ตื่นดึก นอนเช้า

เรื่องตื่นนอนผิดเวลาจัดเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กเล็กๆ ที่มักตื่นกลางดึกหรือแต่เช้ามืดผิดเวล่ำเวลาชาวบ้านเขา ถ้าคุณต้องการปรับเวลาตื่น คุณอาจจะพาเขาเข้านอนดึกขึ้นอีกหน่อย โดยที่ให้เขาได้หลับกลางวันให้พอ แต่ถ้าเกิดลูกผิดเวลาบ่อยๆ อาจเป็นการรบกวนคนอื่นๆ น่าจะมีวิธีทำให้เขาหลับต่อและตื่นในเวลาที่เหมาะควร อย่างเช่น

 
– รีบทำให้เคลิ้มอยากหลับต่อ พอคุณรู้สึกว่าลูกเริ่มงัวเงียจะตื่น ต้องรีบสานอารมณ์ต่อ อย่าเปิดไฟหรืออุ้มออกจากเตียง คุณควรจะลูบหลังหรือตีก้นเบาๆ กล่อมให้เคลิ้มหรือจะใช้วิธีเฉพาะของคุณกับเขาก็ได้

 
จุดประสงค์คือ ขอให้เขาหลับต่อโดยเร็วที่สำคัญอย่าให้ขวดนม เพราะจะกลายเป็นยิ่งเร่งให้ตื่น

 
ขออย่าหมดความอดทนแล้วปล่อยเขาไป โดยเฉพาะถ้าทิ้งเขาไว้ตอนยังมืด เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาถึงตื่นตอนเช้ามืดได้ แต่ตอนกลางดึกเขาตื่นไม่ได้ เด็กอาจสับสนได้ว่าเขากำลังทำสิ่งที่ไม่ดี

 
– แสดงท่ายืนยันว่ายังเป็นเวลานอน ขอให้อยู่กับลูกต่อสักครู่ หลังจากต่ออารมณ์ให้เขาแล้ว อาจจะนั่งอยู่ข้างๆ เตียง และนั่งหลับตา จะช่วยย้ำให้เขาเข้าใจว่าตอนนี้ยังมืดและเป็นเวลานอน

 
– ถ้าจำเป็นต้องตื่น ถ้าลูกจะตื่นให้ได้ก็ปลุกกันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย เปิดไฟร้องเพลงปลุก เพื่อให้ลูกรู้ตัวว่าแม่จะอุ้มเขาออกจากเตียง และได้เวลาตื่นแล้ว ขอให้ทำอย่างเป็นธรรมชาติ อย่าประชด เพราะเขาแค่ตื่นผิดเวลา ไม่ได้ทำอะไรผิด

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

Tags

ลูกไม่ยอมเล่นกับเพื่อน

เด็กในวัยนี้บางคนจะช่างพูดช่างคุยเวลาอยู่บ้าน และกลับกลายเป็นเด็กเก็บตัวเวลาอยู่กับเพื่อนๆ แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจว่าลูกจะเป็นเด็กขี้อายเกินไป หรือจะเข้ากับเพื่อนๆ ไม่ได้เมื่อโตขึ้น ลูกตัวน้อยของคุณอาจไม่อยากเข้าสังคมด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ผู้ใหญ่อย่างเราคิดไม่ถึง เช่น แค่ไม่สนใจกิจกรรมกลุ่มในขณะนั้น กำลังติดใจของเล่นในมือ หรือรู้สึกไม่มั่นใจเพราะคุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วย เรามีคำแนะนำง่ายๆ มาฝากพยายามอ่านใจลูก : ถ้าลูกดูแฮ็ปปี้ที่ได้เล่นคนเดียว ก็ควรปล่อยให้เล่นไปก่อนสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยชวนให้ลูกลองเล่นอย่างอื่นกับเพื่อนๆ ดูบ้าง

 
– หากิจกรรมกลุ่มที่ลูกต้องชอบแน่ๆ : ถ้าคุณแม่พูดว่า ไปเล่นกับน้องกวางบ้างสิลูกŽ เจ้าตัวเล็กคงทำหูทวนลม แต่ถ้าเปลี่ยนกลยุทธ์เป็น ใครบอกชื่อสัตว์ได้ก่อน คนนั้นชนะŽรับรองได้ผล เพราะเด็กวัยเตาะแตะชอบความสนุกสนานกันทุกคน หรือคุณแม่อาจชักชวนให้เล่นในกระบะทรายที่เด็กคนอื่นๆกำลังเล่นอยู่ก่อน ก็ง่ายและสะดวกไปอีกแบบ

 
– ให้เล่นกับเพื่อนต่างวัย : คุณแม่ควรให้ลูกมีโอกาสได้พบปะกับคนทุกเพศทุกวัย เพราะลูกอาจชอบเล่นกับน้องตัวเล็กๆ(เหมือนตุ๊กตาเดินได้) หรือพี่โตๆ (ที่คอยเอาอกเอาใจ)มากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันก็ได้ เรื่องแบบนี้ต้องลองแล้วคอยสังเกตดู

 
– อย่ากังวลมากเกินไป : ไม่ควรเร่งรัดทั้งกับลูกและตัวคุณแม่เอง ลูกไม่จำเป็นต้องร่วมกิจกรรมล้อมวงให้ได้ในวันสองวันนี้ แต่ถ้าอายุประมาณ 3 ขวบครึ่งแล้ว ลูกยังคงขี้อายมากๆ และไม่ยอมเล่นกับเพื่อนๆ เลย คุณแม่คงต้องปรึกษาคุณหมอเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่เรียนรู้ด้วยความสนุกสมัยนี้เราคงไม่ต้องบังคับให้ลูกท่อง ก ไก่ ข ไข่ด้วยความเบื่อหน่ายอีกต่อไป เพราะมีเทคนิคง่ายๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และสนุกสนานไปพร้อมๆ กัน

 
– เกมจับคู่ : เลือกตัวอักษร 3 ตัว เขียนเป็นตัวใหญ่ๆ หนาๆ บนบัตรคำ ตัวละ 2 แผ่นคว่ำหน้าบัตรคำทั้ง 6 แผ่น แล้วสอนให้ลูกหงายบัตรคำทีละ 2 แผ่น เพื่อหาคู่ที่เขียนเหมือนกัน ถ้าหาเจอก็เก็บบัตรคู่นั้นออกจากกอง แต่ถ้าหาไม่เจอ ก็ให้คว่ำบัตรลงเหมือนเดิม แล้วลองหาใหม่ ค่อยๆ เพิ่มตัวอักษรอื่นๆ ทีละ 1 ตัว (แต่ใน 1 เกม ไม่ควรมีบัตรคำมากกว่า 10 แผ่น เด็กๆจะได้ไม่สับสนหรือรู้สึกว่ายากเกินไป)

