รู้ยัง? เบบี๋ชอบคุยกับเบบี๋ด้วยกันมากกว่าพ่อแม่นะ

จากงานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ประเทศแคนาดา พบว่า เด็กทารกวัย 6 เดือนชอบฟังเสียงเด็กทารกด้วยกันมากกว่าเสียงของพ่อแม่ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้เด็กๆ หัดพูดเป็น อีกทั้งยังเป็นการค้นพบวิธีใหม่ที่จะช่วยเด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยินได้อีกด้วย

สำหรับวิธีทดลองคือวัดว่าเสียงใดดึงความสนใจของเด็กทารกที่ยังพูดอ้อแอ้ไม่ได้ได้นานกว่ากัน ระหว่างเสียงผู้ใหญ่เพศหญิงกับเสียงเด็กทารก ด้วยเครื่องสังเคราะห์เสียงแบบพิเศษ ซึ่งผลปรากฏว่า เด็กทารกที่ได้ยินเสียงผู้ใหญ่ จะมีให้ความสนใจเพียงสั้นๆ และมีสีหน้าที่เรียบเฉย ในขณะที่เมื่อได้ยินเสียงเด็กทารกด้วยกัน เด็กจะเริ่มยิ้มและพยายามขยับปากเพื่อพูดตาม

โดยธรรมชาติแล้วเด็กมักจะหัดออกเสียงเมื่ออยู่ตามลำพัง เพราะการหัดพูดสำหรับเด็กทารกนั้นต้องอาศัยระยะเวลานานในการขยับปากและเปล่งเสียงออกจากเส้นเสียง เพื่อเรียนรู้และเลือกเสียงด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งน้อยใจไปว่าลูกไม่ชอบเสียงของตัวเอง เคล็ดลับง่ายๆ คือ เวลาจะพูดคุยกับลูกก็ปรับโทนเสียงให้สูงขึ้นคล้ายกับเด็กทารกก็จะช่วยดึงความสนใจของลูกน้อยได้ และยังเป็นการปูพื้นฐานเรื่องทักษะการพูดต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

Kumon step by step stickers

Kumon step by step stickers (สองเล่มแรกตาม Level Chart)
แบบฝึกหัดสติ๊กเกอร์ที่ออกแบบเฉพาะเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบ
แบบฝึกหัดสำหรับเด็กเล็ก Style Kumon First step ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ในเด็กเล็ก ซึ่งน้อง ๆ สามารถทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างคุณแม่ หรือคุณพ่อ ได้ฝึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษง่าย ๆ สร้างสมาธิ ฝึกสัมพันธ์ระหว่างสายตาและกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยความสนุกสนาน
สมุดมี 2 แบบ At the Zoo บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ในสวนสัตว์
และ Trains, Planes, and More เป็นศัพท์ง่าย ๆ เกี่ยวกับพวกยานพาหนะ
สมุดสีสันสดใส แผ่นสติ๊กเกอร์ใหญ่ได้ใจมาก ๆ ค่า
ขนาด A 4 มี 32หน้าและแผ่นสติ๊กเกอร์ 6 ใบ ราคาเล่มละ 200 บาทเท่านั้นค่า

Tags

[Mom diary แม่โอ] รักแม่ “ที่สุด” ในโลก

ไม่นานมานี้เปรมระลึกถึงพระคุณแม่เข้าขั้นลึกซึ้ง จนบรรยายว่า “รักแม่ที่สุด ไม่รู้จะอยู่ยังไงถ้าไม่มีแม่…” อืม… ฟังแล้วสัมผัสได้ถึงปริมาณความรักที่ลูกมีให้ แต่ขณะเดียวกันก็คิดว่า สงสัยเราจะมาผิดทางซะแล้ว… ต้องรีบปรับทัศนวิสัยโดยด่วน เพื่อให้ความรักของแม่เป็นดั่งแรงส่งให้ลูกทะยานไปข้างหน้า แทนที่จะฉุดรั้งจนลูกไร้แรงแม้จะยืนด้วยตัวเอง

“แม่” คือ ตำแหน่งที่สั้นมาก แต่รั้งความยิ่งใหญ่ชนิดที่พ่อต้องแอบยืนค้อนอยู่อย่างเงียบๆ (อิๆ) ก็แหม… กว่าจะได้รางวัล “ที่หนึ่งในใจลูก” มาครอบครองหลายสมัย แม่ก็ต้องพิสูจน์ความรักด้วยการอุ้มชูลูกในท้องเป็นเวลาเก้าเดือน อดหลับอดนอน ดูแลใกล้ชิด และปรากฏตัวอยู่ในเกือบทุกกิจกรรมชีวิตของลูกน้อยตั้งแต่วันแรกที่เขาลืมตา…

ด้วยเหตุนี้จักรวาลน้อยๆ ของลูกจึงมีแม่เป็นดั่ง “ดวงอาทิตย์” ที่เปล่งแสงอันอบอุ่น และแผ่แรงดึงดูดสุดแสนมั่นคงปลอดภัย ลูกจึงใช้ชีวิตไร้กังวลเมื่ออยู่ในวงโคจรของแม่ จึงไม่แปลกที่วูบหนึ่งลูกอาจรู้สึกว่าหากวันหนึ่งไร้ซึ่งแสงอาทิตย์แล้ว โลกใบน้อยของเขาจะหมุนต่อไปได้อย่างไร…

ที่เห็นว่าเริ่มไม่เข้าทีก็เพราะ ดิฉันนึกไม่ถึงเลยว่า กิจกรรมชีวิตของลูกที่ไม่ค่อยได้พบปะสังคมอื่นนอกจากญาติใกล้ชิด โดยมีแม่เต็มเวลาคนนี้เป็นทั้งเพื่อนเล่นและเป็นทุกอย่าง จะทำให้ลูกมองเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เหลือเพียงแค่ระบบสุริยจักรวาลอันประกอบไปด้วยแม่ แม่ และ แม่เท่านั้น… แต่! ข้อดีของอาชีพแม่ก็คือ แม้จะผิดพลาด หรือไม่ผ่านโปร เราก็มีโอกาสแก้ตัวและเริ่มต้นใหม่เสมอ ฮ่าๆๆ! เอาล่ะ…ได้เวลาผ่อนคลายแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์กันแล้วค่ะ

ก่อนปริมเปรมจะเข้าอนุบาล ดิฉันมีเพื่อนบ้านแสนสวยและใจดีคนหนึ่ง เธอมักนำซุปอร่อยๆ มาฝาก และพาลูกสาววัยใกล้เคียงมาเล่นด้วย สิ่งที่ดิฉันประทับใจแต่ลืมทำตามอย่างน่าเสียดายก็คือ บางครั้งเธอไม่ได้นั่งเล่นด้วยกัน แต่จะปล่อยให้ลูกของเธอมาเล่นกับปริมเปรมอย่างอิสระ เมื่อครบเวลาแล้วจึงมารับกลับบ้าน… “การหายตัวไปของแม่” ระหว่างที่ลูกได้เล่นอย่างมีความสุขนั้น คือ วิธีสอนอย่างเป็นรูปธรรมให้ลูกมั่นใจว่า แม้ “ไม่มีแม่” เขาก็ปลอดภัย และสามารถ “อยู่ได้ดีด้วยตัวเอง” โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนทิ้ง เพราะเดี๋ยวแม่ก็มารับ คุณแม่ที่มีลูกยังเล็ก ลองใช้วิธีนี้ดูก็ได้ค่ะ นอกจากเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกปรับตัวกับสังคมแล้ว ยังเสริมสร้างความมั่นใจให้โลกของลูกอีกด้วย

