แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเจาะลึก “โมยาโมยา” โรคหายากที่เกิดกับดาราเด็ก

จากกระแสในโลกออนไลน์ ที่ตอนนี้น้องซีดี นักแสดงเด็กจากภาพยนตร์เรื่อง “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ป่วยด้วยโรคโมยาโมยา โรคหายากที่พบเพียง 1 ใน 1 ล้านคน และน้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เรียลพาเรนต์สจึงสอบถามข้อมูลจาก แพทย์หญิงลัลลิยา ธรรมประทานกุล สาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาเป็นความรู้ให้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

• โรคโมยาโมยา (Moyamoya Disease) คืออะไร สาเหตุเกิดจากอะไร?

คุณหมอลัลลิยา – โรคโมยาโมยาเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดสมอง เราจะคุ้นเคยกับผู้ใหญ่ที่มีอาการสมองขาดเลือด โรคโมยาโมยาก็เป็นสาเหตุหนึ่งในบรรดาหลายๆ สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการสมองขาดเลือด โดยปกติแล้วในเด็กจะเจออาการสมองขาดเลือดน้อยมากกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว เพราะผู้ใหญ่จะมีความเสี่ยงหลายอย่าง เช่น จากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

อาการสมองขาดเลือดในเด็กพบได้ไม่บ่อย แต่มีความจำเป็นมากที่ต้องหาสาเหตุเพื่อจะได้ให้การดูแลที่เหมาะสม สาเหตุมีได้หลายอย่าง เช่น มีโรคหัวใจ มีภาวะที่ทำให้เลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ และมีเส้นเลือดสมองที่ผิดปกติ เป็นต้น โรคโมยาโมยาก็เป็นโรคหนึ่งที่มีเส้นเลือดในสมองผิดปกติทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดได้ แต่ก็พบไม่บ่อยค่ะ สาเหตุของโรคนี้ คือ ความผิดปกติของเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมองบริเวณฐานสมองซึ่งปกติจะส่งเลือดไปเลี้ยงสมองในแต่ละข้าง ปัญหาคือเส้นเลือดนั้นตีบซึ่งมักจะตีบมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป เมื่อนานเข้าเลือดก็จะไปเลี้ยงสมองส่วนที่เส้นเลือดที่ตีบไม่พอทำให้เด็กมีอาการ ส่วนใหญ่มักจะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ในช่วงอายุ 10 ขวบปีแรก

moyamoya-drawing
ภาพจาก http://strokeconnection.strokeassociation.org/Fall-2014/Understanding-Moyamoya-Disease-in-Children/

ร่างกายพยายามปรับตัวด้วยการสร้างเส้นเลือดใหม่เพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง แต่เส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กจำนวนมาก ชื่อโรคนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นว่าโมยาโมยา ซึ่งแปลว่าหมอกควัน เพราะกลุ่มเส้นเลือดฝอยที่สมองสร้างขึ้นมาใหม่จะกระจายดูเหมือนกลุ่มหมอกควัน โรคนี้พบในคนเอเชียมากกว่าชนชาติตะวันตกโดยเฉพาะในคนญี่ปุ่นอาจมีคนเป็นถึง 3 คน ใน 100,000 คน ส่วนสถิติในสหรัฐอเมริกามีประมาณ 1 ในล้านเท่านั้น

คนไข้ส่วนหนึ่งเป็นแบบไม่ทราบสาเหตุ เชื่อว่าอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมแต่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ชัดเจน จะพบบ่อยขึ้นในคนไข้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างเช่น ดาวน์ซินโดรม โรคท้าวแสนปม เป็นต้น หรือบางคนมีเนื้องอกในบริเวณใกล้กับเส้นเลือดสมอง หรือเคยฉายแสงในบริเวณสมอง หรือเป็นโรคที่มีภาวะเลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นได้ มีความรุนแรงและอันตรายแค่ไหน?

คุณหมอลัลลิยา – ในเด็กส่วนมากจะมีอาการคล้ายกับสมองขาดเลือดเฉียบพลัน เช่น มีอาการชา หรือมีแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกเป็นพักๆ อาจจะอ่อนแรงแล้วฟื้นขึ้นมาเหมือนเดิม บางคนอาจอ่อนแรงแล้วฟื้นขึ้นมาไม่หมดทุกส่วน กลายเป็นแขนขาอ่อนแรงแบบถาวร และโมยาโมยานั้นเกิดขึ้นได้กับเส้นเลือดสมองทั้งสองข้าง ก็คือ บางคนช่วงเริ่มต้นอาจมีอาการอ่อนแรงข้างเดียว แล้วต่อมาก็กลายเป็นทั้งสองข้าง หากปล่อยทิ้งไว้นาน เลือดจะไปเลี้ยงสมองไม่พอแบบเรื้อรัง ความสามารถด้านอื่น เช่น การเรียน ความจำ ก็จะลดลงไปด้วย นี่คืออาการเด่นของโรคนี้

ในผู้ใหญ่อาการอาจจะต่างกันบ้าง นอกจากอาการของสมองขาดเลือดแล้ว ผู้ใหญ่ยังอาจมีอาการของเลือดออกในสมอง เช่น มีอาการปวดศีรษะรุนแรงทันที เนื่องจากเส้นเลือดฝอยที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อนำเลือดไปเลี้ยงสมองนั้นเปราะ แตกง่าย โรคนี้จึงพบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่แต่อาการจะแตกต่างกัน

• หากปล่อยทิ้งไว้จะถึงชีวิต?

คุณหมอลัลลิยา – เรียกว่ามีความพิการทางสมองค่ะ บางคนอาจมีอาการชักร่วมด้วย ในกรณีที่มีภาวะเลือดออกในสมองแบบเฉียบพลัน อาจมีโอกาสเสียชีวิตได้

วิธีการตรวจวินิจฉัยทำอย่างไร?

คุณหมอลัลลิยา – ถ้าคนไข้มีอาการสงสัยสมองขาดเลือดในเด็ก ควรรีบมาพบแพทย์ แพทย์ก็จะซักถามอาการและตรวจร่างกาย เช่น มีอาการอ่อนแรงมาก่อนไหมในอดีต ถ้าสงสัยก็จะเอ็กซเรย์สมองว่ามีส่วนที่สมองขาดเลือดไหม เอ็กซเรย์ดูเส้นเลือดสมองว่ามีความผิดปกติไหม มีการใช้ทั้งระดับ CT Scan หรือ MRI ในบางกรณีที่สงสัยมากก็จะมีการฉีดสีเส้นเลือดที่เรียกว่า Angiogram เพื่อตรวจเส้นเลือดสมอง แต่ส่วนมากก็จะวินิจฉัยได้ตั้งแต่การทำ CT Scan หรือ MRI ดูเส้นเลือดซึ่งจะเห็นความผิดปกติได้

ถ้าเป็นแล้วมีวิธีการรักษาอย่างไร?

