ทำไมพี่วัย 4 ขวบ ชอบแกล้งน้องอยู่เรื่อย

คุณพ่อคุณแม่พาน้องภู เด็กชายวัย 4 ขวบ มาหาครูแป๋มเพื่อมา “เล่นบำบัด” (Play Therapy) ให้น้องภูมีพฤติกรรมการเล่นดีขึ้น ด้วยเหตุที่คุณพ่อคุณแม่ว่า “น้องภูดื้อ ชอบเล่นรุนแรง เล่นกับน้องไม่ได้เลยชอบแกล้งน้องทุกที”

พอเข้ามาในห้องเล่น น้องภูมีท่าทางสนใจการเล่น เข้าไปดูของหลายอย่าง และในที่สุดก็เลือกปั้นแป้งโดว์ น้องภูปั้นเป็นรูปโดนัทหน้าต่างๆ อย่างสวยงาม ไม่มีเล่นรุนแรงเลย ออกจะเล่นเงียบๆ ไม่ค่อยพูดคุยแสดงความรู้สึกมากนัก

ครั้งต่อๆ มา เมื่อน้องภูเริ่มสนิทคุ้นเคย และไว้ใจครูแป๋มมากขึ้น จึงเปิดเผยเรื่องของตัวเอง

“ครูแป๋มรู้มั้ย ว่าที่ภูชอบแกล้งน้องเป็นเพราะอะไร”

“ไม่รู้สิคะ เป็นเพราะอะไรเหรอ”

“เพราะว่า…” น้องภูยิ้มเขินๆ “ตอนที่ภูแกล้งน้อง พ่อกับแม่จะรีบวิ่งเข้ามาสนใจ แล้วบอกภูว่า ‘ไม่เอาลูก อย่าแกล้งน้อง’ แต่เวลาภูเล่นกับน้องดีๆ นะ พ่อกะแม่ไม่เคยสนใจเล้ยย” และบอกอีกว่ายิ่งเวลาที่เขาเล่นแรงๆ กับน้อง พ่อกะแม่จะให้ความสนใจทุกครั้งไป

 

พอช่วงท้ายชั่วโมง ครูแป๋มสรุปความโดยรวมให้คุณพ่อคุณแม่

“น้องภูมักจะแกล้งน้องหรือเล่นแรง เพราะเมื่อทำอย่างนี้เขาได้รับความสนใจ ขณะที่ตอนเล่นดีๆ น้องภูรู้สึกว่าไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ สำหรับน้องภูแล้วถึงได้รับความสนใจทางลบก็ยังดีกว่าไม่ได้รับความสนใจเลย”

คุณพ่อคุณแม่รับฟังแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง

ในที่สุดคุณแม่บอกว่า “เห็นจะจริงค่ะ เพราะเวลาเขาเล่นดีๆ เราก็ปล่อยไป เห็นว่าไม่มีอะไรน่าห่วง จะเข้าไปหาก็ต่อเมื่อเขาเล่นแรงหรือแกล้งน้องเท่านั้น”

คุณพ่อพยักหน้าเห็นด้วยกับคุณแม่ แล้วเสริมว่า “แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยเล่นดีๆ แล้วครับ ชอบเล่นแรงๆ”

“อาจจะเป็นเพราะน้องภูไม่ค่อยได้มีโอกาสในการฝึกเล่นดีๆ ค่ะ เขารู้แต่ว่าพอเล่นไม่ดีเมื่อไหร่ จะได้รับความสนใจเมื่อนั้น จริงๆ แล้วน้องภูเล่นดีๆ ได้นะคะ คุณพ่อคุณแม่ลองให้ความสนใจเวลาเขาเล่นดีๆ ไม่เล่นแรงไม่แกล้งน้องดูสิคะว่าน้องจะเป็นอย่างไร” ครูแป๋มเสนอทางใหม่

หลายสัปดาห์ต่อมา คุณพ่อคุณแม่สีหน้าคลายกังวลพร้อมกับรายงานผล

“เราตกลงว่าจะสนใจตอนน้องภูเล่นดีๆ เวลาที่เขาเล่นแรงหรือแกล้งน้อง สนใจน้อยลงมากจนแทบไม่สนใจเลย เวลาที่พี่น้องเล่นกันราบรื่น เราก็แสดงความชื่นชม พูดชมเชยและกอดน้องภู บอกให้เขารู้ว่าพ่อแม่ดีใจที่เห็นเขาเล่นกับน้องดี เรื่องเล่นแรง แกล้งน้องก็ลดลงไปมากจนแทบไม่มีแล้ว”

จะเห็นได้ว่า เพียงคุณพ่อคุณแม่ให้เวลาสังเกต ทำความเข้าใจพฤติกรรมการเล่นของลูก เปิดใจ ปรับทัศนคติและวิธีการปฏิบัติต่อลูกจะทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วลูกไม่ได้ดื้อ แต่มีสาเหตุของพฤติกรรมต่างๆ

การเล่นก็กลับมาทำหน้าที่ส่งเสริมความผูกพันและทักษะที่ดีรวมทั้งความสุขให้น้องภูและน้องอีกครั้งค่ะ

 

 

 

เรื่องโดย : คุณฉันทิดา สนิทนราทร นักเล่นบำบัด (Play Therapist) โรงพยาบาลมนารมย์ จากแฟนเพจ Funtastic Play and Toys