สำหรับคุณแม่ที่เลยป้ายนั้นมานานแล้ว (อย่างดิฉัน แหะๆ) ยังยูเทิร์นทันค่ะ ลองเพิ่มกิจกรรมชีวิตที่เปิดโอกาสให้ลูกได้ “ขยายวงโคจร” และ “ค้นพบจักรวาลใหม่ๆ” ด้วยตัวเองดูสิคะ… ปริมสนใจเรียนดนตรีและเลือกกีตาร์คลาสสิก ส่วนเปรมขอเรียนเทนนิส…ตอนแรกทั้งคู่อยากเรียนด้วยกัน แต่หลังจากใช้ชีวิตกับลูกแฝดมาเป็นเวลาสิบปี ดิฉันมั่นใจว่า บางครั้งการปล่อยให้ลูกแต่ละคนได้ “โคจรอย่างอิสระ” โดยไร้ซึ่ง “ดาวแฝดบริวาร” มาหมุนรอบๆ จะทำให้โลกของเขาฉายฉานได้สวยงามกว่า… ความคิดนี้ถูกตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อมีโอกาสได้คุยกับลูกแต่ละคนในต่างวาระ ทั้งคู่ยอมรับว่าอยากมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างและไม่เหมือนอีกคน ดิฉันจึงตัดสินใจให้เรียนคนละอย่าง โดยบอกว่า ถ้าตั้งใจเรียนครบหนึ่งปีแล้ว จะพิจารณาให้เรียนเสริมอีกอย่างได้… ความเพียร และการอดทนรอคอย เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนนะจ๊ะ

จากตอนแรกที่กลัวๆ กล้าๆ เพราะต้องไปเรียนคนเดียวโดยไม่มีเปรม และไม่มีแม่รอหน้าห้อง ปริมก็สามารถก้าวข้ามความกลัว และกลับมาเล่าให้ฟังว่าสนุกกับการเรียนกีตาร์ขนาดไหน ปริมรู้สึกภูมิใจที่ได้เล่าเรื่องราวและแบ่งปันประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบ… ส่วนเปรมเองก็เพลิดเพลินกับโลกเทนนิส โลกที่มีเขากับครูในคอร์ท ตีข้ามบ้าง ติดเน็ตบ้างแต่ไร้ซึ่งความกังวลว่า ต้องทำให้ดีกว่าอีกคน เปรมอยู่ในโลกของตัวเองได้อย่างเต็มเท้า และไม่ร้องขอให้แม่มาเชียร์ข้างสนามเหมือนเก่า… ความมั่นใจในโลกที่มีตัวเขากับจักรวาลใหม่ๆ ที่ห่างไกลแรงดึงดูดของแม่นี่เอง จะทำให้เขากล้าผละจากวงโคจรเดิมๆ และทะยานสู่จักรวาลกว้างไกลด้วย “แรงส่งของตัวเอง” เมื่อถึงวันนั้น แม่ทุกคนย่อมสุขใจและพร้อมส่องแสงวิบๆ เป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ แม้ลูกจะมองเห็นหรือไม่ก็ตาม…

 

จากคอลัมน์ Mom Diary นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558

เรื่องโดย : คุณชิดชนก ทองใหญ่ ณ อยุธยา

ภาพ : Shutterstock

Overtraining ซ้อมกีฬาหนักเกิน

คุณรู้หรือไม่ “คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อย ยังเข้าใจผิดเรื่องการส่งเสริมความสูงของลูก โดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นลูกมีแววเป็นนักกีฬา อยากให้ลูกสูง เพราะความสูงเป็นปัจจัยสำคัญของหลายๆ ชนิดกีฬา จึงส่งเสริมด้วยการให้ฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น หรือ Overtraining โดยที่พ่อแม่มักจะลืมไปว่าร่างกายของเด็กต่างจากผู้ใหญ่ และผลที่ได้มักจะตรงกันข้าม”

นี่คือข้อสังเกตจาก คุณหมอประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และแพทย์ประจำสโมสรฟุตบอลลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้ดูแลนักกีฬาจำนวนมากอย่างใกล้ชิด จึงอยากฝากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการฝึกซ้อมกีฬาที่มีผลต่อความสูงของเด็กๆ มาบอกคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ

 

Overtraining คืออะไร

Overtraining คือการฝึกซ้อมที่หนักเกินไป ทำให้ร่างกายเด็กยิ่งอ่อนแอลง มีส่วนกระทบต่อช่วงเวลาการเติบโตของเด็กและส่งผลให้กระดูกหยุดเติบโตเร็วกว่าที่ควร กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เตี้ย “เด็กบางคนที่เป็นนักกีฬาหรือหวังจะเอาดีทางนี้ มีตารางการซ้อมทั้งเช้า เย็น บางคนกว่าจะได้กลับบ้านทำการบ้าน ได้เข้านอนก็เที่ยงคืน และต้องรีบตื่นแต่เช้ามาซ้อมต่อ ทำให้พักผ่อนได้ไม่เพียงพอแทนที่ลูกจะสูง เขากลับไม่สูง”

 

เกิดจากความเข้าใจผิด

การฝึกนักกีฬาเด็กกับนักกีฬาผู้ใหญ่นั้นต่างกันสิ้นเชิง “ในต่างประเทศจะไม่เร่งให้นักกีฬาเป็นแชมป์ตั้งแต่เด็ก เพราะรู้ว่าเด็กจะต้องฝึกซ้อมหนักเกินไป ต่อไปก็จะไม่สูง ซึ่งมีผลต่อการอาชีพนักกีฬาอยู่แล้ว แต่เขาจะยืดระยะเวลาเพื่อให้กระดูกโตเต็มที่ แล้วค่อยๆ ไปเพิ่มการฝึกเมื่อโตขึ้นหรือถึงเวลาที่เหมาะสม พูดง่ายๆ ว่าเขาหวังเป็นแชมป์เมื่อโต แต่บ้านเราคิดกลับกัน”

 

อยากให้ลูกสูงควรทำอย่างไร

“ความสูงของเด็กเป็นเรื่องที่มีหลายปัจจัยเป็นตัวกำหนดจากทั้งพันธุกรรมและปัจจัยแวดล้อม ส่วนของพันธุกรรมนั้น ทำอะไรไม่ได้ ถึงจะรู้พ่อสูงเท่านี้ แม่สูงเท่านี้ เราเพียงคาดการณ์ว่าลูกจะสูงเท่าใด แต่ก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จและผลแม่นยำ