 
– ต่อจิ๊กซอวŒ : เขียนตัวอักษรทั้ง 44 ตัว ลงบนบัตรคำ 44 แผ่น (บัตรละ 1 ตัว) โดยเขียนเป็นตัวใหญ่ๆ หนาๆ ตัดแต่ละแผ่นออกเป็น 2 – 3 ชิ้นย่อย แล้วให้ลูกพยายามต่อจิ๊กซอวŒทีละ 1 ตัวอักษร

 
– โยนลูกเต๋า : หากล่องนมเปล่าของลูกมา1 ใบ ติดกระดาษลงบนกล่องทั้ง 4 ด้าน เขียนตัวอักษรลงบนกระดาษด้านละ 1 ตัวโยนกล่องขึ้นฟ้า แล้วให้ลูกบอกว่าตัวอักษรบนด้านที่หงายอยู่คือตัวอะไร ถ้าลูกจำตัวอักษรได้หมดทั้ง 4 ตัวแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นชุดใหม่

 
– เกมกระโดด : ใช้ชอล์กเขียนตัวอักษรต่างๆ บนทางเดินหน้าบ้านหรือพื้นโรงรถ วงกลมละ 1 ตัว เลือกตัวอักษร 1 ตัวเพื่อเรียกชื่อดังๆ แล้วให้ลูกกระโดดเหยียบตัวอักษรตัวนั้นให้ถูก

 
– ทำรอยตัวอักษร : กดก้อนแป้งโดห์ให้แบนราบ แกะแป้งเป็นรูปตัวอักษรด้วยปลายด้ามช้อน ให้ลูกใช้นิ้วลากตามรอยแล้วบอกว่าเป็นตัวอักษรอะไร ถ้าลูกเล่นจนเก่งแล้ว ลองให้ปิดตาทายดูบ้างฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกจ้อไม่รู้กาลเทศะ

เรื่องก็มีอยู่ว่า คุณแม่คุณพ่อครอบครัวหนึ่งเชิญเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้านตอนเย็น ในวันหยุดสัปดาห์ พอเพื่อนๆ มาถึงบ้าน สิ่งแรกที่ลูกชายวัย 3 ขวบ ของพวกเขาบอกกับแขกที่มาบ้านคือพ่อมีสายยางอยู่ที่จุ๊ดจู๋ด้วยล่ะ!Ž ยังดีที่เพื่อนๆ ต่างก็รู้ว่าคุณพ่อบ้านท่านนี้เพิ่งผ่าตัดไส้เลื่อนไปหยกๆ

จะทำอย่างไรดีเมื่อลูกช่างจ้อผู้ใสซื่อของคุณดูจะตีแผ่เรื่องส่วนตัวมากเกินไปเสียแล้ว

1. ทำเป็นถึงบ้างอ้อ!

สำหรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยเฉพาะ ไม่ว่าสิ่งที่ลูกคุณพูดออกไปจะจริงหรือไม่ ให้ทำเป็นรับทราบแล้วเฉไฉออกข้างทางด้วยคำพูดเช่น เอ…สงสัยลูกคงไม่อยากฟังเรื่องตลกที่แม่ (หรือเพื่อนแม่) จะเล่าให้ฟังแล้วแน่ๆ เลยŽ

2. อธิบายง่ายๆ

ถ้าคุณอยากอธิบายอะไรๆ โดยที่ความจริงไม่คลาดเคลื่อน แนะนำว่าไม่ต้องลงลึกในรายละเอียด เอาแค่ประมาณเอ่อ จริงๆ คนป่วยบางคนจะต้องใช้สายยางเป็นเรื่องปกติ แล้วสายยางก็ไม่ได้ใช้กับจุ๊ดจู๋ เท่านั้นนะลูกŽ

3. คุยกับลูก

หลังจากแขกกลับไปแล้ว (และคุณก็หน้าชาไปแล้ว) ขออย่าเพิ่งโมโห ให้พูดกับลูกดีๆ เช่น แม่ไม่อยากให้ลูกเอาเรื่องที่ปกติเขาทำกันในห้องน้ำมาพูดกับคนที่ไม่ใช่ครอบครัวนะคะ เพราะว่ามันจะทำให้พ่อแม่อายนะลูกŽ คุณครูแอนเซลมิ จากรัฐโอเรกอนผู้ได้ยินเรื่องน่าอิหลักอิเหลื่อสำหรับพ่อแม่ในทำนองนี้มาตลอด 20 ปีของการทำงาน แนะนำมา

4. เปลี่ยนเรื่องซะ

คุณครูแอนเซลมิชี้แจงว่า ถ้าคุณยิ่งทำเหมือนว่าเป็นเรื่องใหญ่ อธิบายยืดเยื้อไป ลูกคุณจะจับไต๋ได้ว่าการที่เขาพูดแบบนี้มันกระตุ้นต่อมหัวเสียของคุณได้ แล้วเขาอาจจะพูดอีกในโอกาสต่อไปเพื่อเรียกร้องความสนใจ

5. อย่าไปเครียด

จดจำไว้เสมอว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พ่อแม่ไม่ควรมานั่งตกอกตกใจกับคำพูดของลูกวัยนี้มากนัก ครอบครัวไหนๆ ก็มีเรื่องตลกๆ แบบนี้กันทั้งนั้นแหละ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พัฒนาการวัยเตาะแตะ

เพราะเป็นตัวของตัวเอง หนูเลยทำหูทวนลม

แม็กกี้ ไพรซ์ คุณแม่ของเฮนรี่ วัย 1 ขวบ 10 เดือน เล่าว่า ”เฮนรี่ชอบออกไปเดินเล่นที่ถนน เดินเตาะแตะไปเรื่อย เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหยุด แต่พอเอาขนมไปล่อเท่านั้นแหละ เขาจะหยุดทันที เหมือนกับระบบการได้ยินเพิ่งจะเริ่มทำงานยังไงยังงั้นŽ”

”จริงๆ แล้วเฮนรี่ไม่ได้แกล้งทำเป็นหูทวนลมหรอกนะคะ แต่ลูกกำลังเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นต่างหาก”Ž ดร.แคทเธอรีน คาเมร่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการเด็กของมหาวิทยาลัยทัฟฟ์ แสดงความคิดเห็น “บางครั้งเขาอาจจะไม่ได้ยินเสียงแม่เรียกจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เขากำลังให้ความสนใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยเตาะแตะที่บางครั้งดูเหมือนเขาจะไม่สนใจไยดีคุณ”

สำหรับในสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย คุณควรเดินไประวังข้างหลังให้เขา หรือถ้าเห็นว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นดูแล้วไม่ปลอดภัย ก็จำเป็นต้องส่งเสียงห้ามอย่างจริงจังให้ลูกรู้ว่าคราวนี้แม่ห้ามจริงๆ นะ ถ้าพาลูกไปเที่ยวแล้วพอถึงเวลากลับบ้านยังตื๊อไม่ยอมกลับท่าเดียว เทคนิคที่แนะนำให้ลองทำดูก็คือ นั่งยองๆ เพื่อให้สายตาอยู่ระดับเดียวกันกับลูก จับไหล่เขาให้หันมาตั้งใจฟัง และย้ำว่าตอนนี้เราจะต้องกลับกันแล้วนะ อาจจะใช้วิธีหลอกล่อว่าที่บ้านมีอะไรสนุกๆ รออยู่ หรือว่าคราวหน้าแม่จะพามาเที่ยวใหม่