หมายเหตุ * ชื่อเด็กในเรื่องเป็นชื่อสมมติ

Tags

มาเป็นคุณแม่สนุกๆ กันเถอะ

คุณแม่อย่างเราจริงอยู่ว่าภาระหน้าที่ต่างๆ ทั้งการเลี้ยงลูก ดูแลบ้านช่อง หรือหน้าที่การงาน ไม่ค่อยจะอำนวยให้อาชีพแม่อย่างเรารู้สึกสนุกสนานมากนัก แต่…ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย มาดูเคล็ดลับง่ายๆ ที่ทำให้ทุกๆวันของการเป็นแม่มีความสุขและน่าจดจำกันดีกว่า

ตื่นเร็วขึ้นอีกนิด

การเลี้ยงลูก เลี้ยงลูกไม่ดี ลูกเอาแต่ใจ

ในทุกๆวัน คุณแม่ต้องรีบตื่นเช้าอยู่แล้วเพื่อเตรียมตัวลูกคนโตไปโรงเรียน วุ่นวายกับลูกคนเล็กที่คอยเอามือแหย่ปลั๊กไฟตลอดเวลา ต้องวิ่งไปหาถุงเท้าให้คุณพ่อผู้ที่ไม่เคยหาอะไรเจอ และไหนจะต้องเตรียมตัวไปทำงานอีก ดูแล้วแทบไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย ดังนั้นวิธีง่ายๆที่จะช่วยเพิ่มความสดชื่นและพลังให้คุณแม่ได้คือ ลองตื่นเช้ากว่าเดิมสักครึ่งชั่วโมง แล้วหากิจกรรมผ่อนคลายทำ อย่างดื่มกาแฟสักถ้วย ฟังเพลงที่ชอบ หรืออ่านหนังสือเล่มโปรด การได้ปลดปล่อยความตึงเครียดแค่ 10-15 นาที ก็ช่วยชาร์จพลังคุณแม่ได้ทั้งวันแล้วล่ะค่ะ

 

หาเวลาทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

shutterstock_342748883

ลองหันหลังกลับไปมองดูว่า ที่เรารู้สึกว่าตัวเองยุ่งทั้งวันจนไม่มีเวลานั้นเป็นเพราะเราจัดการทุกอย่างมากไปหรือเปล่า บางครั้งคุณแม่อาจต้องปล่อยวางให้ตัวเองได้พักบ้าง แล้วเจียดเวลาตรงนั้นมาทำสิ่งที่ตัวเองชอบ เช่น ทาเล็บ อ่านนิยาย ปลูกต้นไม้ ต่อจิ๊กซอว์ เป็นต้น

ใช้เวลากับลูกอย่างจริงจัง

shutterstock_375178963

อ่านเรื่อง “มาเป็นคุณแม่สนุกๆ กันเถอะ” คลิกหน้า 2

Tags

ข้อดีลูกดูดเต้า

อุ้มลูกดูดนม ด้วย 6 เคล็ดลับ ท่าอุ้มกระตุ้นน้ำนม

สำหรับคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายที่ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แต่ก็ไม่แน่ใจว่า อุ้มลูกดูดนม ถูกวิธีหรือไม่ เพราะนอกจากการอุ้มลูกที่ถูกวิธีจะช่วยให้ลูกน้อยได้รับน้ำนมแม่อย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นวงจรการสร้างน้ำนมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคุณแม่ไม่ต้องทรมานกับอาการหัวนมแตกอีกด้วยค่ะ

ก่อนอื่น อยากให้คุณแม่ทำความเข้าใจกระบวนการสร้างน้ำนมกันสักเล็กน้อย แพทย์หญิงรัชดา เกษมทรัพย์ กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า…

กระบวนการสร้างน้ำนมของคุณแม่จะเริ่มตั้งแต่ 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์แล้วค่ะ ดังนั้นคุณแม่ทุกคนจึงมีน้ำนมเตรียมพร้อมอยู่ในเต้าอย่างเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่าน้ำนมยังไม่หลั่งออกมาเท่านั้น กระทั่งเมื่อคุณแม่คลอดลูกน้อยออกมา กระบวนการผลิตน้ำนมยังคงดำเนินต่อไปแต่ต้องอาศัยการดูดกระตุ้นของลูกน้อยเข้ามาช่วย เพื่อให้น้ำนมที่มีอยู่เต็มเต้าได้ระบายออกมาและร่างกายก็จะสร้างน้ำนมขึ้นมาแทนที่อย่างต่อเนื่องค่ะ อ้อ..แต่ก็ต้องเป็นการดูดกระตุ้นอย่างถูกวิธีด้วยนะคะ

ท่าอุ้มลูกเข้าเต้า
ท่าอุ้มลูกเข้าเต้า

วิธีดูดกระตุ้นที่ดีที่สุด คือดูดให้เร็วที่สุด ภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด หรืออย่างน้อยๆก็ควรให้ลูกได้ดูดกระตุ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอดก็ยังดีค่ะ เพราะเป็นช่วงที่ลูกจะได้รับ หัวน้ำนม ซึ่งไม่ใช่แค่สารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ลูกน้อยเท่านั้น แต่ยังมีสเต็มเซลล์ที่จะช่วยเสริมสร้างเซลล์ต่างๆ ในร่างกายของลูกด้วย