คุณหมอลัลลิยา – วิธีดูแลรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือถ้าเส้นเลือดตีบ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เราก็ต้องหาทางให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ส่วนมากถ้าไม่ได้เป็นสาเหตุจากการที่เลือดแข็งตัวผิดปกติ การรักษาด้วยยาจะไม่ค่อยได้ผลดี ยาอาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่เส้นเลือดจะยังคงตีบไปเรื่อยๆ ยิ่งเด็กโตขึ้นก็ยิ่งตีบมากขึ้น ดังนั้นในปัจจุบันมีการรักษาด้วยการผ่าตัดหาทางให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ซึ่งมีตั้งแต่การทำทางใหม่โดยตัดต่อเส้นเลือดให้เลือดไปเลี้ยงสมอง หรือหาเลือดจากตำแหน่งอื่นไปเลี้ยงสมอง ในบางคนก็ใช้วิธีการเจาะรูที่กะโหลกศีรษะให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนที่ขาดเลือดได้มากขึ้น หรือเอากล้ามเนื้อไปวางบนผิวสมองให้เส้นเลือดจากกล้ามเนื้อส่งเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น มีหลายเทคนิคในการรักษาค่ะ

หากรักษาด้วยการผ่าตัด เด็กจะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง มากกว่าผู้ใหญ่หรือไม่

คุณหมอลัลลิยา – เนื่องจากเด็กมีเส้นเลือดเล็กกว่าผู้ใหญ่ ก็จะผ่าตัดยากกว่า และด้วยสภาพร่างกายเด็ก เช่นการทนทานต่อการเสียเลือด หรือการดมยาสลบก็น้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นการผ่าตัดก็จะต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นเลือดสมอง หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองโดยเฉพาะ

แล้วต้องให้ยาละลายลิ่มเลือดด้วยหรือ?

คุณหมอลัลลิยา – ระหว่างที่รอผ่าตัด ในตำแหน่งที่เส้นเลือดตีบ เราไม่อยากให้มีเส้นเลือดที่ตีบเพิ่ม และไม่อยากให้มีภาวะสมองขาดเลือดเพิ่ม เราจึงให้ยาซึ่งไม่ให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย มีตั้งแต่ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน หรือในบางคนอาจต้องได้รับยาในกลุ่มเฮพาริน (Heparin) หรือยาละลายลิ่มเลือด

หากผ่าตัดแล้วจะหายขาดหรือไม่?

คุณหมอลัลลิยา – ถ้าเป็นโรคโมยาโมยาแล้วไม่ผ่าตัด หากปล่อยทิ้งไว้อาการจะค่อยๆ แย่ลง เช่น จากแขนขาอ่อนแรงซีกเดียว อาจเพิ่มเป็นทั้งสองซีก และจากเดิมที่อ่อนแรงชั่วคราวอาจจะกลายเป็นอ่อนแรงถาวร คนไข้ที่ผ่าตัดแล้วส่วนใหญ่ต้องกินยาต้านเกล็ดเลือดต่อ เช่น แอสไพริน เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นเลือดที่ตีบมีลิ่มเลือดไปอุดอีก ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดแขนขาอ่อนแรง

คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตลูกอย่างไร? ว่าอาจมีอาการของโรคนี้

คุณหมอลัลลิยา – อาการเด่นๆ คืออาการของสมองขาดเลือด คือ มีความผิดปกติของระบบประสาทเฉพาะที่ เช่น จู่ๆ ก็มีอาการชาครึ่งซีก แขนขายกไม่ขึ้นครึ่งซีก ซึ่งระยะแรกบางคนจะเป็นแล้วหาย แต่หากมีอาการเหล่านี้เพียงครั้งแรกก็ควรพาลูกมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะอาการเหล่านี้พบได้ไม่บ่อยในเด็กค่ะ

 

รู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมและอาการต่างๆ ของลูกน้อย หากพบสิ่งผิดปกติควรรีบพาไปพบคุณหมอ อย่ารั้งรอนะคะ สุดท้ายนี้ เรียลพาเรนต์สขอเป็นกำลังใจให้กับน้องซีดีซึ่งการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยด้วยดี ให้กลับมาสดใสแข็งแรงโดยเร็วค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก แพทย์หญิงลัลลิยา ธรรมประทานกุล สาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการเว็บไซต์ RealParents.tv

ภาพน้องซีดีจาก www.facebook.com/CDVIP

วิธีลดไข้ให้ลูกอย่างได้ผล!

R02567_Tylenol_Infant_unbranded_content_728x409px_Banner_FA_OL

หน้าฝนที่อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ร่างกายลูกปรับตัวตามไม่ทัน ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่จึงอาจทำให้ลูกเป็นหวัด และมีไข้ได้ง่ายๆ เพื่อให้ลูกไม่เจ็บป่วยจนขัดขวางพัฒนาการสำคัญ คุณแม่จึงช่วยลดไข้ให้ลูกได้ด้วย 3 วิธีลดไข้ดังต่อไปนี้

dziecko chore

1.เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น

ไม่ควรเช็ดตัวหรืออาบน้ำให้ลูกด้วยน้ำเย็นในระหว่างมีไข้ เพราะน้ำเย็นจะทำให้ร่างกายเกิดอาการช็อค แทนที่จะช่วยลดไข้กลับจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงมากขึ้น เพราะฉะนั้นควรใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 27-37 องซาเซลเซียสไม่เกิน 40 องซาเซลเซียส จะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดี ช่วยให้ไข้ลดลงได้เร็วและจะทำให้ลูกรู้สึกสบายตัวมากขึ้น

 

2. ดื่มน้ำบ่อยๆPic2

ในระหว่างมีไข้ ร่างกายจะสูญเสียน้ำมาก เพื่อเป็นการชดเชยน้ำที่สูญเสียไป ควรให้ลูกดื่มน้ำบ่อยๆ

 

 

 

 

Pic3

 

 

 

3. ให้ลูกอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก และไม่ใส่เสื้อผ้าที่หนาจนเกินไป

คุณแม่บางคนคิดว่าเวลาลูกตัวร้อน ไข้ขึ้นสูง ลูกอาจจะรู้สึกหนาวจึงหาเสื้อผ้าหนาๆ ให้ลูกใส่ แต่ความเป็นจริงการใส่เสื้อที่หนาจนเกินไปจะทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยากขึ้น คุณแม่จึงควรหาเสื้อผ้าที่บางและสบายให้ลูกใส่ และให้เขาอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก

 

 

 

 

 