“ สิ่งที่พ่อแม่ทำได้และควรทำอย่างเข้าใจคือ ปัจจัยแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของโภชนาการและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ถ้าทำได้เหมาะสมจะส่งผลต่อระบบฮอร์โมนต่างๆ ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโต ลูกจะสูงเท่าที่เขาจะสูงได้ครับ”

 

จากคอลัมน์ Kid Smart  นิตยสารเรียลพาเรนตื้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558
เรื่องโดย ผศ.ดร นพ.ประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์ Royal Life โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา
ภาพโดย shutterstock

เคล็ดลับเพิ่มความสูง

เคล็ดลับเพิ่มความสูง เมื่อถึงช่วง “ยืดตัว”

ยังจำได้ไหม ตอนที่เจ้าตัวเล็กยังเป็นเบบี๋ คุณคงเคยนึกอยากมีเวทมนตร์เสกให้ลูกโตภายในข้ามคืน! วันเวลาผ่านไป เวทมนตร์ยังไม่มี แต่ธรรมชาติจะช่วยให้ฝันคุณแม่ใกล้ความเป็นจริงได้ในช่วง “Growth spurts” นั่นเอง! คราวนี้เราจะมาแนะ เคล็ดลับเพิ่มความสูง ให้ลูกในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงที่ดีที่สุดกัน Continue reading “เคล็ดลับเพิ่มความสูง เมื่อถึงช่วง “ยืดตัว””

ตรวจหาภูมิแพ้นมวัวทำได้หลายวิธี

       วิทยาการสมัยใหม่ทำให้มีวิธีวินิจฉัยอาการแพ้หลายวิธี คุณหมอนริศราแนะนำวิธีตรวจโดยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญไว้ดังนี้

  • SkinTest:เป็นการทดสอบด้วยการหยดนมลงบนผิวหนัง ใช้ปลายเข็มเล็กๆ เกลี่ยนมให้ซึม แล้วรอดูปฏิกิริยาจากอาการแพ้ ข้อเสียของการทดสอบแบบนี้ คือ หากต้องการตรวจหาอาการแพ้หลายอย่างก็ต้องทำหลายจุด ใช้เวลาทดสอบและแปลผลประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ค่าใช้จ่ายไม่แพงและตรวจได้หลายอย่างต่อการจ่ายเพื่อทำทดสอบหนึ่งครั้ง แต่การทำ Skin Test จะแปลผลไม่ได้หากเด็กกินยาแก้แพ้ค่ะ
  • เจาะเลือด : การเจาะเลือดตรวจภูมิแพ้วิธีนี้สะดวกรวดเร็ว ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพราะคิดค่าใช้จ่ายแยกในการตรวจหาอาการแพ้แต่ละอย่าง ยิ่งตรวจหลายอย่างก็ยิ่งจ่ายแพง แต่ให้ผลแม่นยำใกล้เคียงกับการทำ Skin Test
  • ทดลองดื่มนม : ให้เด็กค่อยๆ ดื่มนมโดยมีคุณหมอคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด อาจใช้เวลามากหน่อยแต่วิธีนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเด็กที่ใกล้หายแพ้นม เด็กที่แพ้ไม่รุนแรง และเด็กที่สงสัยว่ามีอาการแพ้นมวัวแต่ตรวจด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ปรากฏผลค่ะ

 

 

 

จากคอลัมน์ Kid Health นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558
เรื่องโดย อ.พญ.นริศรา สุรทานต์นนท์ผู้เชี่ยวชาญด้านแพ้อาหารในเด็ก หน่วยภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
ภาพโดย Shutterstock

Kid Safety- สีทาบ้านที่ปลอดภัย…มี แต่ยังวางใจไม่ได้

สีทาบ้านที่ปลอดภัย…มี แต่ยังวางใจไม่ได้

ราวกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า ในขณะนี้บรรดาสีน้ำมันทาบ้าน ทาอาคารโทนสีขาวที่ปลอดสารตะกั่วจาก ร้อยละ 29 (การสำรวจเมื่อปี 2556) เพิ่มเป็น ร้อยละ 68 (การสำรวจเมื่อปี 2558) และโทนสีสดประเภทปลอดสารตะกั่วจากที่มีเพียง ร้อยละ 2 ( ปี 2556) เพิ่มเป็นร้อยละ 24 ( ปี 2558) อีกทั้งบริษัทสีบางรายถึงกับเลิกใช้สารตะกั่วผสมไปเลย แต่ที่ทำให้ยังสบายใจไม่ได้เต็มที่คือ สีของบางบริษัทยังพบค่าของตะกั่วในปริมาณที่สูงมาก แถมยังไม่ได้แก้วิธีการใช้ข้างกระป๋องสีอีก โดยยังมีข้อความระบุไว้ว่า “ใช้ตกแต่งในอาคารและบ้านเรือน!”

 

สีทาบ้านเข้าถึงตัวเด็กได้อย่างไร

สาเหตุที่เด็กได้รับสารตะกั่วคือ การกินแผ่นสีที่หลุดออกมาโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือการหลุดร่อนของสีตามผนังของอาคารต่างๆแล้วฟุ้งเป็นฝุ่นกระจายอย่างมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กเสี่ยงยิ่งขึ้นคือ เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยงในการเอาของเข้าปาก รวมถึงมีกิจกรรมต่างๆ บนพื้นที่ปนเปื้อนด้วยสารตะกั่ว เช่น การคลาน การเล่นตามพื้นดิน”

ภัยของสารตะกั่ว อันตรายร้ายแรงต่อเด็ก!

  • กรณีที่ได้รับในปริมาณมากอาจส่งผลถึงขั้นชัก สมองบวม เสียชีวิต โดยเฉียบพลันทันใด หรือ
  • เป็นภัยสะสมหากได้รับทีละน้อยแต่บ่อยๆ พิษเรื้อรังทำให้เกิดอาการ ท้องผูก-เบื่ออาหาร-ปวดท้อง-ซีด และที่สำคัญ

คือการทำลายเซลล์สมอง สารตะกั่วที่เพิ่มขึ้นในเลือด ไอคิวจะลดลง โดยเฉพาะเด็กต้องระวังการได้รับสารตะกั่วอย่างมาก เพราะเด็กมีความเสี่ยงต่อการได้รับพิษจากตะกั่วมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะความสามารถในการดูดซึมสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายของเด็กมีมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า องค์การอนามัยโลก ระบุว่า “ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ควรมีสารตะกั่วอยู่ในเลือดแม้แต่น้อย”

 