วิธี อุ้มลูกดูดนม ช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่

โดยทั่วไปท่าให้นมแม่จะมีอยู่ 4 ท่าหลักๆ คือ ท่านั่งอุ้มลูกแนบอก ท่านั่งและอุ้มลูกแนบอกแบบสลับแขน ท่านั่งแบบอุ้มด้านข้างแนบอก และท่านอนตะแคง ซึ่งแต่ละท่านี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือ

ท่าอุ้มลูกที่ถูกวิธี
ท่าอุ้มลูกเข้าเต้า
  • ศีรษะกับลำตัวลูกต้องเป็นแนวเดียวกัน
  • ลำตัวลูกอยู่ในลักษณะตะแคงเข้าหาแม่ (หรือแม่ตะแคงหาลูกในท่านอน) โดยพุงของลูกชิดติดกับพุ่งของแม่
  • ลูกอ้าปากกว้าง งับมิดลานนม โดยคุณแม่อาจใช้นิ้วเขี่ยที่ข้างแก้มให้ลูกอ้าปากแล้วค่อยๆ สอดหัวนมเข้าไป
  • ให้ลูกงับหัวนมจนมิดถึงลานนม สังเกตว่าเวลาลูกดูดนมคางลูกต้องอยู่ชิดเต้านมแม่ จมูกเชิดขึ้น
  • ลูกดูดนมได้แรง กลืนเป็นจังหวะ และมีการสลับหยุดเป็นพักๆ
  • คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บหัวนมเวลาที่ลูกดูด

ในช่วง 3-5 วันหลังคลอดเป็นช่วงที่คุณแม่ต้องใจแข็งอดทนนิดหนึ่งนะคะ เพราะแต่ละคนน้ำนมจะระบายออกมาเร็วช้าต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคุณแม่ที่อาจจะยังอ่อนเพลียจากการคลอด การดูดกระตุ้นที่ถูกวิธี รวมทั้งโอกาสที่จะได้ให้ลูกดูดกระตุ้นน้ำนมบ่อยๆ ซึ่งในช่วงที่ให้นมลูกนี้ คุณแม่ควรทำจิตใจให้สบาย และดื่มน้ำอุ่นมากๆ ยามลูกหลับก็ต้องรีบพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็ว

อ่านต่อ >> “กระบวนการผลิตน้ำนมที่คุณแม่ควรรู้
พร้อม เช็กกันว่า…ลูกดูดนมแม่ถูกวิธีหรือยัง?” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เจ้าหนูวัย 2 ขวบพยายามเป่าเทียนวันเกิดแต่ไม่ดับ คุณพ่อก็เลยต้องใช้วิธีนี้ช่วย! (มีคลิป)

ในวัยเด็กเราอาจจะเคยเจอปัญหา ไม่สามารถทำนั้นนู้นนี่ได้ อย่างเช่น ปั่นจักรยานเองไม่ได้ แปรงฟันแล้วคอยสำลัก หรือไม่รู้วิธีสั่งน้ำมูกออกมา เป็นปัญหาน่ารักๆ ของเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่จะต้องคอยบอกคอยสอน และฝึกฝน >> เช่นเดียวกับคลิปนีh เมื่อเจ้าหนูน้อยวัย 2 ขวบ พยายามเป่าเทียนวันเกิด แต่ทำอย่างไรก็ไม่ดับซักที ทำให้คุณพ่อต้องยื่นมือเข้ามาช่วย เพื่อให้เจ้าลูกชายเป่าเทียนวันเกิดได้ด้วยตัวเอง

เด็กน้อย

ดูจากหน้าตาของหนุ่มน้อยคนนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป่าเทียนให้เค้กดับไม่ได้ แต่เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้เป่าเอาซะมากๆ

ว่าแล้วคุณพ่อจะใช้วิธีไหนนั้น ตามไปดูกันเลยค่ะ ^_^


ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Ashleigh Williamson

 

คุณแม่แทบช็อก! ส่งลูกไปสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่สืบพบความจริงอันน่ากลัว

ทุกวันนี้ ทุกคนต่างก็พยายามทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวของตัวเอง พ่อแม่บางคนเพราะต้องทำงานพวกเขาจึงต้องนำลูกน้อยของพวกเขาไปฝากไว้กับสถาน รับเลี้ยงเด็ก อย่างเช่นคุณแม่ชาวอเมริกาคนนี้ เธอต้องนำลูกชายของเธอไปฝากที่สถานรับเลี้ยงเด็กทุกวัน และแล้วเธอก็ได้เจอกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ และเธอก็เสียใจมากที่ได้นำลูกชายไปฝากไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก

VVVNDX_t2nJxF

คุณแม่คนนี้ชื่อว่า Leslee เธอมีลูกชายสองคน ลูกชายคนเล็กวัย 6 เดือนของเธอ ปกติเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวามาก แต่เมื่อเขาถูกส่งไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กที่ชื่อ Sue’s Daycare ลูกน้อยของเธอก็เริ่มมีอาการที่แปลกแสดงออกมา…

VVVNDX_9ndhjs

คุณแม่เล่าว่า เมื่อก่อนลูกชายของเธอมีชีวิตชีวามาก แต่แล้วเธอก็พบว่า หลังจากที่เธอไปรับเขากลับมาจากสถานรับเลี้ยง เขาก็นอนหลับทุกวัน…

