สิ่งที่ต้องมี พาลูกเที่ยวไกลแค่ไหนก็ปลอดภัย!

ปิดเทอมแล้ว เชื่อว่าทุกบ้านมีแพลนเดินทางท่องเที่ยว พาลูกเที่ยวทั้งที ไม่ต้องยกของไปทั้งบ้าน เลือก ของใช้จำเป็นต่อการเดินทาง ลองแบ่งหมวดหมู่ของจำเป็นไว้ให้ชัดจะได้จัดของได้ง่าย เลือกของใช้ที่สะดวกต่อการพกพาและจำเป็นต้องมีเพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทาง เราลิสต์มาให้แล้ว ดังนี้

1. จัดกระเป๋าให้ดี มีของครบ

วางแผนและจัดหมวดหมู่ให้ดีก่อนการเดินทาง แบ่งกระเป๋าแต่ละอย่างตามการใช้งาน เริ่มต้นด้วยลิสต์ ของใช้จำเป็นต่อการเดินทาง ทั้งหมด แยกเป็นหลายกระเป๋าตามความสำคัญ (ปรับได้ตามความสะดวกของแต่ละบ้าน) ดังนี้

  • กระเป๋าใบหลัก เก็บของที่ยังไม่ได้หยิบใช้ระหว่างการเดินทาง เช่น เสื้อผ้า ผ้าขนหนูและของใช้ส่วนตัว สำหรับการไปทริปทั้งหมดและจะหยิบมาใช้ต่อเมื่อไปถึงที่หมายแล้ว
  • กระเป๋าใช้บ่อย  ของที่จะต้องหยิบใช้ระหว่างการเดินทาง เป็นใบเล็กหรือเป็นเป้สะพายพกพา มีของใช้จำเป็นของลูก ทิชชู่เปียก เจลล้างมือ แปรงสีฟัน ผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ เสื้อผ้าสำรอง(เลือกแบบบางเบา ๆ ไม่หนากนัก) อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแบบพกพา ทั้งพลาสเตอร์ปิดแผล น้ำเกลือขวดเล็ก ถุงเก็บอาเจียนแบบพกพา กระบอกสำหรับปัสสาวะพกพา ยาแก้เมารถ ยาแก้ปวดหัวและยาประจำตัว เป็นต้น
  • กระเป๋าสำหรับเก็บอาหาร
    กระเป๋ามหัศจรรย์ที่แม้ต้องรู้ใจลูกว่าชอบอะไร ขนม นม ผลไม้ ขนมปัง หรืออาหารง่าย ๆ ไว้รองท้องก่อนถึงจุดแวะพัก ซึ่งหากตรงช่วงวันหยุดอาจแวะพักยากหรือรถติดหนัก ระหว่างทางหยิบขึ้นมารับประทานรองท้องก่อนได้เลย
  • กระเป๋าเอกสารสำคัญ (กระเป๋าใบเล็ก)
    เอกสารที่อาจได้ใช้ระหว่างการเดินทาง บ้านที่ยังเป็นสายพริ้นท์ใบจองต่าง ๆ ให้อุ่นใจ พรินท์เตรียมไว้ได้เลย ทั้งบัตรประชาชนของลูก เก็บรวมไว้ที่เดียวและพกติดตัวไว้ได้

2. คาร์ซีท

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนออกเดินทาง ตรวจสอบให้ดี ว่าติดตั้งคาร์ซีทถูกวิธี และ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือยัง คาร์ซีทช่วยสร้างวินัยให้กับเด็ก ๆ เรียนรู้ความอดทนและกฎเกณฑ์อีกด้วย ซึ่งมีเกณฑ์ในการเลือกดังนี้

เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัยและน้ำหนัก

  • เด็กแรกเกิด – 1 ปี คาร์ซีทแบบกระเช้า
    ควรติดตั้งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์ (Rear-facing) จะช่วยป้องกันศีรษะ คอ และกระดูกสันหลังของเด็กได้ดีกว่า หากในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือรถเบรกรุนแรง
  • เด็กอายุ 1-3 ปี คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก
    คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก ที่ติดตั้งแบบนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์
  • เด็กอายุ 3-6 ปี คาร์ซีทสำหรับเด็ก
    สามารถเปลี่ยนเป็นแบบหันหน้าไปทางด้านหน้ารถ (Forward-facing) และควรฝึกให้เด็กนั่งคาร์ซีทจนเป็นกิจวัตรประจำเมื่อขึ้นรถ
  • เด็กอายุ 4-12 ปี Booster Seat
    ในเด็กโตสามารถใช้คาร์ซีทร่วมกับเข็มขัดนิรภับปกติ (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและส่วนสูง)
  • เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป
    ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่งรถ