ป้องกันแต่แรกสำคัญที่สุด

  • จากการสำรวจพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของสีน้ำมันในท้องตลาดอุดมด้วยสารตะกั่ว ที่นิยมใช้เพราะเป็นสีสดสวยแถมยังติดทนติดนาน บ้านทาสีน้ำมันและอยู่อาศัยกันมานาน จึงต้องพึงระวังการหลุดร่อนของสีตามฝาผนัง ที่เจ้าลูกตัวน้อยอาจหยิบๆจับๆเข้าปาก แม้แต่เศษสีที่เป็นสะเก็ดติดอยู่ตามขอบหน้าต่าง เด็กน้อยอาจแกะเล่นแล้วหยิบใส่ปากได้เช่นกัน
  • ยุคนี้มีทางเลือกอันปลอดภัย ที่นอกจากจะเลือกสีน้ำไร้สารตะกั่วไม่ใช้สีน้ำมันแล้ว การ “ไม่ต้องทาสีผนังเลย”โดยเลือกใช้สไตล์ปูนฉาบเรียบ ซึ่งก็ดูอินเทรนไม่เบาครับ
  • แผ่นสีตามกำแพง หรือผนังอาจหลุดร่วงลงพื้นแล้วเป็นฝุ่นฟุ้งกระจายไปในอากาศและตกลงเป็นฝุ่นบนพื้น ดังนั้นไม่ควรกวาด ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่น เพราะจะทำให้ปลิวฟุ้ง แต่ให้ ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆเช็ดพื้นแล้วเช็ดให้เกลี้ยง
  • หากมีการขูดสีเก่าเพื่อทาใหม่(ใช้สีไร้สารตะกั่ว) ควรใช้ช่างผู้ชำนาญการ และจะต้องกันเด็กๆรวมทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์ให้อยู่ห่างๆสถานที่นั้นๆให้มากๆอาจารย์ชาญณรงค์ ไวยพจน์   หน่วยวิศวกรรมความปลอดภัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า การดำเนินงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ต้องคำนึงถึงการควบคุมมลภาวะจากการก่อสร้าง สีที่เกิดจากการก่อสร้างมิให้ถูกปลดปล่อยออกไปสู่สภาพแวดล้อมภายในชุมชน รวมทั้งการตกค้างเป็นฝุ่นสีภายในบ้าน การป้องกันสารพิษต่อชีวิตของคนงานก่อสร้าง เพราะเป็นกลุ่มผู้ที่ต้องจับ หรือสัมผัสสารพิษต่างๆ โดยตรง เสี่ยงภัยต่อสารพิษต่างๆ มากกว่าใครๆ

ดังนั้นต้องมีมาตรการป้องกันสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายทั้งทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ และการปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม การจัดการขยะที่มาจากการก่อสร้างอย่างถูกวิธี (Construction Waste Management) เพื่อมิให้ไปก่อมลพิษต่อผู้อื่นต่อไป

  • คุณพ่อบ้านท่านใด ที่ทำงานเป็นช่างสี ช่างซ่อมรถ ช่างเชื่อม ทำงานด้านเครื่องยนต์ ด้านถลุงแร่ ซ่อมท่อ อาชีพดังกล่าวอาจจะมีฝุ่นผงตะกั่วหรือสารโลหะหนักอื่นๆเกาะติดกับเสื้อผ้าได้ เมื่อเข้าบ้านหรือก่อนจะกอดลูกๆให้ถอดเสื้อลงถังซักผ้าก่อนนะครับ เพื่อลดความเสี่ยงที่ลูกๆจะสูดฝุ่นผงตะกั่วโดยไม่รู้ตัว

 

“ในบ้านเราปัญหา “สารตะกั่ว” ยังคงเป็นภัยคุกคามที่มองไม่เห็น ขณะที่ทางการแพทย์ทั่วโลกระบุอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีระดับสารตะกั่ว ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ” ซึ่งตรงกับข้อสรุปขององค์การอนามัยโลกที่ประกาศว่า “ปริมาณสารตะกั่วในร่างกายที่ปลอดภัย คือ 0 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว นั่นคือ…ร่างกายคนเรานั้น ไม่ควรมีสารตะกั่วเลยแม้แต่นิดเดียว..”

 

จากคอลัมน์ Kid Health นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558
เรื่องโดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี
เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
ภาพโดย beeclassic

ลูกแพ้นมวัว กินนมอะไรดี นมสำหรับเด็กแพ้นมวัว

นมทางเลือกสำหรับเด็กแพ้นมวัว

ถึงแม้ลูกแพ้นมวัว แต่คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลว่าลูกไม่ได้ดื่มนมวัวแล้วจะไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอนะคะ เพราะยังมีอาหารอื่นที่ให้สารอาหารอย่างในนมวัวแต่มีโอกาสเสี่ยงแพ้น้อยกว่า เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อหมู และเนื้อไก่ (อ่านเพิ่มเติม แพ้นมวัว…ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด)

ปัจจุบันมีนมสูตรพิเศษมากมายสำหรับเด็กแพ้นมวัวซึ่งเติมสารอาหารต่างๆ ลงไปครบถ้วนไม่ต่างจากนมวัว เพียงแต่ไม่มีโปรตีนที่อาจทำให้ลูกเกิดอาการแพ้เท่านั้นค่ะ

4 นมทางเลือก เพื่อ ลูกแพ้นมวัว

1. นมวัวสำหรับเด็กแพ้นม

เป็นนมวัวที่ผ่านกระบวนการย่อยโปรตีนแล้ว ให้มีขนาดเล็กลงกว่าโปรตีนในนมวัวและนมถั่วเหลือง จนตัวภูมิแพ้ในร่างกายของเด็กดักจับไม่เจอ ทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยาแพ้นมวัวรวมถึงนมถั่วเหลืองด้วย ในท้องตลาดจะมีอยู่สองชนิด คือ สูตร Protein hydrolysate และสูตร Extensively protein hydrolysate แบบหลังจะมีโปรตีนขนาดเล็กกว่าแบบแรก จึงมีความเสี่ยงในการแพ้นมต่ำกว่า

ลูกแพ้นมวัว กินนมอะไรดี นมสำหรับเด็กแพ้นมวัว

2. นมที่ผลิตจากกรดอะมิโน

เป็นสูตรนมที่มีโปรตีนที่ผ่านขบวนการย่อยเป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนที่เล็กที่สุด ปราศจากความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการแพ้ 100% สำหรับเด็กที่กินนมสูตร Extensively protein hydrolysate แล้วยังมีอาการแพ้อยู่ ข้อเสียคือมีราคาแพงมาก และรสชาติไม่ดีนัก

อ่านต่อ “นมทางเลือกสำหรับเด็กแพ้นมวัว ชนิดที่ 3-4” หน้า 2

อาหารอีกหลายอย่างที่เด็กแพ้นมวัวจะเสี่ยงแพ้ด้วย

หากตรวจแล้วว่าลูกมีอาการแพ้นมวัวอย่างแน่นอน วิธีรักษาที่คุณหมอนริศราแนะนำ คือ การหลีกเลี่ยงนมวัวและอาหารที่มีส่วนผสมของนม เพื่อไม่ให้ร่างกายถูกกระตุ้นจนเกิดอาการแพ้ จนกว่าอาการแพ้นมวัวจะหายไปเองเมื่อลูกเติบโตขึ้นค่ะ แต่ไม่ใช่แค่นมวัวเท่านั้นที่เด็กแพ้นมวัวต้องระวัง ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่เด็กแพ้นมวัวมีความเสี่ยงว่าจะแพ้ด้วย ซึ่งคุณหมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่หลีกเลี่ยงหรือคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดค่ะ