คุณแม่รู้สึกผิดปกติมาก เธอจึงได้แจ้งตำรวจและให้ตำรวจช่วยสืบสวน และแล้วก็ได้พบเจอความจริงที่น่ากลัว >> สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ได้ให้เด็กกินยาแก้โรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่ชื่อ Benadryl เพื่อให้ให้พวกเด็กๆไม่ร้องและนอนหลับในเวลากลางวัน

VVVNDX_p87abK

ยาชนิดนี้ใช้สำหรับป้องกันอาการแพ้เท่านั้น อย่างโรคต้อหิน ทารกแรกเกิด เด็กคลอดก่อนวัยและหญิงที่กำลังให้นมบุตรห้ามรับประทาน ถ้าเด็กน้อยจะรับประทาน ต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์จึงจะเอาให้เด็กรับประทานได้ แล้วบนบรรจุภัณฑ์ของยายังมีการระบุว่า “ห้ามใช้เป็นยานอนหลับสำหรับเด็ก”

1883741442483723

คุณแม่ยังเล่าอีกว่า หลังจากที่ได้ยินข่าวนี้ เธอรู้สึกโกรธมาก และเธอยังคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าเธอไม่รู้และยังเอาลูกน้อยไปฝากกับสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ลูกเธอจะเป็นอย่างไร

และด้วยความช่วยเหลือของตำรวจ สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ถูกสั่งปิด … สิ่งที่สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ทำมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ทำกับพวกเด็กที่ไร้เดียงสาแบบนี้ได้ พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลาย เวลานำลูกไปฝากกับสถานที่รับเลี้ยงเด็กต้องเลือกให้ดีและต้องคอยสังเกตุ อาการของลูกให้ดี อย่าปล่อยให้เรื่องที่โหดร้ายแบบนี้เกิดขึ้นอีกต่อไป


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : liekr

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : dianaXBox

ภูมิแพ้ในเด็ก พันธุกรรม พัฒนาการเด็ก

ไขปัญหา “ภูมิแพ้ในเด็ก” โรคใกล้ตัวที่น่าเป็นห่วงอนาคตลูกน้อย

“พันธุกรรม” สำคัญกับโรคภูมิแพ้…แน่ที่สุด!

หากในครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มีคนใดคนหนึ่งเป็นภูมิแพ้ ลูกน้อยก็จะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากกว่าเด็กทั่วไปอยู่หลายเท่า ซึ่งถือว่าเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยความเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้มีดังนี้

ประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว  ความเสี่ยงของทารกต่อการเกิดภูมิแพ้
แม่มีประวัติภูมิแพ้ ความเสี่ยงสูง (30-50%)
พ่อมีประวัติภูมิแพ้ ความเสี่ยงสูง (30%)
ทั้งพ่อและแม่มีประวัติภูมิแพ้ ความเสี่ยงสูงที่สุด (60-70%)
ทั้งพ่อและแม่ไม่มีประวัติภูมิแพ้ ความเสี่ยงต่ำ (14%)

ภูมิแพ้ในเด็ก พันธุกรรม พัฒนาการเด็ก

ทำไม? …พ่อแม่ไม่เป็นภูมิแพ้ ลูกจึงเป็นได้

แม้พ่อแม่จะไม่ได้เป็นภูมิแพ้ แต่ลูกก็มีโอกาสเป็นได้ค่ะ เพราะว่าเด็กสามารถรับสารก่อภูมิแพ้ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

ยิ่งหากได้รับสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ โดยไม่ป้องกัน ดังนั้นแม้ว่าพ่อแม่จะไม่เป็นภูมิแพ้ แต่เมื่อลูกน้อยวัยเบบี๋ยังมีภูมิต้านทานที่ไม่ดี เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้มากเข้า ก็สามารถเป็นภูมิแพ้ได้ ไม่ว่าจะเป็น ไรฝุ่น ขนแมว ขนสุนัข แมลงสาบ ข้าวสาลี หรืออื่นๆ แม้แต่ตัวคุณพ่อคุณแม่เองปัจจุบันไม่เป็นภูมิแพ้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ภูมิต้านทานลดลงก็มีโอกาสเป็นได้ ดังนั้นวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นภูมิแพ้ ย่อมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดค่ะ

อ่านต่อ “ภูมิแพ้ส่งผลต่อลูกอย่างไร และป้องกันไม่ให้ลูกเป็นภูมิแพ้ได้ไหม?” คลิกหน้า 2

Kid Safety – “ภูมิแพ้” โรคฮิตในเด็ก

ปัจจุบันโรคภูมิแพ้กลายเป็นอีกโรคหนึ่งที่เด็กๆ เป็นกันมากขึ้น การทำความรู้จักโรคภูมิแพ้น่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงไม่มากก็น้อยค่ะ

 

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาหรือการต่อสู้กันมากเกินไประหว่างภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นกับสิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่ทำให้แพ้ (สิ่งกระตุ้นที่ทำให้แพ้นี่มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า สารก่อภูมิแพ้) แต่ละคนจะไวต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ กันไป