แต่ถ้าพูดอย่างไรลูกก็ไม่ยอมฟัง ควรตัดสินใจอุ้มลูกกลับบ้านทันที ไม่ต้องอธิบายเหตุผลอะไรยืดยาวอีกต่อไป เก็บคำอธิบายไว้ตอบเมื่อลูกโตพอที่จะตั้งคำถามว่า ทำไมŽกับทุกสิ่งที่คุณพูดจะเป็นประโยชน์กว่า

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วิธีหลอกล่อให้เปลี่ยนเสื้อผ้า

ถ้าคุณเจอปัญหาแบบนี้ เรามีวิธีหลอกล่อเด็กๆ มาฝาก

 
ไหนลองดูในกระจกซิว่าแม่ใส่เสื้อให้หนูกลับด้านหรือเปล่าŽเร็ว…!! เราลองมาแข่งกันซิว่าใครจะใส่เสื้อผ้าได้เร็วกว่ากันŽอยากรู้จังว่าหนูจะร้องเพลงไปด้วย แต่งตัวไปด้วยพร้อมๆ กันได้หรือเปล่าŽพอแม่ใส่เสื้อให้หนูเสร็จ หนูรีบหมุนตัวเลยนะ แล้วก็หมุนอีกทีตอนใส่กางเกงŽเอ้านี่นกหวีด…หนูถือไว้นะ พอแม่ใส่เสื้อผ้าให้หนึ่งตัว หนูก็เป่าหนึ่งทีนะŽ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ดูแลเด็ก 1 - 3 ขวบ

วิธีถอยลูกห่างจากขวดนม

เพราะติดความสุขที่ได้จากการดูดขวดนมมากกว่าดื่มเพราะกระหาย และอีกเหตุหนึ่งคือการดูดขวดนมนานๆ เป็นเหตุของฟันผุได้ โดยเฉพาะการนอนดูด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ในหูอย่างคาดไม่ถึงด้วย

 
คุณแม่หลายคนอาจผ่านเรื่องนี้ได้สบาย เพราะลูกเลิกดูดขวดนมง่าย แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังติดขัดกับเรื่องนี้ เรามีคำแนะนำเพื่อช่วยลูกคุณให้หย่าขาดจากขวดนมได้อย่างไม่ทรมานจนเกินไป

 
– อายุที่เหมาะให้ลูกหย่าขวดนม คือตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

 
– การค่อยๆ ลดปริมาณนมจะช่วยลดการร้องขอได้ เมื่อจะให้นมมื้อเย็นแก่ลูก ลองใส่นมในขวดให้น้อยลงๆ จนในที่สุดเหลือแค่จิบเล็กๆ และบางมื้อก็งดไปบ้าง

 
– หาอย่างอื่นมาแทน ส่วนใหญ่เด็กจะติดดูดขวดนมก่อนนอน ลองพยายามเปลี่ยนนิสัยก่อนนอน โดยอาจให้เขาอ่านหนังสือนิทาน หรือร้องเพลงก่อนนอนแทนดูดขวดนม เวลาอื่นๆ ก็ทำได้เหมือนกัน เช่น ชวนกันออกไปเดินเล่น พบปะทักทายต้นไม้ ดอกไม‰ดวงอาทิตย์ สัตว์เลี้ยง พอถึงเวลาเขาร้องจะดูดนมหรือน้ำจากขวดก็ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้จากแก้วแทน

 
– ร่วมกันเป็นกำลังใจให้ลูกอำลาขวดนม โดยหาโอกาสวันพิเศษ เช่น วันคล้ายวันเกิด มาชักชวนเขาบอกลาขวดนม โดยคุณเป็นผู้ช่วยลูกพาเขาไปทิ้งขวดนมในถังขยะ ตบมือให้เขา และเตรียมตัวเวลาลูกถามหาขวด บอกเขาว่าขวดไม่มีแล้ว เพราะเขาไม่ต้องใช้แล้ว

 
– อดทน อดทน และอดทน ลูกอาจตกใจบ้าง เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับเขา ต้องให้เวลาลูกบ้าง เด็กส่วนมากใช้เวลาไม่นานก็รับรู‰และปรับตัวได้ เพียงแต่ผู้ใหญ่ต้องใจเย็นและอดทนเท่านั้น

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วิธีพาลูกหนีจากอาการขี้อาย & ขี้กลัว

เวลาคุณพาไปเที่ยวทะเลก็ทำท่ากล้าๆ กลัวๆ แค่แหย่เท้าแตะๆ น้ำนิดหน่อยก็ร้องไห้แล้วในขณะที่เด็กวัยเดียวกันคนอื่นๆ กลับเล่นน้ำโต้คลื่นอย่างสนุกสนาน

 
ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ก่อนอื่นคุณต้องใจเย็นไว้ก่อน อย่าเพิ่งตีโพยตีพายบังคับลูก แต่ควรค่อยๆ ฝึกให้เขามีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นทีละน้อย ที่ผ่านมาแม่อย่างเราอาจจะปกป้องลูกมากเกินไป จึงจำต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูใหม่ พฤติกรรมเช่นนี้สามารถปรับและแก้ไขได้ เด็กที่ขี้อายไม่จำเป็น ต้องเป็นคนขี้อายไปตลอดชีวิต

 
ลองมาปล่อยให้ลูกสำรวจโลกใหม่ตามวิธีของพวกเขา โดยมีเราเป็นฝ่ายสนับสนุนอยู่ข้างหลังดีกว่า

 
พูดคุยกันอยู่เสมอ เด็กวัยนี้บางทียังไม่สามารถสรรหาคำพูดมาอธิบายสิ่งที่พวกเขารู้สึกได้ ดังนั้นคุณควรพูดคุยซักถามเรื่องต่างๆ กับลูกด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่สามารถจัดการได้

 
ของอุ่นใจแทนแม่ ถ้าหากลูกติดคุณมาก จะหยิบจับ เล่นอะไรต้องมีคุณแม่อยู่ด้วยตลอดเวลา ลองใช้วิธีนี้ดูคือให้ลูกพกของใช้ส่วนตัวของคุณ อย่างเช่นกิ๊บติดผม หรือผ้าเช็ดหน้า แทนตัวเวลาที่คุณไม่ได้อยู่ด้วย เป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ ที่ช่วยสร้างความสบายใจให้แก่เด็กได้อย่างดี

 
แต่งแต้มจินตนาการ ถ้าลูกไม่กล้าเล่นน้ำทะเล ลองแต่งเรื่องประมาณว่าคลื่นแต่ละลูกที่ซัดเข้ามาเป็นสัตว์ตัวโปรดในนิทานหรือเหล่ายอดมนุษย์ที่ลูกชอบดู กำลังหัวเราะเล่นสนุกสนานและชวนลูกให้ร่วมเล่นอยู่ สุดแล้วแต่จะจินตนาการกันไป