  • นมแพะ นมวัวและนมแพะจัดอยู่ในกลุ่มที่ให้โปรตีนใกล้เคียงกัน ดังนั้นเด็กที่แพ้นมวัวจะแพ้นมแพะด้วยถึง 90% เพียงแต่ว่านมแพะจะย่อยง่ายกว่า ทำให้เด็กที่มีปัญหาเรื่องระบบการย่อยอาหาร ดื่มนมแพะแล้วมีอาการปวดท้องหรือไม่สบายท้องน้อยกว่า แต่ก็ยังไม่เหมาะกับเด็กที่มีปัญหาเรื่องแพ้นมวัวอยู่ดี
  • ถั่วเหลือง เด็กที่แพ้นมวัวบางกลุ่มอาจแพ้ถั่วเหลืองด้วย ฉะนั้นหากคุณแม่อยากให้ลูกกินถั่วเหลืองควรปรึกษาคุณหมอด้วยเพราะเด็กแพ้นมวัวอาจสามารถรับประทานนมที่สกัดจากโปรตีนถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองได้เป็นกรณีๆ ไปค่ะ
  • อาหารในกลุ่มเสี่ยง เช่น ถั่วลิสง ไข่ แป้งสาลี ปลา และอาหารทะเล เด็กแพ้นมวัว ประมาณ 30% มีโอกาสแพ้อาหารอย่างอื่นร่วมด้วย คุณหมอจึงแนะนำให้ทดสอบอาการแพ้จากอาหารเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย

เมื่อทดสอบแล้วแม้ผลทดสอบเป็นลบ การให้ลูกเริ่มลองรับประทานอาหารในกลุ่มนี้ ยังควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์อยู่ดี และมักจะแนะนำให้ลองกิน เมื่อเด็กกินอาหารอื่นที่มีโอกาสแพ้ได้น้อยกว่า ได้หลายๆ ชนิดแล้ว อย่าง ข้าวเจ้า หมู ไก่ ผัก ผลไม้ เพราะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ลำไส้ของเด็กแข็งแรงดีแล้ว จึงจะเริ่มอาหารในกลุ่มเสี่ยง

หากผลทดสอบเป็นบวก ก็คงต้องหลีกเลี่ยงกันไปก่อน อย่างไรก็ตามคุณหมอฝากไว้ว่า “ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่กลัวจนเกินไปนะคะ เพราะส่วนใหญ่มักจะกินได้โดยปลอดภัยค่ะ หมอทุกท่านมักจะอยากให้น้องกินอาหารที่ไม่แพ้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อประโยชน์ทางด้านโภชนาการของเด็กค่ะ”

 

จากคอลัมน์ Kid Health นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558
เรื่องโดย อ.พญ.นริศรา สุรทานต์นนท์ผู้เชี่ยวชาญด้านแพ้อาหารในเด็ก หน่วยภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
ภาพโดย Shutterstock

อาการแพ้นมวัว

อาการแพ้นมวัว เป็นอย่างไร? อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?


อาการแพ้นมวัว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเด็กแต่ละคนจะแสดง อาการแพ้นมวัว ต่างกัน ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ลูกเป็นอยู่นั้นใช่ อาการแพ้นมวัว หรือเปล่า ถ้าใช่ ควรจะทำอย่างไร?

อาการแพ้นมวัว เป็นอย่างไร? อันตรายถึงชีวิตหรือไม่

แพ้นมวัวคืออะไร?

เป็นอาการแพ้อาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งอาการแพ้อาหารนั้นเกิดจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ โดยร่างกายจะคิดว่าโปรตีนจากนมที่เราทานเข้าไปนั้นเป็นสารอันตรายต่อร่างกาย ต้องป้องกัน ร่างกายจึงไปกระตุ้นการผลิตสารแอนติบอดี้ชนิด Immunoglobulin E ขึ้นมาเพื่อป้องกัน เมื่อลูกทานนมวัวเข้าไปเพิ่มอีก แอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างไว้ก็จะทำงานโดยการส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยสารฮีสทามีนและสารเคมีอื่น ๆ ออกมา จนเกิดเป็นอาการแพ้

โปรตีนในนมวัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้มี 2 ชนิดหลัก คือ โปรตีนเคซีนที่พบได้จากนมในส่วนที่เป็นไขนมข้นแข็ง และโปรตีนเวย์ซึ่งพบในส่วนที่เป็นของเหลวหลังจากนมจับตัวเป็นไขแล้ว

ผื่นแพ้ในทารก
อาการแพ้นมวัวในทารก

อาการแพ้นมวัว เป็นอย่างไร?

คุณหมอ (อ.พญ.นริศรา สุรทานต์นนท์ผู้เชี่ยวชาญด้านแพ้อาหารในเด็ก หน่วยภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อธิบายว่า “อาการแพ้นมวัวก็เหมือนกับการแพ้อาหารทั่วไป และอาการแสดงจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับแพ้มากหรือแพ้น้อย เด็กแพ้นมวัวมักจะมีอาการมากกว่าหนึ่งอย่าง หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยลองสังเกตดูนะคะ

  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร
    • ปวดท้อง
    • อาเจียน ท้องเสีย
    • ถ่ายเป็นมูกเลือด
    • ไม่โตตามวัยเพราะระบบการดูดซึมอาหารผิดปกติ
  • อาการทางผิวหนัง
    • ผื่นลมพิษ
    • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
  • อาการทางระบบทางเดินหายใจ
    • มีเสมหะเรื้อรัง หายใจไม่สะดวก หายใจเสียงดังวี๊ด
    • เจ็บป่วยบ่อยไม่สบายง่าย

สำหรับอาการการแพ้นมวัวมัก จะมีระยะเวลาเกิดอาการเป็น 2 แบบ คือ 1.อาการเกิดแบบรวดเร็ว (Rapid onset) คือ  อาการจะเกิดทันทีหลังได้รับนมวัว 2.อาการเกิดแบบช้า (Delayed หรือ Slower onset) คือ เกิดอาการแพ้ค่อยเป็นค่อยไป อาจเกิด 7 ถึง 10 วัน หลังจากได้รับนมวัว อาการที่พบส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่เกิดอาการช้า โดยจะมีอาการถ่ายเหลว อาจมีเลือดปนมากับอุจจาระด้วย อาเจียน ไม่อยากรับอาหาร หงุดหงิด ปวดท้อง

Tips:  คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตให้ดีว่าอาการที่ลูกเป็นอยู่นั้นคืออาการแพ้นมวัวหรือภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กเทส (น้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบในนมวัว) ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กเทสนั้นจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสีย หลังจากทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม แต่อาการแพ้นมวัวจะมีอาการที่รุนแรงกว่ามาก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ทำไม อาการแพ้นมวัวถึงอันตรายถึงชีวิต?

