โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม
โรงเรียนต้นแบบการเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

School Visit วันนี้เราจะพาไปเยี่ยมชมโรงเรียนสาธิตอันดับต้น ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนใฝ่ฝันอยากให้ลูกได้เข้าเรียนค่ะ กับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ซึ่งเป็นโรงเรียนสาธิตที่มีชื่อเสียงยาวนานกว่า 60 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคุณภาพการศึกษา ครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่าอะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ “สาธิตจุฬา” ยังคงเป็นโรงเรียนยอดนิยมมาจนถึงปัจจุบันกันค่ะ

เส้นทางกว่า 60 ปีแห่งคุณภาพ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2501 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกหัดครูในระดับปริญญา ภายใต้การกำกับดูแลของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้น โรงเรียนแห่งนี้จึงนับเป็นหนึ่งในโรงเรียนสาธิตที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและมีบทบาทสำคัญด้านการพัฒนาการศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันโรงเรียนตั้งอยู่บนถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมีพื้นที่กว่า 10 ไร่ ภายใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งส่งผลให้สามารถจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยเป็นระบบและเหมาะสมกับเด็กในระดับประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน

จุดเด่นด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสาธิตจุฬาคือ การมีอิสระในการบริหารจัดการและพัฒนาหลักสูตรของตนเอง ภายใต้กรอบหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ โดยนำมาบูรณาการร่วมกับแนวทางและเอกลักษณ์เฉพาะของโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในแต่ละยุคสมัย

บูรณาการองค์ความรู้ สร้าง “คาแรกเตอร์” นักเรียน

การจัดการเรียนรู้มุ่งพัฒนาเด็กแบบองค์รวมทั้งด้าน ร่างกาย  จิตใจและอารมณ์ สังคม สติปัญญา พร้อมปลูกฝังภาวะผู้นำและการเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก (Positive Change Agent) ดังนั้นเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ตามศักยภาพ ความสามารถและพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย

Active Learning เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

โรงเรียนใช้แนวทาง Active Learning ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม มากกว่าการบรรยาย ซึ่งมีประโยชน์กับเด็ก ๆ ดังนี้

  • เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นคว้าและลงมือปฏิบัติจริง
  • ใช้เทคนิคการตั้งคำถามกระตุ้นการคิดวิเคราะห์
  • ฝึกการสังเกต การเชื่อมโยง และการทำงานร่วมกัน
  • กิจกรรมสอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามจุดประสงค์รายวิชา

โดยแนวทางนี้จะถูกปลูกฝังอย่างต่อเนื่องให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 เพื่อสร้างพื้นฐานการคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผล

พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะยึดหลักสูตรแกนกลางเป็นฐาน อย่างไรก็ตามโรงเรียนก็มีการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะของตนเองควบคู่กัน โดย

  • จัดประชุมและปรับปรุงหลักสูตรปีละ 2 ครั้ง
  • ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาให้ความรู้กับนักเรียน
  • เชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาร่วมพัฒนาและจัดการเรียนรู้รวมทั้งยังได้ผู้ปกครองอาสามาให้ความรู้เกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆอีกด้วย

ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ผู้เรียนเติบโตอย่างรอบด้านและพร้อมรับโลกอนาคตอย่างมั่นใจ

แนวคิด FUN FIND FOCUS (3F)

คือแนวคิดหลักในการจัดการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจของตนเอง ภายใต้แนวคิด “เรียนปนเล่น ใช้งานเป็น เห็นแก่นสาร” และมุ่งเน้นพัฒนาให้เด็กค้นพบศักยภาพและต่อยอดได้อย่างเป็นระบบ

FUN (ประถมศึกษาปีที่ 1–2)

เรียนอย่างมีความสุข ปลูกฝังความรักในการเรียนรู้

  • เรียนผ่านกิจกรรมที่สนุกและเหมาะสมกับวัย
  • เปิดโอกาสให้เลือกเรียนทั้งวิชาพื้นฐานและวิชาเสริมระดับต้น
  • ช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตประถม

FIND (ประถมศึกษาปีที่ 3–4)

ค้นพบความชอบและความถนัดของตนเอง

  • นักเรียนเริ่มสำรวจศักยภาพเฉพาะด้านของตนเอง
  • โรงเรียนมีวิชาเลือกที่หลากหลายตามความสนใจของนักเรียน
  • ส่งเสริมการตั้งคำถามและการค้นคว้าอย่างมีเป้าหมาย

FOCUS (ประถมศึกษาปีที่ 5–6)

พัฒนาความสามารถอย่างจริงจังและมีทิศทาง

  • เมื่อนักเรียนค้นพบความสนใจของตนเองแล้ว ก็สามารถได้ต่อยอดเชิงลึก
  • เรียนทั้งวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะทางระดับสูงขึ้น
  • ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การวางแผน และความรับผิดชอบ

เชื่อมโยงสู่อนาคต

และหลักสูตร 3F นี้ถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงต่อเนื่องไปสู่ระดับมัธยมศึกษาในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแนวทางนี้ก็จะช่วยให้นักเรียนมองเห็นแนวโน้มความสนใจของตนเองตั้งแต่ระดับประถมด้วย
นอกจากนี้ยังช่วยปูพื้นฐานสู่การค้นหาเส้นทางอาชีพในอนาคต โดยผ่านรายวิชาที่หลากหลายและประสบการณ์การเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกับโลกจริง

ซึ่งแนวคิดนี้จึงไม่เพียงสร้าง “เด็กเก่ง” แต่ยังสร้างเด็กให้รู้จักตนเอง มีเป้าหมายและเติบโตอย่างมั่นคงในเส้นทางที่ตนเลือกด้วยค่ะ

โปรแกรมการเรียน

โรงเรียนจัดการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ศักยภาพและความสนใจของผู้เรียนที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้

1.หลักสูตรปกติ (Regular Program)

ประกอบด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ

กลุ่มสาระต่าง ๆ

  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์)
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี-นาฏศิลป์)
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการ
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล

และกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ลูกเสือ -เนตรนารี)

2.CUD English Program

เป็นหลักสูตรที่เสริมความเข้มข้นด้านภาษาอังกฤษ โดยใช้รูปแบบ English for Integrated Studies (EIS)

จุดเด่น

  • จัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โดยอาจารย์ชาวต่างประเทศ ควบคู่กับอาจารย์ไทย
  • เพิ่มคาบ Advanced English เพื่อพัฒนาทักษะภาษาเชิงลึก
  • เสริมศักยภาพการสื่อสารและการใช้ภาษาในบริบทวิชาการ

โดยหลักสูตรนี้จะเหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับสูงขึ้น

3.AP Alternative Program

หลักสูตรทางเลือกที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในหลายรายวิชา ได้แก่

  • คณิตศาสตร์
  • วิทยาศาสตร์
  • พลศึกษา
  • การงานอาชีพ
  • วิทยาการคำนวณ
  • ทัศนศิลป์
  • เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ (Robot)

แนวทางการจัดการเรียนรู้

  • สอนโดยครูชาวต่างชาติควบคู่กับครูไทย
  • เพิ่มรายวิชาเพิ่มเติมเฉพาะด้าน
  • มีการวัดผลแบบ Non-Grade ในบางรายวิชา เพื่อประเมินสมรรถนะและพัฒนาการเชิงทักษะได้อย่างเหมาะสม

4.ทางเลือกในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ กับสถาบันภาษา British Council

โรงเรียนและสมาคมผู้ปกครองและครูฯ ร่วมมือกับ สถาบันภาษา British Council ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยมีครูชาวต่างชาติเป็นผู้สอน เพื่อยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษให้เทียบเท่าสากล

ด้วยความหลากหลายของหลักสูตรและความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ ทำให้ผู้ปกครองสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพและเป้าหมายของบุตรหลานได้อย่างลงตัว

ความรู้คู่คุณธรรม สร้าง DNA แห่งสาธิตจุฬา

โรงเรียนมุ่งพัฒนา “ความรู้ควบคู่คุณธรรม” โดยมีเป้าประสงค์ให้เติบโตอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงนักเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงครูและบุคลากรทุกคนในองค์กร เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนต้องเกิดขึ้นทั้งระบบ

และในโลกยุคปัจจุบัน ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โรงเรียนจึงมุ่งเน้นการพัฒนา ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) พร้อมกำหนด DNA ของนักเรียนสาธิตจุฬาว่าเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ควรมีคุณลักษณะใดติดตัวไป

DNA นักเรียนสาธิตจุฬา

  1. การจัดการตนเอง (Self-Management)
  2. การจัดการการเงิน (Financial Literacy)
  3. ความกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
  4. การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา
  5. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
  6. การมีชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุข

กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียน

นอกจากการเรียนในห้องเรียน โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับ “พื้นที่แห่งโอกาส” เพื่อเปิดเวทีให้เด็ก ๆ ได้ค้นพบความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่

  • โครงการหลังเลิกเรียน CUD After School

กิจกรรมหลังเลิกเรียนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนตามความสนใจ เน้นด้านพัฒนาทักษะต่าง ๆ ทั้งทางด้านกีฬา ศิลปะการแสดง (เต้น รำไทย) ภาษา เทคโนโลยี การประกอบอาหาร งานประดิษฐ์ Coding และ Robotics รวมถึงการทดลองวิทยาศาสตร์ มุ่งพัฒนาศักยภาพรอบด้าน ทั้งร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ และทักษะแห่งอนาคต โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างบูรณาการ

  • โครงการเสริมศักยภาพทางด้านศิลปะ Art Learning

โครงการเสริมศักยภาพทางด้านศิลปะ Art Learning ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความสามารถ และประสบการณ์ทางด้านศิลปะให้แก่นักเรียนที่มีความสามารถทางด้านศิลปะ

  • โครงการพฤกษศาสตร์น้อย

เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยมีจุดมุ่งหมายให้เยาวชนได้ใกล้ชิดพืชพรรณไม้ เห็นคุณค่า เห็นประโยชน์และความสวยงาม อันจะก่อให้เกิดความคิดที่จะอนุรักษ์ต่อไป ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณาจารย์หน่วยปฏิบัติการวิจัยพรรณไม้ประเทศไทย  ภาควิชาพฤกษศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณาจารย์จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ

  • ศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม

เปิดโอกาสให้นักเรียนที่สนใจได้สร้างผลงานนวัตกรรมที่นักเรียนเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนาด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะต่าง ๆ โดยมีวางแผนการทำงานร่วมกัน ระหว่างครู – นักเรียน – ผู้ปกครอง โดยส่งผลงานนวัตกรรมเข้าประกวดในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่บูรณาการกับกลุ่มสาระฯ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน เช่น

  • ศุกร์สโมสร เวทีของคนกล้าแสดงออก

กิจกรรมนี้จัดขึ้นปีการศึกษาละ  2 ครั้ง  เปิดเวทีให้นักเรียนได้แสดงความสามารถอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ร้องเพลง เต้น ,Cover Dance, เล่นดนตรี ,การแสดง, ลีลาศ หรือโชว์พิเศษอื่น ๆ เป็นพื้นที่ที่ “อยากโชว์อะไรก็ได้ ไม่จำกัดรูปแบบ”

โดยผู้ปกครองสามารถเข้าร่วมชมและให้กำลังใจได้ด้วย ทำให้เด็ก ๆ เกิดความภาคภูมิใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนที่ยังลังเล กล้าก้าวออกมาพัฒนาตนเอง

  • งานวันเอกลักษณ์ไทย

กิจกรรมที่ต่อยอดจากกลุ่มสาระภาษาไทย มุ่งปลูกฝังความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย ทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยอย่างถูกต้อง มารยาทไทยและการวางตัวที่เหมาะสม การสืบสานคุณค่าความเป็นไทยผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์

  • เทศกาลตลาดนัดการงานอาชีพ

จัดโดย กลุ่มสาระการเรียนรู้การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการ

เปิดโอกาให้นักเรียนได้เป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และแบ่งปันไอเดียต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น

💡Zone 1 ลานไฮเทค : สนุกกับเทคโนโลยีนวัตกรรมความรู้นำสมัย

🛍️Zone 2 ตลาดนัดจิ๋วจตุจักร : Shop สินค้า ชิมอาหารอร่อย เครื่องดื่มชื่นใจ ราคาสบายกระเป๋า

🎁Zone 3 ตลาดนัดทำเพลิน DIY : กิจกรรมสนุก ๆ มากมายจากผู้ใหญ่ใจดี

🫶🏻Zone 4 ตลาดนัดดำเนินสนุก : สมบัติผลัดกันชมสภาพดีและสินค้าทำมือใส่ใจทุกขั้นตอน

  • โครงการออกกำลังกาย SATIT CHULAFIT & FIRM

มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเสริมสร้างให้นักเรียนและบุคลากรมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีและช่วยเสริมสร้างให้นักเรียนและบุคลากรมีค่านิยมและทัศนคติที่ดีในการออกกำลังกาย ลักษณะของโครงการเป็นการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายแบบ ZUMBA ในทุกเช้าของวันพุธ ช่วงเวลาประมาณ 08.10-08.30 น

กิจกรรมเสริมเหล่านี้ช่วยสะท้อนแนวคิดของโรงเรียนที่เชื่อว่า “การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน” แต่เกิดจากประสบการณ์ การลงมือทำ และการได้รับโอกาสในการแสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ค่ะ

Mommy Love This… ถูกใจคุณแม่!

  1. เรียนต่อมัธยมแบบต่อเนื่อง
    นักเรียนระดับประถมสามารถเรียนต่อระดับมัธยมได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสอบแข่งขันใหม่ เรียนยาวต่อเนื่องได้ถึง 12 ปี
  2. พื้นที่สีเขียวและสนามเด็กเล่นหลายจุด
    มีสนามหญ้าและพื้นที่กิจกรรมกระจายหลายบริเวณ ให้เด็ก ๆ ได้วิ่งเล่น ทำกิจกรรม และใกล้ชิดธรรมชาติ
  3. ระบบความปลอดภัยเข้มงวด
    มีจุดสแกนใบหน้าทั้งนักเรียนและผู้ปกครองในการรับ–ส่ง ช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัย
  4. โครงการการศึกษาพิเศษ
    รองรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ให้สามารถเรียนร่วมกับเพื่อน ๆ และปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
  5. อาคารเรียนเชื่อมต่อด้วย Sky Walk
    ทุกอาคารเรียนเชื่อมถึงกัน เดินเรียนสะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องแดดหรือฝน
  6. มุมอาหารเช้าสำหรับครอบครัว
    ช่วงเช้ามีร้านอาหารเปิดให้บริการ คุณพ่อคุณแม่สามารถมานั่งทานอาหารเช้าพร้อมลูก ๆ ก่อนเข้าเรียน เป็นช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัว
  7. ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาในมหาวิทยาลัย
    นักเรียนสามารถใช้สนามกีฬาและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ช่วยส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาอย่างเต็มที่
  8. มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน
    ให้คำปรึกษาด้านอารมณ์ พัฒนาการ และการปรับตัว ดูแลทั้งด้านวิชาการและสุขภาวะทางใจอย่างรอบด้าน

ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่แค่ “โรงเรียนของเด็ก” แต่เป็นโรงเรียนที่ใส่ใจทั้งนักเรียนและครอบครัวอย่างแท้จริงค่ะ

ค่าธรรมเนียมการศึกษา

หลักสูตรปกติ 30,000 + บาท ต่อปี

หลักสูตรอื่น ๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โรงเรียนค่ะ

ที่อยู่ : ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330.

