โรคติดหรู

ระวัง! พ่อแม่เลี้ยงผิดๆ ลูกอาจเป็น “โรคติดหรู” ไม่รู้ตัว!

account_circle
event
โรคติดหรู
โรคติดหรู

โรคติดหรู – บ้านที่มีเสื้อผ้าล้นตู้ หรือหีบของเล่นเต็มบ้านและส่วนมากเป็นของราคาแพง และในขณะที่คุณรู้สึกลูก ๆ มีสิ่งของต่างๆ มากเกินไป การเลือกโละและตัดใจทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เพราะลูกของคุณยังคงหวงของทุกอย่าง การให้เด็ก ๆ มีสิ่งของมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพ เด็กที่ได้รับมากกว่าที่ต้องการ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่นิยมวัตถุนิยมได้มากกว่าที่คิด

ระวัง! พ่อแม่เลี้ยงผิดๆ ลูกอาจเป็น โรคติดหรู ไม่รู้ตัว!

มีการศึกษาวิจัยที่พบว่าเด็กที่ชอบวัตถุนิยมมักจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบวัตถุนิยม และนั่นอาจส่งผลร้ายแรงรวมถึงความไม่มีความสุขมากขึ้นในช่วงวัยผู้ใหญ่ พ่อแม่หลายคนให้ลูกเติบโตขึ้น โดยอาจไม่ได้สอนให้ลูกเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ ที่ลูกได้มาล้วนมีค่าใช้จ่าย เพราะมุ่งเป้าไปที่ความสุขของลูก อย่างไรก็ตามการทำให้เด็กเข้าใจแนวคิดเหล่านี้ ค่อนข้างมีความซับซ้อนนั่นเป็นเพราะเด็กหลายคนได้รับการเลี้ยงดูโดยคาดหวังว่าพ่อแม่จะต้องตอบสนองพวกเขา เมื่อพูดถึงของเล่น เสื้อผ้า และสิ่งของทางกายภาพอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีโฆษณามากมายบนอินเทอร์เน็ต ทีวี และสื่ออื่น ๆ ซึ่งช่วยสร้างความคาดหวังนี้ ตั้งแต่วิดีโอเกม ไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี ไปจนถึงเสื้อผ้าใหม่ ๆ ที่ทันสมัย การใช้จ่าย และการได้เป็นเจ้าของ ช่วยเพิ่มความนับถือตนเองและความพึงพอใจ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

โรคติดหรู
โรคติดหรู

ในโลกยุคดิจิตัล อาจเป็นเรื่องท้าทายพอสมควรที่จะหาวิธีป้องกันไม่ให้ลูก ๆ กลายเป็นคนชอบวัตถุนิยม หรือปรารถนาอยากได้สิ่งของไปซะทุกอย่าง สังคมอาจหล่อหลอมเราด้วยความคิดที่ว่ามีมากกว่านั้นดีกว่า ลูก ๆ ของเราถูกกระตุ้นความอยากได้ จากช่องทางสื่อ ต่างๆ ด้วยความคิดที่ว่าพวกเขาจะเจ๋ง และมีค่ามากขึ้น เมื่อพวกเขามีของราคาแพงมากขึ้น

สัญญาณบ่งบอกว่าลูกมีความวัตถุนิยม

1. ลูกชอบบ่นว่าไม่มีอะไรทำ

เคยสังเกตเห็นลูกของคุณบ่นแบบนี้มั้ย? หนูเบื่อ หนูไม่มีอะไรทำ หนูไม่มีของเล่นอะไรจะเล่นเลย ฯลฯ แต่ในความจริงในบ้านของคุณมีห้องเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยของเล่นมากมายก่ายกอง

2. ร้องไห้ฟูมฟายขอของเล่นและเสื้อผ้าใหม่

ไม่ว่าจะอยู่ในร้านค้า หรือหลังจากที่ได้เห็นของเล่นใหม่ล่าสุดทางทีวี เด็ก ๆ มักแสดงอาการอยากได้ อยากมี พวกเขาแสดงให้เห็นว่าพวกเขารู้สึกว่าตัวเขามีสิทธิ์ที่จะได้รับสิ่งใดก็ตามที่ร้องขอ และต้องได้เท่านั้น และพวกเขาไม่เคารพขอบเขตของคุณ เมื่อคุณพยายามกำหนด สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่ เด็ก ๆ มักจะขอมากขึ้นเรื่อย ๆ และผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกมีความสุข และหยุดร้อง แต่ถ้าเรายอมทุกครั้งที่ลูกร้องขอ ก็เหมือนเรากำลังทำให้ลูก ๆ ของเรามีปัญหาในระยะยาวได้