แพ้นมวัว…ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

“เด็กแพ้นมวัวจะมีอาการให้เราเห็นได้หลากหลาย ความรุนแรงในเด็กแต่ละคนต่างกัน บางคนเป็นไม่เยอะไม่นานก็หาย บางคนอาจแพ้นานจนโต หรือแพ้แบบรุนแรงโอกาสอันตรายถึงชีวิตก็มี แต่เหล่านี้สามารถตรวจพบและเฝ้าระวังได้ไม่ยากเลยค่ะ” คุณหมอนริศรา สุรทานต์นนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแพ้อาหารในเด็ก เริ่มต้นอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจ เพราะเด็กที่แพ้นมส่วนใหญ่แพ้ไม่ค่อยรุนแรง สังเกตอาการได้ง่าย การตรวจรักษาทำได้ไม่ยาก ที่สำคัญมีโอกาสหายเป็นปกติ

ขอเพียงหมั่นสังเกตและพาลูกไปตรวจรักษากับหมอผู้เชี่ยวชาญอาการแพ้นมวัวก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ

แพ้นมวัว ไม่แพ้ไปตลอด

“เด็กส่วนใหญ่แพ้นมแล้วจะมีอาการถ่ายผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือดทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกกังวล แต่สุขภาพโดยทั่วไปยังแข็งแรงดีน้ำหนักก็ขึ้นปกติ พอผ่านไปสัก 6 เดือนหรือ 1 ปีก็หายแพ้ สามารถกลับมาดื่มนมวัวได้ หรือเด็กที่แพ้นมแล้วมีอาการผื่นแพ้ แต่พอโตขึ้นสักประมาณ 1-2 ขวบอาการแพ้หายก็มีมาก

“ถ้าเด็กแพ้นมที่มีอาการรุนแรง ร่างกายจะแสดงอาการแพ้หลายระบบ เติบโตช้า บางกรณีอาจมีความดันโลหิตต่ำหรือที่เรียกว่า ภาวะช็อคเมื่อดื่มนม หรือดื่มนมแล้วมีเลือดออกในปอด แต่เด็กที่มีอาการแพ้รุนแรงแบบนี้จะมีอยู่แค่ 10-20% เท่านั้น และ ไม่ว่าจะแพ้มากแพ้น้อย รุนแรงหรือไม่รุนแรง เด็กทุกคนมีโอกาสหายจากการแพ้นมวัวทุกคนค่ะ

“หมอมองว่าเด็กที่แพ้นมวัวยังโชคดีกว่าแพ้อย่างอื่นนะคะ เพราะโตแล้วมีโอกาสหายสูงมาก คนที่แพ้ไม่มาก อายุ 3 ขวบก็น่าจะหาย คนที่แพ้รุนแรงส่วนใหญ่ก็มักหายขาดได้เมื่ออายุประมาณ 6-7 ขวบ โอกาสที่เด็กจะแพ้นมตลอดชีวิตมีน้อยมาก ประมาณ 1% เท่านั้นเองค่ะ ถึงอย่างนั้นหมอไม่แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทดลองให้ลูกที่มีอาการแพ้นมทดลองดื่มนมด้วยตัวเองเพื่อทดสอบว่าหายแพ้หรือยังนะคะ ควรทำการทดสอบอีกครั้งและดื่มนมโดยมีคุณหมอสังเกตการณ์อยู่ด้วยจะปลอดภัยที่สุด

 

จากคอลัมน์ Kid Health นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558

เรื่องโดย อ.พญ.นริศรา สุรทานต์นนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแพ้อาหารในเด็ก หน่วยภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ

ภาพโดย Shutterstock

เด็กไฮเปอร์ ไม่ชอบให้กอด

       เด็กในกลุ่มออทิสติกอาจมีอาการไวเกินต่อประสาทสัมผัส (Hypersensitivity) ร่วมด้วย อาการไวเกินทำให้ทนต่อการรับรู้ประสาทสัมผัสบางอย่างไม่ได้ อาการของลูกคุณแม่เด่นที่เรื่องสัมผัสและเสียงเมื่อทนสัมผัสไม่ได้เลยไม่ชอบ ให้คนมากอด

 

               “เรื่องที่กลุ้มใจคือ..ลูกไม่ยอมให้กอดค่ะ” คุณแม่เริ่มต้นเล่าปัญหาที่อยากมาปรึกษาหมอ

               คุณแม่เล่าให้ฟังว่ารู้สึกแย่มากที่ลูกชายอายุ 5 ขวบคนนี้ไม่มีท่าทีจะยอมให้แม่กอดง่ายๆ สถานการณ์เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ลูกยังเป็นทารกที่เวลาแม่จะกอดลูกก็มักทำตัวไหลหนี

               โตขึ้นแม้จะไม่เลื้อยไหล แต่ก็กลายเป็นทำตัวแข็ง แม่ไปกอดทีไรก็คล้ายกอดท่อนไม้มากกว่าได้ความรู้สึกเหมือนกอดลูก

               คิดในมุมคนเป็นแม่ก็น่าเห็นใจ เพราะแม่ที่ไหนก็อยากกอดลูก ธรรมชาติสรรค์สร้างมาให้การกอดและสัมผัสกันเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความผูกพันอันยั่งยืนระหว่างแม่-ลูก

               คุณแม่บอกว่ายิ่งไปอ่านบทความแนวเลี้ยงลูกให้ดีก็ยิ่งทุกข์ใจ เพราะเล่มไหนๆ เขาก็พูดตรงกันว่าตอนลูกยังเล็กต้องกอดลูกเยอะๆ ลูกจะได้รู้สึกอบอุ่นและมั่นใจ โตขึ้นไปจะได้จิตใจมั่นคง

               ถ้าฉันทำไม่ได้นี่แปลว่าอะไร? ฉันเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ใช่ไหม?

               ตัวคุณพ่อเองก็เจอปัญหาซึ่งดูจะหนักกว่าด้วยซ้ำ เพราะพอไปกอดทีไรไม่ใช่แค่ตัวแข็ง แต่ถึงขั้นอาละวาดโวยวาย

               สิ่งที่พ่อต่างจากแม่คือพ่อไม่ค่อยเครียดเท่าไร ไม่ยอมให้กอดก็ไม่สนใจ ยังไงพ่อก็จะกอดซะอย่าง บางครั้งดูเหมือนพ่อจะสนุกซะด้วยซ้ำที่แหย่ลูกเล่นได้ด้วยการไปแกล้งกอด

               หมอฟังปัญหาคุณแม่ด้วยความตั้งใจ ถามคำถามเพิ่มอีกหน่อยก็ได้ความว่าลูกชายนอกจากไม่ชอบให้ใครกอดแล้วยังทนเสียงดังไม่ค่อยได้ ฝนตกฟ้าร้องทีไรจะนั่งปิดหูทุรนทุราย

               ส่วนเสื้อผ้าก็ใส่ได้เฉพาะรุ่นที่ผ้านุ่มเป็นพิเศษเท่านั้น รุ่นที่ผ้าแข็งสากจะไม่ยอมใส่ หรือถ้าไปบังคับให้ใส่จะหงุดหงิดไปทั้งวันดังนั้นเลยชอบใส่แต่เสื้อผ้าตัวเดิมซ้ำๆ ก็คือเสื้อลายรถไฟโธมัสตัวนั้นเวลาเล่นก็จะชอบเล่นแต่ของเล่นชิ้นเดิมๆ โดยเฉพาะรถไฟโธมัส หรือเวลาไม่เล่นก็ชอบพูดชอบเล่าแต่เรื่องโธมัสเช่นเดียวกัน สุดท้ายเลยเข้าใจว่าที่แท้เขามีอาการกลุ่มออทิสติกนี่เอง

