ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดซ้ำ!!

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดซ้ำทุกปี อีกหนึ่งข้อสงสัยที่แม่ๆมันถามกัน ไวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมมักฉีดห่างกันทุก 4 เดือน หรือ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่ทำไมวัคซีนไข้หวัดใหญ่กลับฉีดไม่เหมือนอย่างอื่น ลูกโตขึ้น แข็งแรงดีไม่ฉีดต่อเนื่องจะเป็นอะไรไหม

 

 

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วทำไมยังต้องฉีดทุกปี ที่นี่มีคำตอบ

ไข้หวัดใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ระบาดหนักในช่วงฤดูฝน (ระหว่างเดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน) และ ช่วงฤดูหนาว (ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม) ของทุกปี  ทำให้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาตัวจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงซึ่งรับเชื้อได้ง่าย เพราะระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์  4 เดือนขึ้นไป ผู้สูงอายุ  65 ปีขึ้นไป และเด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี

กรมควบคุมโรครายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ปี 2569  (มกราคม- มีนาคม) พบผู้ป่วยสะสมแล้วเกือบ 2  แสนคน โดยกลุ่มที่ป่วยมากที่สุดคือ ทารกแรกเกิด – 9 ปี เกือบ 45,000 คน อีกทั้งข้อมูลภาพรวมยังบ่งชี้ว่า ปี นี้มีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยในภาพรวมอาจสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงกลางปีที่มักเป็นช่วงที่พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น  พร้อมทั้งแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ

 

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
เครดิตภาพจากเว็บไซต์ https://oryor.com/

 

 

 

คุณแม่ควรพา ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วัยทารกอายุ 6 เดือน จนถึงวันเด็กเล็ก 2 ขวบ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่รับเชื้อได้ง่าย โดยสามารถเข้ารับวัคซีนได้ฟรี ที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน หรือตามโรงพยาบาลเอกชนที่สะดวก ตามราคาโปรโมชั่นของแต่ละแห่ง เพื่อลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตอย่างทันท่วงที

เพราะไข้หวัดใหญ่ร้ายแรง ควรฉีดซ้ำทุกปี

“ปีก่อนลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว ลูกโตขึ้นมากร่างกายแข็งแรงดี ไม่น่าจะป่วยซ้ำ ทำไมต้องฉีดซ้ำอีก” คุณแม่หลายคน อาจรู้สึกว่า ในเมื่อเคยพาลูกฉีดแล้ว วัคซีนน่าจะช่วยป้องกันลูกให้ห่างไกลจากโรคได้นาน ไม่ต้องฉีดซ้ำ แต่ความจริงแล้ว เชื้อไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากโรคชนิดอื่นๆ เพราะไข้หวัดใหญ่มี 3 สายพันธุ์หลักได้แก่ A B  และ C  ซึ่งสามารถกลายพันธุ์เป็นไวรัสชนิดใหม่ได้ง่าย

องค์การอนามัยโลก  (WHO) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงกำหนดให้มีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ใหม่ล่วงหน้าทุกปี  ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปีเต็ม  ดังนั้นวัคซีนที่เคยฉีดในปีก่อนหน้า อาจไม่ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ระบาดในปีนี้ การให้ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

อย่างไรก็ตามหลังจากลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว คุณแม่หลายบ้านพบว่าลูกยังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อีก ทั้งที่เข้าใจว่า ลูกจะปลอดภัยจากโรคที่เข้าใจว่าวัคซีนเข็มนี้น่าจะช่วยป้องกันให้ลูกปลอดภัยจากโรคได้ ความจริงแล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ถูกพัฒนาในแต่ละปี ไม่ได้ครอบคลุมไวรัสไข้หวัดใหญ่ทุกชนิด อย่างวัคซีนของปี 2561 วัคซีนที่ครอบคลุมการติดเชื้อ 3 สายพันธุ์ (Trivalent vaccine) ได้แก่ สายพันธุ์ A สองชนิด และสายพันธุ์ B หนึ่งชนิดเท่านั้น

หากสายพันธุ์ที่ลูกได้รับมาไม่ใช่ตัวเดียวกับวัคซีนดังกล่าว ก็มีโอกาสที่ลูกป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ได้อีก รวมถึงโรคหวัด หรือไข้หวัดธรรมดาด้วย เพราะอาการไอจาม มีน้ำมูก ตัวร้อน หรือมีเสมหะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสชนิดอื่น ถึงจะฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นเชื้อที่รุนแรงกว่า และแม่อาจเข้าใจว่าจะช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยธรรมดา อย่างหวัดได้ แต่จริงๆแล้ว เชื้อโรคทั้งสองชนิดนี้ไม่เหมือนกัน

แต่ความจริงแล้วแม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ เนื่องจากวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้เพียง 70-90 เปอร์เซ็น จึงมีโอกาสที่ลูกสามารถติดเชื้อได้ แต่วัคซีนที่ฉีดจะช่วยลดความรุนแรงของอาารและ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ

 

ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
เครดิตภาพจากเว็บไซต์ https://oryor.com/

ก่อนพาลูกไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องเตรียมอะไรบ้าง

คุณแม่สามารถให้ ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป และเข้ารับการฉีดวัคซีนใหม่ทุกปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่โรคระบาดมากที่สุด ก่อนที่จะพาลูกไปพบแพทย์ คุณแม่ควรเตรียมตัวลูกน้อยให้พร้อมล่วงหน้าด้วย เริ่มต้นจากสังเกตร่างกายและพฤติกรรมของลูกว่าแข็งแรงดี ไม่มีไข้ หรือเจ็บป่วย มีอาการแพ้ไข่ไก่รุนแรง หรือเคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาแล้วแต่แพ้อย่างรุนแรงหรือไม่ หากเป็นจะไม่สามารถเข้ารับวัคซีนได้ สิ่งสำคัญคือ ควรให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้มีภูมิต้านทานแข็งแรงพอรับมือกับประสิทธิภาพของวัคซีน

หลังจาก ลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว อาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยได้ เช่น อาการบวมแดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งจะหายเองภายใน 1-3 วัน สำหรับทารกอาจงอแงมากกว่าปกติ แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไปเพียงคอยดูแลและให้ยารักษาตามอาการก็พอ หากอาการรุนแรงขึ้น หรือเกิดความผิดปกติอื่นๆ ควรพาลูกมาพบแพทย์ทันที และแจ้งอาการให้ทราบโดยละเอียดด้วย

อ่านบทความอื่นที่น่าสนใจ

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ a กับ b ต่างกันอย่างไร ?

แม่แชร์! ลูกชายเสียชีวิตเพราะ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ

แพทย์ออกมาตรการ! ป้องกันไข้หวัดใหญ่ บนรถสาธารณะ


ขอบคุณข้อมูลจาก https://oryor.com  https://themomentum.co/

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่