 
ใจเย็นๆ…ให้เวลาลูกปรับตัวบ้าง อย่าคาดหวังว่าลูกจะกลายเป็นเด็กที่เชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมาทันทีทันใด ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ถ้าครั้งแรกลูกทำได้ดีเท่านี้ คราวหน้าลองให้ทำมากขึ้น แต่ถ้าลูกยังไม่ยอมทำ ต้องปล่อยไปก่อน เพื่อนๆ ของลูกเป็นแรงผลักดันที่ดีอย่างหนึ่ง ถ้าเขาเห็นว่าเพื่อนทำได้ ตัวเขาก็อยากจะทำได้ด้วยเช่นกัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ฝึกทักษะลูกก่อนเข้าโรงเรียน

คำตอบคือไม่จำเป็นเลย เพราะเด็กส่วนใหญ่จะเข้าใจภาษาและตัวเลขได้ก็ต่อเมื่ออายุ 5 ขวบขึ้นไป ดร.แอน เอฟสเตน ผู้อำนวยการแผนกเด็กเล็ก มูลนิธิวิจัยเพื่อการศึกษาระดับสูง ใน Ypsilanti มิชิแกน แนะนำว่าถ้าคุณไปเร่งลูก เขาจะรู้สึกฝืนและไม่อยากทำŽ แล้วเด็กในวัยนี้รู้อะไรบ้างล่ะ

 

 

 
เด็ก 3 ขวบ สิ่งที่ทำได้

 
– จำตัวอักษรที่มีในชื่อตัวเองได้

 
– แยกประเภทของตามสี

 
– เข้าใจความเป็นเหตุเป็นผล เช่น สีแดงรวมกับสีเหลืองเป็นสีส้ม เป็นต้นสิ่งที่ทำไม่ได้

 
– เขียนตัวหนังสือตามให้ถูกต้อง

 
– จำรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ

 
– จำเลขได้ทุกตัวหรือเข้าใจค่าของตัวเลขวิธีเสริมสร้างทักษะ

 
– พยายามชี้ชวนให้ลูกดูตัวหนังสือ ป้ายจราจร หรือเลขที่บ้าน

 
– สอนให้ลูกรู้จักจับคู่ถุงเท้าตามสีและขนาดที่ต่างกัน เพื่อเป็นการฝึกทักษะการแยกประเภทและการจับคู่

 

 

 
เด็ก 4 ขวบสิ่งที่ทำได้

 
– แยกประเภทสิ่งของตามสีและขนาด

 
– วาดรูปภาพง่ายๆ เช่น วาดภาพเป็นเส้นๆ มีรายละเอียดนิดหน่อย

 
– บอกได้ว่าชื่อตัวเองสะกดอย่างไร

 
– จำแนกอะไรออกเป็น 3 กลุ่ม (count out at least three crackers) สิ่งที่ทำไม่ได้

 
– จำรายละเอียดแบบเป็นเรื่องเป็นราว

 
– วาดภาพที่มีรายละเอียดเยอะๆ

 

 

 
วิธีเสริมสร้างทักษะ

 
– เมื่อคุณอ่านหนังสือกับลูก ออกเสียงให้เขาฟังว่ากากับไก่มีเสียงต่างกันอย่างไรจะช่วยให้ลูกแยกความแตกต่างของคำได้

 

 

 
เด็ก 5 ขวบสิ่งที่ทำได้

 
– เขียนภาพที่มีรายละเอียดได้แล้ว เช่น ต้นไม้ที่มีใบบนต้นและมีนกเกาะอยู่

 
– เขียนประโยคหรือเรื่องราวได้ แต่ยังสะกดผิดๆ ถูกๆ อยู่สิ่งที่ทำไม่ได้

 
– สะกดคำควบกล้ำต่างๆ

 
– ปะติดปะต่อรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆเป็นเรื่องราว

 
– คิดเลขในใจ

 

 

 
วิธีเสริมสร้างทักษะ

 
– บอกให้เขาออกเสียงไปด้วยขณะเขียนหนังสือ ดูว่าสิ่งที่เขียนกับที่พูดตรงกันหรือไม่

 
– สอนให้ลูกเตรียมถ้วยจาน ช้อนส้อมให้พอดีกับจำนวนคนที่จะทาน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เด็กแบบไหนที่เนิร์สเซอรี่ต้องการ

โรงเรียนใกล้จะเปิดเทอมแล้วเหลือแต่ลูกเราน่ะสิพร้อมหรือยัง ต่อไปนี้เป็นเกณฑ์ช่วยคุณแม่ดูความพร้อมของลูก

 
– ลูกนั่งกระโถนเป็นหรือยัง เพราะบางโรงเรียนไม่ได้มีแผนกเด็กเล็กที่พร้อมจะสอนเด็กนั่งกระโถน ควรฝึกลูกนั่งกระโถนให้เป็นก่อนพาเข้าเนิร์สเซอรี่ อย่างน้อยเขาต้องบอกผู้ใหญ่ได้เมื่อรู้สึกปวดหนักหรือเบา ลูกแยกจากแม่ได้ไหม ถ้าคุณต้องทำงานแล้วปล่อยให้ลูกอยู่บ้านกับญาติหรือพี่เลี้ยงจนชิน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณอยู่กับลูกตลอดทั้งวันตั้งแต่เขาเกิด ให้ลองออกไปทำธุระ ปล่อยให้ลูกอยู่ห่างตัวเสียบ้าง เป็นการฝึกเขาให้ห่างแม่ ในช่วงสัปดาห์แรกๆ เนิร์สเซอรี่มักจะอนุญาตให้คุณพาลูกกลับก่อนเวลาปกติได้ จนกว่าลูกจะชิน ถ้าไม่อยากให้ลูกร้องโยเยตอนไปเรียนก็หัดแยกลูกห่างตัวเสียบ้าง

 
– ลูกสอนได้หรือเปล่า เนิร์สเซอรี่จะไม่ได้เน้นการสอนเหมือนโรงเรียนอนุบาล แต่เด็กก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำตามกฎบางอย่างด้วยเหมือนกัน เช่น มีเวลาเล่นที่จำกัด ต้องแขวนกระเป๋าให้ถูกที่ ถ้ากลัวว่ามันจะยากเกินไปสำหรับลูก ลองเริ่มสอนให้เขารู้จักรับผิดชอบสิ่งต่างๆ ในเรื่องง่ายๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันก่อน เช่น สอนให้ลูกวางรองเท้าให้เป็นระเบียบก่อนเข้าบ้าน หรือกินข้าวแล้วเอาจานไปเก็บที่อ่างก็ได้

 
– ลูกเข้ากับเด็กคนอื่นได้ไหม ถ้าลูกคุ้นกับการอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่นๆ รู้จักมีน้ำใจ แบ่งปันให้กับผู้อื่น และไม่เห็นแก่ตัว นี่เป็นสัญญาณที่ดีว่าลูกพร้อมแล้ว แต่ถ้ายังไม่เป็นเช่นนั้น ลองปล่อยให้เขาเล่นในสนามเด็กเล่นดูสิ นั่นเป็นการฝึกฝนให้เด็กๆ เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกันได้ดีเชียวละ