ข้อควรรรู้เกี่ยวกับไข้หวัด

  • อุณหภูมิปกติของร่างกายจะอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิระหว่าง 37.5-38.5 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นไข้ต่ำถ้าอุณหภูมิมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นไข้สูง
  • ไข้หวัดไม่ใช่โรคแต่มันเป็นอาการที่กำลังบ่งบอกว่ามีบางอย่างในร่างกายของลูกกำลังผิดปกติ เช่นติดเชื้อไว้รัส ซึ่งอาการมักจะหายไปได้เอง
  • สำหรับเด็กที่มีอาการไข้ค่อนข้างสูงอาจให้ยาลดไข้ควบคู่ไปกับการเช็ดตัวในขั้นต้นได้

 

อย่างไรก็ตามไข้หวัดไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวและสามารถหายได้ใน 2-3 วัน สิ่งที่พ่อแม่ควรใส่ใจให้มากๆ คือ ความเข้าใจว่าไข้เกิดจากอะไร และประเมินอาการในขั้นต้นให้ถูกต้องว่าลูกเป็นไข้ในระดับไหน สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจได้ถูกทางว่าจะเราสามารถดูแลรักษาเองในขั้นต้นได้ที่บ้านหรือควรพาไปพบหมอ  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น โดยการจัดสิ่งแวดล้อมที่เด็กอยู่ให้เหมาะสม การสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรค โดยกินอาหารที่ถูกหลักอนามัย สะอาด และกินให้ครบหมวดหมู่ และหากิจกรรมให้ลูกๆ ทำบ้าง เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของเขาแข็งแรง

ส่งต่อคาร์ซีท cool kids

คาร์ซีท Cool kids สภาพ 85% (ไม่มีเบาะรองนั่ง) เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1-4 ขวบ

ขาย 1,500 บาท (ต่อรองได้นิดหน่อย)

ขอดูรูปเพิ่มเติม สอบถาม ได้ที่ line id: puyeepitcha หรือ โทร: 096-8818290 (ปุ้ย)

ป.ล. กรุงเทพนัดรับสินค้าได้ ตจว.คิดค่าส่งตามจริง

Tags

ถุงเท้านักเรียน เทา-ขาว แบบพื้นกันลื่น

ถุงเท้านักเรียน ขาว-เทา แบบพื้นกันลื่น แพคถุง 1 โหล
งานไทย *ราคาเพียง 195฿*
เฉลี่ยคู่ละ 16.25 บาท เท่านั้น

ถุงเท้านักเรียนสีขาว พื้นถุงเท้าสีเทาเข้ม เนื้อผ้านิ่ม มีกันลื่นลายการ์ตูนน่ารัก งานไทย คุณภาพดี ราคาโรงงานค่ะ 

ใส่เที่ยวสบายใจ ใส่ไปโรงเรียนถูกระเบียบ พื้นถุงเท้าสีเทาเข้ม ทำความสะอาดได้ง่ายค่ะ
เทียบไซส์วัดจากสินค้าตามนี้ค่ะ
Size 4-6 เด็กเท้ายาว 9-15 cm.
Size 5-7 เด็กเท้ายาว 15-17 cm.
Size 7-9 เด็กเท้ายาว 17-19 cm.
Size 9-12/Freesize: เด็กเท้ายาว 19-23 cm.

ส่งฟรี แบบพัสดุธรรมดา
ส่งแบบลงทะเบียน 30 บาทส่งแบบ EMS 50 บาท

https://www.facebook.com/InLittleMonstar

โทร.0867307773

Tags

เรียลพาเรนต์ส เดอะซีรีส์ 2 ตอน เป็นได้แค่ “ที่สอง” ฉันก็พอใจ

“มาฝากท้องค่ะ” ผู้หญิงอายุ 42 ปีเอ่ยขึ้น ฉันอ่านประวัติของเธอในแผ่นบันทึกการตรวจรักษาพบว่าเธอชื่อ อนุรีย์ (ชื่อสมมุติ) ตั้งครรภ์ท้องที่หนึ่ง

บรรยากาศสบายๆ เครื่องปรับอากาศส่งเสียงเบาๆ อากาศเย็นฉ่ำ ลบความร้อนร้ายจากภายนอก ไม่มีเหงื่อไหลไคลย้อย เพราะนี่เป็นห้องตรวจครรภ์ของโรงพยาบาลเอกชน เมื่อมองผ่านกระจกหน้าต่าง เห็นแดดจ้าราวกับจะแผดเผาเมืองทั้งเมือง กระนั้นดอกตะแบกสีชมพูสีม่วงก็บานสะพรั่งสวยพราวอยู่ริมถนน
“ประจำเดือนขาดได้กี่เดือนแล้วคะ” ฉันถาม

“ฉันจดไว้ค่ะ” อนุรีย์หยิบสมุดบันทึกออกมาจากกระเป๋าสะพาย เปิดแล้วอ่านให้ฟัง

ทุกเดือน เธอบันทึกประจำเดือนอย่างละเอียดมาก มากี่วัน มามากมาน้อย มีสีอะไร มีอาการอะไร  “เอ…วันนี้แฟนมาด้วยหรือเปล่าคะ เดี๋ยวจะตรวจอัลตร้าซาวนด์ว่าคุณท้องสองเดือนเหมือนที่ประจำเดือนขาดหรือเปล่า…จะได้ดูด้วยกัน”

อนุรีย์สบตาฉัน ยิ้มแปลกๆ “มาค่ะ คุณหมออยากเจอใช่ไหมคะ เดี๋ยวเรียกมาค่ะ เขารออยู่ที่โรงรถ”

แม้อากาศร้อน สามีรออยู่ที่โรงรถฉันไม่แปลกใจ เพราะมีสามีภรรยาที่มาตรวจครรภ์ตามนัด สามีเหนื่อย ขอนอนรอในรถที่เปิดแอร์เย็นๆ ก็มีถมไป

“พี่บอย หมออยากเจอพี่” อนุรีย์ส่งเสียงเข้าเครื่องโทรศัพท์

รออยู่นาน ชายวัย 59 สวมแว่นสายตา ก็โผล่หน้ามา พอเห็นหน้าเขา…ฉันชะงัก ยกมือไหว้ เพราะรู้จักเขาดี เดิมเขาเป็นหมออนามัย ย้ายมาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐที่ฉันทำงาน นอกเวลาราชการหรือวันหยุดอย่างนี้ฉันทำงานที่โรงพยาบาลเอกชน

เห็นหงิมๆ เงียบๆ อย่างนี้ไม่รู้เลยว่ามีเมียน้อย ฉันรู้เต็มอกว่าพี่บอยมีภรรยาอยู่แล้วชื่อพี่ฝน เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน มีลูกแล้ว 3 คน มีหลาน 3 คน พี่บอยเป็นทั้งปู่และตา

ฉันไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่บอกว่า “เดี๋ยวดูอัลตร้าซาวนด์ด้วยกันนะพี่”

ก่อนทำอัลตร้าซาวนด์ ฉันมองอนุรีย์แวบหนึ่ง เธอไม่ใช่คนสวยเลย หน้ามีฝ้าสองแก้ม ไม่แต่งหน้าแม้แต่น้อย แต่ดูเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส

ผลการตรวจอัลตร้าซาวนด์ พบว่าอนุรีย์ท้องได้สองเดือน ฉันอธิบายว่า “คุณอนุรีย์คะ ครรภ์นี้เป็นครรภ์เสี่ยงสูงนะคะ คุณแม่อายุมาก มีความเสี่ยงที่เด็กในท้องจะเป็นเด็กพิการปัญญาอ่อนที่เรียกว่า กลุ่มทารกเด็กดาวน์ อาจจะต้องเจาะน้ำคร่ำ เอาน้ำคร่ำไปตรวจหาหน่วยพันธุกรรมหรือที่เรียกว่าโครโมโซม นอกจากนั้นคุณแม่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรก เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ”

อนุรีย์ยิ้มรับ บอกว่า “ท้องนี้ขอฝากไว้กับคุณหมอค่ะ เห็นว่าสมควรตรวจอะไรทำอะไร จะให้ยาอะไรดี คุณหมอทำได้ตามสบายนะคะ”

ฉันชำเลืองดูพี่บอย งงว่าเขาทำอย่างนี้ได้อย่างไร…เมียหลวง…พี่ฝนเป็นคนสวย แต่งเนื้อแต่งตัว อายุ 50 เศษ แต่ดูเหมือนคนอายุไม่ถึง 40 เมื่อเทียบกับอนุรีย์แล้ว อนุรีย์ชิดซ้าย

ฉันตรวจร่างกายอนุรีย์ สั่งยาบำรุงยาแก้แพ้ท้องให้ ให้พยาบาลเจาะเลือด ฉีดวัคซีน แล้วฉันก็บอกว่า “หมอจะนัดมาพบอีก 1 เดือนนะคะ”

อนุรีย์ว่า “ เร็วกว่านั้นก็ได้ค่ะ ฉันว่าง ไม่ได้ทำงานอะไร”

“งั้นอีกสองสัปดาห์มาพบหมอนะคะ หากเป็นอะไร ไม่สบายอะไร หรือมีอาการผิดปกติ มีเลือดออก ให้มาหาหมอก่อนนะคะ” ฉันเปลี่ยนเวลานัด

อนุรีย์และพี่บอยออกจากห้องตรวจไปแล้ว ขณะที่ฉันถามตนเองว่า…พี่ฝนรู้เรื่องหรือเปล่านี่…หรือไม่รู้…เพราะหลบมาฝากท้องโรงพยาบาลเอกชน… แต่อย่างไร เรื่องเหล่านี้เป็นความลับของคนไข้ ฉันต้องไม่แพร่งพรายบอกใคร

เสียงเคาะประตู ก่อนพี่บอยจะโผล่หน้าเข้ามา “หมอ…อนุรีย์เขาอยากได้ลูก ช่วยดูแลหน่อยนะ” พี่บอยฝากฝังภรรยาน้อย ไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไร เขาก็เล่าให้ฟังว่า

“หมอก็รู้ ผมเก่งกีฬาเปตอง ผมไปฟอร์มทีมเปตองในหมู่บ้าน อนุรีย์เขามาเป็นนักกีฬาในทีม ก็เลยสนิทกัน ไปแข่งต่างจังหวัดก็ไปด้วยกัน เขาบอกเขารักผม ไม่หวังอะไรจากผมเลยแค่ให้ผมรู้ว่าเขารักผมเขาก็พอใจแล้ว เขาเป็นลูกสาวเจ้าของที่นา ตอนนี้พ่อแม่ตายหมด สมบัติที่มีอยู่พอเลี้ยงตนเองได้อย่างสบาย”

ฉันอดไม่ได้ ถามว่า “แล้วพี่ฝนรู้เรื่องหรือเปล่า” เรื่องเมียหลวงเมียน้อยนั้นเป็นเรื่องสนุกปากของคนทั่วไป แต่ไม่ใช่เรื่องสนุกของคนเป็นเมียหลวง เรื่องสามีมีเมียน้อยนี้เป็นเรื่องเจ็บปวดหัวใจ เมียหลวงคนไหนก็ทนไม่ได้ แทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ดูโลกเลย

พี่บอยอ้อมแอ้มว่า “ไม่รู้ว่าเขารู้หรือเปล่า แต่พี่ฝนเขาเป็นผู้ใหญ่ เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เขาคงเข้าใจ ตอนนี้เขาก็ทำเฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาผิดปกติอะไร”

“แล้วญาติทางอนุรีย์เขาไม่ว่าอะไรหรือ”

“อนุรีย์เขาไม่มีญาติสนิท เขาคบกับผมมา 5-6 ปีแล้ว เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากผมมาแต่น้อย ปีนี้เขาขอร้องผม อยากได้ลูกสักคน จะได้อยู่เป็นเพื่อนยามแก่เฒ่า ผมเห็นใจ จึงตามใจเขา นี่ก็สมใจเขาแล้ว”

อนุรีย์มาฝากท้องตามนัด เธอโชคดีมาก ไม่มีภาวะแทรกซ้อนอะไรเลย ผลการตรวจน้ำคร่ำพบว่าเด็กทารกในครรภ์มีโครโมโซมปกติไม่เป็นกลุ่มทารกเด็กดาวน์ เป็นเพศชาย ซึ่งสมใจอนุรีย์มาก เพราะเธอบอกว่าหากมีลูกชาย เธอคงได้เกาะผ้าเหลืองยามลูกบวช มาฝากครรภ์ อนุรีย์ต้องเลือกวัน เพื่อที่จะได้มาพร้อมกับพี่บอย แต่บางครั้งก็มาคนเดียว ฉันเดาว่าพี่บอยคงไม่ได้เปิดเผยให้พี่ฝนทราบ ฉันเองก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่เจอพี่ฝน ซึ่งทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน

เมื่อถึงวันคลอด ความลับดันรั่วไหล อนุรีย์มาคลอดเพียงลำพัง ไม่มีใครเฝ้า เพราะพี่ฝนไม่ให้พี่บอยมา ต้องจ้างพยาบาลพิเศษเฝ้า ถึงกระนั้นอนุรีย์ก็ยังยิ้มอย่างมีความสุข เธอบอกพยาบาลว่า “ฉันโชคดีมากที่มีลูกกับคนที่ฉันรัก ฉันมีความสุขมากที่ได้ลูกชายสมบูรณ์แข็งแรงเมื่ออายุมากขนาดนี้ ฉันไม่ว่าเมียหลวงเขาหรอก ที่เป็นอยู่นี้เมียหลวงเขาก็ใจดีมากแล้ว ก็ฉันอยากขอเป็นเมียน้อยพี่บอยเองนี่ ฉันก็ต้องรับได้ทุกอย่าง”  