               เด็กในกลุ่มนี้อาจมีอาการไวเกินต่อประสาทสัมผัส (Hypersensitivity) ร่วมด้วย อาการไวเกินทำให้ทนต่อการรับรู้ประสาทสัมผัสบางอย่างไม่ได้ โดยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคนเราก็คือภาพ เสียง กลิ่น รส และสัมผัส อาการของลูกก็เด่นที่เรื่องสัมผัสและเสียงนั่นเอง เมื่อทนสัมผัสไม่ได้เลยไม่ชอบให้คนมากอด

               นอกจากนี้การที่คุณพ่อไม่เข้าใจไปหยอกเล่นด้วยการกอดแรงๆ ก็ยิ่งทำให้เด็กรู้สึกอึดอัดไม่พอใจจนกลายเป็นอาละวาด ครั้งต่อไปเวลามีใครทำท่าว่าจะสัมผัสตัว เขาจะยิ่งต่อต้าน

               วันนี้เริ่มต้นหมอเลยต้องแนะนำให้คุณพ่อเข้าใจและเลิกแหย่ลูกเล่นด้วยการกอด แล้วช่วยกันหาวิธีเล่นกับลูกที่จะทำให้ได้สนุกกันทั้งสองคน ไม่ใช่พ่อสนุกอยู่ข้างเดียว

               ต่อมาก็ต้องปลอบใจคุณแม่ ปรับทัศนคติเสียใหม่ว่าลูกไม่ให้กอดไม่ได้แปลว่าลูกไม่รักหรือคุณแม่เป็นแม่ที่ไม่ดีแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะภาวะบางอย่างที่ติดตัวเขามาแต่เกิดที่ทำให้เขามีบุคลิกลักษณะแบบนี้ อย่าได้เสียใจน้อยใจไปเลย

               แม้ลูกคนนี้จะไม่ชอบให้ใครกอด แต่เขาก็เป็นออทิสติกที่ไม่ได้มีอาการรุนแรงแต่อย่างใด เขายังอยากอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่ อยากให้พ่อแม่สนใจเขาคุยกับเขา เล่นกับเขา

               ถ้าอย่างนั้นเราลองถามเขาดูดีไหม ว่าถ้าเราอยากจะแสดงความรักกับเขา เขาจะอยากให้เราทำอย่างไร จะให้แค่พูดบอก หรือจะให้จับมือ จับแขน จับศีรษะ หรือจับตัวได้แค่ไหน หรือถ้าพ่อแม่จะกอดจะให้กอดด้วยน้ำหนักเท่าใดลูกถึงจะยังรู้สึกดี

               เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเลี้ยงลูกไม่มีสูตรสำเร็จ ตำราเลี้ยงลูก(หรือ Real Parenting) จะอ่านก็อ่านไป แต่ถึงเวลาใช้จริงคงต้องประยุกต์ให้เป็น

 

จากคอลัมน์ Kid happy school นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558
เรื่องโดย ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียรจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณพ่อน้องข้าวหอมและน้องน้ำมนต์
เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
ภาพโดย Shutterstock

Tags

การทำกิฟท์ยังมีอยู่หรือไม่?

การทำกิฟท์ยังมีอยู่หรือไม่?

วิธีการทำ กิฟท์ (GIFT: Gamete intrafallopian transfer) ที่ช่วยให้ผู้มีบุตรยาก มีลูกกันสมใจที่เคยได้ใช้กันนั้น ปัจจุบันไม่นิยมทำและเลิกทำกันมานานแล้ว เพราะวิธีทำกิฟท์ต้องผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง คือเราจะเก็บไข่มาแล้วนำอสุจิมาวางไว้รอบๆ ไข่ให้ผสมกัน เมื่อผสมเสร็จแล้วก็ใส่หลอด แล้วเจาะรู ฉีดเข้าไปในปีกมดลูก ขั้นตอนยุ่งยากและต้องเจ็บตัวมาก และสมัยก่อนกระบวนการทางห้องทดลองยังไม่ดีเหมือนปัจจุบัน แต่ขณะนี้กระบวนการในห้องปฏิบัติการต่างๆ มีความทันสมัย แม่นยำ และได้ผลดี จึงไม่นิยมทำกิฟท์ และเปลี่ยนมาเป็น ไอวีเอฟ อิ๊กซี่ และบลาสโตซิสท์ กันในปัจจุบันนั่นเอง

วิทยาศาสตร์ช่วยให้ตัวอ่อนฝังหรือตั้งครรภ์ไม่ได้

สิ่งสำคัญที่อยากให้คู่สมรสทุกท่านที่ใช้เทคโนโลยีช่วยในการมีลูกได้เข้าใจ นอกจากการที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถบังคับให้ไข่กับอสุจิปฏิสนธิกันได้แล้วนั้น หลังจากทำไอวีเอฟ อิ๊กซี่ และบลาสโตซิสท์แล้วเมื่อนำกลับไปใส่หรือหยอด วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถบังคับให้ตัวอ่อนฝังในมดลูกคุณแม่ได้ เนื่องจากการนำตัวอ่อนไปใส่ ไม่ใช่การนำไปฝัง หลายท่านมักเข้าใจว่าเวลานำตัวอ่อนใส่คืนให้ หมอจะเอาไปฝัง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะหมอจะนำไปหยอดในจุดที่ตัวอ่อนควรจะฝังเท่านั้น แต่การจะฝังในมดลูกหรือไม่อยู่ที่ตัวลูกกับตัวของคุณแม่ที่ต้องมีความพร้อมอย่างเหมาะสมจึงจะเกิดการฝังหรือตั้งครรภ์เป็นผลสำเร็จ

 

จากคอลัมน์ Get Pregnant นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558

เรื่องโดย นพ.สันธา ศรีสุภาพ หัวหน้าหน่วยผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลราชวิถี

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ

ภาพ Shutterstock

บลาสโตซิสท์ ช่วยให้มีลูกคืออะไร

คราวนี้เรียลพาเรนต์สขอนำเสนอวิธีการล่าสุดที่ช่วยแก้ปัญหาคู่สมรสที่มีบุตรยาก นั่นคือ การทำ บลาสโตซิสท์ มาอธิบายให้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้นค่ะ