เมื่อเราได้รับสารก่อภูมิแพ้ที่ไวกับตัวเอง ก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานเพื่อมาสู้กับสารก่อภูมิแพ้นั้นมากกว่าคนที่ไม่แพ้สารก่อภูมิแพ้นั้น ภูมิต้านทานที่มากขึ้น ยิ่งทำให้ร่างกายต่อสู้กับสารก่อภูมิแพ้มากเกินไป ผลของการต่อสู้กลายเป็นอาการแสดงออกของโรคภูมิแพ้ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง

 

“ภูมิแพ้ในเด็ก” มีได้หลากหลาย

ดังนั้นถึงเด็กคนหนึ่งจะไวหรือแพ้สารก่อภูมิแพ้อย่างเดียวกับเด็กคนอื่น แต่การแสดงอาการอาจต่างอวัยวะกันได้ เพราะขึ้นกับความไวของอวัยวะของแต่ละคนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้อาการและการเรียกโรคภูมิแพ้จึงมีหลากหลาย ได้แก่

  • เป็นหวัดเรื้อรัง แพ้อากาศ เรียกว่า ภูมิแพ้จมูก
  • เป็นหอบหืด เรียกว่าภูมิแพ้หลอดลม
  • อาการภูมิแพ้ทั้งทางจมูกและหลอดลม เรียกว่า ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ
  • อาการแพ้หรือไวต่อสิ่งกระตุ้นแสดงทางผิวหนัง เช่น ขึ้นผื่นเม็ดทราย ผื่นลมพิษ บวมแดง คัน เรียกว่า ภูมิแพ้ผิวหนัง
  • อาการแพ้หรือไวต่อสิ่งกระตุ้นแสดงทางตา เช่น คันตา ตาแดง น้ำตาไหล เรียกว่า ภูมิแพ้ตา
  • ภูมิแพ้จากการอาหาร หรือแพ้ยา มีอาการแสดงออกได้ 3 ระบบใหญ่ๆ ได้แก่ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร

และอาการทางผิวหนัง

  • อาการแพ้รุนแรง เรียกว่า ช็อกจากการแพ้ มักเกิดจากอาหาร ยา แมลงสัตว์กัดต่อย อาการเกินภายใน 2-3 นาที เช่น อาเจียนเป็นเลือด ตัวเขียว ปากบวม หน้าบวม ถ่ายมาก ลมพิษขึ้นทั้งตัว

สารก่อภูมิแพ้ก็มีมากมาย

สารก่อภูมิแพ้ ไม่ใช่สารพิเศษหรือแปลกใหม่อะไร เป็นสิ่งที่พบอยู่รอบตัวเราที่เรารู้จักกันดี แบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้

  • สารก่อแพ้ในอากาศ ได้แก่ ตัวไรในฝุ่น ซากแมลงสาบ รังแคจากสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข นก ละอองเกสรดอกไม้ นุ่นจากหมอน
  • สารก่อแพ้ในของกิน ได้แก่ อาหารและยา
  • สารก่อแพ้ทางผิวหนัง ได้แก่ ของที่ใช้กับผิวหนัง เช่น สบู่ แชมพู ครีม/โลชั่น ยาสีฟัน ยาทาแผล
  • สารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ น้ำหอม แป้ง สเปรย์ ยากันยุง น้ำยาดับกลิ่น ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ

 

แปลและเรียบเรียง : กองบรรณาธิการ
จากเรื่อง : All About Baby Allergies ใน Parents.comและเรื่อง “ภูมิแพ้ป้องกันได้!” ในนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับมกราคม 2549
ภาพ : Shutterstock

 

Tags

Kid Safety – ระวังโรค ‘หวัดลงกระเพาะ’ ในเด็ก

                  อาการ ถ้าท้องร่วงและอาเจียน ลูกก็อาจจะติดเชื้อโนโรไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรค “หวัดลงกระเพาะ” และแพร่กระจายได้ง่ายมาก แต่อาการก็ควรจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน

                กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์   ถ้าลูกมีอาการคล้ายปวดท้องหรือเพลียจนไม่มีแรงดูดนม อุจจาระมีมูกเลือดหรือมีอาการที่บ่งชี้ว่าอาจจะมีภาวะขาดน้ำ (กระหม่อมบุ๋ม ผิวขาดความยืดหยุ่นหรือปัสสาวะน้อยมาก) คุณก็ควรจะพาไปพบแพทย์

                วิธีรับมือ  คอยระวังอย่าให้ลูกมีภาวะขาดน้ำโดยพยายามให้นมแม่หรือนมขวดบ่อยๆ แม้เขาจะกินได้แค่ทีละนิดก็ตาม

 

จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com

แปลและเรียบเรียง:จิรประภา

ภาพ:Shutterstock

Tags

เครื่องปั้มนม medela. Freestyle

เครื่องปั้มไฟฟ้าแบบคู่. สภาพดี แบตทนทาน น้ำหนักเบา แถมกรวยปั้ม ขนาด 27mm. เมมเบรน. ข้อต่อกรวยอีก1คู่. ผ้าคลุมให้นม. The first year. ผ้าคาดกรวยปั้มนม ขวดแก้วเก็บน้ำนม5ขวด. ใช้งานดีสุดๆ. Line: epeemama. มักทายมาได้ตลอดค่ะ