บันทึกจากหมอ

ฉันเป็นหมอที่ดูแลอนุรีย์ ฉันไม่ได้เห็นด้วยกับการเป็นเมียน้อยใคร แต่ฉันเพิ่งพบคนที่มีความสุข สมหวัง เพราะเป็นเมียน้อย เป็นคนแรกในชีวิตการเป็นหมอ

 

บทความโดย: พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
ภาพ: shutterstock

Tags

ล้างจมูกลูก

ประสบการณ์ ล้างจมูกลูก (ภายใต้คำแนะนำของพยาบาล) โดย พ่อเอก

หลังจากคลิป ‘เจ้าปูนปั้นล้างจมูก’ ถูกใครต่อใคร copy ไปเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ก็มีสารพัด comment รวมไปถึงคำถามหลังไมค์ส่งมาทางกล่องข้อความ เกี่ยวกับการ ล้างจมูกลูก ของเรา

“ทำไมน้องไม่กลัวเลย” / “เก่งจังเลยไม่ร้องไห้ ยังหัวเราะอีก” / “น่ารักจังเลย”

“อย่าทำแบบนี้กันนะ แบบนี้อันตราย ทำให้โพรงจมูกอักเสบ” / “สงสารน้อง ทำไมพ่อแม่ฉีดเข้าไปแรงจัง”

ประสบการณ์ ล้างจมูกลูก (ภายใต้คำแนะนำของพยาบาล)

ปูนปั้นเริ่มล้างจมูกครั้งแรกตั้งแต่อายุประมาณ 4 เดือน โดยตอนนั้นปูนปั้นเป็นหวัด เมื่อเราพาไปพบคุณหมอซึ่งเป็น ‘คุณหมอรับเด็ก’ (คุณหมอที่เป็นผู้รับปูนปั้นต่อมาจาก ‘คุณหมอทำคลอด’) คุณหมอแสนใจดีก็จัดการล้างจมูกให้เจ้าปูนปั้น แต่เดี๋ยวก่อน คุณหมอบอกว่า “หม่าม๊าหรือปะป๊าน่าจะมาลองทำด้วย” เพราะคุณหมอแนะนำว่า “เดี๋ยวกลับบ้านไปจะได้ไปทำกันเอง”

หลังจากที่คุณพยาบาลทำให้ดูเป็นตัวอย่าง 1 รอบ คุณพยาบาลก็หันมาถามว่า “ใครจะหัดทำคะ”

ปะป๊ารีบตอบโดยไม่ลังเลเลย “หม่าม๊าครับ”

อ้าว ก็หม่าม๊าเป็นมือหนึ่งในการเลี้ยงลูกนี่นา

หลังจากหม่าม๊าเจ้าปูนปั้นรับหลอดมา ก็ฉีดน้ำเกลือไหลพรวดเข้าโพรงจมูกซ้ายทะลักพรวดออกโพรงจมูกขวาไหลเร็วเสียยิ่งกว่าอุโมงค์ระบายน้ำ ทำเอาคุณหมอหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า

“หม่าม๊าโหดเหมือนกันเน๊อะ”

หม่าม๊าก็ตอบคุณหมอไปว่า “ก็เวลาหม่าม๊าไม่สบาย คุณหมอก็สอนให้หม่าม๊าล้างจมูกตัวเองแบบนี้ เพื่อไล่น้ำมูก ล้างสิ่งสกปรกในโพรงจมูกและลดอาการภูมิแพ้” นั่นสินะ ผู้ใหญ่เราก็ล้างจมูกแบบนี้เหมือนกัน

ใช่ครับ ที่ผมเอาเรื่อง ล้างจมูกลูก มาเล่า เพราะอยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีเจ้าตัวเล็กเหมือนผมนำไปใช้บ้าง เพราะเวลาเขามีน้ำมูกแล้วเข้านอน มันจะหายใจไม่สะดวก นอนหลับไม่สบาย หลายๆครั้งเราจะได้ยินเสียงครืดคราดผมว่าน่าสงสารออกครับ

จริงๆ ก็มีผู้หวังดี comment ว่า เรามีวิธีอื่นๆ ในการไล่น้ำมูกออกจากโพรงจมูก ซึ่งหลายๆท่านก็บอกว่า น่าจะปลอดภัยกว่าการฉีดน้ำเกลือล้างจมูก แต่ดูเหมือนว่าทางการแพทย์ก็จะมีคำแนะนำที่แตกต่างกันออกไป เช่น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Kid safety – อาหารเสริม โปรตีนเม็ด ควรให้ลูกวัยรุ่นกินหรือเปล่า?

Kid safety – อาหารเสริม โปรตีนเม็ด ควรให้ลูกวัยรุ่นกินหรือเปล่า?

 

ลูกวัยรุ่นก็ต้องระวังให้มาก…

สิ่งที่เป็นที่นิยมในเวลานี้สำหรับลูกวัยรุ่นก็คือ “โปรตีนเม็ด” นัยว่าเพื่อ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เติบใหญ่ ล่ำบึ๊กเร็วๆ ซึ่งได้รับการยืนยันจากวงการแพทย์แล้วว่า มันไม่ได้วิเศษวิโศไปกว่าโปรตีนจากแหล่งอาหารธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา นม และ โดยเฉพาะถั่วสารพัดอย่างต่างๆ ที่อุดมไปด้วยโปรตีนอย่างเพียบพร้อม บวกกับการหมั่นออกกำลังกายอย่างถูกต้องอย่างเป็นกิจวัตร

 

ดังนั้นการอยากได้อะไรมาง่ายๆ เหมือนสินค้าสำเร็จรูปหลายๆอย่าง จึงเสี่ยงต่ออันตรายแก่สุขภาพ หนำซ้ำยังเสียเงินแพงๆ ประเทศชาติก็ขาดดุลการค้าไปไม่ใช่น้อยๆ…

 

เรื่องที่น่าห่วงใยกว่านั้น ก็คือ…ขณะนี้เกิดมีวัยรุ่นบางกลุ่มใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมนเพศชาย เช่น แอนโดรสตีนไดโอน (Amdrostenedione) เพราะหลงเชื่อกันว่าทำให้กล้ามบึก และโตเร็วทันใจ แต่ผลที่ได้รับ กลับทำให้สิวเห่อ ผู้ชายเต้านมใหญ่ขึ้น ในบางรายถึงกับเส้นเลือดหัวใจตีบ

 

แท้แล้วยาชื่อแปลกๆข้างต้นมันก็คือ “ยาโด๊ป” ที่พวกนักกีฬาขี้โกงใช้กันมาก่อน ซึ่งหลายๆรายก็เกิดอันตรายมาแล้วทั้งโดยฉับพลัน หรือเรื้อรัง….