 
– ลูกยอมรับตารางกิจกรรมได้ไหม กิจกรรมต่างๆ ที่เนิร์สเซอรี่จัดไว้จะมีหลายอย่างต่อๆ กัน ลองสังเกตดูว่าลูกมีปฏิกิริยาอย่างไรเวลาต้องหยุดสิ่งที่ทำอยูˆเพื่อทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อ เช่น ลูกรู้สึกโกรธหัวเสียหรือเปล่า เวลาที่บอกให้เลิกเล่นตุ๊กตาแล้วไปเข้านอน ลองฝึกให้ลูกรู้จักการยอมรับกิจกรรมที่ต้องเปลี่ยนไปทีละน้อยๆ อาทิบอกลูกไว้เลยว่าหลังจากเล่นตุ๊กตาแล้วต้องเข้านอนนะ

 
ลองดูว่าส่วนใหญ่แล้วลูกเราทำได้หรือไม่ (ทำไม่ได้ทั้งหมดที่ว่ามาก็ไม่เป็นไร) หากกังวลว่าลูกยังไม่พร้อม จะดีกว่าถ้าเลื่อนให้ลูกไปเรียนเทอมหน้าหรือปีหน้า แทนที่จะบังคับให้เขาไปเรียนอย่างไม่มีความสุขและเป็นภาระของโรงเรียนในภายหลัง

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สนามเด็กเล่นไม่ได้มีดีแค่สนุก

เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานแล้ว เด็กยังจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆมากมายจากการเล่นนอกบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก

 
มีอุปกรณ์และของเล่นหลายชนิดที่อยากแนะนำให้คุณลองเล่นกับลูกดู เชื่อว่าน่าจะมีสักอย่างที่ถูกใจ

 

 

 
ชิงช้าแสนสนุก

 
ชิงช้านับเป็นของเล่นยอดนิยมอันดับต้นๆที่เด็กชอบกันมาก สาเหตุน่าจะมาจากการกวัดแกว่งไปมาที่ชวนให้ตื่นเต้น หวาดเสียว แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานและมีอิสรเสรีตามประสาเด็ก จังหวะการแกว่งไกวชิงช้านอกจากจะทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและสบายแล้ว ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบหูชั้นในให้มีการพัฒนาอย่างสมดุลด้วยวิธีเล่น ช่วงแรกลองให้ลูกหัดนั่งชิงช้าสำหรับ เด็กเล็กก่อน พอคล่องแล้วค่อยขยับมาเล่นชิงช้าของเด็กโต เวลาเล่นควรมีผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญควรย้ำให้ลูกจับเชือกทั้งสองข้างให้แน่น จะได้ไม่พลัดตกจากชิงช้าเพราะแรงเหวี่ยง

 

 

 
กระดานลื่นขนาดเล็ก

 
การเล่นกระดานลื่นของเด็กเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะช่วยให้เขาเกิดความมั่นใจในตัวเองและลดความขี้กลัว ขั้นแรก ฝึกให้ลูกลองปีนขึ้นบันไดของกระดานลื่นดูก่อน พอชินแล้ว เขาก็จะสามารถทรงตัวเองได้ ช่วยให้มือกับสายตา และมือ – เท้า ทำงานประสานกันได้ดีวิธีเล่น เวลาที่ลูกปีนควรมีผู้ใหญ่คอยยืนระวังข้างหลังให้ เมื่อปีนถึงขั้นบนสุดจึงให้นั่งลง แล้วค่อยลื่นไถลลงมา ช่วงแรกเด็กบางคนอาจจะยังไม่กล้า คุณควรยืนรอที่ปลายของกระดานลื่น หรือจับมือข้างหนึ่งของเด็กไว้เพื่อให้เกิดความมั่นใจและคุ้นเคย ลองเล่นดูสักครั้งสองครั้ง ทีนี้จะคล่องและสนุกไม่ยอมเลิกเลย

 

 

 
กระดานหก

 
การเล่นกระดานหกจะช่วยให้เด็กได้ฝึกการทรงตัว สนามเด็กเล่นส่วนใหญ่มักมีอุปกรณ์ประเภทนี้อยู่เสมอ เริ่มต้นควรเลือกเล่นกระดานหกขนาดเล็กก่อนจะดีกว่าวิธีเล่น คุณควรคอยยืนระวังอยู่ข้างหลัง หากเห็นว่าทรงตัวไม่ดี หรือนั่งตัวเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง จะได้ช่วยจับไว้ได้ทัน

 

 

 
ม้าโยก

 
อุปกรณ์ประเภทนี้จะน่ารัก เพราะมักทำเป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ การโยกตัวขึ้นลงจะช่วยพัฒนาระบบหูชั้นในของเด็กให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ควรบอกให้ลูกยึดที่จับให้แน่นด้วยวิธีเล่น คุณแม่อาจตบมือร้องเพลงจังหวะต่างๆ ไปด้วยระหว่างที่ลูกเล่นเพื่อให้สนุกสนานมากขึ้น และช่วยพัฒนาการเรียนรู้ในเรื่องจังหวะให้กับลูกด้วย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกกลายร่างเป็นเด็กเลี้ยงแกะ

แล้วคุณจะทำอย่างไรถ้าลูกมีพฤติกรรมแบบในนิทาน (นอกจากการโกหกแล้วยังหมายรวมถึง การไม่ยอมรับผิด และพูดเรื่องที่ฟังดูไร้สาระด้วย) หากเด็กๆ ไม่กลัวตอนจบของนิทาน และยังคงมีพฤติกรรมที่พ่อแม่อย่างเราไม่พึงประสงค์ อย่าเพิ่งถอดใจ ลองมาทำความเข้าใจ แกะŽ ของลูกกันก่อนดีไหม

 

 

 
ทำไมต้องเลี้ยงแกะ

 
– เด็กๆ ขี้ลืม สมองของเด็กวัยนี้จำอะไรได้สั้นๆ เท่านั้น ลองให้โอกาสเขาทวนความจำหน่อยก็ดีนะ

 
– เด็กยังแยกจินตนาการกับความจริงไม่ออก นึกว่าความฝันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ต่อมจินตนาการของเด็กวัยนี้กำลังพัฒนา จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าเขายืนยันอยู่นั่นแหละว่าเขาบินได้ (เหมือนที่ฝันเมื่อคืน)

 
– ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญขึ้น เพราะเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ได้

 
– เพื่อหลบเลี่ยงการถูกลงโทษในแบบไม่พึงประสงค์ ซึ่งส่วนใหญ่คือการตี ลูกจึงพยายามหาทางเลี่ยง

 
– เพื่อหลอกตัวเองให้เหตุการณ์เป็นไปตามที่คิด ถ้าเขาทำจานแตก แต่บอกคุณว่ามันหล่นลงมาเอง เป็นไปได้ว่าจริงๆ แล้วเขาสำนึกผิด และอยากให้จานหล่นมาเอง แทนที่จะเป็นความผิดของเขา เป็นกลไกการปกป้องตัวเองจากเรื่องที่ทำให้ต้องเสียใจ