โรคติดหรู

สิ่งที่อาจสร้างเด็กมีนิสัยวัตถุนิยม

ผลการศึกษาในปี 2015 ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Consumer Research พบว่าเด็กที่กลายเป็นวัตถุนิยม นำความเชื่อหลักสองประการมาใช้:

  • การเป็นเจ้าของสิ่งที่มีคุณภาพสูงตลอดจนสินค้าวัสดุจำนวนหนึ่งคือคำจำกัดความของความสำเร็จ
  • การได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์บางอย่าง ทำให้ผู้คนดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูกฝังความเชื่อเหล่านั้นให้กับเด็กอย่างตั้งใจ แต่เด็ก ๆ จะพัฒนาความเชื่อเหล่านั้นตามรูปแบบการเลี้ยงดู และระเบียบวินัยของพ่อแม่ เช่นเดียวกับบทบาทในบ้านของพวกเขา

ผู้ปกครองมีส่วนทำให้ลูกมีนิสัยวัตถุนิยมได้อย่างไร

การศึกษาพบว่าพ่อแม่ที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรักและเอาใจลูกมากเป็นพิเศษ มักมีส่วนทำให้เด็กเกิดทัศนคติแบบวัตถุนิยม แต่ทว่า ชเด็กที่เติบโตในบ้านที่พวกเขารู้สึกว่าถูกปฏิเสธก็ยังมีแนวโน้มที่จะชอบวัตถุนิยมได้ เช่นกัน ตัวอย่างเช่น เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่ผิดหวังในตัวเขาอาจแสวงหาความสะดวกสบายในทรัพย์สินทางวัตถุของเขา หรือเด็กที่ไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่มากนัก อาจรับมือกับความเหงาได้โดยใช้ของเล่นและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นักวิจัยพบว่าการเลี้ยงดูหลักสามประการมีส่วนทำให้เด็กมีความเชื่อแบบวัตถุนิยม

  • การให้รางวัลลูก : การจ่ายเงินให้ลูกของคุณเพื่อผลการเรียนที่ดีหรือให้สัญญาว่าจะซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ให้ หากลูฏทำได้ดีในการเล่นฟุตบอลอาจสอนลูกว่าสิ่งของที่เป็นวัตถุคือเป้าหมายสูงสุด
  • การให้ของขวัญ : การให้ของขวัญแก่ลูก ๆ ของคุณเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของคุณอาจสอนพวกเขาว่าการได้รับความรักหมายถึงการได้รับของขวัญ
  • การเอาทรัพย์สินไปทิ้ง : การทำให้ลูกรู้สึกถูกแยกออกจากสิ่งของต่างๆ อาจสอนเด็ก ๆ ให้มีความต้องการสมบัติทางวัตถุมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น

เราจะเลี้ยงลูกให้ห่างไกลวัตถุนิยมได้อย่างไร?

1.ช่วยให้ลูกสนุกได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ

เล่นกับลูก ๆ ของคุณให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะทำได้โดยไม่ต้องใช้จ่ายเงินก้อนโต   “เต้นรำ ร้องเพลง เล่นกีตาร์ให้ลูกฟัง  วาดภาพร่วมกัน ให้สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนได้รับผืนผ้าใบไปทำผลงานของตัวเองแล้วเอามาชื่นชมกัน หรือจะสนุกไปกับเกมไพ่ หรือช่วยกันต่อบล็อกไม้ให้เป็นตึกสูงก็ยังได้

2. ปลูกฝังเรื่องการขอบคุณสิ่งดีๆ 

ขอให้ลูก ๆ พูดถึงสิ่งที่พวกเขารู้สึกขอบคุณทุกวัน เช่นลองให้ลูกบอกถึง สามสิ่ง ที่เกิดขึ้นในระหว่างวันที่พวกเขารู้สึกขอบคุณ การมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์เชิงบวกในชีวิตจะช่วยสร้างความสุขให้เป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับความโลภ ความอยากได้อยากมี

3. ให้รางวัลเด็ก ๆ ด้วยสิทธิพิเศษแบบตัวต่อตัว

เมื่อลูกของคุณมีพฤติกรรมที่ดีเป็นพิเศษ และเด็กๆ รู้สึกว่าพวกเขาควรได้รับสิ่งตอบแทนในการกระทำ แทนที่คุณจะให้รางวัลลูกด้วยของเล่นราคาแพงรุ่นใหม่ล่าสุด  ลองเปลี่ยนปฏิบัติต่อเธอด้วยประสบการณ์ร่วมกันที่พิเศษกว่าเวลาเล่นปกติพูดว่าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ หรือเดินป่า และปิกนิกในพื้นที่ที่คุณไม่เคยไป

แทนที่จะแสดงความยินดีกับบุตรหลานของคุณด้วยสิ่งของต่างๆคุณให้รางวัลกับเธอด้วยการติดต่อกับมนุษย์และประสบการณ์ใหม่ ๆ Walfish กล่าว เธอจะรู้สึกดีมากที่ได้รับความสนใจจากคุณโดยไม่มีการแบ่งแยกและเธอจะเรียนรู้ที่จะให้คุณค่ากับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่คุณรักและความตื่นเต้นในการทำสิ่งที่แตกต่างออกไป

4. ระมัดระวังสิ่งที่คุณพูด

การแสดงความคิดเห็นด้วยการพูดแสดงออกถึงความอิจฉาเพื่อนของคุณ เช่น เพื่อนซื้อมือถือใหม่ หรือคอลเลคชั่นรองเท้าสวยๆ  อย่าคิดว่าสิ่งนี้จะไม่เป็นอันตรายต่อความรู้สึกของลูก เพราะคุณอาจส่งข้อความถึงลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ ว่าคุณต้องการสิ่งของเหล่านั้นเช่นกัน ซึ่งลูกๆ อาจทำตามพฤติกรรมของคุณได้ในสักวัน

5. สอนเด็ก ๆ ให้ใช้เงินเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การทำบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยปลดปล่อยเด็ก ๆ จากการใช้ชีวิตที่เน้นแค่ความสุขของตัวเอง โดยการเผื่อแผ่ความเมตตา เป็นสิ่งที่ควรทำ คุณอาจทำสิ่งนี้ได้ง่ายๆ เพียงแค่ไปเยี่ยมเพื่อนบ้านสูงอายุที่ไม่ได้ออกไปข้างนอก บ้านบ่อยๆ หรือพาลูกไปบริจาคสิ่งของให้เด็กๆ ที่ยากไร้ ลูกของคุณจะเริ่มใช้เวลามากขึ้นในการคิดถึงสิ่งที่คนอื่นต้องการ และวิธีที่เขาสามารถช่วยได้ และมีเวลาน้อยลงในการคิดถึงเรื่องของตัวเอง

6. ปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามของครอบครัว

หากคุณต้องการให้ลูก ๆ ของคุณซึมซับแนวทางที่ดีงาม ให้หาเวลาที่คุณจะมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว และขอให้เด็กๆ  ลองพูดถึง ค่านิยมที่สำคัญที่สุด 5 ประการ ของครอบครัวคุณ จากนั้นแสดงให้พวกเขาเห็นว่าจะนำค่านิยมเหล่านั้น จะสามารภนำไปปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร หากมีค่านิยมเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่รวมอยู่ใน 5 ข้อ ให้ลองพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับวิธีแบ่งปันกับผู้อื่นที่มีโอกาสน้อยกว่า หากมีค่านิยมเรื่องการใช้จ่ายอย่างประหยัดอยู่ใน 5 ข้อนั้น  ให้เด็กๆ ลองแนะนำวิธีที่พวกเขาสามารถแสดงถึงสิ่งนั้นได้  และด้วยความชัดเจนเกี่ยวกับการให้ความสำคัญของจริยธรรมที่คุณพร่ำสอน และการที่ลูกได้นำไปปฏิบัติจริง จะสอนพวกเขาว่า สิ่งที่เขาอาจเคยมองว่าไม่เป็นสาระสำคัญสำหรับเขา จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับชีวิตและครอบครัวของคุณ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : huffpost.com , verywellfamily

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

5 เทคนิค ตามใจลูก [สร้างวินัยเชิงบวก] ฝึกลูกคิดเป็น มีความรับผิดชอบ

เปิดเทคนิค เลี้ยงลูกแบบสวีเดน ฝึกลูกให้อยู่เป็นในสังคม

วิจัยเผย! เลี้ยงลูกกับสุนัขด้วยกัน ได้ประโยชน์กว่าที่คิด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up