 

ปัญหากลุ้มใจของคุณพ่อคุณแม่ก็คือ ลูก ไม่ยอมกินผัก ไม่กินผลไม้ ไม่กินหมู ไม่ยอมกินอาหารหลายๆอย่าง ฯลฯ ปัญหานี้ทางที่ดีต้องปรึกษาแพทย์ มิใช่เชื่อโฆษณาหรือการบอกเล่ากันมาปากต่อปาก คุณหมอจะบอกวิธีและหากจำเป็นก็จะให้อาหารเสริมในประเภทและปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสม

 

ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า อย่าหาซื้อมาให้ลูกกินเอง เพราะเสี่ยงที่มันจะล้นเกิน จนสะสมในร่างกายมากเกินไป ทำให้เกิดความดันสูงในสมอง ตาพร่ามัว ผมร่วง และมีผลถึงกับทำลายตับได้เลยครับ

 

          คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมไม่ต้องการให้ลูกๆเป็น “หนูลองยา” แต่เพราะพลังของสื่อ (ที่ไม่สร้างสรรค์) ในยุคนี้มันแรงซะจริงๆ พวกเราจึงต้องมีความละเอียดรอบคอบกันให้มากขึ้นก่อนที่สุขภาพของลูกๆต้องตกอยู่ในภาวะอันตราย…..และอาจถึงขั้น … สายเกินไป…..

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพโดย : Shutterstock

 

 

Tags

Kid Safety – ภัยจากรังสีที่แผ่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือ

“ยุคนี้วัยรุ่นพกมือถือ ก็เพื่อความเก๋เท่ อวดประชันขันแข่งกัน แถมชอบเม้าท์แตกกันจนเกินจำเป็น จนมือถือกลายเป็นสิ่งเสพติด เหมือนวัยรุ่นในยุคหนึ่งที่เสพติดบุหรี่จนงอมแงม”

คลื่นโทรศัพท์มือถือเป็นคลื่นวิทยุ (radiofrequency) จัดเป็นคลื่นประเภทไม่ทำให้อิเลคตรอนแตกตัว (non-inonizing) คลื่นนี้อาจสัมผัสร่างกายได้สองทางคือการใช้โดยตรงของผู้ใช้ โดยเอาโทรศัพท์มาแนบหูไว้ หรือสัมผัสจากคลื่นวิทยุที่อยู่ทั่วไปในอากาศ

ส่วนในด้านความเสี่ยงที่จะทำอันตรายต่อสุขภาพนั้น…นับวันแต่จะหนาหูขึ้นทุกวัน ในบางการศึกษากับสัตว์ทดลองพบว่าคลื่นโทรศัพท์มือถือ สามารถทำอันตรายแก่ DNA และเซลล์ ของสิ่งมีชีวิต โดยทำให้เกิดการเสียหายอย่างถาวรได้ ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างคลื่นโทรศัพท์มือถือกับการเกิดมะเร็งสมองหรือไม่ ในปัจจุบันยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ชัดเจน

ในประเทศอังกฤษ ปี 1997 และ ประเทศออสเตรเลีย ปี 1996 มีรายงานว่าผู้อยู่ใกล้สถานีส่งคลื่นวิทยุทั้งจากสถานีวิทยุ โทรศัพท์ หรือทีวี มีอุบัติการณ์ของมะเร็งเม็ดเลือดสูงกว่าผู้อยู่ไกลออกไป อย่างไรก็ตามมีนักวิจัยที่ทำการศึกษาตามหลังในกลุ่มประชากรเดียวกันและคัดค้านผลการศึกษาของทั้งสองคน

 

การศึกษาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้เวลากว่า 7 ปีศึกษาเรื่องของคลื่น รังสีที่แผ่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือ ก็พบว่า อันตรายของคลื่นจากมือถือมันมาจากการสะสมอันตราย นั่นคือการใช้อย่างต่อเนื่องรวมทั้งการคุยจ้อครั้งละนานๆ ความเสี่ยงของมันคือ อาจเป็นโรคเนื้องอกในสมอง การศึกษาในผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไปของ Hardell และ Lo¨nn (2004) พบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของสมองส่วนข้าง (temporal lobe) และประสาทหู (acoustic nerve) ในผู้ใช้โทรศัพท์มือถือนานกว่า 10 ปี และยังพบว่าเกิดในข้างที่มักเอาโทรศัพท์แนบหูมากกว่าอีกข้าง จริงๆแล้วในสถาบัน Lune University Hospital ประเทศสวีเดน เขามีการศึกษามาตั้งแต่ปี ค.ศ.2004 ซึ่งพบ ว่าคลื่นมือถือ มีโอกาสทำให้คนเราเป็นโรคอัลไซเมอร์ (ความจำเสื่อม) ได้ ตั้งแต่วัยรุ่น และ วัยเด็ก!

 

รายงานในประเทศออสเตรเลีย มีประเด็นที่น่าสนใจมาก นั่นคือ… ธรรมชาติของเด็กจะไวต่อการกระตุ้นจากสารเคมีต่างๆ อยู่แล้ว ดังนั้น เด็กจะดูดซับรังสีไมโครเวฟในอัตราที่สูงกว่าผู้ใหญ่ถึง 3 เท่า! ที่ประเทศอังกฤษนั้น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระก็มีความเห็นสอดคล้องกับคณะกรรมการป้องกันรังสีวิทยา(อังกฤษ) ว่า…เด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ขวบไม่ควรใช้มือถือ เนื่องจากระบบประสาทยังพัฒนาไม่เต็มที่

 

ที่มา จากคอลัมน์ Kids’ Safety นิตยสารเรียลพาเรนติ้งฉบับเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2554

เรื่อง : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์

ภาพ : shutterstock

Kid Safety – อาการผิดปกติจากการกดโทรศัพท์มือถือรัวๆ

เดี๋ยวนี้มือถือไม่ได้มีไว้โทรอย่างเดียว แต่ใช้ส่งข้อความได้ด้วย เด็กๆ ก็ยอดฮิตติดตลาดครับ ป 3 ป 4 ก็ส่งกันเป็นแล้ว ไม่อยากบอกเลยครับว่าคุณหมอไม่เคยส่งข้อความด้วยมือถือเลย! มีรายงานจากประเทศอังกฤษว่าในแต่ละวันมีคนส่งข้อความหรือส่ง message กันกว่า 100 ล้านข้อความ มีผู้ใช้โทรศัพท์ส่งข้อความมีอาการบาดเจ็บจากการส่งข้อความ (text-related injuries) ถึง 3.8 ล้านคน

 

อาการของการบาดเจ็บดังกล่าวคือเกิดจากการใช้เส้นเอ็นของนิ้วโดยการเกร็ง กด เร็วๆ ถี่ๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเส้นเอ็นซ้ำๆกันเรียกว่า การบาดเจ็บแบบอา เอส ไอ หรือ repetitive strain injuries นอกจากนั้นท่าทางการจับมือถือเพื่อส่งข้อความโดยมีการเกร็งหัวไหล่ ต้นแขนในขณะพยายามใช้นิ้วกดไปตามตัวอักษรเพื่อพิมพ์ข้อความทำให้การไหลเวียนโลหิตของบริเวณปลายแขนและมือลดน้อยลง ทั้งๆ ที่การทำงานหนักของนิ้วมือนั้นต้องการโลหิตที่ไหลเวียนมากขึ้น

