ลูกตาเหลือง

ลูกแรกเกิดมีตาขาวเป็นสีเหลือง ใช่อาการตัวเหลืองหรือไม่?

ลูกตาเหลือง …Q: ลูกแรกเกิด 7 วัน มองเห็นว่าตาขาวของลูกมีสีออกเหลือง เป็นอาการที่ผิดปกติหรือไม่ จะหายได้เองไหม หรือควรต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์คะ?

Continue reading “ลูกแรกเกิดมีตาขาวเป็นสีเหลือง ใช่อาการตัวเหลืองหรือไม่?”

ทรงผมเด็ก

รวม 50 ทรงผมเด็ก ลูกชาย ลูกสาว พร้อมเคล็ดลับสำหรับลูกสาวผมน้อย

รวมไอเดีย ทรงผมเด็ก ทั้งลูกชายและลูกสาวกว่า 50 แบบ ลูกชายผมยาวแล้ว จะตัดทรงไหนดี  ลูกสาวผมน้อยแบบนี้ มัดทรงไหนได้บ้าง ทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids มี ทรงผมเด็ก ทั้งน่ารักและเท่ๆ มาฝากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกสาวลูกชาย พร้อมเคล็ดลับสำหรับลูกสาวที่มีผมน้อย รับรองว่าดีแน่นอน

รวม 20 ทรงผมเด็ก ทรงผมลูกสาว สุดน่ารัก

 

ทรงผมเด็กผู้หญิง

ทรงผมเด็กผู้หญิง

วิธีมัดผมให้ลูกสาว

วิธีทําผมน่ารักๆ

ถักเปียให้ลูกไปโรงเรียน

วิธีมัดผมให้ลูกสาว

วิธีมัดผม

วิธีมัดผมจุก

วิธีมัดผมจุก 2 ข้าง

วิธีมัดผมยาวง่ายๆ

มัดผมน่ารักๆ

ทรงผมมัดรวบเก๋ๆ

วิธีมัดผมไปโรงเรียน

วิธีการมัดผมแบบต่างๆ

วิธีถักเปีย

วิธีมัดผมหางม้า สวยๆ

วิธีมัดผมแบบต่างๆ

ผมทรงหัวใจ

มัดผมสวยๆ

มัดผมยังไงให้น่ารัก

เคล็ดลับการทำ ทรงผมเด็ก ง่ายๆ แก้ปัญหาลูกผมน้อย

  1. ไม่โกนผม หรือตัดผมให้ลูกบ่อยๆ การโกนผมไฟทำให้ลูกผมขึ้นช้าได้
  2. หากจพทำ ทรงผมเด็ก ทรงผมลุกสาวแบบสวยๆ ควรใช้ตัวช่วย คือ น้ำมันมะกอกชโลมผมสัปดาห์ละครั้ง หรือดอกอัญชันผสมน้ำอุ่นชโลมผมสัปดาห์ละครั้ง
  3. สระผมวันละครั้ง ช่วยกระตุ้นเซลล์ โดยการนวด แต่อย่าสระผมถี่เกินวันละ 1 ครั้ง ไม่หวีผมบ่อยจนเกินไป
  4. ให้ลูกน้อยรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ครบ 5 หมู่ และห้ามใช้น้ำยาปลูกผมกับลูกน้อย อันตราย
  5. พยายามไม่ให้เส้นผมของลูกเกิดการเสียดสีกับหมอน หรือที่นอน เพราะเด็กผมยังอ่อน ไม่แข็งแรง

รวม 30 ทรงผมเด็ก ทรงผมลูกชายเท่ ๆ

ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย  ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย

ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชายทรงผมลูกชาย   ทรงผมลูกชายทรงผมลูกชายทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชาย ทรงผมลูกชายทรงผมลูกชาย

 


บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.manager.co.th , Pinterest, kapook.com, suthina@pantip, hairbundiy.com, บ้านเด็กดี.com

 

Save

นีเวีย ซัน โพรเท็คแอนด์รีเฟรช บอดี้ โลชั่น เอสพีเอฟ 50 พีเอ++++

image001

มีความสุขทุกกิจกรรมท่ามกลางแสงแดดอย่างปลอดภัย
กับ นีเวีย ซัน โพรเท็คแอนด์รีเฟรช บอดี้ โลชั่น เอสพีเอฟ 50 พีเอ++++
โลชั่นป้องกันแสงแดดที่มอบทั้งความสดชื่นและสบายผิว

เมื่อหน้าร้อนกำลังจะมาถึง
หลายคนกำลังนึกถึงสิ่งที่อยากทำสำหรับวันหยุดพักร้อนและวันหยุดยาวในเดือนเมษายน ที่อาจหนีไม่พ้นกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพักผ่อนชายหาด ว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ เดินตลาดน้ำริมคลอง หรือแม้แต่พักผ่อนด้วยการอยู่บ้านทำสวน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใด การอยู่ภายใต้แสงแดดเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคำนึงถึง และควรปกป้องผิวอย่างถูกวิธี เพราะแสงแดดปัจจุบันนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ความรุนแรงของแสงแดดนั้นก็ไม่ได้ต่างกันเลย ดังนั้นการทาผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นประจำจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีและง่ายที่สุดที่จะช่วยคุณให้สนุกกับทุกกิจกรรมได้อย่างปลอดภัย

BA5A8013

นีเวีย ซัน ผลิตภัณฑ์ป้องแสงแดดที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมากว่า 80 ปี แนะนำโลชั่นป้องกันแสงแดดสูตรใหม่ล่าสุด นีเวีย ซัน โพรเท็ค แอนด์รีเฟรช บอดี้ โลชั่น เอสพีเอฟ 50 พีเอ++++

1. นวัตกรรมโลชั่นกันแดดประสิทธิภาพสูง เนื้อบางเบา ไม่เหนียวเนอะหน่ะ ด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบากว่าเดิมที่ปกติจะเป็นส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน แต่ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ทางนีเวียได้ผสมโพลิเมอร์ จึงทำให้เนื้อโลชั่นแตกตัวง่ายขึ้น ซึมซาบไว ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ

2. ทดสอบแล้วว่าช่วยปกป้องแดด 50 เท่า ให้การปกป้องเหนือกว่าทั้ง UVA1 UVA2 และ UVB สาเหตุของผิวหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัย

3. ส่วนผสมของเมนทอลที่ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นบนผิวทันที แต่ยังคงความความชุ่มชื้นและสมดุลให้กับผิว ต่างจากแอลกอฮอล์ที่จะให้ความรู้สึกเย็นเพราะเป็นการดึงความชื้นพร้อมความร้อนออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งได้

4. ผสานการบำรุงด้วยพลังจากวิตามินอีบริสุทธิ์ 96% สารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดริ้วรอยจากความแห้งกร้าน ฟื้นบำรุงผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดดให้ดูกระจ่างใส

Nivea Sun protect refresh K2 Lowres

 

คราวนี้ ไม่ว่าจะทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ไหน ก็อย่าลืมปกป้องผิวด้วย นีเวีย ซัน โพรเท็คแอนด์รีเฟรช บอดี้ โลชั่น เอสพีเอฟ 50 พีเอ++++ แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรอยู่ท่ามกลางแสงแดดนานครั้งละไม่เกิน 2-3 ชม. และถ้าต้องตากแดด ควรเริ่มตากแดดเริ่มจากปริมาณน้อย และค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย เพื่อปรับผิวก่อน ผิวจะเพิ่มความต้านทานต่อแสงแดดได้มากขึ้น