Tags

Palmer’s cocoa butter formula Soothing Oil for Dry/Itchy Skin 150ml

Palmer’s cocoa butter formula Soothing Oil for Dry/Itchy Skin 150ml ออยล์ทาผิว สูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่แห้งและสูญเสียความชุ่มชื้นของคุณแม่ตั้งครรภ์ ลดอาการคัน ด้วยส่วนผสมที่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อย

ผิวของคุณแม่ตั้งครรภ์มักจะขาดความชุ่มชื่นเมื่อผิวขยายขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม และอาจจะเกิดรอยแตกลายได้ง่าย ควรหาตัวช่วยดีๆ อย่างปาล์มเมอร์ สูตรโกโก้บัตเตอร์ ซูตติ้งออย ผลิตภัณฑ์อันดับ1ในอเมริกา ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ 97% พิสูจน์แล้วว่าผิวยืดหยุ่นขึ้น และช่วยลดปัญหาอาการคันหน้าจากท้องแห้งตึง เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวภายใน วิธีใช้ควรพ่นหลังอาบน้ำเสร็จทุกครั้งเช้าและเย็นนะคะ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอด ผิวจะมีโอกาสแห้งและคันมากกว่าปกติอีกด้วยค่ะ
ราคาปกติ 490
ขาย 320 ส่งฟรีลทบ.

ID line : monngoy
0891156088

Tags

Palmer’s cocoa butter formula Massage Cream For Stretch Marks 125g

Palmer’s cocoa butter formula Massage Cream For Stretch Marks 125g ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดครีม ช่วยป้องกันผิวแตกลายเนื่องจากการตั้งครรภ์ด้วยส่วนผสมจาก Vitamin E และ Cocoa Butter มาตรฐานที่คุณแม่ทั่วโลกยอมรับ
การดูแลผิวสวยของคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ผิวหน้าท้องคุณแม่เริ่มขยาย มีโอกาสแตกลายได้ง่ายต้องปกป้องผิวสวยของคุณแม่ด้วย ปาล์มเมอร์ สูตรโกโก้บัตเตอร์ มาซซาสครีม ผลิตภัณฑ์อันดับ1 ในอเมริกา ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ 97% พิสูจน์แล้วว่าผิวยืดหยุ่นขึ้น และป้องกันผิวสวยตั้งแต่แรกเริ่มของการตั้งครรภ์ ด้วยเนื้อครีมสูตรเข้มข้นที่คุณสัมผัสได้ อีกทั้งมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ได้จากธรรมชาติ ซึมซับดีกว่าปลอดภัยกว่า ควรทาบริเวณหน้าท้อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผิวยืดหยุ่นไม่มีรอยแตกลายตลอดการตั้งครรภ์นี้ค่ะ
ราคาปกติ 465
ขาย 320 ส่งฟรีลทบ.

ID line : monngoy
0891156088

Tags

Kid Safety – ป้องกันโรค ‘ไอกรน’ ในเด็ก

อาการ  ลูกจะเริ่มมีอาการคล้ายกับจะเป็นไข้หวัด แต่หลังจากผ่านไป 1-2 สัปดาห์ เขาจะไออย่างรุนแรง ตามด้วยหายใจเสียงดัง แต่ไอกรนก็เป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์   ถ้าติดเชื้อไอกรน ทารกก็มักจะซึมจนกินไม่ได้ แม้จะยังไม่เริ่มไอก็ตาม คุณจึงควรจะพาลูกไปพบแพทย์ทันทีที่เห็นว่าเขามีอาการของโรคนี้ เพราะประมาณครึ่งหนึ่งของทารกวัยต่ำกว่า 1 ขวบที่ติดเชื้อไอกรนจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา
วิธีรับมือ แพทย์จะรักษาการติดเชื้อไอกรนโดยใช้อะซิโทรมัยซินซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ และถ้าลูกมีอาการไออย่างรุนแรงร่วมกับอาเจียน หายใจลำบากหรือหยุดหายใจครู่สั้นๆ แพทย์ก็จำเป็นจะต้องให้เขานอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง
จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

Kid Safety – ป้องกัน ‘ไข้หวัดใหญ่’ ในเด็ก

อาการลูกอาจจะไอ มีน้ำมูกและอาเจียน แต่อาการที่ชัดเจนที่สุดคือมีไข้ โดยทารกที่เป็นไข้หวัดใหญ่จะไข้สูงกว่าทารกที่เป็นไข้หวัด และตอนที่ไข้สูง ก็มักจะเล่นและกินไม่ค่อยได้ แต่ถ้าคนในครอบครัวได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ทารกเป็นโรคนี้
กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์  ถ้าเห็นว่าลูกมีอาการคล้ายกับจะเป็นไข้หวัดใหญ่ คุณก็ไม่ควรจะชะล่าใจ เพราะเด็กอเมริกันวัยต่ำกว่า 5 ขวบซึ่งต้องนอนโรงพยาบาลเนื่องด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้มีจำนวนถึงปีละกว่า 20,000 คน และเด็กวัยต่ำกว่า 2 ขวบก็มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ นั่นแปลว่าคุณควรจะพาลูกไปพบแพทย์ ซึ่งจะป้ายโพรงจมูกเพื่อนำสารคัดหลั่งไปตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่
วิธีรับมือถ้าได้ผลตรวจ  ซึ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แพทย์ก็อาจจะสั่งยาต้านไวรัส (เช่น ยา Tamiflu) ให้ลูก อย่าลืมปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาลดไข้ด้วย และถึงลูกจะกินนมได้ทีละนิด คุณก็ควรจะพยายามให้นมบ่อยๆเพื่อให้เขาได้รับสารอาหารที่จำเป็น

บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง
จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

โรคปอดบวม

Kid Safety – ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

อาการ ในผู้ใหญ่และเด็กโต อาการจะดูเหมือนไข้หวัด แต่ในลูกวัยแรกเกิด การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่ปอดอาจทำให้หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดบวม จึงต้องคอยสังเกตว่าลูกหายใจเสียงวี้ดๆ หายใจลำบาก (เวลาที่พยายามสูดลมหายใจ หน้าอกจะบุ๋มลงไป) และไข้สูงหรือเปล่า
กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์ ให้คุณโทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งที่ลูกไอหรือหายใจเสียงวี๊ดๆ และถ้าเขาหายใจลำบากอย่างเห็นได้ชัด ก็ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
วิธีรับมือ สำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดและทารกที่หัวใจ/ปอดมีปัญหาแต่กำเนิด ไวรัสอาร์เอสวีจะอันตรายมากเป็นพิเศษ แพทย์จึงอาจจะแนะนำให้ใช้ยาฉีดที่ช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อโดยให้ฉีดเดือนละ 1 เข็ม และถ้าลูกติดเชื้อ น้ำเกลือล้างจมูก ลูกยางแดงและเครื่องทำความชื้นก็ช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาลดไข้

 

บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง

จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ (คอตีบเทียม)

กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ (คอตีบเทียม) อาการที่ชัดเจนคือการไอเสียงก้อง ซึ่งมักจะแย่ลงตอนกลางคืนและอาจฟังดูน่ากลัว
กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์ ควรโทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งที่ลูกไอเสียงแปลกๆ เพราะลักษณะการไอของโรคนี้ชัดเจนมากจนแพทย์มักจะวินิจฉัยได้จากการฟังเสียงไอทางโทรศัพท์
วิธีรับมือแพทย์จะแนะนำให้คุณพาลูกเข้าไปนั่ง “อบไอน้ำ” ในห้องน้ำที่ปิดประตูและเปิดน้ำร้อนทิ้งไว้จนไอกรุ่นไปทั้งห้อง แต่ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ทำให้อาการไอทุเลาภายใน 15-20 นาที หรือถ้าเห็นว่าเวลาลูกหายใจ ซี่โครงจะบุ๋มลงไป คุณก็ต้องพาเขาไปพบแพทย์ ซึ่งอาจจะต้องให้ยาเพื่อเปิดทางเดินหายใจ

บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง
จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

อาการลูกปอดบวม

Kid Safety – รู้จักกับไข้หวัดทั่วไปในเด็ก

อาการมีน้ำมูก คัดจมูก ไอและมีไข้ ลูกยังอาจจะนอนและกินนมไม่ค่อยได้ด้วย (ถ้าคัดจมูก การดูดนมแม่หรือนมขวดก็จะกลายเป็นเรื่องยาก)

กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์ ถ้าเป็นลูกวัยแรกเกิด ให้คุณพาไปพบแพทย์ทันที และถ้าเป็นลูกวัยต่ำกว่า 6 เดือน อาการก็อาจจะรุนแรงจนทำให้เขากินนม หายใจหรือนอนไม่ค่อยได้ จึงต้องพาไปพบแพทย์เช่นกัน

ล้างจมูก
วิธีรับมือล้างจมูกให้ลูกหายใจสะดวกโดยใช้น้ำเกลือและลูกยางแดง และเปิดเครื่องทำความชื้น อากาศในห้องลูกจะได้ไม่แห้งเกินไป แต่อย่าใช้วิธีปรับระดับหัวเตียงให้สูงขึ้นหรือให้ลูกนั่งหลับในคาร์ซีทเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีที่อันตรายทั้งคู่

 
บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง
จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

Kid Safety – 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง

ในช่วง 2-3 เดือนแรก ถ้าลูกป่วยและอุณหภูมิร่างกายที่วัดทางทวารหนักสูงเกิน 100.4°F พ่อแม่ก็ควรจะรีบพาไปพบแพทย์ และถ้าอายุยังไม่ถึง 1 เดือน เขาก็อาจจะต้องกลับมานอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาพ่อแม่ทุกคนจึงไม่อยากให้ลูกวัยนี้ป่วยซึ่งถึงจะเป็นไปไม่ได้…

แต่แนวปฏิบัติต่อไปนี้ก็จะทำให้เขาไม่ป่วยบ่อย หรืออย่างน้อยก็ทำให้อาการป่วยรุนแรงน้อยลงจนช่วยให้ทั้งคนป่วยและคนดูแลรับมือได้ง่ายขึ้น