โทรศัพท์ : 02-2182746

Website : https://www.satite.chula.ac.th/

Editor : สุทธิดา มานพน้อย

ภาพ : นันทิยา บุศบงค์

อ่านโรงเรียนอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a1%e0%b8%a8%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a3/

Tags

สีอึทารก

สีอึทารก บอกสุขภาพได้มากกว่าที่คิด

แม่มือใหม่ เรื่องของลูกเป็นเรื่องใหม่เสมอ และ เชื่อว่าเราจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิเคราะห์ภายในข้ามคืน หรือแม่และพ่อจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอึอึ๊ของลูก ความชำนาญที่เกิดจากความใส่ใจ และ สังเกตลูก ซึ่งถูกต้องแล้วเพราะ

ลักษณะอึของลูกเป็นตัวชี้วัดสุขภาพ แบบที่มองเห็นได้ด้วยตาแบบง่าย และ มีความสำคัญมาก เราสามารถวิเคราะห์สุขภาพของลูกได้เบื้องต้นจาก สีอึทารก เช่น สี และ ลักษณะของอุจจาระบ่งบอกถึงการย่อยอาหาร การได้รับนมไม่ว่าจะเป้นนมแม่ หรือ นมผงแบบพอเพียง รวมถึงภาวะร่างกาย เช่น อุจจาระสีเหลืองนวลเหลืองทองหมายถึงความปกติ สีเขียวอาจเกิดจากนมผง หรือ ธาตุเหล็ก สุดท้ายหากเป็นสีดำ (หลังจากอุจจาระขี้เทาแรกเกิด) หรือ สีขาวซีด หรือ มีเลือดปน ถือเป็นสัญญาณผิดปกติที่ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน

ประเภทของสีและลักษณะของอุจจารระลูกมาให้แม่ได้ลองสังเกตดู

  • สีเหลือง (มัสตาร์ด หรือ เหลืองนวล) : สีปกติ โดยเฉพาะทารกกินนมแม่ (อาจมีเนื้อเหลว หรือ เนื้อเนียน)
  • สีเขียว (เขียวเข้ม หรือ เขียวปนเหลือง) : แบบนี้ปกติดี ช่วงแรกเกิดอาจเป็นสีเขียวขี้ม้า หรือ สีเขียวจากนมผง หรือ แม่กินผักสีเขียวหรือธาตุเหล็กมากก็อาจมีสีเขียวปนได้
  • สีดำ (หลังจากขี้เทา) : แต่ในช่วง 1-3 วันแรกไม่ต้องตกใจไป แต่หากหลังจากนั้น อาจผิดปกติ จากทางเดินอาหาร หรือ การแพ้นม
  • สีขาวซีด หรือ สีเทา : ผิดปกติ อาจเกี่ยวกับตับ หรือ ถุงน้ำดี ควรรีบพบแพทย์
  • สีแดงหรือมีเลือดปน : ผิดปกติ อาจเกิดจากอาการแพ้อาหาร การติดเชื้อ หรือ แผลฉีกขาดที่ก้นลูกก็ได้
  • ลักษณะเหลวเป็นน้ำ หรือ ถ่ายบ่อย : ท้องเสีย และ ควรระวังเรื่องเด็กน้อยอาจขาดน้ำได้
  • ลักษณะแข็งเป็นก้อน หรือ แบบขี้กระต่าย : ท้องผูก
  • มีมูก หรือ เหม็นผิดปกติ : อาจติดเชื้อ หรือ การแพ้อาหารได้

 *หากพบอึมีสีแดง สีขาวซีด สีดำสนิท หรือ มีมูกเลือด รวมถึงลูกถ่ายเหลวบ่อยเกินไป ควรปรึกษาแพทย์ทันที

สีที่แตกต่าง มาจากนมที่ลูกกิน

  • นมแม่ : อึจะเหลว-ค่อนข้างเหลว สีเหลืองมัสตาร์ด มีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อย
  • นมผง : อึจะข้น-เหนียว คล้ายยาสีฟัน สีน้ำตาล หรือ เขียวเข้มกว่า กลิ่นชัดกว่า 

10 ลักษณะเด่น และ สีอึทารก บอกสุขภาพของลูก

  1. สีอึทารก แรกเกิดหลังคลอด เรียกว่า “ขี้เทา”
    อุจจาระของลูกน้อยแรกคลอดจะเหนียว และ มีสีดำ เรียกว่า “ขี้เทา” เป็นของเสียที่สะสมตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่ ภายในหนึ่งถึงสองวันแรกหลังคลอด หนูน้อยควรต้องถ่าย “ขี้เทา” นี้ออกมา หลังจากนั้น อุจจาระของเด็กก็จะนิ่มขึ้น แต่ยังมีสีเข้มอยู่
  2. อุจจาระควรมีสีอ่อนลงหลังคลอด 3 วัน
    ในวันที่ 3 อุจจาระของลูก ควรจะมีสีอ่อนลง เด็กบางคนอุจจาระอาจจะออกมาเป็นสีเขียว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ หากลูกน้อยยังอุจจาระออกมาเป็นสีดำเข้ม คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษา หรือ แจ้งกุมารแพทย์ที่ดูแล
  3. เด็กอายุครบ 5 วัน อุจจาระควรจะเป็นสีออกเหลืองมัสตาร์ด
    เมื่อลูกน้อยอายุครบ 5 วัน อุจจาระควรเป็น สีเหลืองมัสตาร์ด สำหรับเด็กบางคนอาจ มีอึสีเขียวอ่อน หรือ สีส้มอ่อนได้ เมื่อถึงเวลานี้ อุจจาระจะมีปริมาณมากขึ้น มีลักษณะที่เหลวขึ้น และ สีอ่อนลง
  4. หนูน้อยอายุ 1 วัน อาจมีการขับถ่ายของเสีย วันละ 1 ครั้ง เมื่อถึงวันที่ 2 ก็ควรมีการขับถ่ายเพิ่มขึ้น เป็น 2 ครั้ง โดยเพิ่มขึ้นแบบนี้เรื่อยไปจนถึงวันที่ 5
  5. เมื่อลูกน้อยอายุครบ 5 วัน ควรมีการขับถ่ายของเสีย 5 ครั้ง
  6. เมื่อครบ 5 วันแล้ว ทารกน้อยควรอุจจาระอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน
  7. หลังจากอายุครบ 5 วัน ลูกน้อยควรอุจจาระอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน โดยอุจจาระควรมีสีเหลืองมัสตาร์ด ยิ่งหากกินนมแม่ จะยิ่งอุจจาระบ่อย และ เนื้อเหลวกว่าอุจจาระของหนูน้อยที่กินนมผสม ทารกที่กินนมผสม จะมีสีออกน้ำตาลกว่า และ มีกลิ่นที่ต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม ลักษณะ และ สีอึทารก แต่ละคนมีความแตกต่างกัน ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยเรื่องอุจจาระของลูกน้อยเพิ่มเติม สามารถปรึกษาคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญได้เลย

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Checklist อาการแม่ Burnout ใช่เราไหมนะ
ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน หรือลูกจะเป็น Overtired baby

Tags

CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย วันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ.69 เวลา 8.30 – 11.00 น.

“เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกห้องเรียน” ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้

✨ ฐานที่ 1 Brain Development ให้เด็ก ๆ ได้เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและได้ฝึกสมองไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก 

⛵ ฐานที่ 2 PAPER BOAT ADVENTURE ฝึกความคิดสร้างสรรค์เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ได้คิด วิเคราะห์ 

🏃 ฐานที่ 3 Survival Skills ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

🌈 ฐานที่ 4 Language & Communication Skills การฟังนิทานเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันได้

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง ForemostOmegaSmartGold , Saker, MamaSecret , MasterRabbit และ EminaThailand ไปเคาะประตูพร้อมกันกับเรา ที่จะนำกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกทักษะในการควบคุมตนเองและสร้างความมั่นใจ เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทานรอติดตามกันได้เลย

สิ่งดีดีที่Amarin Baby &Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน

ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SAKER #MamaSecret #MasterRabbit #EminaThailand #โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

Tags

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี

วาร์ปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ บุก พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี

School Visit ครั้งนี้ เราพาเด็ก ๆ มาเปิดโลกการเรียนรู้กันที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมเรื่องราวของโลกเอาไว้แบบครบ ๆ โดยเฉพาะโซนซากดึกดำบรรพ์ที่เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันสุด ๆ เพราะได้เจอกับเรื่องราวของไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตในอดีตแบบใกล้ชิด เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสำรวจโลกในยุคก่อนประวัติศาสตร์

การได้มาเห็นของจริงแบบนี้ ไม่ได้แค่เพิ่มความรู้ แต่ยังช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจภาพของโลกได้ชัดขึ้น ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และ ความเชื่อมโยงของสิ่งมีชีวิตในแต่ละยุค ที่สำคัญคือยังช่วยจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และ ทำให้การเรียนรู้นอกห้องเรียนกลายเป็นเรื่องสนุก และมีความหมายมากขึ้น

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ

หรือที่หลายคนเรียกว่า พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี (National Geological Museum) เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาขนาดใหญ่ในจังหวัดปทุมธานี ที่นี่แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 2 โซนหลัก คือ โซนภายนอกอาคาร และ โซนภายในอาคาร ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การกำเนิดโลก วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ไปจนถึงธรณีวิทยาของประเทศไทย และ การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

ตอนแรกเราคิดว่าเด็ก ๆ คงแค่เดินดูไดโนเสาร์แล้วก็จบ แต่พอได้เข้าไปจริง ๆ กลับกลายเป็นว่าเดินเพลินกว่าที่คิดมาก แต่ละโซนมีอะไรให้ดูเยอะ และน่าสนใจ เด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจกันทุกจุด วิ่งดูโน่นนี่แบบไม่มีเบื่อเลย

นิทรรศการภายนอกอาคาร นิทรรศการกลางแจ้ง

พื้นที่จัดแสดงภายนอกอาคารถูกออกแบบให้เป็น “สวนหิน” ที่รวบรวมตัวอย่างหินจากหลากหลายยุค พร้อมจำลองสภาพแวดล้อมของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เด็ก ๆ สามารถเดินดู เรียนรู้ และ สัมผัสของจริงได้แบบใกล้ชิด ทั้งโซนน้ำพุ และ ไดโนเสาร์จำลองที่ช่วยเพิ่มความสนุกระหว่างการเรียนรู้

ไฮไลต์สำคัญของโซนนี้ คือ รูปปั้นไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยขนาดใหญ่ที่ถูกจำลองอย่างสมจริง ตั้งเด่นอยู่บริเวณด้านหน้า ต้อนรับเด็ก ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา และ ยังเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่หลายครอบครัวไม่พลาด

โซนภายในอาคาร: 4 ชั้น 4 ประสบการณ์การเรียนรู้

ภายในอาคารแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 4 ชั้น แต่ละชั้นถูกออกแบบเป็นโซนชัดเจน เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเด็กวัยเรียนและครอบครัว เดินไล่ดูได้เพลิน ๆ พร้อมเนื้อหาที่ค่อย ๆ พาเราไปรู้จักโลกมากขึ้นในแต่ละมิติ

ชั้น 1 : ซากดึกดำบรรพ์ – วาฬอำแพง

เริ่มต้นกันที่ชั้นแรกกับโซนซากดึกดำบรรพ์ ที่มีการจัดแสดงทั้ง “ช้าง” และ “วาฬ” ให้เด็ก ๆ ได้เห็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีตอย่างใกล้ชิด

แต่ไฮไลต์ที่สะดุดตาที่สุดของชั้นนี้ต้องยกให้ “วาฬอำแพง” ที่มีทั้งซากจริง และ แบบจำลองขนาดใหญ่จัดแสดงอย่างโดดเด่น ความยิ่งใหญ่ของโครงกระดูก และ รายละเอียดต่าง ๆ ทำให้เด็ก ๆ เหมือนได้ยืนอยู่ตรงหน้าสิ่งมีชีวิตจากอดีตจริง ๆ เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทั้งน่าตื่นตา และ ช่วยให้การเรียนรู้เรื่องซากดึกดำบรรพ์กลายเป็นเรื่องสนุกขึ้นทันที

ชั้น 2 : ธรณีวิทยาทั่วไป และ ธรณีวิทยาประเทศไทย

ชั้นนี้เป็นอีกโซนที่เนื้อหาแน่น แต่เล่าออกมาเข้าใจง่าย เหมาะกับเด็ก ๆ ที่กำลังเริ่มเรียนรู้เรื่อง “โลก” แบบจริงจังมากขึ้น

ในส่วนของ โซนธรณีวิทยาทั่วไป จะพาไปรู้จักตั้งแต่กำเนิดโลก ส่วนประกอบต่าง ๆ ของโลก หินชนิดต่าง ๆ รวมถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และ โครงสร้างทางธรณีวิทยา ที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของโลกใบนี้ได้ชัดขึ้น

โซน ธรณีวิทยาประเทศไทย เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่รวบรวมเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา ความรู้ด้านธรณีสัณฐาน และ แบบจำลองสภาพแวดล้อมในยุคต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเข้าใจง่าย พร้อมไดโนเสาร์มัลติมีเดียที่เพิ่มความตื่นตา รวมถึงการขุดพบซากดึกดำบรรพ์และชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์จำลองจากต่างประเทศ ทำให้การเรียนรู้เรื่องโลกและธรรมชาติทั้งสนุกและได้ความรู้ในเวลาเดียวกัน

ชั้น 3 : ทรัพยากรแร่ และ ธรณีวิทยาประยุกต์

ชั้นนี้จะพาไปรู้จักแหล่งกำเนิดแร่ การตรวจวิจัยแร่ การทำเหมืองแร่ การจำแนกชนิดของแร่ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ในชีวิตประจำวัน

รวมถึง โซนธรณีวิทยาประยุกต์ ที่มีแบบจำลองการเกิดพายุหมุน โครงสร้างอาคารป้องกันแผ่นดินไหว และอธิบายสาเหตุของธรณีพิบัติภัยต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจง่าย

ชั้น 4 : ธรณีวิทยาประยุกต์

ปิดท้ายด้วยโซนธรณีวิทยาประยุกต์ที่เน้นการนำความรู้ไปใช้จริง เช่น การสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม พลังงานทางเลือก ถ่านหิน รวมถึงน้ำบาดาลและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

ไฮไลต์ห้ามพลาด : สวนดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์เคลื่อนไหวได้

โซนที่เด็ก ๆ ตื่นเต้นที่สุดต้องยกให้ “สวนดึกดำบรรพ์” ที่จัดแสดงไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยในขนาดเสมือนจริง สามารถขยับตัวและส่งเสียงคำรามได้ พร้อมแสง สี เสียง ที่ช่วยเพิ่มความตื่นตาตื่นใจ ทำให้บรรยากาศเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกยุคดึกดำบรรพ์จริง ๆ

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี

ภายในโซนนี้ยังมีการจัดวางพืชพรรณและต้นไม้ เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมของโลกตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน ทำให้เด็ก ๆ ได้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอย่างชัดเจน

โดยมีไดโนเสาร์ไทยที่จัดแสดง เช่น สยามโมไทรันนัส สยามโมซอรัส ภูเวียงโกซอรัส และสิรินธรเน เรียกได้ว่าเป็นโซนที่ได้ทั้งความสนุกและความรู้ไปพร้อม ๆ กันเลยจริง ๆ

ข้อมูลการเดินทาง พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี

ที่ตั้ง: 55 หมู่ 5 ถ.เลียบคลอง 5 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
โทร: 02-902-7695
เว็บไซต์: http://www.dmr.go.th/museum_pathum
เฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/GoldenJubileeNationalGeologicalMuseum
วันทำการ : วันอังคาร – วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์)
เวลาทำการ : 09.30 – 16.30 น.
ค่าเข้าชม

  • ผู้ใหญ่ 30 บาท
  • เด็ก 10 บาท
  • เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี

ถ้ากำลังมองหา ที่เที่ยวสำหรับเด็ก สถานที่ทัศนศึกษา หรือพาเด็ก ๆ เปิดโลกวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ปทุมธานี คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ครบทั้งสาระ ความสนุก และ บรรยากาศเดินสบายในห้องแอร์ บ้านไหนมีเด็ก ๆ เป็นแฟนคลับไดโนเสาร์ บอกเลยว่าควรปักหมุด

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก
Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น


Editor : mylitlewawa
ภาพ : กรานต์ชนก บุญบำรุง

Tags

Checklist อาการแม่ Burnout ใช่เราไหมนะ

เช็กสัญญาณ “แม่หมดไฟ” แบบที่ไม่ใช่แค่เหนื่อยธรรมดา แต่รู้สึกเหนื๊อย เหนื่อยยย เหลือเกิน ลูกนอนก็ไม่ได้นอนพร้อมลูกอยากไถฟีตทั้งวัน ไม่อยากทำอะไรอยากจะอยู่เฉย ๆ อยากจุบจิบขนมหวาน ๆ ทั้งวัน กายหยาบอยู่นี่ ใจลอยไปถึงไหน ๆ แม่บ้านไหนรู้สึกแบบนี้ ไม่ต้องกังวลใจไป

เรามีเช็คลิสต์ที่มาตรวจสอบว่าใช่ใช่ไหม เราหมดไฟ อยากลาออกจากการเป็นแม่หรือเปล่า นี่คือ 5 ลิสต์ ที่ชวนแม่ ๆ มาเช็คลิสต์เบื้องต้น ว่าแม่แบบเราเข้าข่ายนั้นแล้วหรือยัง

5 อาการแม่ Burnout

  1. พลังงานติดลบเรื้อรัง  ตื่นมาก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เหมือนชาร์จแบตไม่เข้า นอนเท่าไหร่ก็ยังเพลีย รู้สึกเหนื่อย เหมือนชาร์จแบตไม่เข้า นอนเท่าไหร่ก็ยังง่วง เพลียทั้งวัน
  2. หงุดหงิดง่ายผิดปกติ  เรื่องเล็ก ๆ ของลูก เช่น หนังสือขาด ทำน้ำหก ร้องไห้งอแง เรื่องนิดเดียวแม่ก็หงุดหงิดกลายเป็นระเบิดลง หรือเผลอตวาดลูกบ่อยขึ้นจนมาเสียใจทีหลัง  
  3. ภาวะ “ใจลอย” (Emotional Distancing) อยู่กับลูกนะ แต่ใจไม่ได้อยู่ด้วย เริ่มรู้สึกเฉยชา อยากไถมือถือหนีโลกความเป็นจริงไปเรื่อย ๆ  
  4. นอนไม่หลับแม้ลูกหลับแล้ว  ร่างกายเหนื่อยมาก แต่สมองไม่ยอมหยุดคิด วนเวียนเรื่องสิ่งที่ต้องทำพรุ่งนี้ หรือรู้สึกผิดกับคำพูดที่พูดกับลูก หรือสิ่งที่ทำให้ลูกเสียใจ หรืออะไรที่ผิดพลาดกับเรื่องวันนี้
  5. ความภูมิใจในตัวเองหายไป “ทำไมคนอื่นทำได้แต่เราทำไม่ได้” มองข้ามความต้องการตัวเอง ไม่อยากทำสิ่งที่เคยชอบ  ไม่สนใจในสิ่งที่เคยทำ ปล่อยตัวผมเผ้าฟู เสื้อผ้าเก่าโทรม ละเลยความต้องการตัวเอง ลืมกินข้าว ลืมอาบน้ำ หรือไม่ได้ทำสิ่งที่เคยชอบเลยแม้แต่นิดเดียวมาเป็นเวลานาน

ทำอย่างไรให้ใจเราเบาขึ้น

ภาวะ Burnout ของคนเป็นแม่ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่มันคือการหมดไฟทั้งทางกาย อารมณ์ และจิตใจ  สิ่งแรกที่ต้องทำคือ อย่าเพิ่งโทษตัวเองเพราะการเลี้ยงลูกคืองานที่ไม่มีวันหยุดและไม่มีวันลาพักร้อนได้  นี่คือแนวทางในการฟื้นฟูใจตัวเองกลับมา

1. ยอมรับและหยุด “ความคาดหวังที่สมบูรณ์แบบ”

 อนุญาตให้ตัวเองเหนื่อยได้ การเป็นแม่ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นซูเปอร์วูแม่นหรือซุปเปอร์มัมตลอดเวลา ไม่ไหวคือไม่ไหวอย่างไรเราก็ยังเป็นแม่ที่ดีนะ ลดมาตรฐานลงหน่อย บ้านรกบ้างก็ไม่ผิด มื้อเย็นไม่ต้องฟูลออปชั่น กินง่าย ๆ ก็สบายใจดีนะ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ สุขภาพจิตของแม่ แม่ที่ยิ้มและหัวเราะได้ลุกก็รับรู้ถึงสิ่งนั้นเช่นกัน

2. ขอความช่วยเหลือบ้าง เพื่อเติมพลังให้ตัวเอง

สื่อสารกับคนข้าง ๆ บอกสามีหรือครอบครัวไปเลยตรง ๆ ว่า  “ตอนนี้แม่ไม่ไหวแล้ว ต้องการพัก” อยากให้ช่วยทำอะไรบ้าง  เช่น ฝากดูลูก 2 ชั่วโมง ขอแม่ไปทำธุระส่วนตัวหรือหากงบประมาณเอื้ออำนวย การจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดใหญ่สักครั้ง หรือสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ก็ช่วยลดภาระงานในบ้านได้

3. กฎ 15 นาที สร้างช่วงเวลา “Me Time”

หาเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ โดยไม่มีเสียงเรียก “แม่จ๋า” แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่แค่แม่ได้อาบน้ำนานขึ้น ได้มาร์หน้า หมักผมหรือจิบกาแฟตอนลูกหลับ ลองวางถือและหยุดไถโซเชียลก่อน ลดความกดดันตัวเองลงได้เยอะเลย

4. นอนเมื่อมีโอกาส

เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่ายนะ  การนอนที่เต็มอิ่มส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ ทานอาหารดีดี มีประโยชน์ และครบห้าหมู่ รวมถึงรับประทานให้เป็นเวลา รับประทานดี นอนให้หลับ เท่านี้ก็เพิ่มปริมาณความสุขแล้ว

สังเกตอาการให้ดี หากคุณเริ่มรู้สึกไม่อยากใกล้ชิดลูก มีอารมณ์ดิ่งลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น นี่อาจจะเป็นมากกว่า Burnout แต่อาจเข้าข่าย ภาวะซึมเศร้า แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยเร็ว การได้พูดคุยกับแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มีคนรับฟังอย่างเข้าใจ แนะนำให้พักเบรกสั้น ๆ ในแต่ละวันสำหรับคุณแม่ สิ่งที่ทำแล้วสบายใจ พักวางทุกอย่างลง แม้เพียงสิบห้านาทีเท่านี้ก็จะช่วยฮีลใจได้ขึ้นบ้างแล้วค่ะ

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับ โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ วันจันทร์ที่ 16 ก.พ.69 เวลา 8.30 – 11.00 น.

“เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกห้องเรียน” ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้

✨ ฐานที่ 1 Brain Development ให้เด็ก ๆ ได้เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและได้ฝึกสมองไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก 

⛵ ฐานที่ 2 PAPER BOAT ADVENTURE ฝึกความคิดสร้างสรรค์เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ได้คิด วิเคราะห์ 

🏃 ฐานที่ 3 Survival Skills ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

🌈 ฐานที่ 4 Language & Communication Skills การฟังนิทานเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันได้

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีอย่าง ForemostOmegaSmartGold , Saker , MamaSecret , MasterRabbit และ EminaThailand ไปเคาะประตูพร้อมกันกับเรา ที่จะนำกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกทักษะในการควบคุมตนเอง และ สร้างความมั่นใจ เสริมจินตนาการ และ ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทาน

สิ่งดี ๆ ที่ Amarin Baby &Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน

ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SAKER #MamaSecret #MasterRabbit #EminaThailand #โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

Tags

CAMPUS ROADSHOW 2026 โรงเรียนดรุณสิกขาลัย

ประมวลภาพบรรยากาศแสนสนุก ในงาน Amarin Baby & Kids CAMPUS ROADSHOW 2026 ร่วมกับ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย วันศุกร์ที่ 13 ก.พ.69 เวลา 8.30 – 11.00 น.

“เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ นอกห้องเรียน : Hand-on Play Skills” ผ่านฐานความสนุกเหล่านี้

✨ ฐานที่ 1 Brain Development ให้เด็ก ๆ ได้เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและได้ฝึกสมองไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก 

⛵ ฐานที่ 2 PAPER BOAT ADVENTURE ฝึกความคิดสร้างสรรค์เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ได้คิด วิเคราะห์ 

🏃 ฐานที่ 3 Survival Skills ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

🌈 ฐานที่ 4 Language & Communication Skills การฟังนิทานเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันได้

ครั้งนี้เราชวนผู้ใหญ่ใจดีกับผลิตภัณฑ์ดีดีที่คิดมาเพื่อเด็ก ๆ อย่าง Foremost Omega Smart Gold , Saker , MamaSecret , MasterRabbit และ EminaThailand ไปเคาะประตูพร้อมกันกับเรา ที่จะนำกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ฝึกทักษะในการควบคุมตนเองและสร้างความมั่นใจ เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการฟังนิทาน 

สิ่งดีดีที่ Amarin Baby & Kids อยากมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกัน

ครั้งหน้าเราจะยกทีมไปที่โรงเรียนไหน รอติดตามกันได้เลยค่ะ

#AmarinBabyandKidsCAMPUSROADSHOW2026 #Schoolvisit #ForemostOmegaSmartGold #SAKER #MamaSecret #MasterRabbit #EminaThailand #โรงเรียนดรุณสิกขาลัย

Tags

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก
โรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เลือก เรียนรู้ และเติบโตอย่างมีคุณค่าในตัวเอง

School Visit วันนี้ขอพาคุณพ่อคุณแม่ไปเยี่ยมชมโรงเรียนทางเลือกแห่งหนึ่ง ที่ซ่อนตัวอย่างเงียบสงบอยู่ในย่านลาดพร้าว บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน โรงเรียนแห่งนี้มีชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก

เพียงแค่ได้ยินชื่อโรงเรียนก็รู้สึกได้ทันทีว่า ที่นี่ต้องไม่ธรรมดาและต้องมีอะไรพิเศษซ่อนอยู่แน่นอน
เราไปทำความรู้จักและค้นหาความพิเศษของโรงเรียนแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กันนะคะ

จุดเริ่มต้นของโรงเรียน

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของ ครูอั๋น (คุณอันธิกา ภูวภิรมย์ขวัญ) และ ครูเกด (คุณภูวฤทธิ์ ภูวภิรมย์ขวัญ) ที่อยากสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อลูกของตนเอง

โรงเรียนในฝันของทั้งสองคือโรงเรียนที่เข้าใจธรรมชาติของเด็กอย่างแท้จริง โรงเรียนที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่ทำให้ “รักการเรียนรู้” โดยมีคุณครูที่เข้าใจ เคารพและมองเห็นความงดงามเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน

เด็กทุกคนมีความโดดเด่นในแบบของตนเองเปรียบเสมือน “ช้างเผือก” ที่แม้จะเป็นช้างเหมือนกันแต่กลับมีลักษณะพิเศษไม่ซ้ำกัน นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก

ที่นี่จึงไม่ได้มุ่งเพียงการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนประถมเท่านั้น แต่ยังมุ่ง “สร้างต้นทุนชีวิต” ให้กับเด็ก ๆ เพื่อให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา

โรงเรียนใช้หลักสูตรที่ร้อยเรียงผ่าน วิถีชีวิตจริง (Life-based Education) ผสานกับแนวคิด มนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเคารพจังหวะการเติบโตของเด็กแต่ละคนอย่างแท้จริง

การเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการเชื่อมโยงกับโลก

ในช่วงปฐมวัย (0–7 ปี) เด็กจะเรียนรู้โลกผ่านร่างกายเป็นหลัก การบ่มเพาะประสาทสัมผัสจึงเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการพัฒนา เพราะเมื่อฐานกายมั่นคง ฐานปัญญาจึงจะงอกงามได้อย่างแข็งแรง
โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสาทสัมผัสพื้นฐานทั้ง 4 ด้าน ดังนี้

1. สัมผัสทางกาย (The Sense of Touch)

คือการรับรู้ขอบเขตของร่างกายตนเองว่า “ฉันเริ่มตรงไหน และสิ้นสุดตรงไหน”

ผ่านผิวสัมผัสที่หลากหลายและการถูกโอบกอดอย่างรักใคร่ สัมผัสเหล่านี้ช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง “ความไว้วางใจต่อโลก” (Sense of Trust) อย่างยั่งยืน

2. สัมผัสแห่งชีวิต (The Sense of Life)
คือการรับรู้สภาวะภายในร่างกาย เช่น ความหิว ความเหนื่อย ความเจ็บปวด หรือความสบายตัว
เป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี และการรู้จักดูแลตนเอง

3. สัมผัสแห่งการเคลื่อนไหว (The Sense of Movement)
คือการรับรู้การทำงานของข้อต่อและกล้ามเนื้อ (Proprioception)
ช่วยให้เด็กสามารถควบคุมร่างกายให้ทำตามความตั้งใจของตนเองได้ เช่น การหยิบจับ การปีนป่าย หรือการเดินอย่างมั่นคง

4. สัมผัสแห่งสมดุล (The Sense of Balance)
คือการรับรู้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายในโลกภายนอก (Vestibular Sense)
เชื่อมโยงกับความสงบภายใน การมีสมาธิและความมั่นคงทางอารมณ์    

              

 ถอดรหัสหลักสูตร “วิถีช้างเผือก”

การสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผ่าน 6T สู่ 5 SDL

อนุบาลช้างเผือกถักทอกระบวนการเรียนรู้ผ่าน 6T (6 Treatments Model) เครื่องมือสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพจากภายใน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการบ่มเพาะ 5 SDL (Self-Directed Learning) หรือความสามารถในการนำทางชีวิตและกำกับการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

นี่ไม่ใช่เพียงการ “จัดการเรียนการสอน” แต่คือการออกแบบนิเวศและประสบการณ์ชีวิต เพื่อหล่อหลอมให้เด็กค่อยๆ เติบโตเป็นมนุษย์ที่รู้จักตนเอง เรียนรู้เป็น และพร้อมที่จะเติบโตต่อไปได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต

1. Treatment – รูปแบบกิจกรรม

การเรียนรู้ที่เคารพความเป็นมนุษย์

ที่อนุบาลช้างเผือก เราไม่ได้จัดตารางเรียนตามรายวิชาแต่จัดการเรียนรู้ตาม “วิถีชีวิต” กิจกรรมมีความยืดหยุ่น หลากหลาย และสอดคล้องกับจังหวะการเติบโตของเด็ก โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบคละอายุที่เปิดโอกาสให้พี่ได้ดูแลน้องและน้องได้เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบพี่อย่างเป็นธรรมชาติ

เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมร่วมกับคุณครู เพื่อให้เขาได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตนเองสนใจและมีความหมายกับเขาจริง ๆ นี่คือก้าวแรกของการเรียนรู้จากการลงมือทำ (Experiential Learning) อย่างแท้จริง

2. Process – กระบวนการ

บ่มเพาะวินัยภายใน ด้วยอิทธิบาท 4

กระบวนการเรียนรู้ของเด็กช้างเผือกมี “อิทธิบาท 4” เป็นเข็มทิศสำคัญ
คุณครูจะออกแบบกระบวนการให้เด็กเกิด

  • ฉันทะ – ความรักและแรงบันดาลใจที่อยากจะลงมือทำ
  • วิริยะ – ความเพียรพยายามด้วยใจ โดยปราศจากการบังคับ
  • จิตตะ – ความจดจ่อแน่วแน่ จนเกิดเป็นสมาธิในการเรียนรู้
  • วิมังสา – การรู้จักทบทวน สังเกต และพัฒนางานของตนเสมอ

กระบวนการนี้ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เด็กเกิดนิสัยรักการเรียนรู้เป็นชีวิตจิตใจ (Eager to Learn) ซึ่งจะติดตัวเขาไปตลอดการเติบโต

3. Teacher’s Role – บทบาทของครู

ผู้เอื้ออำนวย และแบบอย่างที่อบอุ่น

ครูที่อนุบาลช้างเผือกไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้บอก” แต่เป็น ผู้เอื้อเฟื้อ (Facilitator)
ครูคอยสังเกต ตั้งคำถาม และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิดต่อยอดด้วยตนเอง

ที่สำคัญที่สุด ครูคือ “แบบอย่าง” ของความนิ่ง ความสงบ และความเมตตา เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจ และกล้าที่จะสำรวจ ค้นหา และทำความเข้าใจตนเอง (Self-exploration) ภายในพื้นที่ที่ปลอดภัยทั้งทางกายและใจ

4. Child’s Role – บทบาทของเด็ก

ผู้กำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง

ในวิถีช้างเผือก เด็กคือ “ผู้ให้การศึกษากับตนเอง” (Self-educator)
เขาเรียนรู้การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ผ่านการเล่น การทำงานร่วมกันและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเคารพซึ่งกันและกัน

เด็กได้ฝึกการใช้เหตุผลควบคู่กับการเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) อย่างสร้างสรรค์

5. Environment – สิ่งแวดล้อม

บ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกออกแบบสภาพแวดล้อมให้เป็น “ครูคนที่สาม” ที่คอยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กอย่างเงียบงาม
พื้นที่สีเขียว มุมกิจกรรมที่เข้าถึงได้ง่ายและบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหว ทดลองและค้นพบด้วยตนเอง ล้วนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ตามธรรมชาติ

นอกจากสิ่งแวดล้อมทางกายแล้วโรงเรียนยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งแวดล้อมทางใจ” นั่นคือความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับเด็กและระหว่างเด็กกับเพื่อน เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัยได้รับการยอมรับและไว้วางใจ เขาจะมีสมาธิพร้อมเปิดรับโลกและเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวได้อย่างเต็มที่ ตามหลักของ การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)

6. Tools – สื่อการเรียนรู้

เครื่องมือที่เป็นสะพานเชื่อมสู่โลกกว้าง

สื่อการเรียนรู้ของงโรงเรียนช้างเผือกไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือหรือใบงานแต่ครอบคลุมตั้งแต่ของจากธรรมชาติ วัสดุรอบตัว ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน

การกำกับและใช้เครื่องมือ (Instrumental Competence) เด็ก ๆ จะได้ฝึกใช้กรรไกร จับเครื่องครัว หรือใช้พู่กันอย่างชำนาญและปลอดภัย ทักษะการใช้มือที่แม่นยำนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสมองส่วนหน้า EF

และเครื่องมือเหล่านี้ถูกเลือกและใช้เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้ คิดเป็น ทำเป็น และเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กได้ทดลอง แก้ปัญหา และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับโลกความเป็นจริง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่มีความหมาย และนำไปสู่ความสามารถในการกำกับการเรียนรู้ของตนเองในระยะยาว

5 พลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ช้างเผือก (MindDrive Competencies) 5 SDL เพื่อวางรากฐานในชีวิต

1.คล่องแคล่วงานมือ (Instrumental competence)

  • หยิบจับเครื่องมือที่หลากหลายมาสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นใจ
  • รู้จักใช้เครื่องมืออย่างระมัดระวังและปลอดภัย
  • กำกับดูแลการใช้งานได้ด้วยความตั้งใจของตนเอง

2. รู้จักและรักตนเอง (Self-exploration)

  • โอบกอดและเข้าใจตนเองในทุกแง่มุม
  • มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองเป็น
  • ใจเย็นพอที่จะกำกับอารมณ์และพฤติกรรมให้มั่นคง

3.รักการเรียนรู้เป็นชีวิตจิตใจ (Eager to learn)

  • ยินดีในการเรียนรู้และพยายามทำจนสำเร็จ
  • สนุกกับการเผชิญหน้าและคลี่คลายปัญหาด้วยรอยยิ้ม
  • มุ่งมั่นรักษาสัญญาเพื่อเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย

4. อบอุ่นในมิตรภาพ (Collaborative Learning)

  • เปี่ยมด้วยความเมตตาและพร้อมส่งมือช่วยเหลือผู้อื่น
  • สนุกกับการทำงานร่วมกับเพื่อนอย่างสร้างสรรค์
  • อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจและรับฟังเหตุผลกันและกัน

5. เรียนรู้ได้จากสิ่งรอบตัว (Experiential learning)

  • รู้จักวางแผนลำดับขั้นตอนก่อนลงมือทำอย่างเป็นระบบ
  • ช่างสงสัย ช่างถาม เพื่อค้นหาคำตอบด้วยเหตุและผล
  • รู้จักบริหารจัดการเวลาและรอคอยอย่างเหมาะสม

กิจกรรมเด่นตามช่วงวัย: การเติบโตที่เป็นลำดับขั้น

1. เด็กเล็ก-ตรียมอนุบาล – อนุบาล 1: “ห้องเรียนคละอายุ (Multi-Age)”

  • จุดเด่น: การจำลองสังคมพี่น้อง พี่จะได้ดูแลน้อง (ฝึกความเมตตา) น้องจะได้เลียนแบบพฤติกรรมที่ดีจากพี่
  • ตัวอย่างกิจกรรม: กิจกรรม “พี่จูงน้องท่องสวน พี่อนุบาล 1 จะช่วยน้องเตรียมอนุบาลใส่รองเท้าและพาน้องเดินสำรวจธรรมชาติ เป็นการสร้างทักษะทางสังคมและความพึ่งพาตนเอง

2. อนุบาล 2: “การละครและข้าวในชีวิต” (EF & Imagination)

  • จุดเด่น: พัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (EF) และความกตัญญูต่อสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต
  • ตัวอย่างกิจกรรม: กิจกรรม “ละครจากนิทานพื้นบ้าน” เด็กๆ จะได้ช่วยกันทำบทบาทสมมติ ออกแบบเครื่องแต่งกายจากเศษวัสดุ และแสดงบทบาทที่ต้องอาศัยการยับยั้งชั่งใจและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

3. อนุบาล 3: “ออร์ฟ-ชูเวิร์ค และสติ 14 จังหวะ (Concentration & Transition)

  • จุดเด่น: สร้างความนิ่งและสมาธิ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ก้าวสำคัญในระดับประถม
  • ตัวอย่างกิจกรรม: “วงดนตรีออร์ฟ (Orff Schulwerk)” เด็ก ๆ จะใช้เครื่องดนตรีเครื่องเคาะ เขย่า ตี และจังหวะจากร่างกายประกอบเพลงที่มีความซับซ้อนขึ้น ฝึกการฟังและการทำงานประสานกัน (Coordination) ควบคู่ไปกับการฝึก “สติ 14 จังหวะ” ในช่วงเช้า เพื่อให้เด็กมีจิตใจที่จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน

สภาพแวดล้อมของโรงเรียน

               บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ของโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก ครูอั๋นได้ออกแบบและจัดวางพื้นที่การเรียนรู้อย่างรอบคอบและครบถ้วน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้ร่างกาย เรียนรู้ และเติบโตอย่างสมดุลตามวัย

ภายในโรงเรียนมี สนามเด็กเล่น ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ผ่านการเล่นอย่างอิสระ โดยจัดพื้นที่สนามเด็กเล่นไว้ 2 จุด

สนามเด็กเล่นจุดที่ 1
เป็นพื้นที่ที่มีเครื่องเล่นสำเร็จรูปหลากหลายรูปแบบ พร้อมพื้นทรายที่ช่วยรองรับการเคลื่อนไหว เด็ก ๆ สามารถปีน ป่าย วิ่ง กระโดด และเล่นอย่างสนุกสนานในบรรยากาศที่ปลอดภัย การเล่นในพื้นที่นี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย การทรงตัว และความมั่นใจในการเคลื่อนไหวของเด็กได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย

สนามเด็กเล่นจุดที่ 2
เป็นพื้นที่ที่เน้นการปีนป่ายและการเคลื่อนไหวในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองของเด็ก ๆ พร้อมทั้งพัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่าง ตา มือ และเท้า อย่างเป็นธรรมชาติ พื้นสนามเป็น พื้นทราย ซึ่งช่วยรองรับแรงกระแทก ลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เด็กสามารถทดลอง เคลื่อนไหว และท้าทายขีดความสามารถของตนเองได้อย่างปลอดภัย การเล่นในพื้นที่นี้จึงไม่เพียงเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย แต่ยังช่วยให้เด็กเรียนรู้การประเมินตนเอง กล้าลอง และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีลานกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ๆ อย่างรอบด้าน ได้แก่

มุมให้อาหารเต่า
เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ให้อาหารเต่า เพื่อปลูกฝังการแบ่งปัน ความเมตตา และความรับผิดชอบ

ลานกิจกรรมหญ้าเทียม
เป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งในรูปแบบที่หลากหลาย รวมถึงกิจกรรมเคารพธงชาติ ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายและการทำกิจกรรมร่วมกัน

สระว่ายน้ำ
มีความลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เล่นน้ำอย่างปลอดภัย เด็กจึงรู้สึกมั่นใจ สนุกสนาน และไม่เป็นอันตราย

แปลงปลูกผักด้านหลังโรงเรียน ใต้ร่มไม้ใหญ่
ครูอั๋นได้นำธรรมชาติเข้ามาใกล้ตัวเด็ก ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยเด็ก ๆ จะได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การปลูก ดูแล และเก็บเกี่ยวผัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารในมื้อกลางวัน
คุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจได้ว่า เด็ก ๆ จะได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สด สะอาด และปลอดภัย

ห้องเรียนแสนผ่อนคลาย
ครูอั๋นจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด เรจจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบ ศิลปะ และการใช้แสงเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย ห้องเรียนเลือกใช้โทนสีที่นุ่มนวล ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยและสบายใจ

ห้องเรียนมีพื้นที่กว้างขวาง อากาศถ่ายเทได้ดี ทำให้รู้สึกเย็นสบายแม้ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ บริเวณหน้าห้องเรียนมี บอร์ดสะท้อนอารมณ์ เพื่อให้เด็ก ๆ และคุณครูได้แสดงความรู้สึกของตนเองในแต่ละวัน หากเด็กคนใดรู้สึกไม่สบายใจหรือเศร้า คุณครูจะเข้าไปพูดคุย อยู่เคียงข้าง และช่วยให้เด็กได้ระบายความรู้สึก พร้อมเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ของตนเองอย่างเหมาะสม

โรงเรียนพ่อแม่

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่อนุบาลช้างเผือกยึดมั่นคือ “โรงเรียนพ่อแม่” พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการบ่มเพาะความเข้าใจก่อนเดินทางไปพร้อมกับลูกรัก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้หยุดนิ่ง ทบทวน และตกตะกอนร่วมกับครูว่า “จะถักทอนิเวศแห่งสติให้ลูกได้อย่างไร” ในฐานะกัลยาณมิตรคนสำคัญผู้กุมกุญแจแห่งศักยภาพ คือการจูนคลื่นหัวใจให้มาบรรจบกันตรงกลาง เพื่อจัดวางบทบาทและทิศทางในการดูแล “เมล็ดพันธุ์” ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพราะเมื่อบ้านและโรงเรียนเชื่อมโยงกันด้วยความไว้วางใจ ประโยชน์สูงสุดย่อมผลิบานในหัวใจของลูกๆ ทุกคนอย่างยั่งยืน

Mommy’s Love This ถูกใจแม่

  1. บรรยากาศอบอุ่นและเป็นมิตร
    โรงเรียนได้รับการออกแบบให้มีบรรยากาศน่ารัก อบอุ่น และปลอดภัย คุณครูทุกท่านมีความใจดี ใจเย็นและเข้าใจเด็ก ๆ นอกจากนี้ คุณครูยังใช้การร้องเพลงเป็นสื่อในการเรียกเด็กเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนกิจกรรม ช่วยให้เด็กปรับตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีความสุข
  2. ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง
    โรงเรียนมี “โรงเรียนพ่อแม่” เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนกับคุณพ่อคุณแม่ ตั้งแต่ก่อนการรับเข้าเรียน โรงเรียนมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมจดบันทึกและประเมินพัฒนาการของเด็ก ๆ ทุก ๆ 3 เดือน และสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด
  3. การวางรากฐานชีวิตอย่างปราณีต
    โรงเรียนให้ความสำคัญกับการวางระบบความคิดและรากฐานชีวิตของเด็ก ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
  4. การเรียนรู้แบบคละอายุและตามช่วงชั้น
    โรงเรียนจัดการเรียนรู้ทั้งแบบคละอายุและตามระดับชั้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้บทบาทของคำว่า เพื่อน พี่ และน้อง ส่งเสริมการสร้างภาวะผู้นำและผู้ตามอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมปลูกฝังการเคารพซึ่งกันและกัน

เกณฑ์การพิจารณา

ประเมินความพร้อมและพัฒนาการของเด็กและการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 

อัตราค่าเล่าเรียน (ปีการศึกษา 2568)

ค่าธรรมเนียมการศึกษา 111,000 / ปีการศึกษา แบ่งชำระ 3 ครั้ง 

** ยังไม่รวมค่าชุดนักเรียน

ที่อยู่: เลขที่ 59 ถนนลาดพร้าว ซอย 124 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

ติดต่อ :  02-934-1513

Website: https://www.changphueak.com/

Facebook: https://www.facebook.com/changphueakkindergarten

Editor : แม่ติส

ภาพ : นันทยา บุศบงค์

อ่านบทความอื่นๆต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/kukai-kindergarten/

Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น

เด็กกับสัตว์เป็นของคู่กัน ความอยากรู้อยากเห็น ดวงตาที่เป็นประกาย และคำถามที่ไม่รู้จบ วันหยุดนี้หม่าม้ากับวาวาเลยเลือกพาเด็กน้อยไปใช้เวลากับโลกของสัตว์แบบใกล้ชิด ที่ Zookeeper Animals Learning Center & Pet Store แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ไม่ได้มีแค่ความน่ารัก แต่ค่อย ๆ สอนให้เด็กเข้าใจและเคารพชีวิตอื่น ๆ บนโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

Zookeeper คือที่ไหน

Zookeeper Animals Learning Center & Pet Store เป็นพื้นที่การเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์แปลกและสัตว์เลี้ยงหลากหลายชนิด ที่นี่ไม่ได้จัดแสดงสัตว์แบบให้เด็กยืนดูผ่านกรงอย่างเดียว แต่เน้น “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง” เด็ก ๆ จะได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัส และได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิดอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่เป็นมิตร สะอาด และปลอดภัยสำหรับเด็ก

เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน จะเจอกับจุดจำหน่ายบัตร พร้อมกติกาการเข้าชมให้เราอ่านทำความเข้าใจก่อน จากนั้นก็พร้อมเข้าไปสนุกกันได้เลย โดยบัตร 1 ใบ จะได้รับเหรียญ 1 เหรียญ เพื่อนำไปแลกเป็น

  • ชุดศิลปะภาพเปเปอร์มาเช่
  • น้ำดื่ม พร้อมน้ำแข็ง
  • เครื่องดื่ม 1 แก้ว
  • ตระกร้าอาหารสำหรับป้อนสัตว์

ด้านในจะแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ๆ คือ

1. โซนชมสัตว์ด้านนอก

โซนนี้เป็นพื้นที่ชมสัตว์แบบเปิด เดินเพลินมาก เพราะแทบทุกมุมจะมีสัตว์ให้เด็ก ๆ ได้หยุดดูและเรียนรู้

ที่สะดุดตาตั้งแต่แรกคือกองทัพสัตว์หายากหลายชนิด เช่น โคอาติ ลิงกระรอก ร้อคไฮแรค อาร์มาดิลโล เตกู วัลลาบี้ เต่าอัลลิเกเตอร์ รวมถึงจระเข้แคระ และทามันดัวร์ (ตัวกินมด) ที่ไม่ได้พบเห็นกันง่าย 

สัตว์บางชนิดสามารถเข้าไปใกล้ ๆ และสัมผัสได้ เช่น งูหลาม เบีร์ดดราก้อน แรคคูน เมียร์แคท โดยมีพี่เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม บรรยากาศจึงต่างจากสวนสัตว์ทั่วไป เด็ก ๆ ได้เห็นรายละเอียดชัดขึ้น และค่อย ๆ เรียนรู้วิธีเข้าหาอย่างถูกต้อง

หนึ่งในสัตว์ที่หลายคนสะดุดตาเมื่อมาโซนนี้คือ “เจ้าพิกเลท” ตัวอาร์ดวาร์ก (Aardvark) สัตว์หายากที่ไม่ได้เห็นกันบ่อย ๆ ในเมืองไทย รูปร่างของน้องดูแปลกแต่น่ารัก เหมือนรวมลักษณะเด่นของหลายสายพันธุ์ไว้ด้วยกัน ทั้งจมูกคล้ายหมู หูกระต่าย และหางคล้ายจิงโจ้ หลายครอบครัวถึงกับหยุดดูอยู่นานเพราะความมีเสน่ห์เฉพาะตัวของเขา

ภายในโซนเดียวกันยังมีทางเดิน Amazon Skywalk สะพานลอยฟ้ารอบต้นไม้ใหญ่ ให้เดินชมวิวด้านบน พร้อมใกล้ชิดโคอาติหางแหวนและลิงกระรอกที่วิ่งไปมาตามแนวทางเดิน เป็นอีกมุมที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หยุดดูเพลินทีเดียว

2. โซนชมและให้อาหารสัตว์ในกรง

เป็นอีกหนึ่งโซนที่เด็ก ๆ มักใช้เวลาอยู่นาน เพราะได้เข้าไปใกล้ชิดและให้อาหารสัตว์แบบเต็มอิ่ม ภายในมีทั้งกระต่าย คาปิบาร่า เต่ายักษ์ ไก่ซิลค์กี้ หนูแกสบี้ เป็ด และแพะแคระ ให้เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักกันแบบใกล้ ๆ ได้เห็น ได้สัมผัส และสนุกไปกับช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่อบอุ่นแบบนี้

3. โซนคาเฟ่

หลังจากเดินชมสัตว์ สามารถแวะพักที่โซนคาเฟ่ซึ่งมีทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เมนูเน้นทานง่ายสำหรับทุกวัย เหมาะกับครอบครัวที่มาใช้เวลาอยู่ที่นี่ทั้งช่วงเช้าหรือบ่าย

จุดเด่นคือพื้นที่นั่งรับประทานอาหารที่มีกระจกใส สามารถมองเห็นวิวและสัตว์ด้านนอกได้ ทำให้บรรยากาศยังคงเชื่อมต่อกับธรรมชาติแม้ในช่วงพักทานอาหาร

นอกจากการเดินชมและให้อาหารสัตว์แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมพิเศษ “แนะนำสัตว์” ที่พี่ ๆ จะมาให้ความรู้แบบใกล้ชิด เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวของสัตว์แต่ละชนิดแบบสนุก ๆ เข้าใจง่าย โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนชนิดสัตว์ในแต่ละรอบ ทำให้มาแต่ละครั้งก็ได้เจอเพื่อนตัวใหม่ ๆ ไม่ซ้ำเดิม กิจกรรมมีทุกวัน ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 12.00 และ 15.00 น.

ถ้าใครกำลังมองหา ที่เที่ยวสำหรับเด็ก ที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ได้เรียนรู้จริง Zookeeper Animals Learning Center & Pet Store เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เราอยากแนะนำจากใจแม่คนหนึ่ง

เพราะบางครั้ง การพาลูกไปเจอโลกใบเล็กของสัตว์ อาจทำให้เขาเติบโตด้วยหัวใจที่อ่อนโยน และเข้าใจชีวิตอื่น ๆ มากขึ้นอย่างเงียบ ๆ

รายละเอียดการเข้าชม

ค่าเข้า : จากปกติ 350.- พิเศษช่วงโปรโมชั่น 280.-
**เด็กสูงต่ำกว่า 90 ซม. เข้าชมฟรี
เปิดให้บริการ : วันอังคาร – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เวลา : 10.30 – 18.30 น.


ติดต่อ
Zookeeper
เลขที่่ 2, ซอย วิภาวดีรังสิต 41 แขวงสีกัน ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210
FACEBOOK : The Zookeeper Thailand
โทร : 096-034-1591

Editor : mylittlewawa
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก
10 สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็กและครอบครัว

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์

มากกว่าเงินออม คือการปูทางสู่อนาคต เจาะลึกกลยุทธ์สร้างรากฐานให้เจ้าตัวน้อยด้วย กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์

ในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ‘เงินออม’ อาจไม่ใช่คำตอบเดียวที่เพียงพอสำหรับการเตรียมอนาคตให้ลูกรักอีกต่อไป สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งโอกาสทางการศึกษา ความคุ้มครองชีวิต และวินัยทางการเงินที่จะส่งต่อเป็นมรดกทางความคิด กองบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids จะพาไปเจาะลึกว่าทำไม กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ จึงเป็นมากกว่าแค่เงินออม แต่คือการ ‘ดีไซน์อนาคต’ ที่คุณพ่อคุณแม่กำหนดได้เองตั้งแต่วันนี้

ถอดรหัสต้นทุนชีวิต “มีลูก 1 คน” ต้องเตรียมงบเท่าไหร่? ตั้งแต่วันที่อยู่ในครรภ์จนถึงความสำเร็จ

การปูทางสู่อนาคตที่สมบูรณ์แบบ เริ่มต้นจากการมองเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่าย กองบรรณาธิการได้รวบรวมตัวเลขประเมินเบื้องต้น เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็นคัมภีร์ในการวางแผนการเงิน ดังนี้

ช่วงวัย / รายการค่าใช้จ่ายรายละเอียดการเตรียมงบประมาณประเมินค่าใช้จ่าย (โดยประมาณ)
1. ช่วงตั้งครรภ์ – แรกคลอดก้าวแรกสู่การเป็นพ่อแม่
ค่าฝากครรภ์ (ต่อครั้ง/รวม)
ค่าคลอดบุตร (ธรรมชาติ/ผ่าคลอด)
21,500 – 154,000 บาท
1,500 – 4,000 บาท
20,000 – 150,000 บาท
2. ช่วงแรกเกิด – 3 ปีวัยแห่งการดูแลและพัฒนาการ
ค่าอาหารและโภชนาการ
ค่าอุปกรณ์ (คาร์ซีท, รถเข็น, เตียง)
ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (วัคซีน, เสื้อผ้า)
37,000 – 116,000++ บาท
2,000 – 6,000 บาท / เดือน
30,000 – 80,000 บาท
5,000 – 30,000 บาท
3. เส้นทางการศึกษา (รวม 19 ปี)การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
ระดับอนุบาล (4 – 6 ปี)
ระดับประถม (7 – 12 ปี)
ระดับมัธยม (13 – 18 ปี)
ระดับปริญญา (19 – 22 ปี)
ค่าเทอมต่อปี (ตามประเภทรร.)
24,000 – 530,000 บาท / ปี
26,000 – 668,000 บาท / ปี
30,000 – 765,000 บาท / ปี
26,000 – 1,000,000++ บาท / ปี

จากตัวเลขข้างต้น จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในส่วนของ “การศึกษา” มีช่วงกว้างของราคาที่สูงมาก ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายที่คุณพ่อคุณแม่เลือกให้ลูก นี่คือเหตุผลว่าทำไมการมีเครื่องมืออย่าง กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ จึงสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การเก็บออม แต่คือการเตรียม “กระแสเงินสด” ให้พร้อมในทุกจังหวะสำคัญของชีวิตลูกนั่นเอง

3 เคล็ดลับเลือกประกันเด็กให้ลูกรัก ฉบับวางแผนล่วงหน้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกประกันให้ลูกไม่ใช่เพียงแค่การจ่ายเบี้ย แต่คือการเลือก “พาร์ทเนอร์” ที่จะมาดูแลความฝันของเขาในวันที่เราอาจดูแลไม่ถึง กองบรรณาธิการสรุป 3 หัวใจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้ค่ะ

1. ปักหมุด “ประกันสะสมทรัพย์” เพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน

หัวใจของการสร้างรากฐานคือความสม่ำเสมอ การเลือกประกันแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) จะช่วยเปลี่ยนเงินออมรายวันให้กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคต เป็นการสร้างวินัยทางการเงินที่การันตีว่าลูกจะมีทุนรอนสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่หรือทำตามความฝันเมื่อเขาเติบโตขึ้น

2. Matching ระยะเวลาคุ้มครองให้สอดคล้องกับ “จังหวะชีวิต”

การวางแผนการเงินที่ดีต้องสัมพันธ์กับช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกระยะเวลาความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงช่วงรอยต่อของการศึกษา เช่น ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีกระแสเงินสดสำรองไว้จ่ายค่าเทอมในระดับชั้นที่สูงขึ้นตามแผนที่วางไว้

3. เสริมเกราะป้องกันด้วยความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความเสี่ยง

เพราะเจ้าตัวน้อยวัยเรียนรู้มักมาพร้อมกับเรื่องไม่คาดฝัน การเพิ่มความคุ้มครองจะช่วยให้แผนการเงินของคุณไม่สะดุด

  • คุ้มครองอุบัติเหตุ : บรรเทาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ให้ลูกสนุกกับการเรียนรู้ได้เต็มที่
  • คุ้มครองโรคร้ายแรงในเด็ก : เพิ่มโอกาสทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
  • คุ้มครองผู้ชำระเบี้ยประกันภัย : (Key Highlight) จุดนี้สำคัญมาก เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับคุณพ่อคุณแม่ ลูกน้อยจะยังคงได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ต่อไปเสมือนว่าเรายังอยู่ดูแลเขา เป็นหลักประกันว่าอนาคตของลูกจะไม่มีทางสะดุดลง
กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์

เจาะลึกฟีเจอร์ “กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์” ดีไซน์แผนออมที่ใช่ ในเวลาที่ลูกต้องการ

เพราะความต้องการของแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน กรุงเทพประกันชีวิตจึงออกแบบแผนที่ยืดหยุ่นให้คุณแม่เลือก “ออมสั้นแต่คุ้มครองยาว” เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของลูกน้อยที่สุด

1. ยืดหยุ่นตามแผนครอบครัว: เลือกเวลาออมได้ตามใจ

คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกออกแบบระยะเวลาการออมและการคุ้มครองให้พอดีกับช่วงวัยของลูก (เช่น ออมให้จบก่อนเข้ามหาวิทยาลัย) โดยมีให้เลือกได้ถึง 3 แผน

  • สมาร์ท คิดส์ 15/9 : ออมสั้นเพียง 9 ปี คุ้มครองยาว 15 ปี
  • สมาร์ท คิดส์ 18/12 : ออมสบายๆ 12 ปี คุ้มครองยาว 18 ปี
  • สมาร์ท คิดส์ 21/15 : ออมมั่นคง 15 ปี คุ้มครองยาว 21 ปี

2. ปลอดภัย 4 ด้าน : เกราะคุ้มครองที่มากกว่าแค่เงินออม

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้แผนนี้แตกต่าง เพราะให้ความอุ่นใจครอบคลุมถึง 4 ด้าน

  • ด้านที่ 1 : คุ้มครองอุบัติเหตุสบายใจยิ่งขึ้นด้วยค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุสูงสุดถึง 5 เท่าของเบี้ยประกันภัยรายเดือน ต่อครั้ง
  • ด้านที่ 2 : ปกป้องสุขภาพและรอยยิ้ม สำหรับลูกน้อย รับความคุ้มครองเพิ่ม 50% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หากเจ็บป่วยด้วย 4 โรคร้ายแรงในเด็ก
  • ด้านที่ 3 : หลักประกันความมั่นคง พิเศษสุด! หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับ “ผู้ชำระเบี้ย” (คุณพ่อคุณแม่) ลูกน้อยจะได้รับความคุ้มครองเพิ่มอีก 50% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เพื่อเป็นทุนสำรองให้ชีวิตก้าวเดินต่อได้ไม่สะดุด
  • ด้านที่ 4 : คุ้มครองกรณีลูกเสียชีวิตทุกกรณี นอกจากนี้หากเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะและสายตาจากอุบัติเหตุ รับเพิ่มสูงสุด 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

3. รับเงินก้อนคืนเมื่อครบสัญญา : รางวัลแห่งความพยายาม

เมื่อถึงวันที่ลูกเติบโตและจบสัญญา คุณพ่อคุณแม่จะได้รับเงินก้อนเพื่อเป็นทุนการศึกษาหรือทุนตั้งตัว โดยสัดส่วนเงินคืนจะเพิ่มขึ้นตามแผนที่เลือก

  • แผน 15/9 : รับเงินคืนรวม 115% ของเบี้ยฯ สะสม
  • แผน 18/12 : รับเงินคืนรวม 118% ของเบี้ยฯ สะสม
  • แผน 21/15 : รับเงินคืนรวม 121% ของเบี้ยฯ สะสม

กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ เปิดรับตั้งแต่น้อง แรกเกิดจนถึงอายุ 14 ปี เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนเงินออมหลักพัน ให้กลายเป็นสวัสดิการหลักแสนและอนาคตที่มั่นคงของลูกได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ

รางวัลแห่งความไว้วางใจ เพื่ออนาคตที่ดีที่สุดของลูกรัก

การเลือกแผนการออมให้ลูกไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือการเลือก “ความใส่ใจ” ที่จะอยู่เคียงข้างครอบครัวในระยะยาว ซึ่งความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นผ่านความสำเร็จล่าสุดของ กรุงเทพประกันชีวิต ด้วยความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ทำให้ กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ (Bangkok Smart Kids) คว้ารางวัล The Best Insurance for Kids and Family ประเภท Editor’s Choice จากเวที Amarin Baby & Kids Awards 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของแบรนด์ แต่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่านี่คือแบบประกันที่คิดมาเพื่อความอุ่นใจของคุณพ่อคุณแม่ และเพื่อรากฐานที่มั่นคงของลูกน้อย ตอกย้ำภาพลักษณ์บริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่งที่ใส่ใจในทุกก้าวเดินของครอบครัวไทย

เริ่มต้น “ดีไซน์อนาคต” ให้ลูกรักตั้งแต่วันนี้

อย่าปล่อยให้อนาคตของลูกเป็นเรื่องของความบังเอิญ แต่จงทำให้เป็นเรื่องของการวางแผนที่ชาญฉลาด เพราะทุกวันที่ผ่านไปคือโอกาสในการสะสมความมั่นคงให้เจ้าตัวน้อย

คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจปูทางสู่อนาคตที่สดใสด้วย “กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์” สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำนวณแผนเงินออมที่เหมาะสมกับทุกครอบครัวได้ที่

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://bla.bangkoklife.com/KT_SK_FB
หรือติดต่อตัวแทนประกันชีวิต และ ที่ปรึกษาการเงินกรุงเทพประกันชีวิต โทร. 02-777-8888

การพับกระดาษ

5 ข้อดีของ การพับกระดาษ (Origami) เพื่อพัฒนาการที่ดีในเด็ก

ชวนทุกบ้านมาเปลี่ยนกระดาษให้เป็นพลัง!

การพับกระดาษ ช่วยให้ข้อมือ และ นิ้วเล็ก ๆ แข็งแรงขึ้นได้ มาสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กง่าย ๆ ด้วยการพับกระดาษ และประโยชน์ที่คุณอาจไม่เคยรู้กัน เพื่อให้เด็ก ๆ มีกล้ามเนื้อมัดเล็กที่แข็งแรง

เชื่อว่าทุกบ้านอยากให้ลูกช่วยเหลือตัวเองง่าย ๆ ได้เอง ทั้งหยิบจับสิ่งของ ช่วยงานบ้านได้ด้วยตัวเอง พ่อแม่ช่วยลูกได้ ด้วยการนั่งล้อมวง หยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่น แล้วชวนเด็ก ๆ มาสนุกไปด้วยกัน

การพับกระดาษ

5 ข้อดีของ การพับกระดาษ

1. พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างตรงจุด

ด้วยลักษณะของกิจกรรมทั้ง การพับ การรีดขอบกระดาษ และ การค่อย ๆ จับเพื่อประคองกระดาษชิ้นเล็ก ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆได้ฝึกความแข็งแรงของนิ้วมือ และ ข้อมือ เป็นการเล่นง่าย ๆ ที่สามารถนั่งล้อมวงเล่นได้ทั้งครอบครัว สำหรับเด็กการสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กจะเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการ จับดินสอ เขียนหนังสือ รวมถึงการใช้กรรไกร และ การหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ อย่างแข็งแรง ต่อยอดการเรียนในห้องเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

2. ฝึกการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างมือและตา (Hand-Eye Coordination)

ทักษะการทำงานที่สัมพันธ์กันของมือ ตา ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ช่วยให้เด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเพราะเด็กจะได้กะระยะ วางแผน คาดคะเนการวางตำแหน่งกระดาษให้ตรงรอยพับ ซึ่งช่วยให้สมองสั่งการให้มือทำงานได้อย่างละเอียดแม่นยำมากขึ้น

3. เสริมสร้างสมาธิ และ การจดจ่อ (Attention Span)

การพับกระดาษช่วยเรื่องการจัดระบบ สร้างระเบียบทางความคิดให้กับเด็ก ๆ เพราะพวกเขาต้องทำตามขั้นตอน (Step-by-step) สร้างตรรกะทางความคิด และ แนวทางในแบบของด้วยเอง ทั้งยังช่วยฝึกให้เด็ก ๆ ใจเย็น รอคอยได้ นิ่งขึ้น และ มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าได้นานกว่าขึ้น

4. เรียนรู้ทักษะมิติสัมพันธ์ และ คณิตศาสตร์

เด็ก ๆ จะได้เข้าใจการมองภาพในหัวแบบเป็นสามมิติ หรือ ทักษะมิติสัมพันธ์ ซึ่งจะสอดคล้องกับเรื่องการจินตนาการต่อยอดในเด็ก รวมถึงรู้ระยะ และขนาด เด็ก ๆ จะได้ซึมซับเรื่องรูปทรงเรขาคณิต (สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ครึ่งวงกลม) การแบ่งครึ่ง และ ความสมมาตร ในรูปแบบสนุกสนาน และ ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง

5. กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และ ถอดรหัสความสำเร็จ

เมื่อเด็ก ๆ ได้เห้นการเดินทางของกระดาษแผ่นเล็ก ๆ หนึ่งแผ่น จากแผ่นเรียบ ๆ กลายเป็นรูปสัตว์ หรือ สิ่งของที่พวกเขาได้ลงมือทำด้วยตัวเอง อย่างแรกที่เด็ก ๆ สัมผัสได้เลยคือ ความรู้สึกภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ที่สามารถอดทนต่อความยากลำบาก และ กล้าที่จะทดลองพับในรูปแบบที่ท้าทายมากขึ้น

อ่านบทความอื่น ๆ เพื่อพัฒนาเด็ก ๆ
เทคนิคการฝึกลูกให้คล่องแคล่ว ว่องไว แบบ “นินจา”

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

ป้าจิ๊บฟาร์ม

เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก

พาเด็กน้อยเปิดโลกการเรียนรู้ที่ “ป้าจิ๊บฟาร์ม” ฟาร์มสำหรับเด็ก ใกล้ชิดธรรมชาติ

วันหยุดสบาย ๆ ของวาวา ครั้งนี้เราเลือกพาเด็กน้อยออกจากห้องสี่เหลี่ยม ไปเรียนรู้โลกกว้างผ่านฟาร์มใกล้ชิดธรรมชาติ อย่าง ป้าจิ๊บฟาร์ม ที่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ลงมือทำ และสนุกไปพร้อมกัน

สำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหากิจกรรมพาเด็ก ๆ ออกไปเปิดโลกเรียนรู้นอกบ้าน ทั้งการไปฟาร์ม หรือแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่เหมาะกับเด็กเล็ก ป้าจิ๊บฟาร์มถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความสนุกและพัฒนาการ

ป้าจิ๊บฟาร์ม

ทันทีที่เดินเข้ามาในป้าจิ๊บฟาร์ม บรรยากาศให้ความรู้สึกโล่ง สบาย รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและกลิ่นอายของฟาร์มจริง ๆ ไม่ใช่ฟาร์มจำลองสำหรับถ่ายรูป เด็ก ๆ สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ มีพื้นที่ให้เรียนรู้และทำกิจกรรมแบบไม่อึดอัด วาวาเองดูตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรก เพราะทุกมุมมีสิ่งใหม่ให้สังเกตและอยากเข้าไปลองทำ

ป้าจิ๊บฟาร์ม คือที่ไหน ทำไมเหมาะกับเด็ก

ป้าจิ๊บฟาร์ม คือ ศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติ หรือ ฟาร์มสำหรับเด็กที่จะให้เด็ก ๆ ก้าวออกจากจอมือถือ ห่างจากทีวีและวิดีโอเกม เพื่อให้เด็ก ๆ ออกมานอกสถานที่มาเจอกับธรรมชาติที่จะเน้นให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ และเล่นสนุกไปกับธรรมชาติ ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ได้โชว์ศักยภาพ ได้รู้จักธรรมชาติ แถมยังได้รู้จักการทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ คนอื่น ป้าจิ๊บฟาร์มได้สร้างกิจกรรมไว้สำหรับสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับเด็ก ๆ มากมาย

การพาเด็กไปฟาร์ม ดีต่อพัฒนาการอย่างไร

การพาลูกมาเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านกิจกรรมในฟาร์ม เป็นประสบการณ์ที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากของจริง ได้สังเกต ได้กล้าถาม กล้าลอง ได้จับ ได้สัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด ทำให้ลูกค่อย ๆ เข้าใจธรรมชาติ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับสัตว์และสิ่งแวดล้อมอย่างอ่อนโยน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยต่อยอดความกล้า ความอยากรู้อยากเห็น และเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในระยะยาว

ป้าจิ๊บฟาร์ม มีกิจกรรมอะไรบ้าง

JUNIOR FARMER PROGRAM หรือ กิจกรรมของชาวนาตัวจิ๋ว ถูกออกแบบมาให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตในฟาร์มอย่างรอบด้าน ผ่านประสบการณ์การลงมือทำจริง เด็ก ๆ จะได้ทำความรู้จักกับสัตว์สี่ขาอย่างพี่ควายแสนน่ารัก ลองขี่ควายและเรียนรู้วิถีชีวิตในฟาร์ม รวมถึง ให้น้อง ๆ ได้สัมผัสลูกเจี๊ยบและอุ้มแม่ไก่ เรียนรู้การดูแลสัตว์อย่างถูกวิธีและปลอดภัย พร้อม ชมกรรมวิธีการฟักไข่ ดูเจี๊ยบ ๆ แบบใกล้ชิด ได้สัมผัสความน่ารักของเหล่าสัตว์แบบตัวเป็น ๆ

นอกจากนี้ เด็ก ๆ ยังได้ร่วมกิจกรรม เก็บไข่เป็ดจากเล้า แล้วนำมาทำไข่เจียวด้วยตัวเอง รวมถึงเก็บผักบุ้งจากแปลงเพื่อนำวัตถุดิบมาประกอบอาหาร ช่วยให้เข้าใจที่มาของอาหาร เรียนรู้ความรับผิดชอบ และเกิดความภูมิใจในสิ่งที่ได้ลงมือทำ พร้อมสนุกกับกิจกรรม ประดิษฐ์กังหันลม เพื่อเรียนรู้การใช้พลังงานจากธรรมชาติและฝึกความคิดสร้างสรรค์ ก่อนปิดท้ายช่วงนี้ด้วยไอติมหลอดหวาน ๆ เติมรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็ก ๆ อย่างสดชื่น

ความสนุกยังไม่หมดแค่นั้น เด็ก ๆ จะได้ลงโคลน ดำนาปลูกข้าว เรียนรู้สัตว์ในนา ลุยโคลนจับกบนาจริง ๆ เล่นสไลเดอร์โคลน และปิดท้ายวันด้วยปาร์ตี้โฟมสุดมันส์ กิจกรรมทั้งหมดนี้ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ วิ่ง เล่น เลอะ และเรียนรู้ ผ่านการใช้ร่างกายและประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอเลย 

รายละเอียดกิจกรรม Junior Farmer Program

  • ค่าเข้าร่วมกิจกรรมเด็ก: 800 บาท / คน
    (รวมกิจกรรมทั้งหมด และอาหารที่เด็ก ๆ ทำรับประทานเองภายในกิจกรรม)
  • ผู้ปกครอง: 250 บาท / ท่าน
    (รวมอาหารบุฟเฟต์ 1 มื้อ)
  • ระยะเวลากิจกรรม: 4 ชั่วโมง
    รับเด็กรอบละ 20–25 คน เพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิด
  • วันและเวลาเปิดกิจกรรม
    เปิดเฉพาะ วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – รอบเช้า: 09:00 – 13:00 น.
    – รอบบ่าย: 14:00 – 18:00 น.
  • เงื่อนไขการเข้าร่วม
    สงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้าที่ จองล่วงหน้าเท่านั้น งดรับ walk-in

การพาพาวาวามาเที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม ไม่ใช่แค่การพาเด็กไปเที่ยวฟาร์ม แต่คือการเปิดโลกการเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ การลงมือทำจริง และช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัว เหมาะมากสำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหากิจกรรม พาเด็กไปฟาร์มใกล้ธรรมชาติ ในวันหยุด

ใครกำลังมองหาที่เที่ยวสำหรับเด็กที่ได้ทั้งความสนุกและการเรียนรู้ ป้าจิ๊บฟาร์มคืออีกหนึ่งฟาร์มใกล้ธรรมชาติที่เหมาะกับครอบครัวมาก ๆ


ติดต่อ

ป้าจิ๊บฟาร์ม
55/2 ม.9 ถ.ฉลองราชย์ร.9 ต.บ้านใหม่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140
FACEBOOK :  Pa Jeep Farm
LINE : @pajeepfarm
โทร : 092-499-8292
โทร : 065-491-9782

Editor : mylittlewawa
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
10 สวนสัตว์ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็กและครอบครัว
นิทรรศการ The Sea-nema Experience โรงหนังแห่งท้องทะเล ที่ Chula Museum

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

ภาวะมดลูกแตก

ภาวะมดลูกแตก เกิดจากอะไร

แม้ ภาวะมดลูกแตก จะพบแค่เพียง 1 ใน 2,000 คนของคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้หญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์ และเป็นเรื่องที่ผู้หญิงควรใส่ใจด้วยเช่นกัน เพราะไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ตั้งท้องเท่านั้น ที่อาจเกิดภาวะนี้ ผู้หญิงที่ไม่ตั้งท้องก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พบน้อยมาก ซึ่งอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่มดลูกอย่างรุนแรง แต่ในแม่ท้องนั้นรุนแรงกว่า และ อันตรายกว่ามาก จึงควรเฝ้าระวัง และ อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) อันตรายที่แม่ท้องต้องรู้

ภาวะมดลูกแตกคือ ภาวะที่ผนังมดลูกฉีกขาดทะลุทุกชั้น ทำให้ทารก เลือด หรือ รก อาจหลุดออกนอกโพรงมดลูกได้ ในกรณีนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม ซึ่งอันตรายรุนแรงต่อชีวิต ทั้งมารดา และ ทารกในครรภ์ จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ภาวะมดลูกแตก

สาเหตุ และ ปัจจัยเสี่ยง

สามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดภาวะนี้ได้เป็น 3 กรณี ดังนี้

1. เกิดจากความผิดปกติของมดลูกก่อนตั้งครรภ์

  • ความผิดปกติแต่กำเนิด : บางรายอาจมีอาการผิดปกติของมดลูกซ่อนอยู่โดยที่ไม่รู้มาก่อน เช่น มดลูกมีขนาดเล็กกว่าปกติ หรือ มีรูปร่างผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง มดลูกจึงไม่สามารถขยายได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการมดลูกแตกได้ โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
  • ความผิดปกติที่เกิดจากการผ่าตัด : แผลที่เกิดขึ้นกับมดลูกจากอุบัติเหตุทำให้มดลูกได้รับบาดเจ็บ หรือ มีปัญหาในการผ่าตัดมดลูกมาก่อน หรือ แผลผ่าคลอดยังไม่หายดี หากตั้งครรภ์ก่อนที่แผลจะสมานเป็นปกติ ก็อาจทำให้เกิดการปริแตกได้ รวมถึงการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมาก่อน โดยเฉพาะแผลผ่าตัดที่มดลูก หรือ เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ผนังมดลูกบาง หรือ ผิดปกติ หรือ เคยมีแผลฉีกขาดที่มดลูกมาก่อน ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน และ ปริแตกได้ระหว่างการคลอด

2. เกิดการขยายของมดลูกมากจนเกินไป

เกิดการขยายของมดลูกจนทำให้เกิดการปริแตกได้ เช่น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด ทารกมีขนาดตัวที่ใหญ่ผิดปกติ หรือ ลักษณะท่านอนของทารกในครรภ์ ซึ่งอยู่ในท่านอนขวาง ก็อาจทำให้มีโอกาสเกิดการปริแตกของมดลูกได้

3. ยาบางชนิดที่ทำให้มดลูกบีบตัวผิดปกติ

หากคุณแม่ได้รับปริมาณยาที่มากเกินไป หรือ การใช้ยากระตุ้นคลอดมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการบีบตัวของมดลูก จนส่งผลให้มดลูกแตกตามมาได้เช่นกัน รวมถึงภาวะการคลอดติดขัด หรือ ใช้ระยะเวลาในการคลอดนานกว่าปกติ ก็อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้

สัญญานเตือนของภาวะมดลูกแตก

อาการที่บ่งชี้ของภาวะนี้ ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ

  • อาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือ อาการปวดที่ผิดไปจากการเจ็บครรภ์คลอดตามปกติทั่วไป
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดในปริมาณมาก
  • การหดรัดตัวของมดลูกที่ผิดปกติ
  • ชีพจรของแม่เต้นเร็วผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือ มีภาวะช็อก
  • หัวใจทารกเต้นผิดปกติ เช่น เต้นช้าลง หรือ ไม่พบการเต้นของหัวใจทารก

สรุปแล้วใครบ้าง คือกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะนี้ และ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่เคยผ่าตัดคลอดในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน โดยเฉพาะแผลผ่าตัดแนวตั้งที่มดลูก
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง
  • ผู้ที่เคย “ผ่าตัดคลอด” มาก่อน (โดยเฉพาะแผลแนวตั้ง)
  • ผู้ที่พยายามคลอดเองทางช่องคลอด หลังจากเคยผ่าตัดคลอดในครั้งก่อน
  • ผู้ที่ได้รับยาเร่งคลอด หรือ ยากระตุ้นการคลอด
  • คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลายครั้ง (Multipara) หรือ มดลูกยืดขยายมาก

ภาวะมดลูกแตกพบแค่เพียง 1 ใน 2,000 คนของคุณแม่ตั้งครรภ์

แม้จะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อย แต่เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเสมอหากมีความเสี่ยง เพราะถือว่าเป็นภาวะที่รุนแรง และ อันตราย จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนหากกำลังตั้งครรภ์ หรือ มีประวัติผ่าคลอด หรือ มีปัจจัยเสี่ยง ควรสังเกตอาการในระยะเริ่มต้นจะมีอาการมดลูกแข็งตัวผิดปกติก่อนแตก ซึ่งต้องหมั่นสังเกต และ ระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น ควรฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และ ปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่ดูแล เพื่อประเมินความเสี่ยง และ วางแผนการคลอดอย่างปลอดภัย

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม
ขอขอบคุณข้อมูล
โรงพยาบาลพระราม 9 บทความ ภาวะมดลูกแตกคออะไรและอันตรายอย่างไร โดย พญ. พลอยนิล พุทธาพิทักษ์พงศ์
โรงพยาบาลเปาโล บทความ อย่าปล่อยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องเผชิญกับภาวะ ”มดลูกแตก”ที่รุนแรงถึงชีวิต

โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ บทความ ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture): ภัยเงียบฉุกเฉินที่แม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
10 อาการผิดปกติ ตอนท้อง ที่แม่ควรรีบไปหาหมอ!
เลือดออกทางช่องคลอด ไม่ใช่เลือดประจำเดือน สัญญาณอันตรายที่ต้องไปหาหมอ!

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

Tags

นิทรรศการ The Sea-nema Experience โรงหนังแห่งท้องทะเล ที่ Chula Museum

School Visit วันนี้จะพาเด็ก ๆ มาชมนิทรรศการดี ๆ ที่ Chula Museum กับนิทรรศการ The Sea-nema Experience โรงหนังแห่งท้องทะเล ที่ขึ้นจัดโดยสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำพิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน และภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับภายใต้แนวคิด “ทะเลคือโรงภาพยนตร์” ที่เปรียบทะเลเป็นเสมือนฉากละครฉากหนึ่ง ที่พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างทั้งปัจจุบันและอนาคตของทะเลค่ะ

นิทรรศการ โรงหนังแห่งท้องทะเล Chula Museum ยังคงคอนเซปต์หลักในการผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปะ เพื่อเล่าเรื่องราวของทะเลและปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเลในปัจจุบัน อาทิ ปะการังฟอกขาว ภาวะทะเลร้อน ขยะและมลพิษทางทะเลอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเด็ก ๆ และประชาชนทั่วไป

ART ZONE

สนุกกันตั้งแต่ทางเข้า มาเพลิดเพลินกับงานศิลปะที่เกี่ยวกับท้องทะเล สีสันสดใส น่ารักและสะดุดตา นอกจากนี้ยังมีกระบะทรายเล็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้เล่นและสร้างประสบการณ์ก่อนเข้าไปเรียนรู้เนื้อหาภายในนิทรรศการอีกด้วย

ไฮไลต์ภายในโรงหนังแห่งท้องทะเล Chula Museum

ระบบนิเวศทางทะเล

ชวนเด็ก ๆ มาทำความรู้จักทะเลและความสำคัญของทะเลที่มีต่อมนุษย์และโลกใบนี้ มาเรียนรู้ว่าระบบนิเวศทางทะเลสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยปัจจัยสำคัญอะไรบ้างและความเชื่อมโยงของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

แนวปะการัง : มหัศจรรย์แห่งโลกใต้ทะเล

เรียนรู้เรื่องราวของปะการัง สัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นพืชหรือหินชนิดหนึ่ง ทำความเข้าใจว่าทำไมแนวปะการังจึงมีความสำคัญต่อท้องทะเลและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลนานาชนิด พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงภัยคุกคามที่ปะการังเผชิญและแนวทางการอนุรักษ์ปะการัง

สัตว์ทะเลผู้พิทักษ์ที่ถูกมองข้าม

ทำความรู้จักสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด เช่น ปูเสฉวนและปลิงทะเล ผู้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มักถูกมองข้าม

ปริศนาสีน้ำทะเลและปรากฏการณ์บลูม

ร่วมค้นหาคำตอบว่าทำไมน้ำทะเลจึงมีสีฟ้าและทำความเข้าใจสัญญาณอันตรายเมื่อมหาสมุทรกำลังเจ็บป่วย เช่น ปัญหาน้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลและมนุษย์

ภัยคุกคามต่อมหาสมุทรจากการกระทำของมนุษย์

สะท้อนปัญหาขยะและมลพิษทางทะเล ด้วยงานศิลปะที่ทำจากเศษแก้วจำนวนมากจากพื้นที่เกาะสีชัง เพื่อชี้ให้เห็นผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์และกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในการร่วมกันดูแลรักษามหาสมุทร

การฟื้นฟูทะเล

ความร่วมมือในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองทัพเรือ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงการและกระบวนการต่าง ๆ ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตั้งแต่การวิจัย การฟื้นฟูแนวปะการังและระบบนิเวศ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลและรักษาทะเลให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

สนุกไปกับการวาดรูประบายสีเพื่อนปลาตัวใหม่

นอกจากเนื้อหาความรู้ที่น่าสนใจแล้ว นิทรรศการแห่งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะและเทคนิค Projection Mapping ร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ เกาะสีชัง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุกและมีชีวิตชีวา

เด็ก ๆ สามารถวาดรูประบายสีปลาตัวโปรด แล้วนำผลงานไปวางที่จุดสแกนภาพ จากนั้นร่วมชมเจ้าปลาน้อยของตนเองแหวกว่ายอย่างมีความสุขในโลกสีครามได้เลยค่ะ

ทำความรู้จักอาชีพผู้พิทักษ์ท้องทะเล

เปิดโลกเบื้องหลังการทำงานของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลและช่วยเหลือทะเล ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัยทางทะเล หรือบุคลากรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ เรียนรู้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างไร และต้องเผชิญกับความท้าทายใดบ้าง

เกมเก็บขยะ

สนุกไปกับกิจกรรมเกมบนจอขนาดใหญ่ สวมบทบาทเป็น “เจ้าเหมียวน้อยนักดำน้ำ” คาแรคเตอร์สุดกวนประจำของนิทรรศการ ร่วมมือกันเก็บขยะในทะเล สะสมคะแนน และแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน พร้อมสอดแทรกความรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

นอกจากนี้เรายังจะได้ชมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรทางทะเล อาทิ ตัวอย่างปะการังและกัลปังหาบางส่วน รวมถึงหอยมือเสือ ปลาดาว และปลากระเบนอย่างใกล้ชิด

นิทรรศการเข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ – 12 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่อยู่
พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

254 ถ.พญาไท แขวงวังใหม่ กรุงเทพฯ
โทร.02 218 3645
เวลา: 9.00-16.30 น.
ระยะเวลาจัดแสดง: 12 มกราคม – 12 พฤษภาคม 2569
สถานที่: ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวลาเข้าชม: จันทร์–ศุกร์ | 09.00 – 16.30 น. (ปิดวันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/chulamuseum

Editor: สุทธิดา มานพน้อย
ภาพ : ฤทธิรงค์ จันทองสุข

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่
INNOVATION WORLD @ FUTURIUM

Mama’s Secret มัดรวมตัวช่วยคุณแม่มือใหม่ เพิ่มน้ำนม ฟื้นฟูสุขภาพดีทั้งแม่ลูก

น้ำนมน้อย น้ำนมหด “ผิวแห้ง-ผมร่วง-รูปร่างแม่ไม่เหมือนเดิม” สารพัดความกังวลของว่าที่คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะช่วงใกล้คลอด เพราะอยากเตรียมตัวให้ดีที่สุดเพื่อพร้อมดูแลลูกน้อยตั้งแต่วันแรก ทุกปัญหาจัดการได้ด้วยตัวช่วยแบบ All in One กับผลิตภัณฑ์ดูแลคุณแม่ครบเซตจาก Mama’s Secret

บอกเลยว่า นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนมจาก Mama’s Secret ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ยุคใหม่จริงๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้ความกังวลเรื่องน้ำนมหายไปแล้ว ในผลิตภัณฑ์ยังมีส่วนช่วยดูแลร่างกายของคุณแม่ให้กลับมาสวยเป๊ะจากภายในแบบง่ายๆ เพียงไม่กี่นาที กับ 4 สเต็ปการดูแลจาก Mama’s Secret   อยากรู้ว่าทำอย่างไร กองบรรณาธิการมีคำตอบให้แล้ว

กิน Mama’s Secret แบบไหนดีให้ได้ผลจริง

บำรุงสเต็ป 1 Synbio Complete กล่องสีชมพู

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ และคุณแม่ให้นม ที่เริ่มกินได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ เพื่อเสริม โฟลิคเพื่อเสริมธาตุเหล็กและโปรไบโอติก 2 สารอาหารจำเป็นให้กับร่างกายของคุณแม่และส่งต่อไปให้ลูกน้อยในครรภ์ ที่แพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้ำหนักน้อยไม่ถึงเกณฑ์ ลดเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด ขณะเดียวกันยังช่วยบำรุงน้ำนม ลดความกังวลน้ำนมมาช้า หรือน้ำนมน้อย น้ำนมหดง่าย แม่หลังคลอดฟื้นตัวดี และลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด  

แต่คุณแม่ท้องหลายคนกินโฟลิคแล้ว แล้วมีอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องผูก ท้องเสีย คลื่นไส้ และอาเจียน  Synbio Complete ของ Mama’s Secret จึงนำนวัตกรรมธาตุเหล็ก Liposomal ฟอร์มพิเศษ เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

บำรุงสเต็ป 2 Synbio Sunflower กล่องสีเหลือง

จับคู่ตัวช่วยห้ามพลาด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารSynbio Sunflower  สำหรับคุณแม่ให้นมโดยเฉพาะ ปัญหาที่คุณแม่ส่วนใหญต้องเจอคือ ท่อน้ำนมตัน ลูกดูดไม่ออก ปั๊มไม่ไหว หากปล่อยไว้ทำให้มีอาการเต้านมอักเสบ ซึ่งปวดร้อน ทรมาน และยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปริมาณน้ำนมน้อยลงจนอาจหดหายไปหมดได้

Synbio Sunflower  ช่วยเสริมเลซิตินจากดอกทานตะวันและแลคโตบาซิลลัส ซาลิวาเรียส   ทำให้น้ำนมไหลดี ลูกดูดหมด ปั๊มก็เกลี้ยงไม่มีน้ำนมตกค้าง แนะนำให้กิน Mama’s Secret กล่องสีเหลืองและสีชมพูด้วยกันตลอดช่วงให้นม

Amarin Baby & Kids จึงคัดเลือกให้ ผลิตภัณฑ์บำรุงน้ำนม Mama’s Secret ได้รับรางวัล Editor’s  Choice ประเภท BEST INNOVATION IN BREAST MILK ENHANCEMENT PRODUCTS จาก Amarin Baby & Kids Awards 2025

บำรุงสเต๊ป 3 Moringa Cacoa Drink

ต่อกันด้วยสเต็ปการบำรุงร่างกายของคุณแม่โดยเฉพาะ กับ Moringa Cacoa Drink เครื่องดื่มสูตรไม่เติมน้ำทราย เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่ ประโยชน์ล้น อร่อยล้ำด้วยรสโกโล้เข้มข้น เน้นการเสริมโปรตีนถั่วลันเตา สไตล์ plant base ชนิดผง ชงดื่มง่าย พกพาสะดวก  นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของหัวปลีผสมมะรุม ซึ่งเป็นสมุนไพรไทย มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างน้ำนม แต่ถ้าให้กินสดๆ หรือประกอบอาหาร อาจจะกินยาก 

การดื่ม Moringa Cacoa Drink ช่วยให้คุณแม่ได้รับประโยชน์จากสมุนไพรทั้งสองชนิดได้เต็มที่เสริมประโยชน์อีกขั้นด้วย Superfood อย่าง เมล็ดแฟล็กซ์ น้ำนมข้าวโอ๊ต และอินทผลัม เพื่อสุขภาพที่ดีและคุณแม่มีความสุข  ดื่มได้คุณแม่ท้องและแม่ให้นม เพราะไม่มีส่วนผสมของ “ลูกชัด” ที่อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด และไม่เป็นอันตรายทารกที่เป็น G6PD คุณแม่ให้นมจึงดื่มได้อย่างปลอดภัย

บำรุงสเต็ป 4 กล่องฟ้า Synbio Cal-DK+  กล่องสีฟ้า

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกายคุณแม่หลังคลอดจากภายใน เน้นการเสริมแคลเซียม วิตามิน D3 และ K2 ที่สูญเสียไประหว่างตั้งครรภ์และให้นมลูก ช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรง ลดอาการผมร่วงหลังคลอด และอาการปวดกระดูกจากการขาดแคลเซียม 

ผลิตภัณฑ์ดูแลคุณแม่หลังคลอดและคุณแม่ให้นมของ Mama’s Secret ทุกชนิดเลือกใช้ส่วนผสมจาก plant base เป็นหลักจึงสามารถกินได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแพ้นมของลูกน้อย และใช้นวัตกรรมเพื่อดึงสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อย ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนม Mama’s Secret เหมาะเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพคุณแม่ให้นมและหลังคลอด ที่ทีมกองบรรณาธิการยกใจให้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Tags

INNOVATION WORLD @ FUTURIUM

วันนี้เราจะพาทุกคนออกเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ แลนด์มาร์คด้านนวัตกรรมระดับเอเชีย ที่ห้ามพลาด! FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต (อพวช.) กับนิทรรศการใหม่ล่าสุด INNOVATION WORLD

แหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้ด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสำหรับเด็ก ที่ถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟ แสง สี เสียง สุดล้ำ เด็ก ๆ จะได้ลองเล่น ลองสัมผัสและเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับความสนุก มาดูกันค่ะว่าภายในจะเป็นอย่างไรบ้าง

INNOVATION WORLD

นิทรรศการที่จะพาทุกคนก้าวสู่โลกแห่งอนาคต มาเปิดประตูสู่ โลกนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ไปพร้อม ๆ กัน

ชวนเด็ก ๆ ออกเดินทางสำรวจสุดยอดนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรียนรู้แนวทางการแก้ไขปัญหา ค้นหาคำตอบและทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงความล้ำสมัยแต่ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งนิทรรศการ Innovation World ประกอบด้วย 7 Galleries ที่พร้อมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ให้กับเด็ก ๆ ค่ะ

Introduction

สนุกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่นิทรรศการเลยค่ะ พบกับ Interactive Wall ที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า FUTURIUM คืออะไร
และมีนวัตกรรมด้านใดบ้าง ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟ พร้อมแสง สี เสียงสุดล้ำ
ปลุกความตื่นเต้นและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางสู่โลกนวัตกรรมในโซนถัดไป

G1 นวัตกรรมการคมนาคมขนส่ง (Transportation Innovation)

  • โซนนี้จะพาผู้เข้าชมก้าวสู่อนาคตของการเดินทางกับระบบคมนาคมที่ รวดเร็วขึ้น สะอาดขึ้น ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • มาเรียนรู้พัฒนาการของนวัตกรรมการขนส่ง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบันจนถึงแนวคิดแห่งอนาคตที่ครอบคลุมการเดินทางทั้ง ทางบก ทางน้ำและทางอากาศ
  • มาสนุกกับเกมสุดสร้างสรรค์ ภารกิจ “เดินทางไปหาคุณยาย” เด็ก ๆ จะได้วางแผนเส้นทางคล้ายระบบ GPS
    เพื่อเลือกเส้นทางที่ ใกล้ที่สุด ปลอดภัยที่สุด พร้อมเผชิญสถานการณ์จำลองระหว่างทาง ฝึกการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
  • โมเดลเมืองในอนาคต ที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมนวัตกรรมอย่าง เสาไฟอัจฉริยะ ที่สามารถตรวจวัดสภาพอากาศและค่า PM2.5 และระบบไฟจราจรอัตโนมัติที่เปลี่ยนสัญญาณเมื่อมีคนข้ามถนน
    รวมไปถึง รถบัสไร้คนขับ ที่รองรับผู้ใช้รถเข็นและผู้พิการ
  • เรียนรู้ระบบ Smart Logistics ตั้งแต่การเลือกใช้ซีลล็อกให้เหมาะกับพัสดุ การใช้หุ่นยนต์จัดการคลังสินค้าและช่วยขนย้าย เพิ่มความปลอดภัยและความรวดเร็ว ไปจนถึงภารกิจแสนสนุกที่จะให้เด็ก ๆ ได้ลองจัดพัสดุ 21 ชิ้นลงตู้คอนเทนเนอร์
  • ปิดท้ายด้วยกิจกรรม ออกแบบรถในอนาคต ให้เด็ก ๆ ลองเลือกรูปแบบรถยนต์ เลือกประเภทเครื่องยนต์และพลังงานตามจินตนาการ เพื่อการเดินทางที่ยั่งยืน
ภารกิจจัดของใส่ตู้คอนเทนเนอร์

G2 นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation Innovation)

  • โซนนี้จะพาเราเข้าสู่โลกของ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเรียนรู้พัฒนาการของหุ่นยนต์ตั้งแต่อดีตจากกลไกที่ไม่ใช้ไฟฟ้า เช่น ฟันเฟืองและไขลานสู่หุ่นยนต์ไฟฟ้าที่ช่วยทุ่นแรง จนถึงหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ใช้เซนเซอร์ เรดาร์ และ AI ในปัจจุบัน
  • ชมตัวอย่าง หุ่นยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ๆ ที่มีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์มากที่สุด รวมไปถึงหุ่นยนต์ความแม่นยำสูงที่สามารถทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัยและหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับมนุษย์
  • ภารกิจกู้ชีพ เด็ก ๆ จะต้องเลือกหุ่นยนต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อเข้าไปปิดวาล์วแก๊สพิษอย่างปลอดภัย
  • กิจกรรมออกแบบรองเท้า ให้พอดีกับรูปเท้าของตนเอง เรียนรู้การใช้ระบบอัตโนมัติและการปรับแต่งเฉพาะบุคคล
  • หุ่นยนต์ทางการแพทย์ เรียนรู้การทำงานของ หุ่นยนต์ผ่าตัด ที่ช่วยให้แพทย์ควบคุมเครื่องมือจากระยะไกล
    พร้อมเครื่องเล่นจำลองให้เด็ก ๆ ได้ทดลองบังคับแขนกล ช่วยฝึกทักษะ ความแม่นยำ และการควบคุมระบ
  • หุ่นยนต์ในชีวิตประจำวัน พบกับหุ่นยนต์นำทาง หุ่นยนต์บริการ และระบบอัตโนมัติที่เข้ามามีบทบาททั้งในชีวิตประจำวันและภาคอุตสาหกรรม

G3 นวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management Innovation)

โซนการเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ตั้งแต่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าไปจนถึงนวัตกรรมโครงสร้างอาคารที่แข็งแรงยิ่งขึ้น เช่น คอนกรีตยืดหยุ่น และเทคโนโลยีป้องกันดินถล่ม

  • ฝึกทักษะความปลอดภัยผ่านสถานการณ์จำลอง ทั้งการอพยพหนีไฟจากอาคารสูง

การจำลองสถานการณ์ไต้ฝุ่นเพื่อการคาดการณ์ล่วงหน้า การเรียนรู้สัญญาณเตือนภัย ปุ่มฉุกเฉิน

และการใช้งานถังดับเพลิงแต่ละประเภทอย่างถูกต้อง รวมไปถึงการวางแผนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

  • นวัตกรรมเพื่อการกู้ภัยและการแพทย์ เช่น วัคซีนและเทคโนโลยีด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีแนวคิด รถดับเพลิงในอนาคตที่สามารถเข้าดับเพลิงและอพยพผู้คนจากอาคารสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กิจกรรมจัดกระเป๋าอพยพ (กระเป๋ายังชีพ) ฝึกการตัดสินใจภายใต้เวลาจำกัด เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ได้รับ

G4 นวัตกรรมพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Innovation)

ยุคใหม่ของพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน

โซนนี้เปิดมุมมองใหม่ของการผลิตและการจัดเก็บพลังงานทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวลเพื่อมุ่งสู่ อนาคตพลังงานสะอาด ปลอดมลพิษและยั่งยืน

  • นิทรรศการที่จะพาผู้เข้าชมสำรวจ แหล่งพลังงานทางเลือกจากธรรมชาติและพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • มาเรียนรู้พลังงานจากธรรมชาติที่ประเทศไทยได้นำมาใช้แล้ว เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบโซลาร์เซลล์ที่หลากหลาย
  • มาเรียนรู้การทำงานของ โซลาร์เซลล์ แบบต่าง ๆ การจัดเรียงการเลือกใช้วัสดุโซลาร์เซลล์ก็มีผลต่อการเก็บพลังงาน
  • พลังงานชีวมวล จากกากและเศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ
  • ทำความเข้าใจ พลังงานนิวเคลียร์สะอาด กระบวนการผลิตไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยและการใช้งานอย่างเหมาะสม
  • พร้อมเรียนรู้ พลังงานไฮโดรเจน ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการนำไปใช้กับรถยนต์พลังงานสะอาด
  •  มาช่วยกันผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยการเดินหรือวิ่งบนทางเดินที่ปูด้วย แผ่นกระเบื้องแปลงแรงสั่นสะเทือนเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานกลจากการเดิน สนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน

G5 นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming Innovation)

  • เปิดโลกแห่งเกษตรอัจฉริยะเพื่อรับมืออนาคต ซึ่งเป็นอาชีพหลักและรากฐานสำคัญของประเทศไทย
    ผ่านนวัตกรรมที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเพาะปลูก ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณมากขึ้นโดยใช้แรงงานน้อยลง
  • เรียนรู้พัฒนาการของเทคโนโลยีทางการเกษตร ตั้งแต่เครื่องวัดน้ำฝนในยุคโบราณจนถึงระบบอัจฉริยะในปัจจุบัน
  • พบกับห้องเก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต เรียนรู้การปกป้องเมล็ดพันธุ์และเนื้อเยื่อให้ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน
  • สัมผัสการทำเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านระบบ IoT ที่ช่วยตรวจวัดความชื้นในดิน การควบคุมระบบรดน้ำและการตรวจจับแมลงในฟาร์ม รวมถึงการดูแลสุขภาพสัตว์ทั้งร่างกายและความเครียดผ่านแอปพลิเคชันบนแท็บเล็ต
  • พบกับนวัตกรรมทางการเกษตร เช่น โดรนการเกษตรและรถแทรกเตอร์อัตโนมัติ พร้อมตัวอย่างสวนเมล่อนอัจฉริยะที่สามารถตรวจวัดความหวานและความสุกก่อนเก็บเกี่ยว
  • กิจกรรมการเรียนรู้สอนการเพาะเมล็ดพืช เปิดมุมมองอาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนจากแมลง

G6 นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี (Biotechnological & Nanotechnological Innovation)

  • โซนนี้จะพาผู้เข้าชมออกเดินทางสู่โลกของ เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และนาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญที่เชื่อมโยงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์
  • เรียนรู้จุดเริ่มต้นและพัฒนาการของเทคโนโลยีขนาดเล็ก ที่กลายเป็นสิ่งสำคัญของโลกอนาคต พร้อมทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีระดับนาโนส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างไร
  • นาโนเทคโนโลยี ทำอะไรได้บ้างในชีวิตประจำวันตั้งแต่วัสดุกันน้ำ ผ้าที่แข็งแรงแต่เบากว่าเดิม เครื่องสำอาง เกราะป้องกันไปจนถึงเซนเซอร์อัจฉริยะในนาฬิกาและอุปกรณ์สวมใส่
  • โซนนี้จะช่วยให้เราเห็นว่า เทคโนโลยีขนาดเล็กสามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และเป็นกุญแจสำคัญสู่การมี ชีวิตที่ยั่งยืนและมีคุณภาพในอนาคต

G7 นวัตกรรมอวกาศและการบิน (Space & Aviation Innovation)

นิทรรศการที่จะพาเด็ก ๆ เข้าชมออกเดินทางสู่ โลกแห่งการบินและอวกาศมาสำรวจความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มนุษย์ใช้ในการสำรวจโลกและอวกาศ พร้อมเรื่องราวของการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกใบนี้

  • เรียนรู้เทคโนโลยีจากอวกาศที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แว่นตาป้องกันรังสียูวี ที่พัฒนาจากเทคโนโลยียานอวกาศ อาหาร ฟรีซดราย กล้องโทรทรรศน์ของ กาลิเลโอ
    และภารกิจสำคัญอย่าง อะพอลโล 11 จุดเริ่มต้นการเหยียบดวงจันทร์ของมนุษยชาติ
  • สำรวจวิวัฒนาการของการบิน จากความฝันของมนุษย์ในการบิน สู่เครื่องร่อน บอลลูน โดรน
    เครื่องบินความเร็วเหนือเสียงจนถึงเทคโนโลยีดาวเทียม และธุรกิจอวกาศแห่งอนาคต เช่น การกำจัดขยะอวกาศ
  • ทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการสร้างดาวเทียม การสำรวจอวกาศและการมองโลกจากนอกชั้นบรรยากาศ
  • แบบจำลองพื้นผิวดวงจันทร์ มาเรียนรู้การสำรวจดาวดวงอื่นนอกโลก
    และตั้งคำถามสำคัญว่าหากมนุษย์ต้องสร้างฐานบนดวงจันทร์ เราจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีใดบ้าง
  • พบกับหุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์และดาวอังคารพร้อมกิจกรรมเสริมจินตนาการ ให้เด็ก ๆ ออกแบบและระบายสีฐานทัพในอวกาศตามความคิดสร้างสรรค์

ABK’s Tips

  • นิทรรศการเหมาะกับเด็กอายุ 9 ปีขึ้นไปค่ะ
  • กิจกรรมภารกิจแต่ละโซน ควรเชครอบเวลาให้ดีค่ะ ไม่งั้นอาจพลาดได้ (สามารถเชคเวลาได้ในหน้าเพจ)
  • อย่าลืมแวะมาที่จุดเช็กอินในโซนสุดท้าย ร่วมตอบคำถามว่าน้อง ๆ ชื่นชอบโซนไหนมากที่สุด พร้อมถ่ายภาพเก็บความประทับใจ
  • อาคาร Futurium ยังมีอีกโซนให้เรียนรู้ค่ะ อย่าลืมแวะไปที่ Job World ทดลองสวมบทบาทและปฏิบัติจริงใน 27 อาชีพแห่งอนาคต ซึ่งทั้ง 7 นวตกรรมที่เราได้ชมใน INNOVATION WORLD  นี้จะเชื่อมต่อไปยังอาชีพแห่งอนาคตด้วยค่ะ
  • เร็ว ๆ นี้พิพิธภัณฑ์จะปรับกิจกรรมให้เหมาะกับเด็กเล็กมากขึ้นติดตามในหน้าเพจ Futurium ได้เลย

อัตราค่าเข้าชม โซนนิทรรศการ Innovation World
– ผู้ใหญ่ 200 บาท
– เด็ก 100 บาท

ซื้อบัตรได้ที่ https://ticket.nsm.or.th/
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
39 หมู่ 3 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
โทร : 02577-9999
www.nsm.or.th
https://www.facebook.com/FuturiumThailand

Editor : สุทธิดา มานพน้อย
ภาพ : ณัฐวุฒิ เพ็งคำภู
อ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/egat-learning-center/