เตรียมพบกับ นีเวีย ซัน โพรเท็คแอนด์รีเฟรช บอดี้ โลชั่น เอสพีเอฟ 50 พีเอ++++ ขนาด 200 มล. ในราคา 419 บาท ได้ที่ร้านเพื่อสุขภาพและความงาม และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป

NIVEA Sun Protect&Refresh Body Lotion SPF50 PA+++_2-2

Tags

อย่าออกกำลังกายโดยไม่มีการวางแผน

 

เปิดศักราชปีใหม่แบบนี้ ทุกคนคงตั้งธงไว้ในใจแล้วว่าต้องลงมือทำ หรือ ต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เราเชื่อว่าหนึ่งในสิ่งที่หลายคนตั้งเป้าไว้ ฉันจะทำให้ได้ คือ ลุกขึ้นมาออกกำลังกายอย่างจริงจังเสียที เพื่อสุขภาพดีๆ และหุ่นสวยๆที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม ประเดิมคอลัมน์ใหม่นี้ เราจึงมีเคล็ดลับ จากซาแมนธา เคลย์ตัน ผู้อำนวยการด้านฟิตเนสของเฮอร์บาไลฟ์เกี่ยวกับการออกกำลังกายมาฝาก กับ 3 สิ่งควรทำ และ 3 สิ่งไม่ควรทำ เมื่อเริ่มต้นออกกำลังกาย งานนี้ซาแมนธาบอกด้วยว่า ใช้เวลา 6 สัปดาห์เท่านั้น ที่เปลี่ยนคุณให้เป็นคนใหม่ไม่เหมือนเดิม

3 สิ่งควรทำ
1. เริ่มตั้งแต่ตอนนี้
อาจจะใช้วิธีเดินเร็ว หรือ ปั่นจักรยาน ก็ได้ จากระยะใกล้ๆก่อน แล้วจึงเพิ่มระยะทาง และเวลาให้มากขึ้น
2. ค่อยเป็นค่อยไป ถึงเราจะไฟแรง ฟิตมาก อยากออกกำลังกายเยอะๆ แต่ก็ไม่ควรหักโหม เพราะอาจทำให้ร่างกายเกิดการบาดเจ็บ ปวดล้า จนเกิดอาการไม่อยากเล่น ทางที่ดี เราควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีในแต่ละวัน จะดีกว่า
3. เลือกตั้งเป้าหมายที่ดูเป็นไปได้ จากนั้นขยายให้เป็นแผนระยะยาว การตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ จะช่วยให้คุณทำตามแผนออกกำลังกายที่วางไว้ ทั้งนี้ต้องจำให้ขึ้นใจว่า การมีสุขภาพที่แข็งแรงนั้น สำคัญกว่าการมีซิกแพ็คมากมายนัก

 

3 สิ่งไม่ควรทำ
1.อย่าติดกับดัก คำว่า “ ไดเอท “ รวมถึงโหมออกกำลังกายมากเกินไป การที่เราไดเอทอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หรือการออกกำลังกายอย่างหักโหมนั้น ทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟค (Yo-Yo Effect) ขึ้น จนทำให้น้ำหนักตัวดีดกลับมาเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
2.อย่าชั่งน้ำหนักทุกวัน ตัวเลขในตาชั่ง ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในการออกกำลังกาย เราควรไปโฟกัสในสิ่งอื่นที่สำคัญกว่านี้ เช่น ระดับการเต้นของหัวใจเราดีขึ้นขนาดไหน วัดได้จากความสามารถในการยกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หรือ ลองวัดขนาดเอว สะโพก หรือ ท่อนแขนสิ มันลดลงไหม หากลดลงแสดงว่าสิ่งที่คุณทำได้ผลแล้ว ทีนี้กำลังใจมาเต็มแน่นอน
3. อย่าออกกำลังกายโดยไม่มีการวางแผน หากคุณออกกำลังกายเอง โดยไม่อาศัยเทรนเนอร์ ควรทำแผนการออกกำลังกาย ทำเป็นตารางง่ายๆก็ได้ และเมื่อไหร่ที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง แผนการออกกำลังกายก็ต้องปรับเปลี่ยนตาม เพื่อให้ร่ายกายได้ปรับตัว พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ หากคุณรู้สึกว่าร่างกายสตรองแล้ว การออกกำลังกายแบบเดิมๆมันง่ายเกินไป ก็ควรปรับระดับการออกกำลังกายให้เข้มข้น หรือใช้วิธีเพิ่มระยะเวลา ระยะทางก็ได้

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
เรื่องโดย : เฮอร์บาไลฟ์
ภาพ : Shutterstock

เมื่อลูกถูกลักพาตัว

Kid Safety เมื่อลูกถูกลักพาตัว

Q : จากข่าวคดีเด็ก 4 ขวบที่ถูกลักพาตัวไปตั้งแต่แรกเกิด ปัจจุบันคุณแม่ตัวจริงตามหาเจอและอยากรับกลับไปเลี้ยง แต่ติดตรงที่ว่าเด็กคนนี้เกิดความผูกพันกับบ้านที่ลักพาตัวไปแล้ว กรณีนี้ควรทำอย่างไร เมื่อลูกถูกลักพาตัว นานจนไม่ผูกพันผู้ให้กำเนิด เพื่อไม่ได้เด็กได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ และเรื่องนี้สามารถเป็นอุทาหรณ์ให้กับครอบครัวอื่นๆ อย่างไรได้บ้าง เช่น พ่อแม่ฝากลูกให้ตายายเลี้ยง แต่ไม่ค่อยมาหาลูก แต่วันหนึ่งจะรับลูกกลับไปเลี้ยงเอง เป็นต้น

“สำหรับเด็กที่ถูกลักพาตัวไป การส่งคืนเขาให้แก่ครอบครัวเดิมโดยไม่เตรียมตัวให้ดีอาจจะเท่ากับการลักพาตัวครั้งที่สอง” เขียนไว้ในเอกสาร The Crime of Family Abduction: A Child’s and Parent’s Perspective เผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา

อย่าลืมว่านับจากวันที่เด็กถูกลักพาและได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีโดยพ่อแม่ใหม่เป็นเวลาหลายปี เด็กได้ปรับตัวเข้ากับพ่อแม่ใหม่รวมทั้งญาติพี่น้องและโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว เขาอาจจะลืมหรือไม่ลืมพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่เขาไม่ผูกพันเพราะความผูกพันนั้นสร้างขึ้นจากการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดในช่วง 2-3 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นวันเวลาที่สำคัญที่สุด ด้านพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ส่วนใหญ่แล้วจะจำลูกได้ในวันที่เขาหายไปหรือก่อนหน้านั้น หากเด็กหายไปตั้งแต่แรกเกิดพ่อแม่จำลูกได้ในสภาพของทารก การเข้าหาเด็ก “อีกคน” หนึ่งที่โตแล้วจะส่งผลให้พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดทำตัวไม่ถูกและทำให้เด็กหวั่นวิตกได้