  • เน้นที่ 2 เดือนแรกก่อนที่ลูกจะได้รับวัคซีนตอนอายุ 2 เดือน คุณควรจะระวังให้มากเป็นพิเศษ โดยพยายามให้เขาอยู่ที่บ้านและไม่พาเขาไปในที่ที่มีคนเยอะๆ
  • ให้ลูกอยู่ใกล้ตัว ถ้าต้องพาเขาไปนอกบ้านด้วย คุณก็ควรจะใช้เป้อุ้มหรือดึงหลังคารถเข็นลงมา ซึ่งจะทำให้คนแปลกหน้าไม่กล้าเข้ามาจับไม้จับมือหรือบีบแก้มเขาเล่น และควรจะให้เขาอยู่ห่างจากคนที่ไอหรือจามสัก 6 ฟุต
  • ระวังเรื่องคนเยี่ยม บอกคนที่ไม่สบายว่าถ้าจะมาเยี่ยมลูก ก็ควรจะรอจนไม่มีอาการและไม่มีไข้มาไม่ต่ำกว่า24 ชั่วโมงแล้วเสียก่อน (โดยไม่ต้องกินยาลดไข้) และบอกเด็กเล็กๆที่มากับพ่อแม่ตัวเองว่า “ดูน้องได้ แต่อย่าจับตัวน้องนะจ๊ะ”
  • หมั่นล้างมือฟอกสบู่ เพื่อขจัดเชื้อโรคที่มือโดยฟอกสบู่นานไม่ต่ำกว่า 20 วินาทีทุกครั้งที่คุณกลับมาจากที่สาธารณะ ใช้ห้องน้ำ กินอาหารหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก เพราะในอุจจาระมีแต่เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งถ้าเล็ดลอดเข้าไปในปากลูก ก็จะทำให้เขาท้องร่วงและอาเจียน
  • ให้นมแม่นานที่สุด เพราะมีผลวิจัยที่ชี้ว่าถ้าคุณให้นมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน โอกาสที่ลูกจะเป็นไข้หวัดและติดเชื้อที่หูและคออย่างรุนแรงก็จะลดลงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ การกินนมแม่ยังทำให้โอกาสที่เขาจะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและเป็นหวัดลงกระเพาะลดลงไม่น้อยเลยด้วย
  • ใช้เจลฆ่าเชื้อในกรณีที่คุณล้างมือฟอกสบู่ไม่สะดวก การใช้เจลฆ่าเชื้อสูตรแอลกอฮอล์ก็เป็นวิธีที่ใช้ทำความสะอาดมือได้ดีพอๆกัน อย่าลืมเตรียมไว้ให้คนเยี่ยมใช้ด้วยนะ
  • ใช้ทิชชูเปียกเชื้อโรคมีชีวิตอยู่บนของใช้อย่างรถเข็นในซูเปอร์มาร์เกตได้นานหลายชั่วโมง คุณจึงควรจะพกทิชชูเปียกสูตรฆ่าเชื้อไว้ในถุงสัมภาระสักห่อ
  • เลี่ยงเชื้อโรคที่โรงพยาบาล ถึงจะมีห้องแยกสำหรับเด็กป่วยกับเด็กที่มาตรวจร่างกายตามปกติ ห้องรอตรวจก็ยังเป็นสถานที่ที่มีแต่เชื้อโรคอยู่ดี คุณจึงควรจะเลี่ยงเด็กป่วยที่ไอหรือจามโดยขอนัดแพทย์ให้ลูกเป็นคิวแรกๆหรือท้ายๆ หรือจะขอพาเขาไปนั่งรอในห้องตรวจที่ว่างอยู่ก็ได้
  • พาลูกไปรับวัคซีนให้ครบตามกำหนดเวลา ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้เขาเป็นโรคอย่างหัด เยื่อหุ้มสมองอักเสบและอีสุกอีใสได้ดีที่สุด ผลวิจัยยังชี้ว่าการได้รับวัคซีนหลายชนิดในเวลาใกล้ๆกันไม่ได้เป็นอันตรายต่อทารกอย่างที่กลัวกันด้วย
  • คนใกล้ตัวลูกควรได้รับวัคซีนด้วยโดยเฉพาะวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไอกรนเพราะถ้าว่าที่คุณแม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ภูมิต้านทานก็จะถูกส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ และน่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เขาเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ประมาณ 6 เดือน (แพทย์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้ทารกได้ตอนอายุ 6 เดือนพอดี) ซึ่งในทารกแรกเกิด ไข้หวัดใหญ่ก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน (อย่างมีไข้ต่ำๆและคลื่นไส้) จึงดูเล็กน้อยไปเลยในช่วงที่มีอายุครรภ์ประมาณ 27-36 สัปดาห์ ว่าที่คุณแม่ยังควรจะได้รับวัคซีนไอกรนด้วย จะได้ไม่แพร่เชื้อให้ลูกวัยแรกเกิดซึ่งยังไม่ได้รับวัคซีน คนใกล้ตัวลูก (อย่างพี่เลี้ยงเด็ก) ก็ควรจะได้รับวัคซีนเหล่านี้เช่นกัน

 

อย่าลืมตัวเองนะคุณแม่!

“ใส่ใจดูแลลูกน้อยอย่างรอบคอบแล้ว สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวคุณแม่เองด้วย ถึงลูกอ่อนจะตื่นทุกๆ2 ชั่วโมง คุณก็ควรจะพยายามนอนให้พอ (จะงีบในช่วงที่ลูกนอนกลางวันก็ได้)และต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยป้องกันไม่ให้คุณเป็นโรคที่แพร่สู่ลูกได้”

 

จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock