักความสมดุลแห่งธรรมชาติ เพื่อเกิดเป็นความสุขแบบองค์รวม

ทีมแม่ ABK ได้พูดคุยกับ  คุณเดียร์-ดร.ดวงวรรณ บุนนาค  กรรมการบริหาร ถึง แนวคิด และแรงบันดาลใจของการสร้างให้พื้นที่กลางหุบเขาแห่งนี้ให้เป็นหมุดหมายของทุกครอบครัว “เรามีความตั้งใจอยากให้ The Soul Resort สระบุรี ให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของสุขภาพที่ดี อยากจะส่งต่อพลังงานที่ดีให้กับผู้เข้าพักได้สัมผัสถึงความสมดุลทั้งใจและกาย ฟื้นฟูพลังชีวิต พักผ่อนความวุ่นวาย มารีเซ็ตอารมณ์และจิตใจ ด้วยความที่โลเคชั่นไม่ไกลจากกรุงเทพ ทำให้เชื่อว่าที่นี่สามารถเป็นจุดหมายอันสงบและผ่อนคลายให้กับใครที่กำลังอยากอยู่กับตัวเอง ได้พักสมองและปล่อยวางความเหนื่อยล้า  ที่นี่เราใส่ใจรายละเอียดเพื่อให้ประสบการณ์ของการมาเยือนมีแต่ความประทับใจ ตั้งแต่การตกแต่งภายในและภายนอกที่สอดคล้องและกลมกลืนกันอย่างไม่ขัดสายตา รวมถึงการต้อนรับและการให้บริการที่อบอุ่นเป็นกันเอง ให้ผู้มาพักได้เติมพลังกลับไปอย่างเต็มที่” และเรารับรู้ได้ถึงพลังนั้นผ่านการพูดคุยสั้นๆกับคุณเดียร์ตั้งแต่เริ่มต้น

‘Best of East meets Best of West’

แน่นอนว่า ตั้งแต่ก้าวแรกที่เรามาถึงที่นี่ มีความว้าวและประทับใจตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะเดอะโซลตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของภูเขาและทุ่งหญ้า โอบล้อมด้วยพลังงานที่ดีและบริสุทธิ์จากธรรมชาติ เราตกหลุมรักกับการออกแบบที่ผสมผสานศิลปะแบบตะวันออกและสัญลักษณ์ของตะวันตกเข้าด้วยกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด ‘Best of East meets Best of West’  ผสมผสานความงามหลากมิติของสถาปัตยกรรมและการตกแต่งที่เป็นส่วนผสมของศิลปะไทยและยุโรป บรรยากาศสีเขียวรอบตัวสะท้อนถึงพลังแห่งธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ที่โอบล้อมทำให้เรารับรู้ได้ถึงพลังงานที่ดีรอบตัว

ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายใน ผสมผสานหลังคาแบบไทยประยุกต์ด้านไม่เท่า จึงทำให้ตัวอาคารมีลักษณะสูงต่ำไม่เท่ากันอย่างมีมิติ การตกแต่งภายในกลิ่นอายความเป็นจีน ซึ่งเปรียบเหมือนต้นแบบอารยธรรมตะวันออก ผสานกับขั้วตรงข้ามสไตล์นีโอคลาสสิกจากฝั่งตะวันตก ผ่านสีสันที่แทนค่าความรู้สึกเพื่อสร้างบรรยากาศ ราวกับได้การบำบัดความรู้สึกไปในตัว

ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 35 ห้อง แบ่งเป็น 3 รูปแบบได้แก่ Pristine Deluxe, Charisma Premiere Deluxe และ The Soul Suites ที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาแบบพาโนรามาในทุกห้อง ตกแต่งด้วยโทนสีสดใส ใช้วัสดุธรรมชาติอย่างผ้าไหมแท้สีเขียวปีกแมลงทับ ประดับด้วยศิลปะวาดมือลายดอกโบตั๋น และภาพวาดอะคริลิก รวมถึงมุมนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูจิตใจมองท้องฟ้าเบื้องหน้าได้แบบเต็มตา และไม่ต้องกังวลว่าถ้าเด็กๆมาด้วยจะทำอะไรดี ที่นี่มีโปรแกรม Mindful Camp สำหรับเด็กๆ ได้ฝึกสติ พัฒนาจิตใจและรู้เท่าทันอารมณ์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำคัญของความสุขในครอบครัว

ในช่วงที่เราปล่อยให้ลูกได้ฝึกสติ พ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวก็ไปฮีลใจกันได้กับคอร์สบำบัดร่างกายและจิตใจโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น The Soul Wellness & Digital Detox Retreat, Cell Reboot Program, Rebalancing program ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย อาทิ การนวดแบบ Digital Detox Retreat การเดินสมาธิ หรือ Walking meditation เชื่อมต่อกับพลังธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์ เพื่อถ่ายเทประจุพลังงานลบกราวนด์ดิ้งลงสู่พื้นดิน ท่ามกลางขุนเขาและผืนหญ้าอันแสนชุ่มฉ่ำ รวมถึง โยคะริมเขา การเดินชมธรรมชาติ (Nature Trail), มวยไทย, การบำบัดด้วย Crystal Bowl / Sound Healing, Ice Bath ฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดอาการปวด เพิ่มภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว เอนจอยกับการว่ายน้ำที่ Sky Pool พร้อมวิวใกล้ชิดภูเขา สปา การปั่นจักรยาน (Biking Culture Tour) และความพิเศษที่แตกต่างของที่นี่คือกิจกรรมปีนเขา (The Soul Escape)  บนเทือกเขาหินปูนอายุกว่า 270 ล้านปี ขุมสมบัติทางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์และเป็นแหล่งอาศัยของพืชพรรณดึกดำบรรพ์และสัตว์หายาก อาทิ ต้นปรงสระบุรีพันปี ที่บางครั้งอาจโชคดีได้เห็นเลียงผา ที่อาศัยอยู่อย่างไม่รบกวนกัน ตลอดจน Mindful Pinto Lunch ซึ่งเป็นการฝึกรับประทานอาหารอย่างมีสติ เราชอบมุม Hermit Hut กระท่อมน้อยปลีกวิเวก ที่ให้เราได้ผ่อนคลายเอนตัวลงอ่านหนังสือ หรือใช้เวลาส่วนตัวได้อย่างไม่ต้องเร่งรีบ

Food Healing

นอกจากใจแล้วกายและท้องก็สำคัญ อาหารที่นี่ก็อร่อยและเด็ดไม่แพ้กัน อาหารไทยตำรับดั้งเดิม จากห้องอาหารพิมพิมาน (Pim-Piman Restaurant) ที่ยกเมนูไทยโบราณอย่างแกงรัญจวนหรือข้าวแช่ ก็อร่อยแบบไม่อยากวางช้อนกันเลยส่วน The Harmony Library and Tearoom ห้องดื่มชาริมเขาที่ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ Symphony of Color ช่วยเติมพลังและปรับสมดุลให้กับทั้งจิตใจและร่างกาย ผ่านศาสตร์แห่งสีบำบัด (Color therapy ที่นำแม่สีมาเติมเต็มธาตุในร่างกายให้ชุ่มฉ่ำด้วยพลังจากธรรมชาติ อาทิ สีแดง เพิ่มพลังให้กับจิตใจ สีเขียวคือตัวแทนธรรมชาติ ให้ความสงบ ผ่อนคลาย และสีเหลือง ให้ความมีชีวิตชีวา เป็นต้น โดดเด่นด้วยขนมฝรั่งเศสและชาหอมๆผ่อนคลายกาย อุ่นสบายท้อง

Petra Dining and Pool Bar ดินเนอร์สุดพิเศษ พร้อมจิบเครื่องดื่มท่ามกลางพระอาทิตย์ตกอย่างละมุน และเพลิดเพลินกับหมู่ดาวในมุมมอง 360 องศา และสระว่ายน้ำกลางแจ้ง และพื้นที่นั่งชมวิวได้ตามอัธยาศัย

Pimdheva Spa สปาที่ที่มี โปรแกรมการนวดต้นตำรับแบบไทยผสานศาสตร์การดูแลสุขภาพจากยุโรป รวมถึง Digital Detox ที่ช่วยผ่อนคลายการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าลบและของเสียออกจากร่ายกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยออฟฟิศซินโดรม

ด้วยพื้นที่โดยรอบยังเป็นชุมชนเก่าแก่ จึงยังเป็นที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่าง หอมนสิการ วัดป่าสว่างบุญและ วัดถ้ำพระโพธิสัตว์  อุทยานแห่งชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า น้ำตกเจ็ดสาวน้อย น้ำตกโกรกอีดก และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตลอดจนสัมผัสวิถีชุมชนที่ตลาดหัวปลี เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ครบทั้งพักใจและธรรมชาติ

เชื่อเถอะค่ะ ว่าแม่ที่ยิ้มได้ แม่ที่มีความสุข จะส่งพลังไปยังเจ้าตัวเล็กในบ้านได้ ว่าแล้วชวนกันไปทั้งครอบครัวได้เลย รับรองว่าแฮ้บปี้แน่นอน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ทาง www.thesoulresort.com

หรือโทร 036-241777

Tags

สมองไว เริ่มได้ตั้งแต่ปีแรก จุดตั้งต้นทุกการเรียนรู้ของลูก

สร้างสมองไว เริ่มได้ที่ขวบปีแรก เพราะทุกประสบการณ์ คือ การวางรากฐานสู่ความสำเร็จ ให้ลูกน้อยพร้อมเรียนรู้และก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของโลกใบเดิม ในช่วงขวบปีแรกของชีวิต สมองของลูกน้อยพัฒนาอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่วัย 2–6 เดือน ลูกเรียนรู้อารมณ์ผ่านการสังเกตและการตอบสนองของพ่อแม่ เมื่อเข้าสู่ช่วง 9 เดือนแรก สมองจะเริ่มเชื่อมโยงสิ่งที่เห็น ได้ยิน ลิ้มรส และสัมผัส และในช่วง 9–12 เดือน ลูกจะเริ่มส่งเสียงและแสดงอารมณ์มากขึ้นตามความเข้าใจที่พัฒนา

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของสมองก็ คือ โภชนาการที่เหมาะสม โดยเฉพาะสารอาหารที่ช่วยพัฒนาสมองและระบบประสาท ซึ่งร่างกายของลูกกำลังต้องการอย่างมากในช่วงเวลานี้

นมแม่ ถือเป็นแหล่งโภชนาการที่สำคัญในช่วงเริ่มต้นของชีวิต เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด รวมถึงแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมอง รวมถึงสารอาหารหลากหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้สมองของลูกพร้อมเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ

ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของสมองในขวบปีแรกของลูกน้อยจึงไม่ได้สะท้อนแค่เพียงความก้าวหน้าระยะสั้น แต่คือการวาง “ฐานการเรียนรู้ตลอดเส้นทางการเติบโต” ของลูก …เพราะทุกประสบการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนต่อยอดไปสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า

นมแม่ จุดเริ่มต้นสมองไว ด้วยแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน

โภชนาการสมองที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม แอลฟาแล็ค  สฟิงโกไมอีลิน คือหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่พบมากในนมแม่ และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของสมองของลูกน้อยมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสารอาหารกลุ่มนี้ล้วนมีบทบาทต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ

  • การประมวลผลที่รวดเร็ว (FAST Processing Brain) ช่วยให้สมองรับข้อมูลและตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวได้รวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
  • ความยืดหยุ่นทางความคิด (FLEXIBLE Brain) ช่วยให้สมองสามารถปรับตัว เรียนรู้ และเชื่อมโยงประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ดี ส่งเสริมทักษะการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา
  • และ สมาธิ/การจดจ่อ (Brain FOCUS) สนับสนุนการทำงานของสมองในด้านความตั้งใจและการจดจ่อกับกิจกรรมหรือสิ่งที่กำลังเรียนรู้

ทั้งนี้แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการเชื่อมต่อของเซลล์สมองกว่า 100,000 ล้านเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเชื่อมต่อของเซลล์สมองนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการคิด และพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูก

มีงานวิจัยพบว่า ทารกที่ได้รับนมแม่ ซึ่งอุดมด้วยสารอาหารสำคัญอย่าง สฟิงโกไมอีลิน และ ดีเอชเอ (DHA) มีปริมาณไมอีลินในสมองสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยสฟิงโกไมอีลินเป็นไขมันกลุ่มฟอสโฟไลปิดพบในเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง และเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ปลอกไมอีลิน” ที่ทำหน้าที่ช่วยในการส่งสัญญาณประสาทอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการจดจำและการเรียนรู้ของลูกน้อย โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรกซึ่งเป็นช่วงสำคัญของพัฒนาการสมอง

แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน

อีกหนึ่งสารอาหารสำคัญคือ แอลฟา-แล็คตัลบูมิน (Alpha-lactalbumin) โปรตีนคุณภาพสูงในนมแม่ ที่ช่วยสนับสนุนการสร้างสารสื่อประสาทและการทำงานของสมอง งานวิจัยบางส่วนระบุว่า เด็กที่ได้รับนมแม่มีแนวโน้มด้านพัฒนาการสติปัญญาและภาษาที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรพลาดช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมองในขวบปีแรก เพราะสมองคือจุดตั้งต้นของทุกการเรียนรู้ ของลูก การใส่ใจโภชนาการและสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมองตั้งแต่แรกเกิด อย่าง นมแม่ ซึ่งอุดมด้วยสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด รวมถึงสารอาหารสำคัญอย่างแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน ที่ช่วยเสริมการพัฒนาสมอง สร้างสมองไวได้มากกว่าที่แม่คิด เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการสมองไวที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าโลกจะหมุนไปเร็วแค่ไหน สมองของลูกก็พร้อมจะไวก้าวทันโลกใบนี้ อย่างมีความสุขในทุก ๆ วันค่ะ

แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม เข้าชมได้ที่ S-Mom Club ที่เว็บไซต์ https://www.s-momclub.com/ และสามารถสมัครสมาชิกเพื่อปรึกษาทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือสามารถปรึกษา พูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพโภชนาการและพัฒนาการสำหรับคุณแม่และลูกน้อยตามช่วงวัย ได้ที่ Line Open Chat S-Mom Club

เอกสารอ้างอิง

National Institutes of Health (US); Biological Sciences Curriculum Study.
Alpha Lactalbumin – an overview | ScienceDirect Topics
Susuki, K. (2010) Nature Education 3(9):59Deoni S, 2012.
Kar P, et al. Neuroimage. 2021 Aug 1:236:118084.
Department of Mental Health (dmh.go.th)
Horwood LJ et al. Arch Dis Child Neonatal Ed 2001; 84: F23-F27.
Generation Beta starts in 2025: 5 things to know – ABC NewsEearly years brain development – earlychildhood.qld.gov.au

Tags

KF Bangkok
เรียนรู้ผ่าน “ความสุข” สไตล์ Norwegian

ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เชื่อว่าคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจของคุณพ่อคุณแม่แทบทุกคนคือ…

“เราจะเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างไร โดยที่เขายังมีความสุขในปัจจุบัน?”

“เราควรจะลงทุนกับการศึกษาของลูก หรือเก็บเงินไว้ใช้ตอนเกษียณดี?”

ความจริงแล้ว…คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การ “เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” แต่คือการมองหาสถานที่เรียนรู้ที่ช่วยให้ลูกเติบโตได้อย่างสมดุล ทั้งทักษะชีวิต ความคิด และหัวใจ

การเลือกโรงเรียนให้ลูกจึงไม่ใช่แค่การเลือกสถานที่เรียนหนังสือ แต่มันคือการเลือก “พื้นที่บ่มเพาะหัวใจ” ให้เขาเติบโตอย่างมั่นคง

คิดเป็น • ทำได้ • หัวใจแกร่ง • และพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต

School Visit วันนี้ จะพาทุกคนมาเติมกำลังใจกันที่ KF Bangkok International Learning Programme โรงเรียนนานาชาติที่ตั้งอยู่ปากซอยวัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

ความว้าวของ KF Bangkok คือการนำหลักสูตรจาก KF Skolen ประเทศนอร์เวย์ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย ถ่ายทอดทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และคุณค่าทางจิตใจ พร้อมดูแลนักเรียนด้วยความรักและความอบอุ่นในแบบคริสเตียน

ที่นี่ไม่ได้มองการเรียนรู้แค่ “การเก่งวิชาการ” แต่คือการสร้างเด็กให้

• คิดเป็น

• ปรับตัวไว

• รู้คุณค่าของตัวเอง

• และมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบรรยากาศความเป็นนานาชาติ ที่ยังคงเข้าถึงได้ด้วยค่าเล่าเรียนที่จับต้องได้ค่ะ

พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone)
จุดเริ่มต้นของ “ความกล้าเรียนรู้”

หัวใจสำคัญของKF Bangkok คือการสร้าง “ความมั่นคงทางจิตใจ” ให้กับเด็กๆ เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์ (โดยเฉพาะเด็ก) สมองจะเปิดรับการเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อเรารู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับ

ที่นี่เป็นโรงเรียนนานาชาติที่ให้เด็กๆ เติบโตท่ามกลางบรรยากาศของ ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Love) จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นรอยยิ้ม ความสดใส และพลังบวกจากเด็กๆ อย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการในทุกมิติ

เมื่อเด็กๆ ไม่กลัวที่จะทำผิดพลาดเขาจะกล้าลองสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้จากประสบการณ์

เมื่อเด็กๆ รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและได้รับการยอมรับ เขาจะมีความสุข และกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่

หลายคนอาจสงสัยว่า…

Q : แล้วคุณครูที่นี่ทำอย่างไรให้ “ความรักและความเข้าใจ” กลายเป็นรูปธรรมในการดูแลเด็กๆ ได้จริง?

A : คำตอบคือการใช้แนวทางของ International Child Development Programme (ICDP)

คุณครูที่ KF Bangkok ทุกคนผ่านการอบรมตามแนวทางของ International Child Development Programme (ICDP) และใช้หลักการนี้เป็นแนวทางหลักในการดูแลเด็กๆ ในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดนี้ไม่ได้เน้น “วิชาการจ๋า” แต่เน้นการสร้าง ความสัมพันธ์ (Relationship) ที่แข็งแรงระหว่างครูกับเด็ก เพราะเมื่อความสัมพันธ์ดี การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้จริงในห้องเรียน เช่น

1. การสบตา + รอยยิ้ม

คุณครูจะมองตาและยิ้มตอบเด็กๆ เสมอ เป็นสัญญาณเล็กๆ ที่บอกเด็กว่าเด็ก ๆ สำคัญ”

2. การขานรับความรู้สึก (Emotional Response)

เมื่อเด็กเศร้า ร้องไห้ หรือกำลังตื่นเต้นดีใจ ครูจะเข้าไป support และรับฟังความรู้สึก ไม่ใช่สั่งให้หยุดหรือกดอารมณ์นั้นไว้

3. ชื่นชมความพยายาม มากกว่าผลลัพธ์

แทนที่จะชมเฉพาะเวลาทำสำเร็จ คุณครูจะชื่นชม “ความตั้งใจและความพยายาม” เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่าของการพยายามเรียนรู้

ด้วยแนวทางนี้ คุณครูที่นี่จึงไม่ได้เป็นแค่ “ครูผู้สอน”แต่เป็นทั้ง Coach และ Safe Zone ของเด็กๆ

คุณครูจะใช้วิธี สังเกต + ตอบสนอง ให้เหมาะกับสภาวะของเด็กแต่ละคน เพราะเด็กทุกคนมีจังหวะการเติบโตและวิธีเรียนรู้ที่แตกต่างกัน

และเมื่อเด็กๆ รู้สึกว่า “มีผู้ใหญ่ที่เข้าใจเขาจริงๆ” เขาก็จะกล้าเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ และนั่นเองคือช่วงเวลาที่ ศักยภาพของเด็กจะค่อยๆ เบ่งบานออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่ดีมากๆ คือ แนวทางแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปปรับใช้ที่บ้านได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังลูก การสะท้อนความรู้สึก หรือการชื่นชมความพยายาม ซึ่งหลายครอบครัวที่ลองใช้ก็พบว่าได้ผลดีมากค่ะ

ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Love)

ในมุมมองของคริสต์ศาสนา ความรักแบบนี้คือ ความรักที่บริสุทธิ์ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ เป็นความรักที่ไม่ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แบบ ความดีงาม หรือการกระทำของใครคนหนึ่ง แต่เป็นความรักที่มอบให้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่นเสมอ

แนวคิดนี้จึงสะท้อนออกมาในการดูแลเด็กๆ ของคุณครูที่ KF Bangkok International Learning Programme เพราะคุณครูทุกท่านนับถือศาสนาคริสต์ เด็กๆ จึงได้รับการดูแลด้วยทัศนคติของการ ยอมรับ เห็นคุณค่า และให้ความรักกับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าเขาจะเก่งหรือยังต้องเรียนรู้อีกมากเพียงใด 💛

ICDP (International Child Development Programme) คืออะไร

หรือ “โปรแกรมพัฒนาเด็กระหว่างประเทศ” เป็นแนวทางด้านจิตวิทยาพัฒนาการที่มุ่งเน้นการสร้าง ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผู้ดูแล (เช่น พ่อแม่ หรือคุณครู) กับเด็ก

หัวใจของแนวทางนี้คือการสื่อสารที่อบอุ่น การเข้าใจและตอบสนองต่ออารมณ์ของเด็ก การปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในชีวิตประจำวัน

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เด็ก เติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

แนวทาง ICDP ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากองค์กรระดับโลก เช่น UNICEF และ World Health Organization ซึ่งสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของแนวคิดนี้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กในหลายประเทศทั่วโลก

ทำไมต้อง “หลักสูตรนอร์เวย์”?

Norway เป็นหนึ่งในประเทศที่มักติดอันดับต้น ๆ ของโลกด้านความสุขและคุณภาพชีวิตของประชากร ดังนั้นแนวคิดด้านการศึกษาของที่นี่จึงไม่ได้มุ่งสร้างเด็กให้เก่งเฉพาะการสอบ แต่ต้องการสร้าง “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ทั้งความคิด จิตใจ และทักษะชีวิต

ที่ KF Bangkok จึงนำแนวทางการศึกษาจาก KF Skolen ประเทศนอร์เวย์ มาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของเด็กไทย

1.เน้น “ความสุขและทักษะชีวิต

เป้าหมายสำคัญของการศึกษานอร์เวย์ คือการช่วยให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่

  • ดูแลตัวเองได้
  • มีสุขภาพจิตที่ดี
  • อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข

เด็กๆ จึงไม่ได้เรียนรู้แค่จากตำรา แต่เรียนผ่าน การเล่น การทดลอง และประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นวิธีที่สมองเด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุด

2.เน้น “ประชาธิปไตยและการรับฟัง”

แนวทางการเรียนรู้แบบนี้ทำให้เด็กๆ มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าคิด กล้าถาม และเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นในห้องเรียน ครูจึงทำหน้าที่เป็น Coach มากกว่าผู้สั่งการ และเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เลือกกิจกรรมที่สนใจตาม Station การเรียนรู้ ต่างๆ เพื่อให้เขาได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ

3.สมดุลระหว่าง “วิชาการ vs ธรรมชาติ”

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของการศึกษาสไตล์นอร์เวย์คือการเชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับ โลกจริงรอบตัว

  • เปลี่ยนการเรียนรู้จากนามธรรม → เป็นรูปธรรม เด็ก ๆ จะเข้าใจเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ผ่านประสบการณ์ตรง เช่น

การสังเกตการเติบโตของต้นไม้ ทำให้เข้าใจทั้ง วิทยาศาสตร์ (การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต) คณิตศาสตร์ (การนับ การวัด)ซึ่งมักเข้าใจได้ง่ายและลึกกว่าการอ่านจากตำราเพียงอย่างเดียว

  • ฝึกการสังเกตและการคิดวิเคราะห์ ธรรมชาติมีความหลากหลาย เด็กๆ จึงมักตั้งคำถามว่า

“ทำไม?”“เกิดขึ้นได้อย่างไร?” คำถามเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของ ทักษะการคิดวิเคราะห์และการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกอนาคต

ต้นไม้ที่งดงามในแบบฉบับของตัวเอง

ตามความเชื่อของคริสเตียน เด็กทุกคนคือ ของขวัญล้ำค่าที่ถูกสร้างมาอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เปรียบเหมือนต้นไม้ในสวนเดียวกัน แม้จะเป็นพันธุ์เดียวกัน แต่ก็ยัง ออกดอก ออกผล และเติบโตไม่เหมือนกัน

เอกลักษณ์ของเด็กแต่ละคนจึงประกอบด้วยหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • ทักษะและพัฒนาการ
  • อุปนิสัยและบุคลิก
  • ความสนใจและความชอบ
  • รวมถึงพื้นฐานครอบครัวที่แตกต่างกัน

หน้าที่สำคัญของครูจึงไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคน “เหมือนกัน” แต่คือ การออกแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อรองรับความแตกต่างของเด็กแต่ละคน

ที่ KF Bangkok International Learning Programme จึงใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Learning Stations

ในแต่ละ Station จะมีกิจกรรมที่แตกต่างกัน แต่ทุกฐานมี เป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน และออกแบบให้เป็น Play-based Sensorial Station 100%

เด็กๆ จะได้หมุนเวียนไปตามฐานต่างๆ เพื่อฝึกทักษะหลากหลายด้าน เช่น

  • การใช้กล้ามเนื้อทั้งร่างกาย
  • การคิดและแก้ปัญหา
  • การสื่อสารและภาษา
  • การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส

ขณะเดียวกัน คุณครูจะให้ความสำคัญกับ การดูแลรายบุคคล โดย

  • คอยสังเกตพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก
  • บันทึกพัฒนาการอย่างใกล้ชิด
  • วิเคราะห์จุดแข็งและจุดที่ต้องการการสนับสนุน

จุดแข็ง ส่งเสริมให้เติบโตเต็มที่
จุดที่ยังต้องพัฒนา ปรับวิธีการสอนหรือกิจกรรมให้เหมาะกับเด็กคนนั้น

ผลลัพธ์คือ เด็กๆ จะค่อยๆ เติบโตและพัฒนาศักยภาพ ในจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับใคร

เหมือนต้นไม้ในสวนที่ได้รับการดูแลอย่างเข้าใจ
สุดท้ายแล้ว… ทุกต้นก็สามารถเติบโตและงดงามในแบบของตัวเองได้

CORE 5 : หัวใจที่แข็งแกร่ง

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ KF Bangkok International Learning Programme แตกต่างอย่างอบอุ่น คือการยึด Core Values 5 ประการ เป็นเสาหลักในการดูแลและพัฒนาเด็กๆ

คุณค่าเหล่านี้ไม่ได้สอนเพียงในคำพูด แต่ถูก ปลูกฝังผ่านประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน เปรียบเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างใส่ใจ เพื่อให้เด็กๆ เติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งความคิด จิตใจ และการใช้ชีวิต

Creativity (ความคิดสร้างสรรค์)

  •  ความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจาก คุณครูในฐานะผู้จุดประกาย ครูจะเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดและกิจกรรมใหม่ๆ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ
  •  กล้าคิดนอกกรอบ
  • ทดลองวิธีการใหม่ๆ
  •  และสนุกกับการค้นหาวิธีเรียนรู้ในแบบของตัวเอง

Goodness (ความดีงาม)

ปลูกฝังให้เด็กๆ มีหัวใจที่ โอบอ้อมอารีและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นคนที่ไม่เพียงเก่ง แต่ยังเป็น บุคลากรที่มีคุณภาพของสังคม

Forgiveness (การให้อภัย)

  • เด็กๆ จะได้เรียนรู้ว่า
  • ทุกคนสามารถทำผิดพลาดได้และเราสามารถให้อภัยกันได้
  • การเรียนรู้ที่จะ ยอมรับข้อบกพร่องของตนเองและผู้อื่น จะช่วยสร้างสังคมแห่งความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

Truth (ความจริง)

วางรากฐานของ ความซื่อสัตย์และความจริงใจ เพื่อให้เด็กๆ เติบโตขึ้นโดยมีหลักยึดที่มั่นคงในการใช้ชีวิต

Quality (คุณภาพ)

โรงเรียนให้ความสำคัญกับ มาตรฐานที่ดีที่สุดในทุกด้าน ตั้งแต่การดูแลเด็ก สภาพแวดล้อม ไปจนถึงกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กๆ จะได้รับ การศึกษาและการดูแลที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว Core Values เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษ แต่คือ รากฐานของการเติบโตของเด็กๆ ทุกคน
เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดและหัวใจได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เด็กๆ ก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็น ต้นไม้ที่แข็งแรง งดงาม และพร้อมแบ่งปันร่มเงาให้โลกใบนี้

บรรยากาศที่มากกว่า “โรงเรียน”

เมื่อก้าวเข้ามาใน KF Bangkok International Learning Programme สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ ความสงบ อบอุ่น และความเป็นกันเอง ที่ค่อยๆ โอบล้อมบรรยากาศของทั้งโรงเรียน

ครูและบุคลากรทุกคนดูแลเด็กๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา ให้ความสำคัญกับทั้งความรู้สึกและพัฒนาการของเด็กในทุกช่วงเวลา

พื้นที่ของโรงเรียนถูกออกแบบให้ ปลอดภัย อบอุ่น และเปิดโอกาสให้จินตนาการของเด็กๆ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ จนทำให้ที่นี่กลายเป็นเหมือน บ้านหลังที่สอง ที่เด็กๆ อยากมาในทุกๆ เช้า

เพราะที่ KF Bangkok International Learning Programme เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการทำให้เด็กๆ เก่งวิชาการ เท่านั้น แต่ยังต้องการให้เด็กๆ

  • รู้จัก รักและเห็นคุณค่าในตัวเอง
  • เรียนรู้ที่จะ เข้าใจและรักผู้อื่น
  • และเติบโตเป็นคนที่มีหัวใจเข้มแข็ง

เพราะเชื่อว่า…เด็กที่เติบโตมาในความรักและความมั่นคงทางใจ จะเป็นเด็กที่มีพลังพอจะก้าวออกไปเผชิญโลกกว้าง และพร้อม
รับมือกับทุกความท้าทายในชีวิตได้อย่างมั่นใจ

KF Bangkok เหมาะกับใคร?

  • ครอบครัวที่ไม่ได้ต้องการให้ลูก ๆ ไปสอบแข่งขัน
  • เหมาะกับเด็ก ๆ ที่ต้องการความมั่นใจ / การยอมรับ เพื่อให้เขากล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา
  • ครอบครัวที่กำลังมองหา “หลักสูตรนานาชาติในราคาที่จับต้องได้”
  • เด็กที่เรียนรู้ได้ดีผ่านประสบการณ์ตรง / เด็กที่ชอบลงมือทำ + ช่างสังเกต + ช่างสงสัยพ่อแม่ที่เชื่อในความแตกต่างระหว่างบุคคล
  • ผู้ที่ให้ความสำคัญกับ “คุณธรรมและทักษะชีวิต”

Mommy Love This ถูกใจแม่ !