กระบวนการเข้าหาเด็กในวันที่ 1 ไม่ควรครึกโครม ห้ามเด็ดขาดคือการเข้าจับกุมพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูต่อหน้าเด็ก ที่ควรทำคือมีนักจิตวิทยาเข้าประเมินเด็ก ให้โอกาสเด็กปรับตัวกับข่าวที่เกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงรอบตัว หากพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูถูกจับกุมคุมขัง เด็กมีสิทธิเลือกอยู่ในสถานที่ที่เขาคุ้นเคย และเลือกอยู่กับคนที่เขาคิดว่าปลอดภัยก่อนไปถึงขั้นตอนแนะนำพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดแก่เขา เด็กที่ถูกลักพาหลายคนเขียนบันทึกว่า เขาเสียใจและโกรธแค้นที่พ่อแม่ (คนที่เลี้ยงดูเขามา) ถูกจับกุม และใส่กุญแจมือ อย่าลืมว่าในความเป็นจริงเด็กที่ถูกลักพาได้รับข้อมูลจากพ่อแม่ที่เลี้ยงดูใหม่ทั้งหมดมาหลายปีแล้ว ในหลายกรณีเด็กรับรู้ว่าพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าเป็นคนไม่ดี

ภาพภายนอกอาจจะมีหลายคนดีใจ แต่สำหรับเด็ก นี่เป็นปรากฏการณ์ Separation ครั้งที่สองซึ่งจะสร้างความบาดเจ็บและบาดแผลในใจอย่างมากอันจะส่งผลต่ออนาคต กระบวนการ Separation หมายถึงกลไกทางจิตที่เด็กจะแยกตัวเป็นบุคคลอิสระจากพ่อแม่ที่เขาสร้าง attachment หรือสายสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว กระบวนการนี้ประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมายคือพ่อแม่ การสร้างสายสัมพันธ์กับเป้าหมายคือพ่อแม่ ก่อนที่จะแยกตัวตนคือ self ของตนเองออกมาเป็นปัจเจกบุคคลคือ individual อีกคนหนึ่ง กระบวนการนี้หากกระทำด้วยความไม่เหมาะสม เราเรียกว่า “การพลัดพราก” หากกระทำอย่างเหมาะสม มีการเตรียมพร้อม และเด็กมีความพร้อม เราเรียกว่า “การแยกตัว” ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกัน

การพลัดพรากครั้งนี้จะเป็นการพลัดพรากครั้งที่สองในชีวิตซึ่งมักจะรุนแรงกว่าครั้งที่ 1 เด็กจะรู้สึกกลัว โกรธ อับอาย สับสน รู้สึกว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้และไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อไป รู้สึกสูญเสียคือ Loss คำว่า Loss ในที่นี้มิใช่การทำของหาย แต่เป็นการทำจิตใจบางส่วนหายไปเลย

อ่านต่อ>> กระบวนการส่งคืนเด็ก แบบไม่ทำร้ายจิตใจ คลิกหน้า 2

น้องเมย์ นักดนตรีพิณอีสาน

เรื่องราวของน้องเมย์— ด.ญ. จุฑารัตน์ ทองบ้านโข้ง

นักดนตรีพิณอีสานที่เล่นดนตรีเปิดหมวกไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำรายได้มาช่วยเหลือครอบครัว โดยที่น้องเมย์ไม่เคยละทิ้งเรื่องการเรียน น้องเมย์เป็นเด็กที่มีทัศนคติในการมองโลกในแง่บวก มีความกตัญญู และมีความเชื่อมั่นว่าในชีวิตของเธอจะต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆ แม้น้องเมย์จะไม่ได้เกิดมามีพร้อมทางด้านฐานะการเงิน แต่น้องเมย์มีสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง เพราะมีพ่อและแม่ที่คอยอยู่เคียงข้าง พร้อมที่จะส่งเสริมและเป็นกำลังใจให้ลูกสาวได้ทำในสิ่งที่รักอยู่เสมอ

และนี่คือมุมมองบางส่วนของน้องเมย์ที่น่าประทับใจ…

“เล่นดนตรีได้เงินมาวันหนึ่งก็ให้พ่อกับแม่บ้าง ให้เราบ้างเล็กน้อย ให้พ่อกับแม่ไปเก็บ จะได้ซื้อบ้าน จะได้มีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องเช่าเค้าค่ะ ถือเป็นแรงบันดาลใจด้วยค่ะ”

“อยากบอกเพื่อนๆ ทุกคนและคนในสังคมว่า ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องท้อ เพราะเรามีความสามารถทุกคน เพื่อช่วยชีวิตของเรา…ของทุกคน”

New Heart New World Kids – น้องเมย์ จุฑารัตน์ ทองบ้านโข้ง

" อยากบอกเพื่อนๆทุกคน แล้วก็ในสังคมว่า ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องท้อ เพราะเรามีความสามารถ ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีความสามารถ เพื่อช่วยชีวิตของเรา .. ของทุกคน "น้องเมย์—จุฑารัตน์ ทองบ้านโข้งนักดนตรีพิณอีสาน

โพสต์โดย New Heart New World – โลกเปลี่ยนไป เมื่อใจเปลี่ยนแปลง บน 1 กุมภาพันธ์ 2016

 

ขอบคุณคลิปจาก https://www.facebook.com/newheartnewworld

 

คลอดก่อนกำหนด ส่องไฟ ให้ออกซิเจน

ทำไมทารกคลอดก่อนกำหนด ต้องเข้าตู้อบ และส่องไฟ?

หากลูกของคุณ คลอดก่อนกำหนด ทำไมคุณหมอต้องพาลูกเข้าตู้อบ ส่องไฟ ให้ออกซิเจนด้วยล่ะ แล้วการรักษาเหล่านี้จะมีผลต่อดวงตา และอวัยวะอื่นของลูกหรือไม่?

โครงสร้างร่างกายของทารกทุกคนที่คลอดออกมาจากท้องคุณแม่ จะยังไม่สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องออกมาสู่โลกภายนอก จากนั้น ร่างกายน้อยๆ ของเด็กทารกจะเติบโตพัฒนาต่ออย่างรวดเร็วในช่วงขวบปีแรก  หากยิ่งคลอดก่อนกำหนด อวัยวะหลายส่วนจึงยิ่งมีความไม่สมบูรณ์มากกว่าเด็กทารกครบกำหนด ความผิดปกติที่พบบ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนด ได้แก่

1. ปอดทำงานผิดปกติ

เนื่องจากถุงลมและทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผลคือ ทารกจะมีอาการหอบเหนื่อยหรือเสียชีวิต เนื่องจากปอดทำงานแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ได้ การรักษาจึงต้องใส่ท่อช่วยหายใจทางหลอดลม และใช้เครื่องช่วยหายใจ

คลอดก่อนกำหนด ส่องไฟ ให้ออกซิเจน

2. จอประสาทตาหลุดลอก

จอประสาทตาของทารกเกิดก่อนกำหนดยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ ประกอบกับการได้รับออกซิเจน ทำให้เกิดปัญหาเลือดออก เมื่อซ่อมแซมแล้วกลายเป็นพังผืดแผลเป็น แล้วนำไปสู่การหลุดลอกของจอประสาทตา ทำให้ตาบอดหรือการมองเห็นผิดปกติ ซึ่งต้องรักษาด้วยการยิงเลเซอร์

3. ภาวะตัวเหลือง

เนื่องจากตับของทารกเกิดก่อนกำหนดยังทำงานไม่เต็มที่ จึงเกิดปัญหาตัวเหลืองได้บ่อย ซึ่งส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการส่องไฟ

อ่านต่อ “ความเสี่ยงของการรักษาทารกคลอดก่อนกำหนด” หน้า 2

เนื้องอกกับการตั้งครรภ์ ในช่วงสัปดาห์ที่ 17-21

ก่อนหน้านี้เคยแท้ง เพราะถุงการตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์และพบเนื้องอกมดลูกจำนวน 3-4 ก้อน ก้อนใหญ่สุดมีขนาด 2 เซ็นติเมตร ต้องทำการขูดมดลูกโดยด่วนเพราะตอนนั้นตกเลือดมาก

           ผ่านไป 3 ปี หลังจากแท้งครั้งนั้น ตอนนี้ได้ตั้งครรภ์อีกครั้ง ซื่งคุณหมอแจ้งว่า ต้องเฝ้าระวังให้ดี เพราะอายุที่เกิน 35 ปี และมีเนื้องอกมดลูกด้วย ทำให้ 3 เดือนแรกต้องพบคุณหมอทุกอาทิตย์ ฉีดยากันแท้งทุกๆ สัปดาห์ จนผ่านพ้น 3 เดือนแรกไปได้ด้วยดี เด็กในครรภ์แข็งแรง หัวใจเต้นปกติ ดิ้นปกติ แต่เนื้องอกมีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8 ก้อน ก้อนที่ใหญ่สุดมีขนาดเพิ่มขึ้น 3 เซ็นติเมตร

จนกระทั่งเข้าเดือนที่ 5 วันแรกรู้สึกปวดท้องแบบมวนๆ วันที่ 2 เริ่มเจ็บจี๊ดๆ แต่ทนได้ วันที่ 3 จี๊ดแรงขึ้น แรงขึ้น จนมาถึงวันที่ 4 ปวดแบบจี๊ดแล้วหาย จี๊ดแล้วหายทุกๆ 5 นาที จึงได้ไปพบคุณหมอ คุณหมอซักอาการปวดเสร็จ จึงบอกว่าอาการปวดแบบนี้คล้ายคนจะคลอด จึงรีบตรวจปากมดลูก แต่ปากมดลูกยังไม่เปิด หลังจากนั้นให้ไปนอนใส่เครื่องวัดการบีบตัวของมดลูก ผลการตรวจพบว่า เกิดจากการที่เลือดไปหล่อเลี้ยงเนื้องอกไม่ทัน ทำให้เนื้องอกส่งผลกระทบให้มดลูกบีบตัว จนเกิดอาการปวดท้อง จึงฉีดยากันแท้ง และให้ยาเม็ดมากิน ซึ่งผ่านมา 2 วันอาการก็ดีขึ้น หมอกำชับว่า ถ้าปวดท้องแบบนี้ให้รีบมาพบโดยด่วน

 วันนี้ครรภ์ได้ 37 สัปดาห์ ทุกอย่างปกติดี รอเวลาได้เจอเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ”

Panida  Soontornwat

………………………………….

 

Expert Says

เนื้องอกที่พบบ่อยในทางสูตินรี ได้แก่ เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก และเนื้องอกที่รังไข่

เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก จะมี 2 ลักษณะ ได้แก่ เนื้องอกที่หนาตัวเป็นก้อน เรียกว่า ไมโอมา (Myoma) คือก้อนของกล้ามเนื้อที่จับตัวเป็นก้อนกลมๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามอายุ หากอายุ 30 ปีขึ้นไป สามารถเกิดได้ 30% แต่จะมีมากน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

หากเป็นไมโอมาในช่วงตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นได้ 3 แบบ คือ ขนาดเท่าเดิม โตขึ้น 1 ใน 3 และเล็กลง 1 ใน 3 จะมีผลกระทบหรือไม่ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่ง โดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีผลถ้ามีขนาดเล็กๆ และอยู่ตำแหน่งที่ไม่ได้รบกวนการตั้งครรภ์หรือการคลอด เช่น ด้านข้าง หรือด้านบน แต่ถ้าก้อนใหญ่และอยู่ในตำแน่งที่รบกวนอาจเสี่ยงต่อการแท้งมากขึ้น การคลอดก่อนกำหนดสูงขึ้น แต่ทั้งนี้หลังคลอดบางคนขนาดก้อนอาจเล็กลงได้

อีกลักษณะคือ เนื้องอกที่หนาตัวโดยรวมทั้งหมด เรียกว่า อะดิโนไมโอสิส (Adenomyosis) คือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก แทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อ ทำให้หนาแต่ไม่ได้เป็นก้อนชัดเจน

สำหรับภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ อาจเกิดการฝ่อได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีเท่าไร เพราะการฝ่อจะทำให้ก้อนเนื้อกลายเป็นน้ำและแตกได้ และส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ อาจคลอดก่อนกำหนดหรือต้องผ่าตัด ขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เกิดอาการปวด ถ้าผ่านไปได้ก็ต้องดูอีกว่าช่วงคลอดมีปัญหาหรือไม่ จะมีปัญหาในกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่และอยู่ในตำแหน่งล่างๆ ซึ่งอาจขัดขวางการคลอดทางช่องคลอด ต้องเปลี่ยนไปเป็นผ่าตัดคลอดแทน หลังผ่าตัดคลอดก็อาจยังไม่จบเรื่อง เพราะตัวก้อนขัดขวางการหดรัดตัวเพื่อหยุดเลือดของกล้ามเนื้อมดลูก เกิดอาการตกเลือดหรือต้องตัดมดลูกได้ แต่โอกาสเจอค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีอาการแทรกซ้อนอะไร ก้อนเนื้อทั้งสองชนิดนี้เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนก็จะฝ่อไป

เนื้องอกที่รังไข่ ถ้าขนาดเล็กๆ มักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร โดยเฉพาะถ้าเล็กกว่า 6 เซ็นติเมตร รังไข่ของผู้หญิงมักจะมีซีสต์เล็กๆ อยู่แล้ว เกิดจากการตกไข่บ้าง จากการตั้งครรภ์บ้าง ซึ่งเราจะเรียกซีสต์จากการตั้งครรภ์ว่า คอร์ปัสลูเทียม (Corpus luteum) เป็นถุงไข่จากการตกไข่ โดยถุงไข่นี้จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนขึ้นมาเพื่อช่วยประคับประคองการตั้งครรภ์ในช่วงแรก มีลักษณะเป็นถุงน้ำเล็กๆ ประมาณ 3-4 เซ็นติเมตร ไม่ได้มีอันตรายอะไร ยกเว้นว่ามันแตก ซึ่งถ้าแตกแล้วมีเลือดออกในช่องท้องก็อาจจะต้องผ่าตัดเพื่อห้ามเลือด แต่บางครั้งแตกแล้วเลือดอาจหยุดเองได้

ถ้าเป็นซีสต์ชนิดอื่นอย่างถุงน้ำที่มีขนาดใหญ่ ข้างในอาจเป็นน้ำใสๆ เป็นมูก หรือเป็นช็อกโกแลตซีสต์ก็ได้ โดยช็อกโกแลตซีสต์เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือว่าซีสต์ไขมันที่เรียกว่า เดอร์มอยด์ซีสต์ (Dermoid Cyst) ตัวนี้จะเจอค่อนข้างบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ พบได้ประมาณ 15% ซีสต์ตัวนี้เกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในรังไข่ ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดสามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ ได้หลายชนิดมาก หลักๆ คือเปลี่ยนเป็นไขมัน โดยข้างในก็จะเป็นก้อนไขมัน หรืออาจจะมีผม เนื้อเยื่อฟัน เนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ได้ และมีโอกาสเกิดการบิดขั้ว 15%

สำหรับการบิดขั้วนั้นคือ เวลาที่มดลูกขยายตัวใหญ่ขึ้น ลำไส้มีการขยับ หรือตัวคุณแม่ทำกิจกรรมต่างๆ เนื้องอกที่มีขนาดใหญ่จะทำให้รังไข่ค่อยๆ หมุนทีละนิดๆ กลายเป็นบิดขั้วไปคล้ายการหมุนของขั้วผลไม้ ทีนี้เมื่อเกิดการบิด เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก็จะตีบลง ทำให้เนื้อตรงนั้นตายและเกิดอาการปวดท้อง ถ้าตรวจเจอก่อนตั้งครรภ์ แนะนำให้ผ่าตัดไปก่อน หากตั้งครรภ์แล้ว และพบว่ามีขนาดใหญ่กว่า 6 เซ็นติเมตร ก็จะต้องผ่าตัด โดยระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับทำผ่าตัดคือ อายุครรภ์ประมาณ 16-20 สัปดาห์

ดูแลตัวเองอย่างไรดี

ถ้าทราบแต่แรกควรรีบรักษาก่อน แต่หากพบทีหลังต้องปรึกษาหมอว่าเนื้องอกนี้จะก่อให้เกิดปัญหาหรือไม่ โดยเฉพาะที่รังไข่ โดยทั่วไปคุณหมอก็จะดูตามอายุครรภ์ ขนาดก้อน ลักษณะของก้อนด้วยว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่ หากมีความเสี่ยงสูง มีขนาดใหญ่หรือโชคร้ายเป็นมะเร็งรังไข่ ก็ต้องวางแผนที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น

 

ที่มาจาก : นพ. สกิทา ม่วงไหมทอง สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลศิริราช
และที่ปรึกษา About Us Advanced Maternity Center
(จากคอลัมน์ Pregnancy Weekly นิตยสารอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์ ฉบับ มกราคม 2559)
ภาพโดย : shutterstock

 

แท้ง

แท้ง….แล้วอยากท้องต่อต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่อยากเจอเหตุการณ์การแท้งบุตรหรอกค่ะ แต่เมื่อการ แท้ง เกิดขึ้นแล้ว ความเสียใจก็มักจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไป แม่ๆ ทุกคนก็ต้องเก็บอดีตไว้เป็นบทเรียน แล้วก้าวต่อไป แม่หลายๆ คน เลือกที่จะท้องต่อ แต่ก็มักจะมีคำถามเกิดขึ้นว่า หลังจาก แท้ง แล้วต้องรออีกนานแค่ไหนถึงจะปล่อยท้องได้อีกครั้ง? ท้องครั้งต่อไปลูกในท้องจะแข็งแรงหรือไม่? และควรดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อต้องการท้องอีกครั้ง? มาดูวิธีดูแลตัวเองให้พร้อมกันดีกว่าค่ะ

 

แท้ง….แล้วอยากท้องต่อต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

การแท้งบุตรคืออะไร?

แท้ง (Miscarriage) เป็นการสูญเสียตัวอ่อนภายในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหรือไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น วิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาเผยว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของการแท้งเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก โดย 50-75 เปอร์เซ็นต์ แท้ง ในช่วงก่อนที่ประจำเดือนจะหยุดไปหรือยังไม่ทันที่จะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ด้วยซ้ำ ทั้งนี้การแท้งเป็นเรื่องปกติที่หลายคนสามารถเผชิญได้ เพียงแต่สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่นั้นก็อาจยากที่จะทำใจยอมรับการสูญเสียที่เกิดขึ้น

 

สาเหตุการแท้ง

แท้ง ในช่วงไตรมาสแรก

โครโมโซมทารกผิดปกติ เป็นสาเหตุของการแท้งในช่วง 3 เดือนแรกที่พบได้บ่อยที่สุด โดยโครโมโซมนี้เป็นการจัดเรียงตัวกันของดีเอ็นเอ ซึ่งจะควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่พัฒนาการของเซลล์ในร่างกาย หรือแม้แต่สีตาของทารก

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจเป็นการมีจำนวนโครโมโซมมากเกินปกติหรือมีจำนวนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ทารกไม่สามารถพัฒนาได้อย่างปกติและมีการแท้งเกิดขึ้นได้ในที่สุด ซึ่งการแท้งจากโครโมโซมที่ผิดปกติในช่วงแรกของการตั้งครรภ์นี้มีอัตราถึง 2 ใน 3 แต่ก็มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดการแท้งจากสาเหตุนี้ขึ้นอีกครั้ง ส่วนสาเหตุความผิดปกติของโครโมโซมที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด และส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากปัญหาในโครโมโซมของบิดาหรือมารดาแต่อย่างใด

ปัญหาจากรก รกมีหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างมารดากับทารกเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์ ดังนั้นปัญหาที่ส่งผลต่อการพัฒนาของรกจึงสามารถนำไปสู่การแท้งบุตรได้เช่นกัน

ปัจจัยเสี่ยงจากมารดา

  • โรคอ้วน
  • การสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินควร
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน โดยในชา 1 แก้วจะมีคาเฟอีนประมาณ 75 มิลลิกรัม ส่วนในกาแฟสำเร็จรูปมักมีคาเฟอีน 100 มิลลิกรัมต่อแก้ว นอกจากนี้คาเฟอีนยังพบได้ในในเครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่มีรสซ่า รวมถึงช็อกโกแล็ตแท่งได้เช่นกัน
  • การใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์
  • อายุที่มากเกินขณะตั้งครรภ์ ทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ที่ทารกมีโครโมโซมผิดปกติ โดยหญิงตั้งครรภ์อายุ 40 ปี มีความเสี่ยงกว่าหญิงอายุ 20 ปีเป็น 2 เท่า และความเสี่ยงนี้ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
  • มีประวัติการแท้งบุตรมาก่อน หญิงที่เคยแท้งตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปจะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงแท้งบุตรอีกครั้ง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ดิฉันอายุ 37 ปี สามีอายุ 40 ปี เราจะยังมีลูกได้อยู่ไหมคะ

ดิฉันอายุ 37 ปี สามีอายุ 40 ปี เราจะยังมีลูกได้อยู่ไหมคะ

การมีลูกน้อยที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเป็นยอดปรารถนาของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน กุญแจสำคัญนั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ การเตรียมตัว การปฏิบัติตนเพื่อดูแลตัวเองทั้งก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด เราจึงยกตัวอย่างปัญหาก่อนตั้งครรภ์ที่คุณแม่หลายท่านสงสัยมาฝากค่ะ

Q:         ดิฉันอายุ 37 ปี สามีอายุ 40 ปี เราจะยังมีลูกได้อยู่ไหมคะ

A:             การตั้งครรภ์ในวัยนี้อาจไม่ง่ายเหมือนสมัยอายุน้อยๆ เนื่องจากคุณภาพของไข่และอสุจิจะเสื่อมลงไปตามระยะเวลา ความกังวลของคุณเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ การตั้งครรภ์เมื่ออายุมากมีผลกระทบทั้งต่อทารกและคุณแม่เอง เป็นต้นว่าการเกิดภาวะดาวน์ซินโดรมของทารก หรือคุณแม่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมทั้งมีโอกาสแท้งบุตรสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการแพทย์เจริญรุดหน้าไปมาก การดูแลและประเมินความเสี่ยงหรือความผิดปกติต่างๆ ล่วงหน้าทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ปัญหาที่กล่าวมาก็ไม่น่าวิตกกังวลมากนัก อันที่จริงข้อดีของการตั้งครรภ์ในวัยนี้ยังมีอีกมากในเรื่องของความพร้อมและวุฒิภาวะ ถ้าหากคุณตั้งครรภ์ตอนนี้ ก็ขอให้ถือว่าเป็นข่าวดี ควรปรึกษาและทำตามคำแนะนำของแพทย์ พร้อมทั้งดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและบำรุงร่างกายอยู่เสมอก็จะแข็งแรงปลอดภัยทั้งแม่และลูก

 

 

ที่มา กองบรรณาธิการ (จากนิตยสารอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์ ฉบับ มกราคม 2559)
ภาพ Shutterstock

Tags

รวมภาพสุริยุปราคา ช่วงเช้า 9 มี.ค. จากทั่วประเทศ

เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (9.03.59) ชมรมดาราศาสตร์ทั่วประเทศได้นำกล้องโทรทรรศน์ออกมาจับภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคา ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อย ในช่วงชีวิตอาจจะได้เห็นเพียงครั้งเดียว วันนี้ใครพลาด เราได้นำภาพบรรยากาศมาให้ชมกันค่ะ

ภาพจากคุณ Amornrat Srisawangwong
ภาพจากคุณ Amornrat Srisawangwong
ภาพจากคุณ  Nimit Kimpraphan
ภาพจากคุณ Nimit Kimpraphan
ภาพจากคุณ Jack Sooksan
ภาพจากคุณ Jack Sooksan
ภาพจากคุณ Teeradech Yeerahem
ภาพจากคุณ Teeradech Yeerahem
แว่นตาดูดวงอาทิตย์
แว่นตาดูดวงอาทิตย์
กล้องโทรทรรศน์ที่ไม่ธรรมดา เพราะมีฟิลเตอร์กรองแสงด้วย
กล้องโทรทรรศน์ที่ไม่ธรรมดา เพราะมีฟิลเตอร์กรองแสงด้วย
กล้องโทรทรรศน์ดอปโซเนียน
กล้องโทรทรรศน์ดอปโซเนียน

10952134_1062472180483062_6078980051609747206_o

อุปกรณ์สังเกตาการณ์แบบDIY ที่ใล้หลักการกล้องรูเข็ม
อุปกรณ์สังเกตาการณ์แบบDIY ที่ใล้หลักการกล้องรูเข็ม
แผ่นฟิล์ม x-ray ต้องแบบยังไม่ใช่นะจ๊ะ
แผ่นฟิล์ม x-ray ต้องแบบยังไม่ใช่นะจ๊ะ
บางทีอุปกรณ์ DIY แบบง่ายๆ ก็นำมาดูสุริยุปราคาได้นะครับ
บางทีอุปกรณ์ DIY แบบง่ายๆ ก็นำมาดูสุริยุปราคาได้นะครับ
กระบอกไม้ไผ่ก็สามารถนำมาดูสุริยุปราคาได้เช่นกัน
กระบอกไม้ไผ่ก็สามารถนำมาดูสุริยุปราคาได้เช่นกัน

นอกจากนี้หากสนใจเพิ่มเติม สามารถติดตามภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาจาก Hashtag #‎SolarEclipseThailand2016 ในทุกช่องทางโซเชียลมีเดียค่ะ

 

ที่มาภาพจาก : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page

เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี ลูกคุณเป็น “ไบโพล่า” รึเปล่า?

“ไบโพล่าร์” หรือโรคอารมณ์ 2 ขั้ว เป็นโรคที่มีอาการผิดปกติทางอารมณ์ คือมีอารมณ์ที่รุนแรง 2 แบบที่แตกต่างกัน จะมีลักษณะอารมณ์ช่วงหนึ่งครื้นเครง ร่าเริง สนุกสนาน สลับกับอารมณ์ซึมเศร้า ทำให้สูญเสียความสามารถในการเรียน การเข้าสังคม และการปรับตัวเข้ากับครอบครัว

Continue reading “เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี ลูกคุณเป็น “ไบโพล่า” รึเปล่า?”

พี่้น้อง กอด ความรัก

ของขวัญหนูไม่เอา หนูอยากซื้อให้พี่ค่ะ!

คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่าหนูแฮมสเตอร์ที่พี่ชายอยากได้นักหนา?…

…ถ้าบอกว่าคือ ‘อ้อมกอด’ คุณจะเชื่อไหม?

และนั่นคือสิ่งที่พี่ชายมอบให้น้องสาว ในวันที่น้องสาวตัดสินใจใช้เงินค่าของขวัญวันเกิดของตัวเอง ซื้อหนูแฮมเตอร์เพื่อเซอร์ไพรส์พี่ชาย

พ่อแม่ของหนูน้อย Abby Stout ถามหนูน้อยว่าเธออยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิด ด้วยงบประมาณ 55$ ซึ่งหนูน้อยตอบอย่างมั่นใจว่าเธอต้องการซื้อหนูแฮมสเตอร์ให้ Daniel Stout พี่ชายของตัวเอง

“หนูอยากให้พี่ดีใจค่ะ พี่อยากได้มานานมากแล้ว” หนูน้อยกล่าวกับพ่อและแม่

ดังนั้น แม่ของเธอจึงไม่ลังเลที่จะทำตามความประสงค์ของหนูน้อย ซึ่งขณะที่หนูน้อยมอบหนูแฮมสเตอร์ให้พี่ชาย แม่ของเด็กทั้งสองก็ได้อัดคลิปวิดิโอที่แสนน่าประทับใจนี้ไว้ด้วย โดยวินาทีที่พี่น้องโผเข้ากอดกันนั้นแสดงถึงความรักที่มีค่าเกินคำบรรยาย ซึ่งคลิปนี้ได้ถูกแชร์มากกว่าหนึ่งล้านครั้ง และทำให้พ่อของหนูน้อยถึงกับน้ำตาไหลขณะเปิดคลิปนี้ดูที่ทำงาน

“พ่อร้องไห้ออกมาเลย ลูกของพ่อน่ารักที่สุดในโลก!” พ่อของเด็กน้อยทั้งสองพิมพ์ตอบไว้ในเฟสบุ้คส่วนตัวของผู้เป็นภรรยา

 

So ever since Abby got her hamster Daniel had been busting his butt doing extra chores and going above and beyond to earn money to buy himself one. We added up Abigail's birthday money and gift cards and she had $55 total. I asked her what she wanted to do with her money and she says, "I want to surprise Daniel and buy him his hamster. He has been working soooo hard." I asked her numerous times of she was sure that's what she wanted to do with her money and she never faltered. Daniel went over to a friend's house to have a sleepover and we took Abby to pet smart where she asked for the exact hamster Daniel said he wanted, held it to make sure it was nice and excitedly told the woman all about how she was surprising her brother. We got it home, set it up and she she couldn't wait for him to get home from his sleep over so he could be surprised and meet and name his hamster. This is the video of him meeting "Cubby." Daniel Stout

โพสต์โดย Rachel Stout บน 15 กุมภาพันธ์ 2016

 

 

ที่มา http://www.goodnewsnetwork.org/i-got-you-a-hamster-love-from-sister-brings-boy-to-tears-watch/

 

รับยามาผิด

รับยามาผิด อันตราย ลูกมีสิทธิ์เสี่ยงถึงตาย

ข้อมูลจาก Facebook ที่มีการแชร์การ รับยามาผิด จากคุณหมอ ที่จ่ายยาทาภายนอกให้เด็กทารก อายุเพียง 5 เดือนรับประทาน ทารกน้อยนอนทรมานเป็นเวลา 2 วัน ไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มนม ไม่ร่าเริง อาเจียนทุกครั้งที่ดื่มน้ำ หรือดื่มนม และร้องไห้ตลอดเวลา ใบหน้ามีอาการบวมหลังจากทานยา

Continue reading “รับยามาผิด อันตราย ลูกมีสิทธิ์เสี่ยงถึงตาย”

สุดสัปดาห์ คนหล่อขอทำดี ทำบุญ

คนหล่อรวมพลังทำความดีต่อเนื่องในงาน “สุดสัปดาห์ คนหล่อขอทำดี ปี 9”

นิตยสารสุดสัปดาห์ เดินหน้าทำประโยชน์เพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ในโครงการ “สุดสัปดาห์ คนหล่อขอทำดี” นำโดย มนทิรา ภูปากน้ำ บรรณาธิการบริหารนิตยสารสุดสัปดาห์ กับกิจกรรมที่รวมพลังคนหล่อในวงการบันเทิงมาแล้วกว่า 100 คน ในการปฏิบัติภารกิจมากมายเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างครอบคลุม โดยในปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “คนหล่อรักในหลวง” ที่จะมาเป็นตัวแทนความรักที่มีต่อพ่อของแผ่นดิน กับภารกิจความดีในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 3 ได้แก่ ดิน น้ำ และป่า เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในสังคมและสิ่งแวดล้อม สามารถรวมพลังคนหล่อมาร่วมทำความดีกันอีกครั้ง ได้ถึง 16 คน ได้แก่ เจมส์-จิรายุ, ดีเจพุฒ, เกรท-วรินทร, ฌอห์ณ-จินดาโชติ, ไมค์-พิรัชต์, ไมค์-ภัทรเดช, มาร์ช-จุฑาวุฒิ, ต่อ-ธนภพ, บอย-หน่อง-ภัทร์ ฉัตรบริรักษ์, สน-ยุกต์, กัปตัน และ ไวท์ Love Sick, สกาย จาก Hormones season 3 และ ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ ยกทัพมาร่วมงานแถลงข่าว ณ ลานอีเดน เซ็นทรัลเวิลด์

สุดสัปดาห์ คนหล่อขอทำดี ทำบุญ

ภายในงาน เหล่าแฟนคลับยังได้ร่วมกิจกรรมที่น่าสนใจ กับ เสื้อยืด Limited Edition โดยคนหล่อขวัญใจสาวๆ ยกขบวนมาจำหน่ายเสื้อยืดลวดลายสุดชิคแบบกระทบไหล่ เพียงในระยะเวลาอันสั้น สามารถทำรายได้ถึง 178,932 บาท เพื่อนำรายได้มอบให้กับโครงการในพระราชดำริ

หลังจากร่วมสนุกกับกิจกรรมเรียบร้อย ได้เวลาเข้าสู่งานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการโดยมี 2 พิธีกร อ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์ และดีเจเอกกี้-เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ ขึ้นต้อนรับ พร้อมฟังความเป็นมาของโครงการและเหล่าคนหล่อชุดใหญ่ที่เรียกเสียงกรี๊ดกระหน่ำลานอีเดน มานั่งจับเข่าพูดคุยถึงการร่วมทำภารกิจความดีในแบบที่เรียกความปลื้มปริ่มใจจากเหล่าแฟนคลับให้ได้มีความสุขไปตามๆ กัน

สุดสัปดาห์ คนหล่อขอทำดี ทำบุญ

สามารถร่วมให้กำลังใจและติดตามกิจกรรมการปฏิบัติภารกิจของ 16 คนหล่อได้ทางนิตยสารสุดสัปดาห์ www.sudsapda.com, facebook.com/sudsapdafanclub และ instagram : @sudsapda

ควันบุหรี่มือสาม

ควันบุหรี่มือสาม ทำร้ายลูกได้ 20 เท่า!!

ร้อยละ 90 ของมะเร็งปอดมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ที่เราเรียกกันว่า “บุหรี่มือหนึ่ง” ร้อยละ 30 ของมะเร็งปอดมีสาเหตุมาจากการได้รับควันบุหรี่จากคนที่สูบ ที่เราเรียกกันว่า “ควันบุหรี่มือสอง” และผู้ที่ได้รับสารเคมีที่ติดค้างอยู่ตามสิ่งของ เสื้อผ้า และกลิ่นตัว ที่เราเรียกกันว่า “ควันบุหรี่มือสาม”

Continue reading “ควันบุหรี่มือสาม ทำร้ายลูกได้ 20 เท่า!!”

ใส่ส้นสูง

สาวชอบ ใส่ส้นสูง พึงระวังนิ้วหัวแม่เท้าเก

ในชีวิตประจำวันของหนุ่มสาวออฟฟิศทุกวันนี้ จำเป็นต้องใส่รองเท้าหนังหรือ ใส่ส้นสูง ในการทำงานเป็นระยะเวลานาน 6 – 8 ชั่วโมง ซึ่งในบางรายเมื่อกลับถึงบ้านอาจจะรู้สึกปวดเท้าบริเวณโคนนิ้วโป้ง หรือเห็นนิ้วเบี้ยวผิดรูปได้ ถ้ามีอาการเช่นนี้อาจมีอาการนิ้วหัวแม่เท้าเก

สำหรับอาการนิ้วหัวแม่เท้าเก เกิดการเอียงตัวผิดปกติ นิ้วโป้งเอียงเข้าหานิ้วชี้ ปลายเท้าบีบเข้าหากัน และโคนนิ้วหัวแม่เท้านูนออกมา เกิดการเสียดสีจนปวดบวม ยิ่งบวมก็ยิ่งเสียดสีมาก จนบางทีปวดเท้าตลอดเวลาได้ สำหรับสาเหตุของอาการนี้ มีทั้งที่เกิดจากตัวเราเอง และสิ่งที่มาจากภายนอกอย่างเช่น รองเท้า เป็นต้น

ใส่ส้นสูง

สำหรับผู้หญิงจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชายถึง 13 เท่า เพราะว่า เอ็นมีความยืดหยุ่นมากกว่า จึงถูกดัดได้มากกว่า ถ้ามีพันธุกรรมคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ หรือการมีเท้าที่แบน หรือกระดูกนิ้วเท้ายาวกว่าปกติ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ

อีกสาเหตุที่พบบ่อย คือ การใส่รองเท้าที่ผิด รองเท้าที่มีความเสี่ยงคือ รองเท้าส้นสูงหัวแหลมบีบปลาย และมีส้นที่สูง ร่วมกับหัวที่แหลมก็จะบีบที่ปลายนิ้วเท้าเมื่อใส่เป็นเวลานานๆ ก็จะดัดให้เท้าผิดรูปถาวรได้ ซึ่งจะพบในผู้หญิงวัยกลางคน ขณะเดียวกันในคนไข้ที่มีอาการนิ้วหัวแม่เท้าเกมากๆ นิ้วอาจจะซ้อนกันสีด้านในรองเท้า ดังนั้นการหารองเท้าใส่ก็จะยากขึ้น จนบางครั้งใส่ได้แต่รองเท้าแตะก็มี

สำหรับคนไข้ที่มีปัญหากับโรคดังกล่าวแล้ว การรักษาถ้าเป็นไม่มากแพทย์ จะให้ใส่อุปกรณ์พยุงนิ้วเท้าไม่ให้เป็นมากขึ้นจะใช้ซิลิโคนคั่นนิ้วเท้า ร่วมกับรับประทานยาลดอาการอักเสบ แต่ถ้ามีอาการปวดเท้าเรื้อรัง นิ้วหัวแม่เท้าเกผิดรูป หรือนิ้วขี่กัน แพทย์จะต้องทำการผ่าตัดเพื่อจัดกระดูก โดยจะตัดแต่งกระดูกให้นิ้วหัวแม่เท้ากลับมาตรง หรือเจียรปุ่มกระดูกที่นูนออก เพื่อให้สามารถใส่รองเท้าได้

ทั้งนี้ โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 มีนวัตกรรมการผ่าตัดแผลเล็ก โดยใช้เครื่องกรอที่คล้ายกับเครื่องมือทางทันตกรรม ซึ่งขนาดหัวกรอมีขนาด 2 มิลลิเมตร ในการตัดกระดูก และยึดตรึงด้วยน็อตทางการแพทย์ แผลจะเล็กลง ประมาณปลายปากกาลูกลื่นจำนวน 3 – 5 แผล จะทำให้มีอาการเจ็บปวดน้อยมาก สามารถกลับไปสู่การใช้ชีวิตที่ปกติได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นถ้าอยากจะทราบว่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนิ้วหัวแม่เท้าเกหรือไม่ ให้ลองถอดรองเท้าที่ใส่ประจำมาดูว่า หัวรองเท้าแคบไปหรือไม่ ใส่แล้วบีบเท้ามากไปหรือเปล่า และนำพื้นรองเท้ามาแนบกับฝ่าเท้าดูว่า นิ้วเท้าของเรายื่นเลยจากขอบรองเท้า ซึ่งปกตินิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ควรขนานกันไม่ควรเอียงเข้าหากัน โดยสังเกต โคนนิ้วว่ามีอาการบวม ปวด หรือมีกระดูกงอก นูนออกมาหรือไม่ ถ้ามีควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการอีกครั้ง

สุดท้าย แพทย์ขอฝากวิธีเลือกรองเท้าที่เหมาะสมคือ รองเท้าไม่คับ หัวรองเท้าไม่บีบ ทดสอบโดยใส่รองเท้าแล้วให้มีพี้นที่พอที่จะกระดิกนิ้วหัวแม่โป้งได้ รวมถึงพื้นในรองเท้าควรนิ่มไม่แข็งจนเกินไป ส้นไม่สูงเกิน 2 นิ้ว และมีก้านรองเท้าที่หน้ามั่นคง เท่านี้ก็จะเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น

 

เรื่องโดย : นพ. ภัทร จุลศิริ ศัลยแพทย์โรคกระดูกและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111
ภาพโดย : shutterstock

 

 

Tags

ธาลัสซีเมีย

“ธาลัสซีเมีย” ตรวจได้ ตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์

ธาลัสซีเมีย คือ โรคซีดชนิดหนึ่งที่เป็นกันในครอบครัว หรือโรคทางพันธุกรรม มีการสร้างสารฮีโมโกลบิน หรือสารสีแดงในเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติ และแตกง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง ผู้ที่เป็นโรคนี้ได้รับยีนที่ควบคุมการสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติมาจากทั้งพ่อและแม่

เป็นพาหะของโรค ต่างจากเป็นโรคอย่างไร

ผู้ที่เป็นพาหะคือผู้ที่มียีนผิดปกติเพียงยีนเดียว ยีนอีกเส้นที่อยู่คู่กันนั้นปกติ สามารถถ่ายทอดยีนเส้นที่ผิดปกติ หรือเส้นที่ปกติไปให้ลูก ในขณะที่ผู้ที่เป็นโรคจะมียีนที่ผิดปกติทั้ง 2 เส้นและจะถ่ายทอดยีนผิดปกตินั้นไปให้ลูก

โรคธาลัสซีเมีย พบมากเพียงใด

เป็นโรคที่พบได้ทั่วโลก แต่ละประเทศพบจำนวนและชนิดของผู้ที่เป็นโรคนี้แตกต่างกัน ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยพบผู้ที่เป็นพาหะประมาณร้อยละ 30 – 45 และผู้ที่เป็นโรคร้อยละ 1 หรือประมาณ 6 แสนคน

อาการของโรค

โรคธาลัสซีเมียแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ แอลฟ่า และเบต้า ธาลัสซีเมีย แต่ละพวกยังจำแนกออกเป็นหลายชนิด อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถแบ่งอย่างง่าย ๆ เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  1. ฮีโมโกลบินบาร์ท เป็นชนิดรุนแรงที่สุด ทารกจะมีลักษณะบวมน้ำและซีด ทั้งหมดจะเสียชีวิต ตั้งแต่ในครรภ์ ขณะคลอด หรือหลังคลอดเล็กน้อย
  2. เบต้า ธาลัสซีเมีย / ฮีโมโกลบินอี และโฮโมไซกัสเบต้าฮีโมโกลบิน เป็นชนิดที่รุนแรงปานกลางถึงมาก แรกเกิดปกติ และเริ่มมีอาการได้ตั้งแต่ขวบปีแรก อาการสำคัญคือ ซีด เหลือง ตับ และม้ามโต อ่อนเพลีย กระดูกใบหน้าเปลี่ยน โดยมีจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ส่วนรายที่รุนแรงจะซีดมากต้องได้รับเลือดบ่อย ทำให้มีธาตุเหล็กเกินและสะสมในอวัยวะต่าง ๆ มีผลทำให้ผิวคล้ำ ตับแข็ง เบาหวาน และหัวใจล้มเหลวได้
  3. ฮีโมโกลบินเอช ส่วนใหญ่มีอาการซีดเหลืองเล็กน้อย ยกเว้นบางรายมีอาการรุนแรงคล้ายเบต้าธาลัสซีเมียได้ ลักษณะเด่น คือ เมื่อมีไข้ติดเชื้อ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะซีดลงได้มากและเร็ว ถ้ารุนแรงอาจทำให้หัวใจวายได้

โรคธาลัสซีเมียรักษาได้อย่างไร

  1. การดูแลรักษาสุขภาพทั่วไป
  • ออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ ไม่เหนื่อยเกินไป หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ผาดโผน ไม่สูบบุหรี่ เพราะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนมากขึ้น ไม่ดื่มเหล้าเพราะทำให้ตับทำงานมากขึ้น
  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม อาหารที่มีโฟเลทสูง ได้แก่ ผักต่าง ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เลือดสัตว์ต่าง ๆ
  • ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดกินเองเพราะอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็ก ควรกินยาวิตามินโฟเลท ซึ่งช่วยเสริมให้การสร้างเม็ดเลือดแดงดีขึ้น
  1. การให้เลือด ให้เป็นครั้งคราวเพื่อเพิ่มระดับฮีโมโกลบินให้สูงขึ้น รักษาอาการอ่อนเพลีย เหนื่อย มึนงง หรือให้เป็นประจำในผู้ป่วยที่เป็นโรคชนิดรุนแรง
  2. การตัดม้าม ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและม้ามโตมาก
  3. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ปัจจุบันเป็นวิธีเดียวที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกรักษาโดยวิธีนี้ ในรายที่รุนแรง แต่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนของโรคชัดเจนเช่น ตับแข็งหรือเบาหวาน มีพี่น้องที่ไม่เป็นโรค และมีลักษณะทางพันธุกรรมของเลือด (HLA) เหมือนกันทั้งผู้บริจาคและผู้ป่วย

สามารถตรวจสอบทารกในครรภ์ว่าเป็นโรคธาลัสซีเมียได้หรือไม่

ปัจจุบันแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ ได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ มีวิธีตรวจ 3 วิธี คือ การตรวจชิ้นรก, การตรวจเซลล์ในน้ำคร่ำ และการตรวจเลือดทารกจากสายสะดือ ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ของมารดาที่มารับการตรวจขณะนั้น

 

บทความโดย : นพ.กรีฑาพล ลิมป์พูน กุมารแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111

ภาพ: Shutterstock