ผลที่ตามมาคือมีอาการปวดของนิ้วโดยเฉพาะนิ้วโป้งและนิ้วชี้ รวมทั้งข้อมือ นานๆเข้าเมื่อกำมือลงแล้วเหยียดมืออก ปรากฎว่านิ้วชี้และนิ้วโป้งไม่ยอมเหยียดออกตามนิ้วอื่น เรียกว่าโรคนิ้วล๊อค ลงเอยต้องพบหมอกระดูกเพื่อฉีดยา หรือผ่าตัดเส้นเอ็นครับ

 

การป้องกัน

อ่านรายงานมากแล้วมาสรุปการป้องกันดีกว่าครับ คืออย่าให้เด็กใช้โทรศัพท์นานๆครับ เอาอย่างในทีวีละก็ “ดิ้นชักแหง๊กแหง๊กแหง๊ก” สมองโป่งแน่เลย ดังนั้นอย่างน้อยไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 6 ปีใช้มือถือ เด็กโตกว่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ประจำตัวครับ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเสี่ยง จะดีกว่าครับ

หากจำเป็นต้องใช้ก็..ให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง   และ ใช้เท่าที่จำเป็น หลายคนอาจเถียงว่า ยังไม่อยากเชื่อเลย เพราะ ผลพิสูจน์ทราบของมันอาจจะยังไม่ชัดเจนเด็ดขาด แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง   อะไรที่ยังไม่ชัวร์ก็คงจะไว้ใจอย่างเต็มที่ไม่ได้ จึงควรมีวิธีปลอดภัยไว้ก่อนเช่น   หาซื้อแฮนด์ฟรี  อันเป็นอุปกรณ์เสริมที่ต่อเข้ากับมือถือ ช่วยให้ไม่ต้องแนบชิดกับมือถือในขณะที่คลื่นแม่เหล็กกำลังทำงาน

ตกลงกับลูกว่า เมื่อใช้มือถือ ก็ไม่ควรคุยเกิน 15 นาที เพราะถ้าเกิน 15 นาที ก็มักทำให้ท่านร้อนหู อ่อนเพลีย และถ้าใช้มากถึง 60 นาทีต่อวัน ก็อาจเกิดอาการปวดศีรษะ  บอกลูกว่า เมื่อใดที่จะโทรหาเพื่อนควรจะใช้โทรศัพท์บ้าน และ บอกเพื่อนด้วยว่า ควรใช้โทรศัพท์บ้านด้วยเช่นกันมาตรการอีกข้อที่จะช่วยทั้งความปลอดภัยของลูก (ไม่ให้ใช้มือถือเกินจำเป็น) และไม่ให้ลูกเคยชินกับความฟุ่มเฟือย ก็คือ การจำกัดวงเงินค่าใช้โทรศัพท์ในแต่ละเดือน

เตือนเด็กๆ และเตือนตัวเองเสมอครับว่า มือถือไม่ใช่สิ่งโทรฟรี           แต่ต้องจ่ายค่าบริการทุกเดือนการคุยโทรศัพท์นานๆนอกจากเสียเงิน ยังเสียสุขภาพซึ่งอาจเป็นเรื่องร้ายแรงเกินกว่าจะคาดถึง….

 

 

ที่มาจากคอลัมน์ Kids’ Safety นิตยสารเรียลพาเรนติ้งฉบับเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2554
เรื่อง : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
ภาพ : shutterstock

 

Tags

แพทย์แนะวิธีดูแลผู้ป่วยลมชัก รอดชีวิต ลดพิการ

แพทย์แนะวิธีดูแลผู้ป่วยลมชัก รอดชีวิต ลดพิการ

อธิบดีกรมการแพทย์เผยว่า อันตรายจากโรคลมชักเป็นเหตุให้เกิดภาวะทุพพลภาพทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาผู้ป่วยอาจเกิดอาการผิดปกติจนไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ เรามาทำความรู้จักกับโรคลมชักและวิธีดูแลหากลูกน้อยเกิดอาการชักกันดีกว่าค่ะ

โรคลมชักคืออะไร

โรคลมชักเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบมาก และเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะทุพพลภาพ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทั้งตนเองและผู้อื่นได้หากผู้ป่วยเกิดอาการชักระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ อยู่ โรคลมชักจัดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เนื่องจากเป็นโรคที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน

โรคลมชักเกิดจากภาวะการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเซลล์สมองอย่างเฉียบพลัน โดยมีการปล่อยคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมาจากเซลล์สมองจำนวนมากพร้อมกันจากจุดใดจุดหนึ่งหรือทั้งหมด

สาเหตุของอาการชัก

อาการชักเกิดได้จากหลายสาเหตุ ผู้ป่วยที่มีอาการชักอาจไม่เป็นโรคลมชักเสมอไป

  1. จากปัจจัยกระตุ้น เช่น ไข้ อดนอน ดื่มหรือหยุดแอลกอฮอล์ แสงกระพริบ เสียงดัง ความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจที่รุนแรง และการมีรอบเดือน เป็นต้น
  2. จากอาการเจ็บป่วย เช่น การติดเชื้อในสมอง อุบัติเหตุต่อสมองระยะเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน ความผิดปกติทางเมตาโบลิก หรือมีไข้สูงในเด็ก เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเพิ่มขึ้น เช่น สูงอายุ ชักแบบภาวะชักต่อเนื่องเกร็งกระตุกทั้งตัว และเปลี่ยนไปเป็นกระตุกเล็กน้อยหรือกระตุกเฉพาะที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีพยาธิสภาพเฉียบพลันในสมอง เช่น สมองขาดออกซิเจน การบาดเจ็บสมอง การเป็นพิษต่อสมอง ชักต่อเนื่องนานกว่า 60 นาที รวมทั้งมีภาวะแทรกซ้อน

หลักการรักษา

ต้องรักษาผู้ป่วยให้หยุดชักก่อนกลายเป็นภาวะชักต่อเนื่อง โดยปฏิบัติดังนี้

  1. หยุดอาการชักให้เร็วที่สุด
  2. ป้องกันการชักซ้ำ
  3. บำบัดหรือกำจัดสาเหตุที่แก้ไขได้
  4. ป้องกันและบำบัดภาวะแทรกซ้อน


การดูแลผู้ป่วยหากเกิดอาการชัก

  1. ควรเปิดทางหายใจให้โล่ง จัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่านอนหงายและตะแคงหน้า
  2. นำอาหารหรือฟันปลอมที่มีอยู่ในปากออก
  3. คลายเสื้อผ้าให้หลวมให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก
  4. ให้ผู้ป่วยนอนในที่ปลอดภัย ป้องกันอันตรายจากส่วนของร่างกายกระแทกกับของแข็ง
  5. ห้ามใช้ไม้กดลิ้นหรือ วัตถุใด ๆ สอดเข้าไปในปากหรืองัดปากผู้ป่วยขณะเกร็งกัดฟัน เพราะอาจเกิดอันตรายฟันหักตกลงไปอุดหลอดลมได้
  6. หากมีไข้สูง (อุณหภูมิร่างกายเกิน 38 องศาเซลเซียส) ให้เช็ดตัวลดไข้ ห้ามให้ยากินเพราะอาจสำลักได้ และโทรศัพท์แจ้ง 1669 หรือรีบนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

ทั้งนี้ โรคนี้ป้องกันและรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ คุณพ่อคุณแม่ควรรู้วิธีรับมือกับอาการชักในกรณีฉุกเฉินนะคะ ปลอดภัยไว้ก่อน 🙂

 

ขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการเว็บไซต์ RealParents.tv

ภาพ shutterstock

ลูกอารมณ์รุนแรง 2 ขวบครึ่ง ลูกขี้โมโห

ลูกอารมณ์รุนแรง ผิดปกติไหมสำหรับเด็กวัย 2 ขวบครึ่ง?

“ลูกอารมณ์รุนแรง” เดาใจลำบาก โดยเฉพาะในวัยเตาะแตะ ช่วงก่อน 3 ขวบ เป็นช่วงที่อาจทำให้พ่อแม่หลายท่านถึงกับงงว่าลูกที่อารมณ์ดี น่ารัก ว่าง่ายคนนั้นหายตัวไปไหน? แล้วจะต้องรับมือกับการเหวี่ยงของลูกอย่างไรดี?

Q. ลูกอายุ 2 ขวบครึ่ง อารมณ์เขาเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเร็วมาก ดีใจก็สุดๆ ไม่พอใจก็ร้องเสียงดัง ตี หรือกัดได้เลย บางทีอยู่กับแม่ไม่มีเหตุอะไรให้ไม่พอใจ ก็ร้องโวยวายหงุดหงิดได้เลย อยากรู้ว่าแบบนี้เป็นปกติของเด็กวัยนี้หรือไม่ หรือลูกมีอะไรที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษหรือเปล่า พ่อแม่ควรทำอย่างไรครับ

ลูกอารมณ์รุนแรง 2 ขวบครึ่ง ลูกขี้โมโหตอบตามทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการนะครับ ช่วง 2 ขวบครึ่งเป็นช่วงที่สำคัญมากที่สุดช่วงหนึ่งของมนุษย์เลยทีเดียว เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของกระบวนการแยกตัว (separation)

ดังที่เคยเรียนให้ทราบหลายครั้ง ทารกจะพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าตัวตน (self) ของตัวเองตั้งแต่อายุ 6 เดือนจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์เมื่ออายุประมาณ 3 ขวบแล้วแยกตัวออกจากคุณแม่เป็นบุคคลอิสระ

อ่านต่อ “กระบวนการแยกตัวของลูก จะเริ่มขึ้นอย่างไร” คลิกหน้า 2

ผ้าปูที่นอนกันฉี่ สำหรับเด็กที่มีปัญหาฉี่รดที่นอน

ปกป้องฟูกที่นอนจากการฉี่รดที่นอนสำหรับเด็กอ่อน หรือเด็กที่ยังหัดขับถ่ายไม่ได้ พ่อแม่ที่กังวลว่าลูกจะฉี่รดที่นอน ทำให้ฟูกที่นอนเปรอะเปื้อน และเหม็นกลิ่นฉี่ของลูก เป็นผ้าปูที่นอนกันฉี่ ผ้าปูที่นอนกันเปื้อน ผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ใช้งานและทำความสะอาดง่าย นำมาใช้งานได้หลายครั้ง

คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการนำลูกน้อยมานอนบนเตียงเดียวกัน แต่กังวลว่าลูกยังมีปัญหาเรื่องการฉี่รดที่นอน หรือยังหัดขับถ่ายไม่ได้ กังวลว่าลูกจะฉี่รดที่นอน ทำให้ฟูกที่นอนเปรอะเปื้อน และเหม็นกลิ่นฉี่ของลูก เลือกใช้ผ้าปูที่นอนพร้อมปลอกหมอนกันฉี่ของเรา เพียงนำผ้าปูที่นอนกันฉี่ คลุมรัดที่นอนทั้ง 4 ด้าน แล้วคลุมด้วยผ้าปูที่นอนตามปกติ สามารถกันน้ำและไรฝุ่นได้ 100%

ชุดผ้าปูที่นอนพร้อมปลอกหมอนกันฉี่ สำหรับเด็กอ่อน มีคุณสมบัติป้องกันน้ำ ไรฝุ่น มีความนุ่มนวล ไม่หยาบกระด้าน และไม่ก่อให้เกิดเสียงดังเวลานอน แต่สามารถป้องกันฉี่ หรือสิ่งสกปรกที่จะเปื้อนฟูกที่นอนได้ 100% ทำให้ช่วยแก้ปัญหาการฉี่รดที่นอนสำหรับเด็กอ่อน หรือเด็กโตที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ โดยการสวมผ้าปูที่นอนกันฉี่ และใช้ปลอกหมอนกันฉี่ ซึ่งเมื่อใช้งานแล้ว สามารถเช็ดล้าง และใช้งานต่อได้หลายครั้ง

ปลอกหมอนขนาดมาตรฐาน มีซิป เมื่อสวมใส่หมอนแล้วสามารถรูดซิปปิดเพื่อป้องกันการเปื้อนของน้ำ ปัสสาวะ และสิ่งสกปรกอื่น ๆ มีขนาดมาตรฐาน 18 X 27 นิ้ว สามารถสวมหมอนรูดซิปปิดและสวมปลอกหมอนทั่วไปทับเพื่อใช้ได้ทันที เป็นการยืดอายุการใช้งานหมอน ป้องกันหมอนมีไรฝุ่น และสิ่งสกปรกได้

www.vrdee.com

Tags

นั่งเครื่องบิน

พาเด็กๆ นั่งเครื่องบินอย่างไรให้ปลอดภัย?

การได้ นั่งเครื่องบิน ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเด็กๆ รวมไปถึงคุณพ่อ คุณแม่ด้วย แม้จะสนุกสนานไปกับลูก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบกังวล แค่ในประเทศ ยังไม่เท่าไหร่ ถ้าไปต่างประเทศ ความเครียดจะทบเท่าทวีคูณ เพราะต้องเตรียม สารพัดสิ่งให้พร้อมทั้งการจองตั๋วเครื่องบิน

Continue reading “พาเด็กๆ นั่งเครื่องบินอย่างไรให้ปลอดภัย?”