ตำแหน่งการติดตั้ง

เบาะหลัง คือ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุด คือ ตรงกลางของเบาะหลัง เนื่องจากเป็นจุดที่ได้รับแรงกระแทกน้อยที่สุดหากเกิดอุบัติเหตุ และ ห้ามติดตั้งเบาะหน้าโดยเด็ดขาด เพราะหากถุงลมนิรภัยทำงานจะเกิดแรงกระแทกที่รุนแรงต่อตัวเด็กได้

ขั้นตอนการติดตั้ง (อย่าลืมอ่านคู่มือแต่ละรุ่นก่อน)

  • การอ่านคู่มือการติดตั้งคาร์ซีทและคู่มือรถยนต์อย่างละเอียด
    ดูว่ามีระบบ ISOFIX หรือไม่ ถ้ามีต้องหาจุดยึด ซึ่งมักอยู่ระหว่างพนักพิงเบาะด้านหลังและเบาะนั่ง จากนั้นดันขา ISOFIX ของคาร์ซีทเข้าไปในจุดยึดจนได้ยินเสียง “คลิก”เข้าล็อคทั้งสองข้าง และยึด Top Tetherหรือสายรัดส่วนบนที่อยู่ด้านหลังของคาร์ซีท ยึดเข้ากับจุดยึดที่ท้ายเบาะหลังรถ เพื่อป้องกันไม่ให้คาร์ซีทพลิกไปด้านหน้า
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ล้อไม่หมุน
    กฎเล็ก ๆ ระหว่างพ่อแม่กับลูก หากไม่คาดเข็มขัด รถจะไม่ไปไหนทั้งนั้น อย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัย ดึงเข็มขัดให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรวจสอบความมั่นคงด้วยการขยับคาร์ซีทไปมา และคาร์ซีทควรขยับได้ไม่เกิน 1 นิ้ว
  • อย่าลืมปรับสายรัดให้พอดี
    สายรัดควรแนบชิดกับลำตัวของเด็ก ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป หรือยังสามารถสอดนิ้วมือเข้าไปได้ ซึ่งสายรัดของคาร์ซีทที่ติดตั้ง หันหน้าไปทางด้านหลัง (Rear-facing) ควรอยู่ต่ำกว่าระดับไหล่เล็กน้อย ส่วนแบบหันหน้าไปทางด้านหน้า (Forward-facing) แล้วสายรัดควรอยู่ในระดับเดียวกับไหล่หรือสูงกว่าเล็กน้อย
  • อย่าลืมตัวล็อกหน้าอก (Chest Clip)
    ควรเลื่อนตัวล็อกให้อยู่ในระดับรักแร้ของเด็ก เพื่อป้องกันสายรัดหลุดจากไหล่
  • สุดท้ายควรตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย และความถูกต้องของการติดตั้งทุกครั้งก่อนการเดินทาง

3. ทานอาหารแบบปลอดภัย

แม้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการจอดรถแล้วนั่งทานอาหารให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ระหว่างทางที่เด็ก ๆ หิว คุณพ่อคุณแม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเตรียมอาหาร ขนม นมหรือน้ำ ไว้ให้เด็ก ๆ ได้ล่วงหน้า โดยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

  • นั่งคาร์ซีทเสมอ
    ไม่ว่าจะทานอาหารหรือไม่ เด็ก ๆ ต้องนั่งในคาร์ซีทที่ติดตั้งอย่างถูกต้องและรัดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยตลอดเวลา ควรปรับเบาะคาร์ซีทให้ตั้งตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห้ามนอนรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันการสำลักที่อาจเกิดขึ้นได้
  • มีผู้ใหญ่ดูแลอยู่ใกล้ ๆ
    ในเด็กเล็กและต้องเดินทาง ควรมีผู้ใหญ่นั่งอยู่ข้างหลังประกบข้าง ๆ กันเพื่อดูว่าเด็กแลขณะทานอาหาร ไม่ควรปล่อยให้เด็กทานอาหารเองลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีพอ
  • ประเภทอาหารที่เหมาะสม
    เลือกอาหารที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงต่อการสำลัก เช่น ของเสียบไม้ ลูกอม , ถั่ว , องุ่นทั้งลูก , ลูกชิ้น, ไส้กรอก , มะเขือเทศราชินีทั้งลูก,ข้าวโพดคั่ว หรือ อาหารที่มีลักษณะแข็งและกลม
  • อาหารสามารถให้เด็กทานในรถได้
    ควรเป็นอาหารที่เคี้ยวง่าย ละลายในปากเมื่อโดนน้ำลาย และไม่มีความเสี่ยงในการสำลัก เช่น ผลไม้หั่นชิ้นพอดีคำผลไม้ที่นิ่มและไม่แข็งรับประทานยาก(เช่น กล้วย, มะละกอ, มะม่วงสุก)หากเป็นอาหารควรหั่นให้พอดีคำ ซีเรียลแบบแท่งแบบนุ่มถือรับประทานได้ หรือคุกกี้นิ่มที่ละลายในปา
  • เตรียมพื้นที่และอาหารให้พร้อม
    ถาดวางเอนกประสงค์ของจำเป็นที่ต้องมี เพราะเด็กจะนั่งรับประทานได้สะดวกนั่งหลังตรง ช่วยป้องกันอาหารหกเลอะเทอะและลดความกังวล หรือเสียสมาธิของพ่อหรือแม่ที่ขับรถอยู่ด้วย นอกจากนี้ควรเตรียมอาหารเป็นชิ้นเล็กขนาดพอดีคำ เพื่อให้หยิบทานได้ง่ายและไม่ต้องเคี้ยวนาน และควรใช้ขวดน้ำแบบมีฝาปิดและหลอดดูดป้องกันการสำลัก ในขณะที่รถเคลื่อนที่หรือเบรกกระทันหัน 

 4. ของเล่นในรถ

เดินทางไกล ทำอย่างไรให้เด็ก ๆ เพลินเพลินได้ตลอดการเดินทาง แน่นอนว่าการใช้เวลาร่วมกัน อย่างเล่นเกมทายคำศัพท์ หรือพูดคุยก็ยังเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์ แต่ใช้จินตนาการของทั้งบ้านมาสร้างความสนุก กับการใช้ของเล่นเป็นตัวช่วยให้ลูกได้สบายใจและมีช่วงเวลาของพวกเขาเอง

  • เลือกของเล่นที่เหมาะสม
    ของเล่นที่เหมาะกับการเดินทางต้องไม่แตกหักง่าย ไม่คมหรือแข็ง หรือมีขนาดที่เด็กหยิบเอาเข้าปากได้ง่าย ของเล่นที่เสียงไม่ดังเกินไปจนรบกวนสมาธิคนขับรถ เช่น หนังสือภาพหรือสมุดระบายสีพร้อมดินสอหรือสีแบบไม่ต้องเหลา ของเล่นผ้านุ่ม ๆ ในเด็กเล็ก หรือของเล่นเสริมสร้างสมาธิอย่าง รูบิคก็เล่นเพลินดี
  • จัดเก็บให้เป็นที่
    หากเป็นของเล่นชิ้นใหญ่ใส่กล่องแบบมีฝาปิดเป็นวัสดุผ้าแบบพับพกพาได้ เลือกแบบที่สามารถแบ่งช่องจัดเก็บได้ยิ่งดี ของชิ้นเล็กที่ให้พวกเขาหยิบเล่นได้เองในรถ ควรจัดใส่กระเป๋าแยกแบบแขวนคล้องด้านหลังเบาะคนขับหรือเบาะด้านหน้า ใส่แยกประเภทเป็นช่องไว้เพื่อให้หยิบได้ง่ายหรือจะเป็นถุงใบเล็ก ๆ ใส่ไว้ตรงช่องข้างเบาะนั่งก็หยิบสะดวกดี
  • หมุนเวียนของเล่น
    ในบ้านที่มีเด็ก ๆ หลายคน สอนให้แบ่งปันกันเล่นเพื่อไม่ต้องพกของเล่นจนมากเกินไปในแต่ละทริป  จัดแผนกิจกรรมให้เด็ก ๆ แบบคร่าว ๆ อย่าให้เล่นของเล่นทุกอย่างหมดเร็วเกินไปก่อนที่ถึงจุดหมาย ลองแบ่งกิจกกรมและของเล่นตามช่วงเวลาเดินทาง เพื่อให้พวกเขาไม่เบื่อเร็วและมีกิจกรรมใหม่ ๆ ตลอดการเดินทาง

5. อุปกรณ์ปฐมพยาบาลและของใช้จำเป็น

​กระเป๋าชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องมีติดรถ (First Aid Kit) ในกล่องนี้มีต้องมี ยาล้างแผล, ผ้าพันแผล, พลาสเตอร์, ยาแก้ปวด และน้ำเกลือ รวมถึงยาประจำตัวของลูกหากมี เก็บแยกใส่ตลับยาเผื่อไว้สักหนึ่งถึงสองวันเผื่อเกิดเหตุจำเป็นหรือต้องเดินทางต่อแบบผิดแผน

  • พาวเวอร์แบงค์ สำหรับโทรศัพท์มือถือ เพราะแบตรถอาจหมดหรือใช้งานไม่ได้
  • น้ำดื่มสะอาด ควรมีติดรถอย่างน้อย 2-3 ขวด (ใช้ดื่มหรือเติมหม้อน้ำกรณีฉุกเฉิน)
  • เสื้อสะท้อนแสง ช่วยให้คนอื่นเห็นเราชัดเจนและเราก็ปลอดภัย หากถ้าต้องลงมาซ่อมรถหรือขอความช่วยเหลือข้างทางตอนกลางคืน

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เที่ยว ป้าจิ๊บฟาร์ม แหล่งเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับเด็ก
Zookeeper แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลก ที่ทำให้คุณรักและเข้าใจเหล่าเพื่อนตัวน้อยได้มากขึ้น

Tags