 

 

 
วิธีล้อมคอกแกะ

 
– เอาน้ำเย็นเข้าลูบ เมื่อรู้ว่าลูกกำลังเลี้ยงแกะ

 
– แกล้งทำเป็นไม่รู้เสียบ้าง ในกรณีที่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆคิดเสียว่าสิ่งที่ลูกพูดเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นธรรมชาติของเด็ก

 
– อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า การพูดโกหกเป็นสิ่งไม่ดี และการพูดความจริงมีความสำคัญอย่างไร

 
– สอนให้ลูกรู้จักยอมรับความจริง (และความผิด) แม้ว่าบางครั้งจะไม่น่ารื่นรมย์นักก็ตาม

 
– แสดงให้ลูกรู้ว่า แม้จะทำอะไรผิด แม่ก็ยังรัก เพื่อให้ลูกไม่สูญเสียความไว้ใจในตัวเรา

 
– ปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์และการไว้วางใจกันภายในครอบครัว (อันนี้พ่อแม่ต้องทำให้ดูเป็นแบบอย่าง)

 
– ถ้าลูกทำอะไรไม่ดี อย่าเพิ่งกล่าวโทษ เพราะจะทำให้ลูกหาทางโกหกในภายหลัง ควรพูดคุยไต่ถามรายละเอียดจากลูกจนเข้าใจเรื่องราวชัดเจน แล้วค่อยๆ อบรมด้วยท่าทีใจเย็นสงบนิ่ง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

หนูทำเองได้นะ!!

หนูอายุ 3 ขวบแล้ว ท่อง ก ไก่ได้ด้วย

 

Žผมวิ่งเร็ว ชอบกินพิซซ่า นับ 1 – 10 ก็ได้ อยากฟังมั้ย 1…2…3…6…4…7…2Ž

 

หนูรักแมวเหมียว เมี้ยวๆ หนูปีนต้นไม้ไปอุ้มแมวได้ด้วยนะ หนูไม่กลัวหรอก

 

Žผมแข็งแรง ไม่ได้เป็นหวัดสักหน่อย ฮัดเช้ย !!Ž

 
ทั้งหมดที่ว่ามาฟังแล้วคุ้นๆ ไหมล่ะ เด็ก 3 – 4 ขวบมักจะพูดถึงตัวเองในลักษณะนี้ ว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นแบบที่ว่าเลยสักหน่อย

 

 

 
เด็กคิดเองว่าโตแล้ว

 
ทำไมเด็กก่อนวัยเรียนมักจะพูดว่าตัวเองทำโน่นทำนี่ได้อยู่เสมอ ทั้งที่จริงแล้วตัวเองทำไม่ได้หรอก เหตุผลประการหนึ่งก็คือ เด็กในวัยนี้มักจะมองอะไรแต่เพียงแง่มุมเดียว สมมติว่าลูกวัย 5 ขวบเล่นน้ำในสระที่มีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเล่นน้ำอยู่ด้วย ทันทีที่เขาเห็นพวกเด็กโตกระโดดสปริงบอร์ด เจ้าลูกชายคุณก็อยากที่จะกระโดดกับเขาบ‰างไม่ได้คิดเลยว่าเขายังเป็นเด็ก ไม่มองเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเล็กกว่าพวกวัยรุ่นแค่ไหน สิ่งที่เขากำลังสนใจในขณะนั้นคือการกระโดดน้ำ ทำเลียนแบบเหมือนเด็กโต และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณต้องคอยจับตามองอยู่เสมอ

 

 

 
วัยนี้มักเชื่อมั่นในตัวเองมากไป

 
มีผลการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเด็กทำอะไรพลาดไปแล้วหลายๆ ครั้ง เขาคิดที่จะพยายามแก้ไขใหม่ให้ถูกในครั้งหน้าเสมอ ซึ่งอาจมองในแง่ดีได้ว่า การประเมินความสามารถของตัวเองแบบผิดๆ ของเด็กนั้น เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่ย่อท้อ ล้มเลิกอะไรง่ายๆ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่บางทีก็อาจนำเด็กไปสู่เหตุการณ์ที่อันตรายได้เหมือนกัน

 
แต่ด้วยอายุและประสบการณ์ที่มากขึ้นตามวัย เด็กจะสามารถแยกแยะได้เองว่า ความสามารถของเขาอยู่ในระดับใด และสิ่งไหนที่เขาสามารถทำได้จริงๆ ซึ่งพออายุเริ่มได้ราวๆ สัก 8 ขวบ เขาจะรู้แล้วว่าการทำตัวตามวัยนั้นดีกว่า สิ่งที่เคยฝืนแสดงว่าโตแล้วนั้นไม่ใช่สิ่งดี ตลอดจนคิดได้แล้วว่าอะไรบ้างที่เขาสามารถทำตามได้ แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นไป เขาก็จะไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อนฝูงอีกแล้ว เด็กก่อนวัยเรียนจะไม่พูดหรือคิดว่า คนคนนั้นตัวอ้วนกลมกว่าหนูŽ นั่นเป็นเพราะว่าเด็กไม่ได้นำเรื่องความแตกต่างกันของแต่ละคนมาประกอบการคิดน่ะสิ เขาคิดแต่ตัวเองเป็นหลัก และนี่ก็เป็นที่มาว่า ทำไมเด็กเล็กๆ ถึงคิดว่าตัวเองโตแล้วอยู่เรื่อย

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ฝึกลูกให้กล้าพึ่งพาตัวเอง

แต่ติดปัญหาอยู่อย่างเดียวคือ ไม่ยอมทำอะไรด้วยตัวเองเลย ต้องร้องเรียกให้แม่ช่วยทุกครั้ง ตั้งแต่เรื่องอาบน้ำ แต่งตัว ติดกระดุม เก็บของเล่น หรือแม้กระทั่งผูกเชือกรองเท้า

 
การที่เด็กไม่กล้าทำอะไรด้วยตนเองนั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน อาจเป็นเพราะกลัวความผิดพลาด เรียกร้องความสนใจ หรือต้องการความเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ

 
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่คุณควรทำคือ ฝึกให้ลูกกล้าพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คุณไม่ควรตระเตรียมให้ลูกไปหมดทุกอย่างจนเด็กแทบไม่ต้องขยับทำอะไรด้วยตัวเองเลย

 
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการบ่นว่าด้วยถ้อยคำจับผิดและก่อให้เกิดความรู้สึกในทางลบ เช่น เคยรู้หรือทำอะไรเป็นกับเขาบ้างไหมนี่Žหรือการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำแสดงความโมโหโกรธา เช่น ทำไมขี้เกียจอะไรอย่างนี้Ž หัดทำเองซะบ้างสิŽ เป็นต้น

 
ดร.เบ็คกี้ ไบลีย์ ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Easy to love, Difficultto discipline แนะวิธีปรับพฤติกรรมลูกไว้อย่างน่าสนใจ

 
ใช้วิธี 50 : 50 เริ่มจากขั้นแรก ควรหาวิธีพบกันครึ่งทางกับลูกเช่น ให้ลูกใส่รองเท้าข้างซ้ายเอง ส่วนคุณใส่ข้างขวาให้ และควรพูดให้กำลังใจ อย่างเช่น แม่รู้ว่ารองเท้าคู่นี้ใส่ยาก แต่เชื่อเถอะว่าลูกทำได้แน่นอนŽ

 
ส่งเสริมให้กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ ให้ลูกบอกสิ่งที่เขาสามารถทำได้เองสัก 3 อย่าง และเลือกโชว์ฝีมือสักหนึ่งอย่าง ถ้าลูกเลือกการเทน้ำผลไม้ใส่แก้ว พอเทๆ ไปเกิดลังเล มือสั่น กลัวว่าจะทำล้น หกเลอะเทอะ คุณก็ควรพูดให้กำลังใจว่า ใครๆ ก็เคยทำหกกันทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นเป็นไรเลย และแม่ว่าคราวนี้ลูกทำได้ดีมากŽ

 
สร้างเวลาแห่งความสุขร่วมกัน เชื่อเถอะว่า เด็กๆ ต้องการความใกล้ชิดและความอบอุ่นจากคุณอยู่เสมอ ดังนั้นควรสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกว่าคุณมีเวลาสำหรับเขาเสมอ หากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกัน พร้อมกับอธิบายให้ลูกฟังว่า การเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนานทำให้แม่มีเวลาน้อยลง วันนี้ลูกสามารถช่วยแม่ได้ด้วยการแต่งตัวเอง ตกลงไหม…Ž

 
การปรับพฤติกรรมเด็กจากที่มักคอยพึ่งพาผู้อื่น ไปสู่ความมั่นใจจนกระทั่งพึ่งตนเองได้ในที่สุด เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อดทนและพยายามฝึกลูกอย่างต่อเนื่อง แล้ววันหนึ่งคุณจะภูมิใจว่า ลูกเราเก่งจริง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หนูไม่เล่นกับเจ้าตัวแสบนั่น!!

Ž มีเพียงเด็กผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นเพื่อนเล่นด้วยกันได้ สงสัยว่าลูกสาวผิดปกติอะไรหรือไม่ และดิฉันควรจัดการอย่างไร

 
ดร.ทีน่า เทสสิน่า นักจิตบำบัด ที่แคลิฟอร์เนีย และผู้แต่งหนังสือเรื่อง It ends with you: Grow up and out of Dysfunction กล่าวว่า การที่ลูกสาวของคุณเกิดรู้สึกถูกคอกับเพื่อนเพศเดียวกันนั้นถือเป็นพัฒนาการปกติ การแสดงท่าทีต่อต้านเด็กผู้ชายของลูกสาวตัวน้อยของคุณก็เป็นเพียงวิธีการสื่อสารว่า พวกเขาแตกต่างกับฉันŽ ก็เท่านั้นเอง

 
เด็กวัยก่อนเรียนส่วนใหญ่จะสามารถแยกเพศได้ว่าคนนี้เป็นเด็กผู้ชาย คนนั้นเป็นเด็กผู้หญิง ก็ในช่วงอายุประมาณ

 
4 ขวบขึ้นไป พวกเขาจะเริ่มสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง เริ่มสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเพศ เช่น เด็กผู้หญิงมักจะชอบหวีผมตุ๊กตา ขณะที่เด็กผู้ชายชอบเล่นอะไรที่ออกแรงมากกว่า

 
นอกจากนี้เด็กวัยนี้จะเริ่มมีความคิดเห็นของตนเอง รู้จักแยกแยะได้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร เช่น ไม่ชอบรับประทานบรอกโคลี หรืออาหารที่มีลักษณะเละๆ เหลวๆ หรือไม่ชอบเด็กผู้ชาย ซึ่งจะทำให้เด็กเข้าหาสิ่งที่ทำให้ตนเองสบายใจ และถอยห่างจากสิ่งที่ไม่ชอบนั่นเอง

 
ในกรณีของคุณ ไม่ได้หมายความว่าลูกสาวของคุณจะไม่ยอมเล่นกับเด็กผู้ชายอีกต่อไป เพศเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่เด็กๆ ใช้พิจารณาเวลาที่ต้องการเพื่อนเล่นเท่านั้น ความสนใจในกิจกรรมที่คล้ายคลึงกัน อย่างเช่น ชอบก่อกองทรายเหมือนกัน หรือชอบวิ่งเล่นนอกบ้าน ก็มีส่วนทำให้เด็กๆ ชอบเล่นด้วยกัน

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หยุดพฤติกรรม กัดเล็บ และ ดึงผม

ยิ่งพยายามห้ามก็เหมือนยิ่งยุใจเย็นๆ ก่อน พฤติกรรมกัดเล็บหรือดึงเส้นผมของตัวเองนั้น เป็นวิธีที่เด็กใช้เพื่อระบายความเครียด วิตกกังวล โดยที่ไม่รู้ตัว เมื่ออยู่ในบางสถานการณ์ น้อยมากที่จะถึงขั้นน่าเป็นห่วง (ต้องคุยกับกุมารแพทยŒ หากถึงขั้นดึงผมหลุดออกมาเป็นกระจุกหรือทำร้ายตัวเอง)และส่วนใหญ่เมื่อเด็กโตจนอายุ 6 ขวบ ก็จะเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ไปเอง ในระหว่างนี้ลองวิธีการเหล่านี้ดูก่อน เพื่อให้เด็กๆ รู้จักรับมือกับความเครียด

 
– หาวิธีทดแทน ลองสังเกตว่าเมื่อใดบ้างที่ลูกจะทำอาการที่ดูเสียบุคลิกดังกล่าว และเมื่อลูกทำ บอกลูกว่ามันแสดงถึงว่าเขากำลังเครียด เสนอวิธีอื่นๆ ที่จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ให้ลูก เช่น สูดหายใจลึกๆถูมือกับตุ๊กตายาง ดีดเปียโนสมมติบนตักตัวเองเป็นต้น

 
– สร้างบรรยากาศที่ดี ในช่วงที่เริ่มเข้าอนุบาลเป็นช่วงที่เด็กมีความเครียด เพราะฉะนั้นคุณควรทำให้การไปโรงเรียนเป็นสิ่งที่คาดเดาได้(ว่าจะเจออะไร) และสนุก เมื่อลูกตื่นมา ลองให้เขาฉีกยิ้มและพูด อรุณสวัสดิ์คร้าบ / ค่าเช้าวันใหม่Ž ให้เขาแต่งตัวทานอาหารในเวลาเดิม ก่อนออกจากบ้านชวนให้หันไปโบกมือบ๋ายบายบ้านของเขาสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกเคยชินและลดความเครียดลงไปได้