  1. โรงเรียนคือ “พื้นที่ปลอดภัย” ที่มีแต่ความเข้าใจ เมื่อหัวใจรู้สึกปลอดภัย สมองก็พร้อมจะเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ ในทุกเช้า
  2. เด็ก ๆ กล้าเป็นตัวเอง เพราะได้รับ “ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข” เด็กๆ ไม่ต้องกลัวที่จะทำผิดพลาด เพราะคุณครูมองเห็นคุณค่าในตัวเขามากกว่าแค่ผลสอบ คุณครูจะ coaching + support ให้เด็กๆ มั่นใจ ร่าเริงสดใสจากภายใน และกล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างเต็มที่
  3. เรียนรู้ผ่านความสนุกใน Learning Stations ทำให้การมาโรงเรียนเหมือนการออกไปผจญภัยที่น่าตื่นเต้นทุกวัน
  4. เป็น “ต้นไม้ที่งดงาม” ในแบบของตัวเอง เพราะเด็กๆ ไม่ต้องถูกเปรียบเทียบกับใคร เพราะคุณครูจะโฟกัสเป็นรายบุคคล คอยสังเกตและส่งเสริมจุดแข็งของแต่ละคนอย่างใกล้ชิด ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของตัวเอง และเติบโตตามจังหวะที่เหมาะสม
  5. โลกนี้คือห้องเรียน – เปลี่ยนวิชาการที่เข้าใจยากให้กลายเป็นเรื่องสนุกรอบตัว เช่น การนับเลขผ่านการสังเกตต้นไม้ หรือเรียนวิทยาศาสตร์จากสิ่งมีชีวิตในสวน บรรยากาศที่ผ่อนคลายและใกล้ชิดธรรมชาติแบบหลักสูตรนอร์เวย์ ทำให้เด็กๆ รู้สึกเป็นอิสระและมีความสุขกับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ เสมอ
  6. หนึ่งในความตั้งใจที่น่าประทับใจที่สุดของ KF Bangkok คือความพยายามที่จะ “ลดช่องว่างทางการศึกษา” ค่ะ ทีมผู้บริหารเชื่อว่าการศึกษาคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากลไม่ควรเป็นสิ่งที่จำกัดอยู่แค่คนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
  7. สร้างความเท่าเทียม ครูที่นี่มองเห็นศักยภาพในตัวเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนจะได้รับการใส่ใจ ดูแลด้วยมาตรฐานความรักเดียวกันตามแบบฉบับคริสเตียน

ค่าเล่าเรียนต่อปีการศึกษา 2025-2026 (ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

Preschool (K.1-2) THB 165,000

Grade 1:170,500 บาท

Grade 2:170,500 บาท

Grade 3:170,500 บาท

ปีการศึกษาถัดไป (2026-2027) ที่กำลังจะเริ่มในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 นี้มีการปรับค่าเล่าเรียน

ผู้ปกครองกรุณาติดต่อสอบถาม KF Bangkok โดยตรง

KF Bangkok International Learning Programme

Address: 77 ซอยรามอินทรา 51  แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 10230

Phone: 097 345 2525

Email: [email protected]

Facebook: kfbangkok

Website : https://kfbangkok.com/

Editor : แม่พลอยผิง

ภาพ :  ศุภกร ศรีสกุล

ดูรีวิวโรงเรียนอื่น ๆได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/

เอเดนฟาร์ม

เอเดนฟาร์ม นครนายก ที่เที่ยวธรรมชาติใกล้กรุงเทพฟาร์มหอยทากกลางธรรมชาติ กินลมชมวิวทุ่งนา

เอเดนฟาร์ม จ.นครนายก ที่เที่ยวธรรมชาติใกล้กรุงเทพอีกหนึ่งพิกัดที่เหมาะกับครอบครัว ขับรถมาเที่ยวได้แบบสบาย ๆ ได้ทั้งเดินเล่น สูดอากาศดี ๆ ถ่ายรูปสวย ๆ พร้อมพาเด็ก ๆ มาเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวกว้างขวาง

ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนวเกษตรอินทรีย์ บรรยากาศร่มรื่น เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี ภายในมีทั้งโซนเดินเล่น มุมถ่ายรูป ร้านอาหาร คาเฟ่ รวมถึงมุมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์จากเมือกหอยทาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเอเดนฟาร์ม

สวนร่มหลากสี มุมถ่ายรูปตั้งแต่ทางเข้า

พอเดินเข้ามาถึงบริเวณฟาร์ม สิ่งแรกที่สะดุดตา คือ ร่มหลากสีที่แขวนเรียงรายอยู่เหนือทางเดิน เพิ่มความสดใสให้กับพื้นที่สีเขียวรอบ ๆ

นอกจากนี้ยังมี รูปปั้นหอยทากขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้า เปรียบเสมือนมาสคอตของฟาร์ม ใครมาถึงก็มักจะแวะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกก่อนเริ่มเดินเที่ยวด้านใน

ฟาร์มหอยทาก จุดกำเนิดของเอเดนฟาร์ม

เอเดนฟาร์มเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเอเดน ออร์แกนิค ที่สนใจการเพาะเลี้ยงหอยทากสายพันธุ์อาชาติน่า จึงเริ่มพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงขึ้นมา พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้กับคนในชุมชน

โครงการนี้ยังช่วยสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ให้สามารถมีรายได้จากการเลี้ยงหอยทากและการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้อีกด้วย

สะพานไม้ไผ่และทางเดินกลางทุ่งนา

อีกหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่คือ สะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวผ่านทุ่งนา รายล้อมด้วยคลองเล็ก ๆ และพื้นที่สีเขียว ทำให้บรรยากาศดูสงบและสดชื่นมาก

นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่น ชมวิว หรือถ่ายรูปกับวิวทุ่งนาได้แบบเพลิน ๆ และถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ที่นี่ยังมี เรือพายให้ลองพายชมวิวรอบ ๆ ฟาร์ม อีกด้วย ถือเป็นมุมที่เหมาะกับการมาเดินเล่นพักผ่อน สูดอากาศดี ๆ หรือพาเด็ก ๆ มาใช้เวลาใกล้ชิดธรรมชาติ

มุมถ่ายรูปเพียบ เดินเพลินทั่วฟาร์ม

นอกจากจุดเด่นอย่างสะพานไม้ไผ่และสวนร่มหลากสีแล้ว ภายใน เอเดนฟาร์ม นครนายก ยังมีมุมถ่ายรูปกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทางเดินในสวน มุมทุ่งนาสีเขียว หรือมุมตกแต่งน่ารัก ๆ ตามจุดต่าง ๆ ของฟาร์ม

ใครที่ชอบถ่ายรูปบอกเลยว่าเดินเพลิน เพราะแทบทุกมุมสามารถหยุดเก็บภาพได้หมด ทั้งวิวธรรมชาติบรรยากาศสบาย ๆ และฉากหลังแบบฟาร์มที่ช่วยให้ภาพดูอบอุ่นเป็นกันเอง เหมาะทั้งกับการมาเดินเล่นพักผ่อน หรือพาเด็ก ๆ มาเก็บภาพความทรงจำในวันหยุด

ร้านอาหารและคาเฟ่

หลังจากเดินเล่นจนเริ่มหิว ภายในเอเดนฟาร์ม จ.นครนายก ก็มีร้านอาหารและคาเฟ่ให้แวะนั่งพักกันแบบสบาย ๆ เมนูอาหารมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่อาหารสไตล์ฟิวชั่นไปจนถึงเมนูจานเดียวทานง่ายอย่างก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หรือส้มตำไก่ย่าง

ส่วนสายเครื่องดื่ม คาเฟ่ของที่นี่ก็มีเมนูให้เลือกหลายแบบ จะสั่งกาแฟหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ มานั่งจิบชิล ๆ ท่ามกลางวิวธรรมชาติรอบฟาร์มก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาพักผ่อนที่สบายไม่น้อย

ใครที่กำลังมองหา ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพแบบธรรมชาติ ขับรถมาเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะได้เจอพื้นที่สีเขียว บรรยากาศสบาย ๆ พร้อมมุมถ่ายรูปและร้านอาหารครบ

เอเดนฟาร์ม จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะกับการพาครอบครัวมาเดินเล่น เปลี่ยนบรรยากาศในวันหยุด หรือแวะเที่ยวระหว่างทริปนครนายกก็ได้เหมือนกัน

ข้อมูลติดต่อ เอเดนฟาร์ม

ที่ตั้ง : 22 ถ.รังสิต-นครนายก กม.71 ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.นครนายก 26000
เวลาเปิด : ทุกวัน 10.00 – 17.00 น.
โทร : 081-375-0342


Editor : mylittlewawa
ภาพ : ณัฐวรรธน์ ไทยเสน


เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่
Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น
Holotype cafe คาเฟ่แมลง พื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติที่เด็ก ๆ จะตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรก

D-nee ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ

ขวดเดียวจบ! D-nee ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ ไอเทมลูกรักที่แม่ต้องมีติดบ้าน

หากจะพูดถึงไอเทมที่คุณแม่ยุคใหม่ต้องมีติดห้องน้ำไว้ คงหนีไม่พ้น D-nee ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสะดวกและอ่อนโยนแบบ Head-to-Toe เพราะการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวลูกน้อยไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ทราบดีว่าคุณแม่ทุกคนต่างมองหาความมั่นใจว่าสิ่งที่สัมผัสผิวลูกจะต้องปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และช่วยประหยัดเวลาในชั่วโมงที่เร่งรีบได้จริง

เจ้าขวดเขียวในตำนานนี้จึงกลายเป็นคำตอบที่ “ครบ จบ ในขวดเดียว” ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเส้นผมที่บอบบางหรือผิวกายที่ต้องการความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกันค่ะ ว่าทำไมคุณแม่ส่วนใหญ่ถึงเทใจและไว้วางใจให้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคสูตรนี้เป็นตัวช่วยหลักในการดูแลลูกน้อยในทุกๆ วัน

D-nee ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ

ความท้าทายของคุณแม่มือใหม่ เมื่อ “การอาบน้ำลูก” ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

สำหรับคุณแม่มือใหม่ การอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็กครั้งแรกๆ มักมาพร้อมกับความเกร็งและความกังวลสารพัดอย่างค่ะ เพราะผิวของทารกแรกเกิดนั้นบอบบางและมีความละเอียดอ่อนกว่าผิวผู้ใหญ่หลายเท่า ตัวช่วยที่หยิบมาใช้จึงต้องคัดสรรอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ

ความท้าทายหลักที่คุณแม่ต้องเจอคือการจัดการกับเจ้าตัวเล็กที่อาจจะดิ้นหรือร้องไห้ระหว่างอาบน้ำ ทำให้คุณแม่ต้องใช้ความรวดเร็วและคล่องตัวสูงมาก การมีผลิตภัณฑ์ที่ “ใช้ง่ายและสะดวก” ประเภทที่กดปั๊มได้ด้วยมือเดียว หรือเป็นสูตรที่ใช้ได้ทั้งอาบและสระในขวดเดียว จึงช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากและลดความเสี่ยงที่ลูกจะหนาวจากการอาบน้ำนานเกินไปได้ดีเยี่ยม

ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ “ความปลอดภัย” ค่ะ เพราะเด็กแรกเกิดยังมีเกราะป้องกันผิวไม่แข็งแรง ผลิตภัณฑ์ที่แม่เลือกจึงต้องปราศจากสารเคมีอันตราย มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่อ่อนโยนที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกสัมผัสในอ่างน้ำจะไม่ทิ้งอาการระคายเคือง หรือทำลายความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวลูกไป การมองหาตัวช่วยที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสะดวกและมาตรฐานความปลอดภัยระดับออร์แกนิค จึงเป็นภารกิจแรก ๆ ที่กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids อยากแนะนำให้คุณแม่ให้ความสำคัญค่ะ

D-nee ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ

เจาะลึกไอเทมมัดใจแม่ ดีนี่ ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ สูตรที่ดีที่สุดเพื่อเจ้าตัวเล็ก

เมื่อพูดถึงความไว้วางใจ ดีนี่ ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ คือชื่อแรกๆ ที่คุณแม่เลือกให้เป็นบัดดี้คู่ใจในห้องน้ำค่ะ ด้วยสูตรที่ออกแบบมาเพื่อทารกแรกเกิดโดยเฉพาะ (Newborn) โดดเด่นด้วยการผสาน คุณค่าจากสารสกัดออร์แกนิค 100% และมอยซ์เจอร์ไรเซอร์จากธรรมชาติถึง 7 ชนิด ซึ่งช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้น ให้ผิวลูกน้อยนุ่มเด้งและเส้นผมนิ่มลื่น ไม่พันกันหลังสระ

ทำไม “ครีมอาบน้ำดีนี่สีเขียว” ขวดนี้ถึงครองใจแม่ ๆ ตลอดกาล?

  • รักษาสมดุลผิวอย่างผู้เชี่ยวชาญ: ด้วยค่า pH Balance ที่ใกล้เคียงกับผิวธรรมชาติ จึงช่วยทำความสะอาดผิวและเส้นผมอย่างอ่อนโยนที่สุด โดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ ล้างออกง่าย ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ
  • สารสกัดจากธรรมชาติเพื่อผิวแข็งแรง: มีส่วนผสมของสารสกัดจากะรรมชาตินานาชนิด ที่ช่วยให้ผิวลูกดูสุขภาพดี ลดโอกาสการเกิดอาการแพ้ พร้อมกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์แบบ “เบบี้” ที่ใครดมก็ต้องหลงรัก
  • ปราศจาก 12 สารเคมีอันตราย: แม่มั่นใจได้เต็มร้อย เพราะขวดนี้ไม่มีพาราเบน, SLS, กลูเตน, สารสบู่, ฟอร์มาดีไฮด์, สีสังเคราะห์, ไตรโคซาน, พาทาเลท, ปิโตเลี่ยม, MIT/CMIT, แอลกอฮอล์ และ ซิลิโคน ซึ่งเป็นต้นเหตุของผิวแห้งตึงและอาการระคายเคือง
  • ผ่านการทดสอบมาตรฐานระดับสากล: การันตีความปลอดภัยด้วยการทดสอบ Hypoallergenic Tested ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ และที่สำคัญคือ “สูตรไม่ระคายเคืองต่อดวงตา” ให้เจ้าตัวเล็กสนุกกับการอาบน้ำได้เต็มที่โดยไม่แสบตาค่ะ

เรียกได้ว่าเป็นไอเทมที่ช่วยให้คุณแม่มือใหม่เบาแรงไปได้เยอะ เพราะความอ่อนโยนที่ผ่านการทดสอบทางการแพทย์มาแล้ว ทำให้คุณแม่มั่นใจที่จะใช้ดูแลลูกน้อยได้ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลกเลยค่ะ

D-nee ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ

การันตีคุณภาพด้วยรางวัลใหญ่! ดีนี่ ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ ตัวจริงที่คุณแม่ทั่วประเทศโหวตให้

ไม่ใช่แค่เสียงบอกเล่าถึงความดีงามเท่านั้นนะคะ เพราะ D-nee ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ ยังได้รับการยืนยันคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยรางวัลจากเวที Amarin Baby & Kids Awards 2025 ในหมวด Best for Bath & Care ซึ่งความน่าภูมิใจที่สุดคือการได้รับรางวัลสาขา Mommy’s Choice: BEST NATURAL & ORGANIC HEAD-TO-TOE WASH มาครอบครอง รางวัลนี้คือเสียงสะท้อนจากคุณแม่ผู้ใช้งานจริงทั่วประเทศที่พร้อมใจกันโหวตให้เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวและเส้นผมที่ดีที่สุด ตอกย้ำความเป็นตัวจริงเรื่องความอ่อนโยนที่คุณแม่ไว้วางใจค่ะ

การได้รับรางวัลในกลุ่ม Natural & Organic เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า D-nee สามารถตอบโจทย์มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงที่คุณแม่ยุคใหม่มองหาทั้งในเรื่องของส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ 100% ความอ่อนโยนต่อผิวที่บอบบางเป็นพิเศษ และประสิทธิภาพในการดูแลเจ้าตัวเล็กที่ “ครบ จบ ในขวดเดียว”

หากคุณแม่คนไหนกำลังลังเลอยู่ รางวัล Mommy’s Choice นี้คือคำตอบยืนยันว่า D-nee ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ คือไอเทมที่คุณแม่ตัวจริงวางใจและยกให้เป็นที่สุดค่ะ

สุดท้ายนี้ กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids เชื่อว่าการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากเสมอไปค่ะ เพียงแค่มีตัวช่วยที่เข้าใจธรรมชาติของผิวเด็กอย่าง ดีนี่ ออร์แกนิค สบู่เหลวอาบและสระ ติดบ้านไว้ ก็ช่วยเปลี่ยนช่วงเวลาอาบน้ำให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ปลอดภัยและผ่อนคลายสำหรับทั้งคุณแม่และคุณลูก สมกับที่ได้รับรางวัล Mommy’s Choice ไปครองจริง ๆ ค่ะ

สำหรับคุณแม่คนไหนที่อยากลองสัมผัสความอ่อนโยนระดับออร์แกนิค หรือต้องการตุนไอเทมรางวัลขวดนี้ไว้ สามารถหาซื้อได้ง่าย ๆ ที่

ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ: แผนกเด็กอ่อนใน Central, Lotus’s, Big C, Tops, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอื่นๆ
ช้อปออนไลน์สะดวกรวดเร็ว: * Shopee: https://s.shopee.co.th/9zsbts88xP  
Lazada: https://s.lazada.co.th/s.Z2HeyC
Facebook: D-nee Thailand

พิเศษ! อย่าลืมกดติดตามเพจ D-nee Thailand เพื่ออัปเดตโปรโมชั่น หรือส่วนลดพิเศษประจำเดือน จะได้ช้อปแบบคุ้มค่าสบายกระเป๋าคุณแม่กันนะคะ

โรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส รู้จักโรคยอดฮิตในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) คือ โรคติดต่อทางระบบหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ไม่เฉพาะกับเด็ก

โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสที่มักระบาดช่วงปลายฤดูหนาวถึงฤดูร้อน สามารถติดต่อกันด้วยการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มที่ผิวหนัง หรือเสมหะของผู้ป่วย หรือการใช้ของร่วมกับผู้ที่เป็นโรค และยังสามารถติดเชื้อได้จากทางเดินระบบหายใจ จากการไอ จาม หายใจรดกัน เป็นต้น มีระยะในการฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสนี้ยังเป็นไวรัสชนิดเดียวกับโรคงูสวัดด้วย ดังนั้นหากเคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว ในอนาคตมีโอกาสที่จะเป็นงูสวัดได้เช่นกัน

สังเกตอาการให้ดี นี่ใช่ “อีสุกอีใส” ไหมนะ

หลังจากที่ได้รับเชื้อแล้วจะมีระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน โดยเฉลี่ยอยูที่ 14-16 วันหลังจากสัมผัสผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส โดยผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อโรคได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงก่อนผื่นขึ้น จนผื่นแห้งเป็นสะเก็ดทั้งหมด

อาการของเด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสอาจมีอาการคล้ายกับเด็กที่เป็นโรคมือปากเท้าปาก เช่น

มีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร รวมถึงปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และมีผื่นขึ้นตามใบหน้า ลำตัวและหลัง ลามไปที่คอ หน้า ศีรษะ แขนขา และลามไปได้ทั้งตัว หรือแม้แต่เยื่อบุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุในช่องปาก ลำคอ หรือเยื่อบุตา และจะกลายเป็นตุ่มน้ำขุ่น มีขนาดใหญ่และแตกได้ง่าย หรือฝ่อกลายเป็นสะเก็ด เมื่อโรคหายแล้วจะยังคงมีเชื้อบางส่วนหลงเหลืออยู่ และเชื้อชนิดนี้มักจะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท จึงทำให้มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดในภายหลัง ซึ่งมีความแตกต่างจากโรคมือเท้าปากที่ขึ้นที่มือ เท้า และปากเท่านั้น ซึ่งตุ่มเหล่านี้จะกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆ คล้ายตุ่มหนอง และจะมีอาการคันหลังจากนั้นประมาณ 2-4 วันตุ่มใส ๆ ก็จะเริ่มตกสะเก็ด ในบางรายอาจมีแผลในช่องปากและอาการเจ็บคอร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้

ไม่ร้ายแรงแต่ก็ต้องเฝ้าระวัง

แม้อาการของโรคจะดูไม่รุนแรง แต่ก็สามารถมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากดูแลไม่ถูกต้องอาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็นตามมา โดยเชื่ออาจจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้

โรคอีสุกอีใสหายเองได้หรือไม่

โรคนี้สามารถหายเองได้ จะมีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน และตุ่มจะตกสะเก็ดและค่อยๆ หายไปภายใน 1-3 สัปดาห์ การรักษาที่ดีที่สุดคือ การพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ หากมีไข้ควรรับประทานบาพาราเซตามอล เพื่อลดอาการไข้ ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน ควรอาบน้ำและใช้สบู่ฆ่าเชื้อฟอกผิวหนังให้สะอาด ที่สำคัญควรตัดเล็บให้สั้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการแกะเกา หรือใช้ยาช่วยลดอาการคันได้ 

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นอีสุกอีใส

ควรแยกห้องจากผู้อื่นเพื่อป้องกันการติดต่อ ในเด็กควรหยุดเรียนอย่างต่ำ 1 สัปดาห์

เชื้อไวรัสอีสุกอีใสสามารถถ่ายทอดผ่านแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ได้ อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการหรือเป็นโรคหัวใจได้ โดยเฉพาะแม่ที่ติดเชื้อในขณะตั้งครรภ์ภายใน 20 สัปดาห์แรก ดังนั้นควรเฝ้าระวังอย่างสูงในแม่ตั้งครรภ์

ขณะที่ป่วยไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือข้อควรงด แต่ควรให้เด็ก ๆ ได้ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้มาก ทำความสะอาดร่างกายให้ดี และพักผ่อนให้มาก ๆ

อย่าลืม ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส!

วัคซีนป้องกัน โรคอีสุกอีใส สามารถฉีดได้ในเด็ก1 ขวบขึ้นไป  และมีประสิทธิภาพการป้องกันโรคได้มากถึง 90% แม้วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ผลกว่าร้อยละ 94-99 แต่ผู้ที่ฉีดแล้วยังมีโอกาสเป็นโรคได้แต่อาการจะไม่รุนแรง เริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และกระตุ้นอีกเข็มเมื่ออายุ 2½-4 ปี โดยในเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี เข็มสองฉีดห่างกันอย่างน้อย  3 เดือน ถ้าอายุเกิน 13 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน 

ควรรักษาเบื้องต้นอย่างไร

การรักษาส่วนใหญ่เป็นรักษาตามอาการ เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ ยกเว้นมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หากมีอาการไข้ให้เช็ดตัว กินยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามกินยาแอสไพรินเพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ หากมีอาการคันที่ผิวหนังอาจทายาแก้คัน เช่น คารามาย (Calamine lotion) หรือกินยาต้านฮิสตามีน บรรเทาอาการคัน งดเว้นการแกะหรือเกาตุ่มที่คัน เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ เน้นย้ำว่า ควรแยกผู้ป่วยออกจากบุคคลอื่นจนพ้นระยะติดต่อ รวมทั้งแยกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ เช่น เสื้อผ้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ฯลฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อโรค

เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วจะเป็นได้อีกไหม

โรคอีสุกอีใส โดยทั่วไปเป็นแล้วมักไม่กลับเป็นซ้ำได้อีก ซึ่งหากติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นตลอดชีวิต โดยพบว่าในคนที่มีภูมิต้านทานปกติสามารถเป็นโรคอีสุกอีใสครั้งที่สองได้ แต่อาการมักไม่รุนแรงและไม่ค่อยเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่หากเป็นผู้มีโรคประจำตัวที่ต้องกินยากดภูมิหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความเสี่ยงเป็นซ้ำได้มากกว่า

ขอขอบคุณข้อมูล

  • พญ. นฤมล เมธาเธียร
  • อาจารย์แพทย์หญิงพิมแพร เพ่งพิศ
    สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย
    โรงพยาบาลพญาไท 2

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สีอึทารก บอกสุขภาพได้มากกว่าที่คิด
ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน หรือลูกจะเป็น Overtired baby

D-nee น้ำยาซักผ้าเด็ก

ความสะอาดต้องมาพร้อมความอุ่นใจ! ทำไม D-nee น้ำยาซักผ้าเด็ก Organic Aloe Vera ถึงเป็นไอเทมที่กองบรรณาธิการเลือก

ในโลกของคุณแม่ ‘สัมผัส’ คือภาษาแรกที่สื่อถึงความรัก แต่รู้ไหมคะว่าผิวลูกน้อยบอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า การเลือกน้ำยาซักผ้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาด แต่คือการเลือก “เกราะป้องกันชั้นแรก” ให้กับลูกรัก  เพราะคำว่า ‘ออร์แกนิก’ ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือความสบายใจ โดยเฉพาะของใช้ที่ต้องสัมผัสผิวลูกตลอด 24 ชั่วโมง อย่างเสื้อผ้า ยิ่งเป็นเด็กทารกที่เกราะป้องกันผิวยังทำงานได้ไม่เต็มที่ สารตกค้างเพียงนิดเดียวก็อาจเปลี่ยนเป็นผื่นคันที่ทำให้เจ้าตัวเล็กงอแงได้ทั้งวัน ล่าสุดทีมกองบรรณาธิการไปเจอไอเทมเด็ดที่แม่ ๆ ในโซเชียลต่างบอกต่อ นั่นคือ D-nee น้ำยาซักผ้าเด็ก Newborn Organic Aloe Vera สูตรสีเขียว ที่ขึ้นชื่อเรื่องความละมุนจากว่านหางจระเข้ บอกเลยว่าใครที่กำลังมองหาตัวช่วยซักผ้าที่สะอาดจริงแต่ไม่ทำร้ายผิวลูก ต้องสูตรนี้ของดีนี่เลยค่ะ 

เบื้องหลังรางวัล BEST INNOVATION 2025

เหตุผลที่ทำให้ D-nee น้ำยาซักผ้าเด็ก Newborn Organic สูตร Aloe Vera ได้รางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2025 ในหมวด Smart & Innovative กับรางวัล BEST INNOVATION POWERFUL CLEAN BABY LAUNDRY DETERGENT ด้วยนวัตกรรมการทำความสะอาดที่ทรงพลัง (Powerful Clean) สามารถขจัดคราบหนักบนชุดลูกน้อยได้อย่างหมดจด แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ความอ่อนโยนขั้นสุดด้วยสารสกัดจากออร์แกนิคว่านหางจระเข้ เป็นการรวมเอา ‘นวัตกรรม’ และ ‘ธรรมชาติ’ มาไว้ในถุงเดียวได้อย่างลงตัวที่สุดค่ะ

D-nee น้ำยาซักผ้าเด็ก

จุดเด่นที่ทำให้แม่ ๆ มั่นใจใน D-nee น้ำยาซักผ้าเด็ก Newborn Organic Aloe Vera

ขึ้นชื่อว่าผ้าอ้อมหรือเสื้อผ้าเด็กอ่อน คุณแม่ย่อมเจอกับสารพัดคราบที่ซักออกยากใช่ไหมคะ? แต่ดีนี่สูตรนี้เขาออกแบบมาเพื่อช่วยเบาแรงแม่โดยเฉพาะ
ขจัด 6 คราบหลักที่คุณแม่พบประจำ : (คราบน้ำนม คราบปัสสาวะ คราบอุจจาระ คราบอาหาร คราบเหงื่อ และคราบเลือด)
สะอาดและปลอดภัย : ผ่านการทดสอบภายใต้การควบคุมของแพทย์ผิวหนังว่าปลอดภัยต่อผิวของเด็กด้วยสูตรออร์แกนิค อโลเวร่า อ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อผิวลูกน้อย
ถนอมผ้าและล้างออกง่าย : ป้องกันคราบสกปรกไหลย้อนกลับ ช่วยถนอมใยผ้า ล้างออกง่าย ไม่ทิ้งสารตกค้าง
กลิ่นหอมละมุน : มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ และปราศจากกลูเตน (Gluten-free)
สะดวกทุกการซัก : เหมาะกับทั้งการซักมือ และซักเครื่อง (ใช้งานได้ทั้งฝาบนและฝาหน้า)
กลิ่นหอมที่เป็นมิตร : หอมอ่อน ๆ ละมุนตามสไตล์ดีนี่ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเด็กเล็กโดยเฉพาะ ไม่ฉุน ไม่รบกวนทางเดินหายใจ

ทำไมต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพราะผิวลูกน้อยบอบบางกว่าที่เราคิด

คุณแม่ทราบไหมคะว่า ผิวของเด็กทารกนั้นมีความบอบบางและสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าผิวผู้ใหญ่หลายเท่า รวมถึงเกราะป้องกันผิวยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อต้องสัมผัสกับเสื้อผ้าที่ซักด้วยน้ำยาซักผ้าทั่วไปที่มีสารเคมีรุนแรง หรือมีสารตกค้างสะสมอยู่ในใยผ้า ผิวของลูกจึงเกิดการระคายเคือง แห้ง คัน หรือเป็นผื่นแพ้ได้ง่ายมาก

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณแม่ยุคใหม่ถึงต้องพิถีพิถัน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ อย่าง D-nee Organic Aloe Vera ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลเสื้อผ้าที่ต้องสัมผัสผิวลูกตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกสัมผัสนั้นจะนุ่มนวล ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองนั่นเองค่ะ

D-nee น้ำยาซักผ้าเด็ก

เพราะ ‘สัมผัส’ คือภาษาแรกที่ลูกรับรู้ได้ถึงความรัก การเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนที่สุดอย่าง D-nee Organic Aloe Vera จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซักผ้าค่ะ แต่คือการเลือกเกราะป้องกันที่นุ่มนวลที่สุดให้กับผิวบาง ๆ ของลูกรัก ให้เขาได้เติบโตอย่างสบายตัวและอารมณ์ดีในทุกวัน

สำหรับบ้านไหนที่กำลังมองหาจุดสมดุลระหว่าง “สะอาดจริง” กับ “อ่อนโยนที่สุด” นี่คือไอเทมที่กองบรรณาธิการ ABK แนะนำว่าคุ้มค่าที่จะลอง และควรมีติดบ้านไว้เพื่อให้ทุกสัมผัสของลูกเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและปลอดภัยค่ะ

ดีขนาดนี้ ไม่ใช้ไม่ได้แล้วนะคะ คุณแม่ ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ
https://www.facebook.com/DneeThailand