บลาสโตซิสท์ เป็นวิธีการทางการแพทย์อีกแบบหนึ่งที่ช่วยให้คู่สมรสมีลูกได้สำเร็จ โดยมีขั้นตอนและวิธีการเริ่มต้นเพื่อให้ได้ไข่ คล้ายการทำไอวีเอฟ และอิ๊กซี่ คือจะใช้การกระตุ้นและเตรียมไข่ของฝ่ายหญิงก่อน เมื่อไข่พร้อม เราก็จะทำขั้นตอนการเก็บไข่ คือนำเข็มไปดูดไข่ในช่องคลอดออกมา แต่วิธีการต่อจากนี้จะต่างกัน นั่นคือ หากทำไอวีเอฟ ก็จะนำสเปิร์มไปใส่ไว้ข้างๆ ไข่ที่เก็บมาได้ แล้วรอให้สเปิร์มวิ่งเข้าไปเจาะเพื่อผสมกับไข่เอง แต่หากทำวิธีอิ๊กซี่ เราจะนำสเปิร์มมาแล้วใช้เครื่องมือจับใส่เข้าไปในไข่ให้เลย โดยไม่ต้องรอให้สเปิร์มวิ่งเข้าไปหาไข่ จากนั้นก็รอกระบวนการที่ไข่กับสเปิร์มเกิดการปฏิสนธิกันเอง วิธีการทำบลาสโตซิสท์ก็จะใช้วิธีการตั้งต้นเหมือนกับไอวีเอฟ และอิ๊กซี่เช่นกัน เพียงแต่ต่างกันเรื่องช่วงเวลาการเลี้ยงตัวอ่อนเท่านั้น

อธิบายง่ายๆ ก็คือ หลังจากที่เราทำไอวีเอฟ หรืออิ๊กซี่ แล้ว เมื่อเกิดการปฏิสนธิกันเรียบร้อย เราก็จะรู้แล้วว่ามีการผสมกันเกิดขึ้นกี่คน คุณพ่อคุณแม่จะมีลูกมากี่คน หรือภาษาทางการแพทย์เรียกว่าตัวอ่อน ซึ่งเราถือว่าเขามีชีวิตแล้ว แต่ปกติการทำไอวีเอฟ และอิ๊กซี่ เราจะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการอยู่ประมาณ 2-3 วัน เมื่อเห็นว่าสมบูรณ์ดี ก็จะนำตัวอ่อนนี้กลับไปหยอดคืนในมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนไปฝังตัวอยู่ในผนังมดลูก จนเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น แต่หากตัวอ่อนไม่ฝังในมดลูก หรือที่เรียกว่า ‘หลุด’ ก็เป็นสิ่งที่เทคนิคทางการแพทย์ควบคุมไม่ได้ ต้องหาสาเหตุเพื่อป้องกันแก้ไขกันต่อไป

กลับมาที่การเลี้ยงตัวอ่อน จากเดิมที่เราเคยเลี้ยงเขาไว้ 2-3 วันเพื่อดูความสมบูรณ์ ปัจจุบันมีเทคนิคใหม่ คือการเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปให้นานขึ้นอีกประมาณ 2-3 วัน วิธีนี้เรียกว่าการทำ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst Culture) คือให้ตัวอ่อนโตขึ้นมาในระยะที่เรียกว่า “บลาสโตซิสท์” ซึ่งเป็นการเรียกชื่อระยะการพัฒนาหรือเติบโตของตัวอ่อนในจุดหนึ่ง บลาสโตซิสท์จะได้เปรียบกว่าการทำไอวีเอฟและอิ๊กซี่ เนื่องจาก 2 วิธีแรกตัวอ่อนที่เลี้ยงไว้จะมีอายุเพียง 2-3 วัน ก็จะนำไปหยอดคืนในมดลูกของคุณแม่แล้ว แต่ บลาสโตซิสท์ตัวอ่อนจะอยู่ในความดูแลของหมอประมาณ 5 วัน แล้วจึงนำไปใส่ให้อยู่กับคุณแม่ต่อไป ซึ่งในบางทฤษฎีก็ชี้ว่าจะสามารถดูแลให้ตัวอ่อนแข็งแรงสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะให้ไปอยู่ในมดลูกคุณแม่ แต่อย่างไรก็ตามวิธีการต่างๆ ก็มีข้อจำกัดบางอย่างอยู่ แพทย์จึงต้องวินิจฉัยถึงความเหมาะสมก่อนที่จะทำแต่ละวิธีเสมอ

ข้อดีของการทำบลาสโตซิสท์คือ หมอจะได้เห็นศักยภาพของเด็กหรือตัวอ่อนที่เขาจะโตต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง จนมาถึงระยะ บลาสโตซิสท์ ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีความสมบูรณ์ค่อนข้างมาก เนื่องจากในบางครั้ง การที่ตัวอ่อนเติบโตได้อายุ 2-3 วัน อาจจะบอกได้ยากว่าเขาจะโตต่อไปจนแข็งแรงสมบูรณ์ดีเต็มที่แค่ไหน แต่การที่เราเลี้ยงตัวอ่อนให้นานขึ้น จะสังเกตและรู้ว่าเขาจะหยุดเจริญเติบโตหรือเปล่า ดังนั้น บลาสโตซิสท์ จึงมีข้อดีกว่าวิธีอื่นในแง่ที่เราจะได้เห็นการเติบโตสมบูรณ์ของตัวอ่อนได้มากขึ้น

 

จากคอลัมน์ Get Pregnant นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนสิงหาคม 2558

เรื่องโดย นายแพทย์สันธา ศรีสุภาพ หัวหน้าหน่วยผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลราชวิถี

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพโดย Shutterstock

คลิปเด็ก 5 ขวบเล่นเปียโน มหัศจรรย์แค่ไหนนั้น ให้ข้ามไปดูนาทีที่ 2.58

คลิปที่มีผู้เข้าชมกว่า แสนวิว เป็นบทสัมภาษณ์เด็กชายชาวจีนวัย 5 ขวบ ชื่อ Ryan wang โชว์สเต็ปลีลาเล่นเปียโนโดยที่ผู้ใหญ่ยังอึ้ง เด็กชายเล่าว่ามีคุณแม่เป็นครูสอน และเมื่อพิธีกรถามว่ารู้จักเพลง และวิธีเล่นได้อย่างไร เด็กชายตอบว่า ผมรักเปียโน ผมชอบเปียโน พอเอามือวางนิ้วมันก็เล่นไปได้เอง ช่างมหัศจรรย์มาก

 

อยากรู้ว่าจะสุดยอดขนาดไหนนั้น ข้ามไปดูนาทีที่ 2.58 กันได้เลย

 

 

Tags

พี่ชายสุดฮา เซอร์ไพร้สวันเกิดน้องสาวด้วยทุเรียน

การทำหน้าที่ชาย สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ คอยดูแล เทคแคร์และปกป้องน้องสาว และในคลิปวีดีโอนี้ถือเป็นการกระทำของพี่ชายตัวอย่างที่แสนดีเลยทีเดียว เพราะเนื่องจากเป็นวันเกิดน้องสาว พี่ชายไม่สามารถหาเค้กให้ได้ แต่ก็มีทุเรียนมาให้น้องเป่าเทียนจนได้ และก็ไม่ใช่ทุเรียนธรรมดาซะด้วย!! แต่เป็นทุเรียนก้านยาว งานนี้ทำเอาน้องสาวตัวน้อยเซอร์ไพร้สุดๆ น่าจะรักและฮาขนาดไหนไปชมกันค่ะ

 


ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : fuller70