 
– หาคู่ซี้ให้ หารูปของคุณที่ถ่ายกับเขา หรือตุ๊กตาสัตว์ตัวเล็กๆ ให้เขาพกติดตัวไว้ เพื่อจะได้รู้สึกปลอดภัยเมื่อไม่ได้อยู่ใกล้คุณ

 
– ปลอบประโลม พยายามโอบกอด หรือเพียงแต่วางมือบนไหล่เขาเบาๆ เมื่อเขาดูวิตกกังวล การกระทำเหล่านี้มีผลต่อจิตใจมากมายกว่าที่คุณคิด

 
– ให้รางวัล ให้รางวัลเวลาลูกยอมหยุดกัดเล็บหรือดึงผม เช่นเป็นสติ๊กเกอร์ (สะสมแต้ม) ชื่นชมเมื่อลูกทำได‰หลายครั้ง และให้เอาแต้มมาแลกรางวัลอื่นๆ จากคุณได้

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หนูอยากแต่งหน้าบ้าง

เพราะเด็กประถมมักชอบเลียนแบบคนอื่น ความสนใจเรื่องเครื่องสำอางจึงเกิดจากการอยากเลียนแบบคุณมากกว่าอยากแต่งหน้าจริงๆ จังๆ

 
แต่คุณคงไม่อยากให้แม่สาวน้อยแวะเวียนไปที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางบ่อยๆ จนกว่าจะโตเป็นสาวแล้วจริงๆ เพื่อช่วยให้ลูกสมใจอยาก คุณอาจอนุญาตให้เธอ… แต่งหน้าแบบปลอมๆ

 
หาแปรงปัดหน้าเก่าๆ ให้ลูกสัก 2 – 3 ด้ามพร้อมกระจกบานเล็กๆ และกิ๊บติดผมแบบเก๋ๆ (เตรียมถุงหรือกระเป๋าเครื่องสำอางใบเก่าให้ลูกใช้เก็บของเหล่านี้ด้วย) ให้เธอนั่งลงใกล้ๆ ขณะที่คุณกำลังแต่งหน้าไปทำงานตอนเช้าหรือเตรียมตัวออกไปดินเนอร์กับครอบครัวตอนค่ำ ให้ลูกแต่งหน้าตัวเองแบบปลอมๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่คุณจัดหาให้ แล้วอย่าลืมชมความงามของเธอด้วยล่ะ !ลองของจริงดูบ้าง

 
แม้สาวน้อยหน้าใสจะยังไม่ควรมีแป้งรองพื้นเป็นของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ควรซื้อลิปบาล์มให้ลูกใช้เป็นการส่วนตัว เลือกชนิดที่ผสมสารกันแดดด้วยก็ยิ่งดี เพราะนอกจากเธอจะได้สวยสมใจแล้ว ริมฝีปากอันบอบบางก็จะได้รับการปกป้องด้วย คุณอาจให้ลูกทาแก้มด้วยโลชั่นที่เป็นประกายระยิบระยับ หรือทาเล็บสีชมพูอ่อนๆ ด้วยก็ได้ รับรองแม่สาวน้อยต้องเดินโชว์เล็บทั้งวันแน่ๆ

 
เล่นบทช่างแต่งหน้า หาลิปสติกแท่งเก่าและแปรงปัดหน้าที่ไม่ใช้แล้ว ให้ลูกใช้แต่งหน้าตุ๊กตาตัวโปรดเล่นๆ

 

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกแสบซ่าเหมือนตอนยังเล็ก

แต่พอ 3 ขวบก็เลิกทำ กลายเป็นเด็กน้อยน่ารักน่าเอ็นดูสำหรับทุกๆ คน ตอนนี้ลูกรักอายุ6 ขวบแล้ว จู่ๆ พฤติกรรมเหล่านั้นก็เกิดขึ้นอีกแถมยังหนักกว่าเดิมเสียอีก บางครั้งแม่หนูถึงกับกลอกตาใส่คุณเหมือนพวกเด็กวัยรุ่นไม่มีผิด

 
เหตุใดนางฟ้าน้อยๆ ผู้แสนจะอ่อนหวานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จึงเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้ ด็อกเตอร์คอนนี เวลนักจิตวิทยาเด็กแห่งโรงพยาบาล Childrenžs MemorialHospital ในชิคาโก อธิบายว่า เด็กวัย 6 ขวบมักมีความรู้สึกที่รุนแรง และสิ่งที่เด็กวัยนี้เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ พวกผู้ใหญ่อย่างเราๆ ลูกก็หันหลังให้ หรือกระชากประตูปิด ใส่หน้า คุณก็พยายามอย่าซีเรียสมากจนเกินไป แต่ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่าไม่ควรทำพฤติกรรมแบบนั้นอีก และเมื่อตัวแสบอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ให้คุยกับลูกว่ายังมีวิธีอื่นๆ อีกตั้งมากมายที่จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ คุณต้องพยายามชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้ลูก อดทน และให้ความรักแก่ลูกอย่างเพียงพอ เท่านี้ตัวแสบก็จะผ่านพ้นช่วงวัยวิกฤติตอน6 ขวบไปได้อย่างราบรื่น และ (หวังว่าจะ)กลายเป็นเด็กน้อยวัย 7 ขวบที่มองโลกในแง่ดี และทำตัวน่ารักกว่าเดิม

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ทำไมหนูถึงน้ำมูกไหล

ช่วยป้องกันเราจากเชื้อโรค แบคทีเรีย สิ่งสกปรก และมลพิษในอากาศ ด้วยการดักจับเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ปอด
เด็กๆ มักจะมีน้ำมูกไหลย้อยออกมา
– เวลาไม่สบาย ร่างกายจะผลิตน้ำมูกค่อนข้างมากเพื่อช่วยในการกำจัดเชื้อโรค โดยน้ำมูกกับเชื้อโรคจะผสมรวมกันในเวลาที่เราสั่งน้ำมูกออกมา
– ตอนร้องไห้ น้ำตาไม่ได้ไหลออกทางตาแต่เพียงอย่างเดียวนะมีบางส่วนที่ไหลซึมเข้าไปข้างในและออกมาทางจมูก
– เวลาที่จมูกแห้ง อากาศสามารถทำให้จมูกเรารู้สึกแห้งได้ ดังนั้นโพรงจมูกจึงต้องทำหน้าที่หนักขึ้นกว่าเดิมในการดักจับเชื้อโรคบางครั้งจึงมีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาบ้าง
– เวลาที่เป็นหวัด ในจมูกของเรามีอุณหภูมิที่ค่อนข้างอบอุ่น ดังนั้นเมื่อสภาพอากาศข้างนอกเย็นลง น้ำจำนวนเล็กน้อยในจมูกของเราจะรวมผสมกับน้ำมูก แล้วไหลออกมาให้เราได้เช็ดกันสนุกนั่นแหละค่ะ
ไม่ว่าลูกของคุณจะน้ำมูกไหลด้วยเหตุผลใด ต้องจำไว้ว่าในน้ำมูกเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคสารพัดแบบ ดังนั้นควรจะให้ลูกสั่งน้ำมูกออกมาแทนที่จะสูดกลับเข้าไป

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง