ปวดหัวกับลูก เหวี่ยงทีไรไม่กัด ก็ตี ทุกที

Q. ลูกอายุเกือบ 2 ขวบค่ะ ช่วงนี้เวลาเขาอารมณ์ไม่ดีจะกัด ตีแม่บ้าง คนในบ้านบ้าง ตีเพื่อนที่เล่นด้วยก็มีค่ะ ขว้างของ ร้องงอแงโวยวาย บางทีก็ห้ามไม่ทัน ดุหรือเตือนก็ไม่ค่อยได้ผล ตอนเล็กๆ ไม่เป็น จะทำอย่างไรได้บ้างคะ

 

 

 
ผู้ใหญ่มองพฤติกรรม กัด ตี ข่วน ขว้างปาสิ่งของหรือร้องโวยวาย เป็นพฤติกรรมไม่ดี ไม่น่ารัก ไม่อยากให้ลูกหลานของเราทำ แต่ทั้งหมดเป็นการแสดงออกของวัยเตาะแตะเวลาที่เขาหงุดหงิดค่ะ

 
กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการอธิบายว่า สำหรับเด็กวัยเตาะแตะแล้ว โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากมายอยู่รอบตัวเขา เขาอยากรู้อยากเห็น อยากทำนั่นทำนี่ไปหมด เพราะเขาเดินได้ วิ่งได้แล้วนี่ แต่แน่นอน เขาไม่สามารถไล่ตามทุกอย่างได้ทัน และทักษะการพูดของเขาก็ยังไม่ดีนัก ยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ด้วยการพูดหรือบอกได้ทั้งหมด

 
ที่สำคัญเด็กในวัย 1-3 ขวบ ยังไม่เข้าใจเรื่องของเหตุและผล นี่คือสาเหตุว่าเพราะอะไรการอธิบาย ดุ เตือนหรือแม้แต่ตีเมื่อลูกทำพฤติกรรมไม่น่ารักทั้งหลาย หลายรอบแล้ว เขาก็ยังทำอีก

 
นอกจากนี้วัยเตาะแตะยังไม่รู้จักอารมณ์ต่างๆ อีกทั้งไม่มีทักษะหรือวิธีที่จะรับมือกับอารมณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีที่เข้ามาหาเขามากเกินไป ดังนั้นเมื่อเกิดอารมณ์ไม่ดีหรือไม่พอใจขึ้น พฤติกรรมไม่น่ารักทั้งหลายของเด็กวัยนี้จึงเป็นความพยายามที่จะบอกความรู้สึกของเขาให้พ่อแม่รู้ หรือเป็นการแสดงความโกรธของเขานั่นเอง

 
อย่างไรก็ดี การปล่อยให้ลูกน้อยมีพฤติกรรมแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดี มาดูกันว่าคุณจะทำอะไรได้บ้าง

 

 

 
1. ตั้งรับอย่างสงบ ขณะที่เห็นลูกกัด หรือออกอาการใดๆ ให้พูดกับลูกด้วยท่าทีสงบ และน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่กัด (ตี ข่วน ขว้างปา โวยวาย) ลูก กัดทำให้เจ็บ แม่เจ็บนะ”

 
2. ระวัง! เข้าใจผิดถ้าหวังว่าการกัดตอบหรือตีตอบเขา จะทำให้ลูกรู้ว่าเจ็บอย่างไร คราวหน้าเขาจะได้ไม่ทำอีก ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า จะไม่ได้ผลอย่างนั้น แต่จะกลายเป็นว่าคุณโต้ตอบความก้าวร้าวด้วยความก้าวร้าว

 
3.สอนให้รู้จักอารมณ์ ลดความหงุดหงิด “ลูกโกรธเนอะ ลูกอยากเล่นกับใบหม่อน (หรือแม่) แต่ใบหม่อน (หรือแม่) ไม่ได้ยิน …เอาใหม่ เรามาขอโทษพร้อมๆ กันนะ แล้วมาเล่นกันต่อ จะเล่นอะไรดี รถไฟหรือทำกับข้าว”

 
4. ไวต่อสัญญาณก่อนเหตุล่วงเลย เด็กวัยเตาะแตะส่วนใหญ่จะหงุดหงิด หัวเสีย โมโห เพราะมีสิ่งกระตุ้น ได้แก่ เวลาเหนื่อย หิว ร้อน เจ็บ ได้รับการกระตุ้นมากเกินไป หรืออยู่ในสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย

 
หากคุณสังเกตสัญญาณเหล่านี้ได้ก่อน ทำอะไรบางอย่างได้ทันในสถานการณ์นั้นได้ เช่น หาทางลดสิ่งกระตุ้น หรือพาลูกออกมาจากสิ่งกระตุ้น เพื่อให้เขาได้สงบอารมณ์ ก็จะช่วยได้ระดับหนึ่งทีเดียว

 
แม้คุณจะสังเกตสัญญาณบอกเหตุไม่ทัน แต่ความอดทนและใจเย็นพอที่จะรับมือ คุณก็ช่วยลูกน้อยให้เขาได้ค่อยๆ เรียนรู้การแสดงอารมณ์ด้วยวิธีที่รุนแรงน้อยลง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

สอนเรื่องเวลา กับ เด็กวัยอนุบาล

Q. พอลูกเริ่มไปโรงเรียนก็เลยซึ้งกับคำว่า ไม่รู้ร้อนรู้หนาวค่ะ บางวันยิ่งรีบกลับยิ่งช้า เก็บอารมณ์กันไม่ทันทีเดียว คิดว่าต้องสอนเรื่องเวลาไปพร้อมๆ กับกิจวัตรประจำวัน จะได้หรือไม่คะ อยากได้คำแนะนำค่ะ

เป็นไอเดียที่ดี และทำได้แน่นอนค่ะ แม้ว่าลูกวัยนี้ยังไม่เข้าใจเรื่องตัวเลขและจำนวน จึงไม่เข้าใจเรื่องเวลา และมีเหตุผลอย่างน้อย 2 ข้อที่เราจำเป็นต้องสอนเรื่องเวลาให้ลูกๆ ค่ะ อย่างแรกความเป็นไปในแต่ละวันมีเวลาเป็นเครื่องกำกับ เด็กที่ทำอะไรอย่างรู้เวลา แปลว่าเขามีวินัย และข้อสอง การรู้จักเวลาทำให้เขาอดทนและรอคอยเป็นการสอนเรื่องเวลาให้เด็กๆ ก็เหมือนกับการฝึกวินัยเรื่องอื่นคือสอนทีเดียวไม่จบ แต่ค่อยๆ เรียนรู้ไปได้ คุณหมอหรือคนที่ทำงานกับเด็กจึงมักแนะนำการสอนเรื่องเวลาให้ลูกว่า เริ่มได้ตั้งแต่เบบี๋ เช่น พูดคุย บอกกับลูกว่าคุณกำลังทำอะไร ระหว่างที่อยู่กับเขา เช่น “แม่กำลังหยิบเสื้อให้ อุ่นนมให้ แป๊บเดียว เดี๋ยวหม่ำของอร่อยกันนะ ฯลฯ”

พอถึงวัยเตาะแตะจะให้เขาทำอะไร ไม่ทำอะไร ตอนไหน ก็ใช้วิธีบอกให้เขานึกภาพออก เช่น “ลูกจะเล่นได้จนคุณพ่อกลับถึงบ้าน แล้วไปอาบน้ำ แต่งตัวไปกินข้าวที่บ้านคุณปู่กันนะ” “แม่เก็บผ้าพับผ้าเสร็จ ค่อยออกไปสนามเด็กเล่นกัน”

มาถึงวัยอนุบาล ที่แม้จะรู้ความจนเริ่มป่วนพ่อแม่เป็น แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจเรื่องเวลา ยิ่งถ้าไม่ค่อยได้ฝึกมาก่อนหน้านั้น 1 นาทีกับ 5 นาทีก็เท่ากันหมด เพราะเด็กวัยนี้พูดปุ๊บก็ต้องเดี๋ยวนี้ปั๊บ แต่แน่นอนว่าเขาได้เรียนรู้แล้วว่าอะไรทำก่อนทำหลัง ดังนั้นการฝึกให้เข้าใจเรื่องเวลามากขึ้นจึงทำได้ไปพร้อมๆ กับการทำกิจวัตรประจำวัน

1. บอกเป็นกิจกรรม

เช่น “พรุ่งนี้พวกเราจะไปห้างสรรพสินค้า เราจะไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อน ซื้อของเสร็จ เราจะไปกินไอศกรีม แม็คคิดไว้ตอนนี้ได้เลยลูกจะกินรสอะไร กินเสร็จก็พาแม็กไปตัดผมต่อ“ หรือ “หลังอาบน้ำเสร็จแล้ว ก็จะต่อด้วยแปรงฟัน “ หรือ “ดื่มนมให้เรียบร้อยก่อน ค่อยแปรงฟัน จากนั้นอ่านนิทาน แล้วก็เข้านอน“

2. ให้ตัวเลือก+ตั้งเวลา

เด็กวัยนี้การให้ตัวเลือกยังใช้ได้ผล “แต่งตัว 5 หรือ 6 นาทีดีลูก แม่ตั้งเวลาให้”ตกลงกันแล้วคุณก็ตั้งเวลาจากโทรศัพท์ หรือนาฬิกาปลุกเล็กๆ ตามแต่สะดวก ถึงเวลาให้เขาได้กดเอง หากยังไม่เสร็จก็ถามเขาได้ “อีกกี่นาทีเสร็จ 2 หรือ 3 นาที” เมื่อลูกทำได้ อย่าลืมกอดหรือหอมเขาสักฟอด คราวต่อไปเขาก็มีแรงใจทำอีก

การได้เลือกและกดเวลาเป็นวิธีที่เด็กๆ ให้ความร่วมมืออย่างที่คุณจะคาดไม่ถึง เขาได้เลือกเองและเขาจะได้เห็นภาพว่าระยะเวลาที่เขาทำแต่ละกิจกรรมมากน้อยขนาดไหน แปรงฟัน ดื่มนม เล่นของเล่น โดยเฉพาะเล่นเกม ฝึกไว้ตั้งแต่ตอนนี้ โตขึ้นการควบคุมเวลาเล่นเกมและออนไลน์ของลูกจะไม่ใช่ยาขมสำหรับคุณ

3. นับเลข

อยากให้เขาทำอะไรเร็วขึ้น ใส่เสื้อ ใส่กางเกง ติดกระดุม รูดซิบ เร็วขึ้นก็นับเลข “นับ 1-10 นะ โอ๊ตจะใส่เสื้อเสร็จเลขไหน”ทำให้สนุก แม่อยากได้เร็วแค่ไหน เจ้าหนูก็จัดให้

4. เผื่อเวลา

ถึงจะมีตัวช่วยต่างๆ แล้ว ก็ยังต้องประเมินด้วย ถ้าการอาบน้ำแต่งตัวของลูกคุณไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ทั้งลูกและคุณอาจต้องการเวลาเพิ่ม เพื่อไม่ให้ต้องมีอาการเร่งรีบ จนต้องเสียอารมณ์กัน การเผื่อเวลาไว้ จะช่วยให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น

5. ใช้ปฏิทินก็ได้

นอกจากยังไม่เข้าใจเรื่องเวลาแล้ว วัยนี้ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องวันด้วย แต่ก็เรียนรู้ได้ เริ่มจากกำหนดวันพิเศษของเดือน เช่น วันไปเที่ยวของครอบครัว (ไม่ควรกำหนดให้ไกลเกินไป เด็กวัยนี้ความสุขตรงหน้าสำคัญที่สุด) “อีก 4 วันเราจะไปทะเลกัน ทำเครื่องหมายบนวันที่ให้เขาเห็น ถึงเวลานับวันเข้าใกล้ ก็ให้เขาเป็นคนทำเครื่องหมายบนปฏิทินเอง

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

เมื่อลูกสาวคลั่งนักร้อง พ่อแม่ทำอย่างไรดี

Q: ลูกสาวมีนักร้องคนโปรดชนิดทุ่มเทเวลาให้จนไม่เป็นอันทำอะไรค่ะ เปิดเพลงของศิลปินคนโปรดตลอด ติดตามข่าวสารไม่ขาด เริ่มใช้จ่ายเพื่อการนี้มากขึ้น ทั้งของสะสม ไปดูคอนเสิร์ต ตามไปงานอีเว้นท์ ฯลฯ แรกๆ ก็มองว่าลูกเริ่มโตใกล้ 10 ขวบแล้วก็ต้องมีงานอดิเรกหรือกิจกรรมโปรด แต่ปล่อยให้ชอบจัดขนาดนี้จะธรรมดาหรือเปล่า เราจะทำอะไรได้บ้าง ห่วงกระทบเรื่องเรียนและเรื่องอื่นด้วยค่ะ

ที่คุณยังไม่ด่วนตัดรอนความชื่นชอบของลูกถือเป็นสัญญาณดีทีเดียว เพราะการใส่ใจและส่งเสริมให้เขาทำหรือมีกิจกรรมที่ชอบและเลือกเองเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นสิ่งที่ลูกวัยนี้ต้องการเลยละค่ะ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า มีหลายเหตุผลที่เด็กวัยประถมปลายควรมีกิจกรรมอื่นทำ นอกเหนือจากการเรียน

1. อยากรู้ความสามารถของตัวเอง

นอกจากเหตุผลว่าเด็กๆ ควรได้ผ่อนคลายจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กวัยนี้ยังต้องการรู้ว่าตัวเขามีความสามารถหรือไม่สามารถด้านไหน มีจุดเด่นจุดด้อยเรื่องอะไร เพราะเขาก็อยากรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความมั่นใจในตัวเอง และยอมรับความสามารถของตัวเองตามจริง

2. ความต้องการเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน

แม้ลูกวัยนี้ยังต้องการและรับฟังความคิดเห็นของพ่อแม่ รวมทั้งยังอยากทำกิจกรรมต่างๆ กับพ่อแม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขาถึงวัยที่กลุ่มเพื่อนเพศและวัยเดียวกันมีอิทธิพลกับการพัฒนาความมั่นใจในตัวเอง และบุคลิกภาพของเด็กวัยนี้ด้วย

3. อิทธิพลของสื่อและการตลาดในกระแสทุนนิยม

ทีนี้ถ้าความชอบของลูกมากขนาดไม่เป็นอันทำอย่างอื่น การสนับสนุนแบบนั้นต่อไปย่อมไม่ใช่หนทาง คุณพ่อคุณแม่ต้องกลับลำนิดหน่อย มาช่วยลดดีกรีลูกให้ มาดูกันค่ะว่าคุณจะทำอะไรได้บ้าง

4 วิธีแตะเบรกพี่โต เมื่อความชอบเกินพิกัด

1. สนใจสิ่งที่ลูกชอบ

ปล่อยให้ลูกชอบอยู่คนเดียว คุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง โอกาสจะชวนลูกมองมุมอื่นๆ ยิ่งมืดมน ถามหรือคุยถึงศิลปินสุดปลื้มของเขา การคุยอย่างเป็นกันเอง รับฟังไม่ด่วนสรุป ตัดสิน คุณก็จะมีจังหวะแลกเปลี่ยนกับลูกถึงมุมอื่นๆ มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก เช่น เขาจะเป็นศิลปินต้องทำงานอย่างหนัก แต่ก็ตั้งใจเรียน ไม่ทิ้งการเรียน เป็นต้น คุยไปคุยมาเผลอๆ คุณจะอึ้ง เสียเวลาตั้งสติอยู่เป็นนาน ลูกอาจชอบนักร้องคนนี้เพราะสาเหตุนี้อยู่แล้วก็ได้

2. ช่วยมองหาความสามารถหรือข้อดีอื่นๆ ของลูก

แทนที่จะกังวลมากจนกลายเป็นบ่นว่า จนถึงห้ามปราม ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณไม่เข้าใจ จะยิ่งต่อต้านได้ น่าจะหันมามองความสามารถอื่น หรือสิ่งที่เขาทำได้ดี และชวนให้เขาทำสิ่งนั้นไปด้วย ลูกหัวใจพองโตเสมอที่พ่อแม่เห็นข้อดีและชื่นชมออกมา มากกว่าย้ำจุดด้อยและข้อเสีย หรือชวนกับไปทำกิจกรรมอื่นด้วยกันทั้งครอบครัว ให้เขาได้ประสบการณ์ใหม่ๆ มองเห็นความสามารถและความชอบอื่นๆ ของตัวเอง

3. ไปไหนไปกัน

ลูกวัยนี้ยังต้องการความเห็นและอยากทำกิจกรรมร่วมกับพ่อแม่  ถ้าพ่อแม่ยินดีไปทำสิ่งที่เขาชอบทำคุณก็มีโอกาสให้ความเห็นการใช้เงินเพื่อความชอบอย่างเหมาะสม และยับยั้งสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรได้ เพราะคุณชี้แนะให้ลูกเห็นกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ ได้

4. กำหนดระยะเวลาใช้สื่อ

การควบคุมเวลาใช้สื่อต่างๆ ยังจำเป็น วินัยและการรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองยังเป็นเรื่องต้องฝึกต่อไป ลูกจะรู้สึกอุ่นใจที่คุณยังสนใจเขา ช่วยให้เขามั่นใจที่จะยั้งและควบคุมตัวเองต่อไป

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

3 มุมใหม่ ชวนลูกๆ ใช้โซเชียลมีเดีย

4 มุมใหม่ ชวนลูกๆ ใช้โซเชียลมีเดีย

เพราะเด็กยุคใหม่โตมากับโซเชียลมีเดีย (Social Media) เช่น Facebook, Instagram, Twitter เป็นต้น ลูกวัยทวีน 10-12 ปีจะใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตอบสนองธรรมชาติของวัยเขา ธรรมชาติของวัยที่กังวลกับการยอมรับและภาพลักษณ์ของตัวเอง จึงต้องการสร้างตัวตนหรือภาพลักษณ์ของตัวเองหรือแข่งขันในความสามารถด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน

ทว่ามีผลการศึกษาชี้ว่าการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กของเด็กก่อนวัยรุ่น มีทั้งเสริมให้เกิดความมั่นใจ ขณะเดียวกันก็ทำให้เด็กหลายๆ คนสูญเสียความมั่นใจได้โดยไม่รู้ตัว จะทำอย่างไรให้ลูกเราใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์กับตัวเขาเอง มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันค่ะ

1. สร้างความมั่นใจให้ตัวเอง

แม้การควบคุมระยะเวลาในการอยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเรื่องจำเป็น แต่วิธีเล่นก็ไม่เป็นรอง การสละเวลาแนะนำลูกๆ ให้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่คุณทำได้

2. อย่าเป็นแต่ผู้ติดตาม

“เอาแต่ดูหน้าจอ Feed ของเพื่อนๆ แล้วยิ้มคนเดียว เพื่อนจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าลูกคิดยังไง แม่ก็เคยเป็นนะ….ไม่ค่อยอยากบอกความคิดเรา เดี๋ยวนี้ดีออก แค่กดไลค์หรือแสดงความเห็นตามแบบของเรา เราพูดน้อยก็แสดงความเห็นน้อย คนอื่นก็พอรู้แล้วว่ามุมหนึ่งของตัวลูกเป็นแบบไหน หรือเราตามติดเพจไหน ก็แสดงว่าเราสนใจเรื่องนั้น ก็บอกตัวตนอีกมุมของเราได้ ดีออก ไม่ต้องอธิบายกันยืดยาวนะ”

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยสองแห่งในประเทศเยอรมันพบว่าการเล่นเฟสบุ๊คในลักษณะของผู้ติดตามโดยไม่อัพเดตของตนเอง กระตุ้นความอิจฉาและรู้สึกไม่พอใจมาก และจะรุนแรงขึ้นเมื่อได้เห็นรูปที่เพื่อนๆ ไปเที่ยว

3. ชวนอ่านตัวเอง

“ถ้าลูกกดไลค์สิ่งที่ไม่ชอบ แสดงว่านั่นไม่ใช่ตัวลูก แต่ก็ต้องถามว่าลูกต้องการอะไร ถ้าทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้คนอื่นทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักได้มองอย่างนั้น ลูกอยากให้ตัวเองเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า”

การศึกษาของ The Human–Computer Institute at Carnegie Mellon พบว่า การรับรู้กิจกรรมทางโซเชียลของคนที่ไม่ได้รู้จักกันในชีวิตจริงและพยายามสร้างตัวตนหรือรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองมากเกินไป สัมพันธ์กับความรู้สึกซึมเศร้าและยิ่งเหงาของเด็กๆ

4. โลกออนไลน์เป็นเพียงส่วนเดียวของชีวิต

“การโพสต์สิ่งต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นรายวันหรอกลูก แต่ละคนมีช่วงเวลาที่สวยหรูต่างกันไป นำเสนอเรื่องดีของตัวเอง และมักไม่พูดถึงสิ่งไม่ดี การรู้จักแยกแยะ ไตร่ตรองเรื่องที่เราติดตามถึงจะช่วยให้ลูกเป็นตัวเองมากขึ้น เพราะลูกรู้ว่าในโลกออนไลน์ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีอะไรอีกเยอะที่เราไม่รู้หรอก”

ผลการศึกษาของ Cornell University ปี 2011 พบว่า กลุ่มเด็กที่พ้นวัยรุ่นแล้วและเริ่มเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยตัวเองได้ดี เป็นกลุ่มเด็กที่รู้จักคัดกรองข้อมูลหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จึงมีความมั่นใจและรู้จักนำเสนอจุดเด่นของตัวเองออกมา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพ่อแม่หรือผู้ปกครองช่วยแนะนำหรือส่งเสริมให้เข้าใจการใช้โซเซียลมีเดียมาตั้งแต่ก่อนเข้าวัยรุ่น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-37] หัดปูนปั้นตักข้าวเองคำแรก

       ช่วงที่ปูนปั้นอายุประมาณใกล้ๆ 1 ขวบ เราเริ่มคุยกันว่าจะสอนให้เจ้าปูนปั้นตักข้าวกินเองเมื่อไหร่ดี เพราะเราเองอยากสอนให้เขาเริ่มรู้จักช่วยตัวเอง แต่อีกใจหนึ่ง ถ้าสอนเร็วเกินไป เจ้าปูนปั้นไม่ยอมกินเอง แล้วเราต้องกลับไปป้อน ก็เกรงว่าต่อไปจะเริ่มสอนใหม่ก็อาจจะยากขึ้น เพราะเขาเรียนรู้ซะแล้วว่า ถ้าเขาไม่กินเอง เดี๋ยวปะป๊าหม่าม๊าก็ต้องกลับมาป้อน

        นั่งนึกกับหม่าม๊า จำได้ว่า เราน่าจะเริ่มให้ปูนปั้นตักข้าวกินเอง ตอนอายุเกิน 1 ขวบไปไม่มากนัก ซึ่งจริงๆก็ถือว่ายังเด็กมาก แต่เราเชื่อว่าเด็กสอนได้ นอกจากนั้นเจ้าปูนปั้นก็อยู่ที่เนอร์สเซอร์รี่ในตอนกลางวันที่ปะป๊ากะหม่าม๊าไปทำงาน ซึ่งเราได้คุยกับพี่ๆที่เนอร์สเซอร์รี่ แล้วทราบว่าเจ้าปูนปั้นก็สามารถตักกินเองได้ แต่พออยู่บ้าน ด้วยสัญชาติญาณที่ติดตัวมา เขาคงรู้ว่าเรียกร้องจากใครได้ ดังนั้นเจ้าตัวป่วนก็จะให้หม่าม๊ากะปะป๊าป้อนดีกว่า เมื่อเราตัดสินใจว่า เราจะไม่ป้อนหละ สิ่งแรกที่หม่าม๊ากับปะป๊าต้องตกลงกันก่อน ก็คือ

  • เราต้องทำใจกับความเลอะเทอะที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าปูนปั้นและเสื้อผ้า ซึ่งนั่นก็หมายถึง การที่เราอาจจะต้องอาบน้ำเจ้าปูนปั้นซ้ำอีกครั้งหลังกินข้าว (ตื่นเช้าเราอาบน้ำให้ปูนปั้นสบายตัวก่อนหม่ำข้าว และเวลาป้อน เราจะมีแผ่นพลาสติกกันเปื้อนสวมคอ ทำให้ไม่เลอะ)

 

  • เราต้องทำใจกับความเลอะเทอะที่จะเกิดกับจาก จาน ชาม โต๊ะ พื้น รวมไปถึง การใช้อุปกรณ์เยอะเกินปกติ (ชามกลิ้ง ช้อนหล่น และ อื่นๆ) และการถูพื้น 3 เวลาหลังอาหาร

 

 

  • เมื่อเราตกลง 2 ประเด็น ข้างบนได้ เราจะต้องไม่เอาความเลอะเทอะเปรอะเปื้อนมาหงุดหงิด แม้งานจะงอก (ทำใจเผื่อจินตนาการในการทำเลอะที่เราคิดไม่ถึงไว้ได้เลยครับ – อย่างเจ้าปูนปั้น ใครจะคิดอยู่ดีๆ มีมุก เอาช้อนไปป้อนที่ตาพร้อมทำเสียงประกอบ คลิกดูคลิปเลย )

 

 

  • จากนั้น เราก็ตกลงกันว่า ถ้าเขาไม่ยอมกิน เราจะใจแข็งไม่ป้อน จะแค่มาพูดคุยชักชวนให้เจ้าปูนปั้นกิน แต่ถ้าดื้อไม่กิน ก็ต้องให้อดเป็นอด เดี๋ยวหิวก็คงร้องขอเอง เพราะมันเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ที่หิวก็ต้องกิน

 

 

        เมื่อเราตกลงกันได้แล้ว เราก็ดำเนินการตามแผนนั้น อาจจะเป็นโชคดีของเราที่เจ้าปูนปั้นเอง ก็ไม่ใช่เด็กกินยาก และเวลาที่เราป้อนข้าวให้เขาทาน เราก็มักจะให้เขาหยิบช้อนเด็ก ลองตักเล่นๆ ไปด้วย (สิ่งสำคัญคือ ไอเท็ม เหล่านี้มีอิทธิพลมาก เจ้าตัวป่วนชอบ  McQueen ชอบ Thomas ดังนั้น จานช้อนชาม ต้องทำให้เขายิ้มแป้นได้) ซึ่งตอนที่ตัวจิ๋วกว่านี้กล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ของเจ้าปูนปั้น ยังไม่แข็งแรง ตักไม่ค่อยขึ้น ก็จะมีหกเลอะเทอะเล็กๆน้อยๆ บ้าง  ดังนั้นพอเราเริ่มจะให้เขาตักทานเอง เขาก็พอจะจับช้อนได้แข็งแรงขึ้น แต่ช่วงแรกๆ ในการตัก เราก็ต้องประคองเขาบ้าง เพราะแม้เจ้าปูนปั้นพอจะตักเองได้ แต่พอจะยกเข้าปากช้อนก็ตะแคงไปมา คำแรกๆ เนี่ย ได้แต่ดูดๆน้ำที่ติดช้อนเท่านั้นเองครับ

        ด้วยความอดทนมุ่งมั่น (ของปะป๊า หม่าม๊า) ไม่กี่วันเขาก็เริ่มตักทานได้เอง แต่ก็แน่นอน หกเกลื่อนไปหมด ซึ่งเราจะต้องไม่หงุดหงิด ไม่ดุ เพราะนั่นคือการเรียนรู้ทั้งนั้น ถ้าเราไปดุ เขาจะเรียนรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ผิด (แล้วเขาอาจจะไม่ตักกิน เพราะกลัวโดนดุก็เป็นได้)

        นอกจากไม่ดุ เราต้องให้กำลังใจชมเชยด้วย ทุกคำในครั้งแรกๆที่เขาหม่ำสำเร็จ ปะป๊ากับหม่าม๊า จะตบมือ ทำเสียงเชียร์ ทำท่าดีใจ ประมาณเหมือนประเทศไทยได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก

        หลังจากที่เจ้าปูนปั้นหม่ำเองเป็น สิ่งที่ชื่นใจคือ ปูนปั้นไม่ยอมให้เราป้อนข้าวให้พักใหญ่ ถ้าเราจะป้อน เขาจะขอช้อนมาเอง ไม่ยอมให้เราป้อน หรือ ถ้าเราป้อน เขาจะไม่ยอมทาน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะสนุกที่ได้ทำสิ่งใหม่ๆเอง ก็เป็นได้

        แต่เด็กก็คือเด็กครับ เมื่อตักกินเป็นเองแล้ว ความสนุกลดลง เราก็ต้องพยายามหาอะไรมาหลอกล่อ อย่างหนึ่งที่เราใช้ได้ผลบ่อยๆคือ สัญญาว่าถ้าเขาหม่ำเสร็จ เขาจะได้สิ่งที่เขาชอบ เช่น ได้หม่ำของโปรด อย่างนมในแก้วเงือกเขียวสุดโปรด (เจ้าปูนปั้นติดเงือกเขียวมากๆ แต่เราไม่ได้ให้ไปดื่มที่ร้านทุกครั้งครับ เราเพียงชงเครื่องดื่มโปรดใส่ลงในแก้วเงือกเขียว แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วฮะ) หรือ บางครั้งก็ล่อด้วยสิ่งที่เขาชอบเช่นจะเปิดเพลงชาติให้ฟัง (รักชาติมาก ยืนตรงแด่ว เมื่อเพลงชาติมา) หรือ ไม่ก็สัญญาว่าจะเปิด ‘เต้นๆ’ ให้ (หมายถึงเพลง มนตร์ไทรโยค version คอนเสิร์ตครั้งล่าสุดของ ดิอินโนเซนต์ หรือ เพลง ของวงวัชราวลี – อย่าได้ถามว่า มันเต้นๆ ตรงไหน รสนิยมคนเราต่างกัน ปูนปั้นก็เป็นเช่นนั้น ฮา)

        อีก 1 กลยุทธ ในการหม่ำของครอบครัวเรา คือ จะนั่งหม่ำเรียงกัน 3 คน ซ้ายไปขวา คือ หม่าม๊า ปูนปั้น และ ปะป๊า ดังนั้น ในบางครั้งเราจะเล่นเกมส์หม่ำแข่งกัน โดยนับ 1 – 2 – 3 อ้ำ ซึ่ง ซึ่งการแกล้งหม่ำแพ้ หม่ำไม่ทัน ทำให้เขาภูมิใจ ยิ้มแป้น แล้วเดี๋ยวก็จะมาท้า ทำเสียง 1 – 2 – 3 แข่งกับเราเอง   

        ไม่น่าจะยากเกินไปครับ สิ่งหนึ่ง ถ้าได้อ่านเรื่องราว ของครอบครัวเรามาเรื่อยๆ จะเห็นว่า ไม่ว่าจะทำอะไร สอนอะไรใหม่ๆ ปะป๊า กับ หม่าม๊า จะคุยกัน ตกลงกันก่อน เพราะ เราจะต้องไม่หงุดหงิดกันต่อหน้าลูก เราจะต้องไม่ทำให้เด็กสับสนว่า ‘แบบจะให้ผมกินเอง พอผมทำเลอะมาดุผม ผมก็งงนะครับ ก็ป้อนอยู่ดีๆ มาเปลี่ยนวิธีแล้วมาดุผมอีกแหนะ’  ปะป๊าหม่าม๊า จะเอาไงแน่ ไปตกลงกันก่อนมั้ย

            ก่อนจบ ฝากบทสนทนาก่อนนอน เมื่อไม่นานมานี้ครับ

            ปะป๊า :  Good Night ครับ

            ปูนปั้น : กู้ดไนท์กั๊บ

            ปะป๊า : Love you so much.

            ปูนปั้น : Love you Thomas.

            (รักรถไฟมิเสื่อมคลาย ขอโทษด้วย สำเนียงปะป๊าไม่ดีเอง)

 

      ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

5 วิธี เตรียมพี่คนโตเมื่อใกล้คลอด

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วกับการคลอดที่รอคอยมาตลอดหลายเดือน ในสัปดาห์นี้หากคุณแม่ยังมีแรง และยังไม่ได้จัดเตรียมบ้านสำหรับรอรับลูกน้อยละก็ ได้เวลาจูงมือคุณพ่อมาช่วยตระเตรียมข้าวของและมุมดูแลลูกกันแล้วล่ะ เพราะหากคลอดแล้วคงไม่มีเวลาทำแน่ๆ

นอกจากเรื่องจัดเตรียมบ้านแล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือลูกคนโต เขาจะต้องปรับตัวรับน้องคนใหม่ด้วยเช่นกัน ไม่เฉพาะกับพ่อและแม่เท่านั้น การให้เขาเตรียมพร้อมและรู้จักน้องเล็กจะช่วยให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่น้อง แถมคุณแม่อาจได้ผู้ช่วยเลี้ยงน้องมือหนึ่งเพิ่มโดยไม่รู้ตัวก็ได้

1. รู้จักลูก

เด็กแต่ละคนมีวิธีแสดงออกไม่เหมือนกันเวลาเจอน้องใหม่ บางคนรู้สึกเหมือนถูกละเลยกลายเป็นคนไม่สำคัญ ประมาณว่าจากเจ้าชายกลายเป็นทาสรับใช้ บางคนรู้สึกว่าการมีสมาชิกใหม่เป็นเรื่องน่าสนุก ตื่นเต้น บางคนก็กระตือรือร้นอยากเป็นพี่เลี้ยง หรือบางคนเป็นทุกอย่างที่กล่าวมาแต่ต่างเวลา ดังนั้นคุณพ่อและคุณแม่จะต้องพูดคุยกับลูกด้วยคำอธิบายที่ง่ายและแสดงออกด้วยความรัก ไม่ดุว่าหรือตำหนิ

2. ให้ลูกมีส่วนร่วม

อย่างพาไปเข้าคลาสแม่ท้อง พาไปโรงพยาบาลด้วยกัน พาไปเลือกซื้อของให้น้อง เป็นต้น ให้ลูกได้มีส่วนในการตัดสินใจ การแสดงความคิดเห็น ลูกก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญขึ้น ไม่ถูกแยกออกจากครอบครัว

3. พูดคุยกัน

อย่าลืมพูดหรืออธิบายง่ายๆ ให้ลูกฟังว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่น คุณแม่จะไม่อยู่ช่วงคลอดนะ หากการอธิบายคำพูดนั้นยาก ลองหาภาพการ์ตูนน่ารักๆ มาช่วยอธิบายก็ได้

4. ชวนลูกเตรียมตัว

ไหนๆ คุณแม่จะต้องแพ็กกระเป๋าเพื่อไปโรงพยาบาลแล้ว ก็ชวนลูกคนโตมาแพ็กด้วยเลย จะแพ็กกระเป๋าของแม่หรือกระเป๋าของลูกก็เป็นเรื่องน่าสนุกของเด็กๆ อยู่ดี

5. มอบของขวัญพิเศษสำหรับพี่คนโต

เตรียมของขวัญหรือการ์ดน่ารักๆ ให้ลูกคนโต เนื่องในโอกาสเขาจะเป็นพี่ชาย/พี่สาวแล้ว พร้อมทั้งบอกรักลูกด้วย เท่านี้เขาก็จะรู้สึกดี ได้รับความรัก และมีความสุขกับการมีน้องคนเล็กแล้วล่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

สัปดาห์ที่ 23 แม่ท้องต้อง “เปลี่ยน”

มีหลากหลายเรื่องที่แม่ท้องมือใหม่ต้องรับมือ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ อย่างสุขภาพลูก และโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากเรื่องใหญ่ชนิดที่ต้องคอยระมัดระวังแล้ว ก็ยังมีเรี่องเล็กๆ เบาๆ ที่กวนใจคุณแม่ท้องอยู่บ้าง หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายบางอย่างที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าเกิดจากการตั้งครรภ์

1. สายตา

เริ่มสังเกตกันไหมว่าทำไมเดี๋ยวนี้มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด เบลอๆ มัวๆ ทั้งที่เมื่อก่อนมองไปที่ระยะนี้ก็สามารถมองเห็นได้ชัดแจ๋ว เหตุเพราะฮอร์โมนแม่ท้องและการบวมน้ำส่งผลต่อดวงตาของเรา ทำให้กระจกตาของคุณแม่หนาขึ้น เช่นเดียวกับอาการบวมน้ำในจุดอื่นๆ ของร่างกาย คุณแม่จึงมองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่ก็ไม่ถึงกับต้องไปหาจักษุแพทย์ ยกเว้นในรายที่มีปัญหาหนักมากจริงๆ เพราะอาการนี้จะหายไปเมื่อคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาแล้ว นอกจากการมองไม่ชัดแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยได้ เช่น ตาแห้งหรือระคายเคืองมากขึ้น ซึ่งวิธีแก้อาการตาแห้งก็ง่าย แค่ซื้อน้ำตาเทียมมาหยอดเท่านี้ก็ช่วยได้แล้ว

2. เส้นผม

นอกจากสายตาแล้ว อีกสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนสังเกตได้คือ เส้นผมที่หนาและเงางามมากกว่าปกติ นั่นเพราะร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศที่ชื่อว่า แอนโดรเจน เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่คุณแม่จะได้ลองเปลี่ยนทรงผมให้เก๋ๆ ทำให้ดูสดใสไม่น้อย แถมกลายเป็นคุณแม่คนใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม

ในขณะที่บางคนท้องแล้วผมกลับไม่หนา แต่ดันมีขนขึ้นตรงอื่นแทน เช่น ตามใบหน้า หน้าอก หน้าท้อง ขน ขา และหลัง ก็ไม่ต้องตกใจไป ขนเหล่านี้จะหายไปหลังคุณแม่คลอด 3-6 สัปดาห์ แต่ใครทนไม่ไหว จะโกน ถอน หรือแว๊กซ์ทิ้งก็ได้ ส่วนการใช้ครีมกำจัดนั้นอาจไม่แนะนำนัก เพราะไม่รู้ว่ามีส่วนผสมที่ปลอดภัยหรือไม่

3. เท้า

ใครจะคิดว่าการท้องทำให้คุณแม่ท้องต้องเปลี่ยนไซส์รองเท้าบ่อยขนาดนี้ เพราะอาการบวมตามข้อและเท้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมฮอร์โมนแม่ท้องยังทำให้เส้นเอ็นที่เท้ายืดกว่าปกติ กระดูกเท้าของคุณแม่จึงขยายออกไปด้วย ข่าวดีคืออาการบวมจะหายไปหลังคลอดในไม่กี่เดือน แต่ข่าวร้ายคือกระดูกเท้าขยายแล้วขยายเลย แต่ก็ไม่มากจนกลายเป็นบิ๊กฟุต ไม่ต้องกังวลไป

ดังนั้น ขณะท้อง คุณแม่จึงควรเลือกไซส์รองเท้าที่ใหญ่กว่าของเดิม ครึ่งถึงหนึ่งไซส์ เลือกที่พอดีไม่คับหรือหลวมเกินไป อีกทั้งกระชับ ส้นเตี้ย รองรับเท้าของเรา เพื่อป้องกันการสะดุดล้ม และอาการปวดเท้า

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เรื่องหลังคลอดที่คุณแม่มือใหม่…อาจไม่รู้

เราอาจเตรียมตัวเตรียมใจเรื่องการตั้งครรภ์และการคลอดเต็มที่ ศึกษาข้อมูลจนทะลุปรุโปร่ง แต่ไหงดันลืมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดเสียอย่างนั้น ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องเลี้ยงลูก แต่เป็นเรื่องร่างกายของคุณแม่ล้วนๆ

•  24 ชั่วโมงแรก หลังคลอด

ร่างกายของแต่ละคนมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน บางคนอาจรู้สึกอ่อนล้า ผิดหวัง หรือเศร้าซึม ในขณะที่บางคนอาจมีความสุข กระตือรือร้น และร่าเริง แต่ไม่ว่าจะรู้สึกแบบไหน สิ่งสำคัญคือการให้เวลาให้ร่างกายได้ฟื้นฟู ซึ่งการฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดระหว่างคลอดธรรมชาติกับการผ่าคลอดนั้นมีความแตกต่างกัน

1. การคลอดธรรมชาติ

หลังจากคลอดลูกน้อยไปแล้ว มดลูกของคุณแม่ยังคงบีบตัวเพื่อขับรกที่อยู่ในมดลูกออกมา โดยมีคุณหมอคอยนวดท้องคุณแม่เพื่อช่วยกระตุ้นมดลูกอีกทางหนึ่ง ส่วนมากจะใช้เวลาคลอดรกประมาณ 5-10 นาที แต่บางคนอาจนานถึงครึ่งชั่วโมง โดยตลอดเวลาที่เบ่งคลอดรกนั้นคุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด หลังจากคลอดรกแล้ว คุณหมอก็จะฉีดยาออกซิโทซิน กระตุ้นให้มดลูกยังคงบีบตัว เพื่อช่วยปิดหลอดเลือดบริเวณที่รกลอกตัวให้ไหลน้อยลง และยังช่วยให้มดลูกหดลงเท่ากับขนาดมดลูกก่อนตั้งครรภ์เร็วขึ้นด้วย สุดท้ายจึงค่อยเย็บแผลบริเวณฝีเย็บซึ่งอยู่ระหว่างช่องคลอดและทวารหนัก โดยคุณแม่จะรู้สึกเจ็บแผลนี้ประมาณ 2-3 วัน หรือนานถึงสัปดาห์ และอาจมีอาการท้องผูกหลังผ่าตัด ซึ่งหากวันที่ 3 แล้วยังถ่ายไม่ออก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษา

2. การผ่าคลอด

หลังจากการผ่าตัด ทีมแพทย์จะพาคุณแม่มายังห้องพักฟื้นเพื่อตรวจวัดสัญญาณชีพ (ได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นชีพจร อัตราการหายใจ และความดันโลหิต) ทุกๆ 15 นาที เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง หรืออาจมากกว่านั้น หากฤทธิ์ยาชายังไม่หมด ในระหว่างนี้คุณแม่สามารถให้นมลูกได้และยังไม่รู้สึกเจ็บแผลผ่าตัด แต่หากฤทธิ์ยาหมดแล้ว คุณแม่อาจเจ็บมากจนให้นมลูกไม่ไหว แพทย์ก็จะให้ยาแก้ปวดเพื่อช่วยให้คุณแม่สามารถให้นมลูกได้ต่อไป โดยอาการเจ็บแผลผ่าตัดนี้จะต่อเนื่องไปอีกหลายวันเลยทีเดียว

•  หลังผ่าตัด 6-8 ชั่วโมง

หากยังไม่ดึกเกินไป คุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่เดินในระยะสั้นๆ สองครั้งต่อวัน ถึงแม้ว่าการเดินอาจจะทำให้เจ็บแผล แต่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น เพราะทำให้ไม่มีของเหลวคั่งในปอด กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายกลับมาทำงาน ลดอาการท้องอืด และป้องกันการเกิดลิ่มเลือด โดยในระยะแรกของการเดิน ควรมีคนคอยช่วยพยุงด้วย เพื่อป้องกันการล้ม

•  หลังจากการผ่าตัด 12-24 ชั่วโมงแรก

คุณแม่จะไม่สามารถกินอะไรได้เลยนอกจากจิบน้ำ ซึ่งต้องรอจนกว่าจะผายลม (แสดงว่าระบบย่อยกลับมาทำงานแล้ว) แต่จะได้รับน้ำเกลือเพื่อป้องกันการขาดน้ำแทน เมื่อระบบย่อยกลับมาทำงานแล้ว จึงเริ่มรับประทานอาหารอ่อนๆได้

สำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอดนั้นจะใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายนานกว่าคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติ  ส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ และควรทำกิจกรรมทุกอย่างช้าๆ ไม่ยกของหนัก ไม่ขับรถเอง และการนอนพักมากๆ จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น

อ่านต่อ >> “เรื่องหลังคลอดที่คุณแม่มือใหม่…อาจไม่รู้” คลิกหน้า 2

สัปดาห์ที่ 11 : ผจญกับแก๊สมากมายในท้อง

หนึ่งในอาการแปลกและชวนให้แม่ท้องรู้สึกกระอักกระอ่วนมากที่สุดคือ เรื่องลมเรื่องแก๊สในร่างกายนี่แหละ ที่จู่ๆ นึกจะมาก็มา ไม่ทันได้ตั้งตัว ทั้งเรอและผายลม อยู่คนเดียวคงไม่เท่าไร แต่หลายครั้งเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนมากมาย โอย อับอายสุดๆ แต่ขอบอกว่าเรื่องนี้คุณแม่ไม่ได้เป็นคนเดียวนะ เพราะเป็นเรื่องปกติที่แม่ท้องทุกคนล้วนประสบพบเจอทั้งสิ้น

สาเหตุหลักๆ มาจากฮอร์โมนแม่ท้องที่ขยันทำงานกันจริง หนึ่งในฮอร์โมนที่ว่านี้ก็คือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้ระบบย่อยของคุณแม่ทำงานช้าลง ทำให้แก๊สก่อตัวเพิ่มขึ้น เมื่อแก๊สเพิ่มมากขึ้น กลไกปกติของร่างกายคือการกำจัดออก ดังนั้นวิธีกำจัดที่ดีที่สุดก็คือการเรอและการผายลมนั่นเอง

นอกจากนี้ขนาดมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจนไปเบียดอวัยวะข้างเคียงอย่างลำไส้และกระเพาะอาหาร ก็ยิ่งทำให้ย่อยช้าจนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืดร่วมด้วย ยังค่ะ ยังไม่พอ ฮอร์โมนแม่ท้องที่ขยันขันแข็งของเรายังไปทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวลง ทำให้ความสามารถในการบังคับการผายลมของเราลดลงไปถนัดตา…เยี่ยมไปเลย

เรื่องของแก๊สในร่างกาย พอท้องแล้วอาจจะควบคุมยากเสียหน่อย แต่ก็พอมีวิธีบรรเทาให้อาการเหล่านี้ลดน้อยลงค่ะ

1. ออกกำลังกาย

เพราะการขยับเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น

2. เลือกกิน

กินอาหารย่อยง่าย ใยอาหารสูง และไม่ก่อให้เกิดแก๊ส อาหารที่ควรเลี่ยง เช่น หอมหัวใหญ่ ผักกาด ดอกกะหล่ำ ของทอด อาหารที่ใส่ซอสปรุงเยอะๆ ขนมหวาน น้ำโซดา นม เป็นต้น

3. กินพอดี

ไม่ควรกินอาหารต่อมื้อมากเกินไป การแบ่งมื้อเป็นมื้อย่อยๆ จะช่วยลดอาการท้องอืดได้ดีมาก เพราะกระเพาะอาหารถูกเบียด เนื้อที่ในการรับอาหารก็น้อยตามไปด้วย

4. ไม่ต้องรีบ

ค่อยๆ กิน ค่อยๆ เคี้ยว เพราะการรีบเคี้ยวรีบกลืน รีบอ้าปากกิน จะเป็นการเปิดทางให้ลมเข้าไปในร่างกายเรามากขึ้น

5. ปลง

อย่างไรเสียคุณแม่ท้องก็ต้องเผชิญกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ และทำใจให้สบายดีกว่าค่ะ ยิ้มเข้าไว้!

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

รับมือแบบวิน-วิน เตาะแตะหัวฟัดหัวเหวี่ยง

ส่วนใหญ่เวลาลูกเตาะแตะฟาดหัวฟาดหาง พ่อแม่มักอยากรู้เพียงว่าทำไมลูกวัยนี้ถึงเอาแต่ใจนัก และขอวิธีหยุด แบบไม่ให้เกิดอีกเลย (จะได้ไหม) แต่คุณเคยรู้ไหม ในใจลูกน้อยคิดอะไรอยู่ตอนเขาแสดงอภินิหาร และเพราะอะไรวิธีรับมือของคุณถึงไม่ได้ผลและวิธีแบบไหนถึงจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเรามีคำแนะนำและคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะซับน้ำตาให้แม่ๆ ลูกๆ ได้บ้าง

รู้จักวงจรโกรธเกรี้ยวของเด็กน้อย

1. คุกรุ่น และพุ่งปรี๊ดได้รวดเร็ว (น้ำตา เสียงร้อง ท่าทางเตรียมปะทุพร้อมกันได้ทุกเวลา)

“พฤติกรรมโมโหโกรธาของเด็กวัยเตาะแตะมักเปิดฉากเร็ว หากคุณจับอารมณ์ลูกไม่ทันตั้งแต่ตอน 2-3 นาทีแรกที่เริ่มกรุ่นๆ และรีบดับเสียก่อน เมื่อเข้าสู่โหมดอารมณ์โกรธแล้ว เด็กวัยนี้มักจะแสดงความโกรธออกมาทางกาย เช่น กรีดร้อง ดิ้น ขืนตัว เขวี้ยงปาข้าวของ ตี ฯลฯ” คุณหมอไมเคิล โพเทกัล กุมารแพทย์ด้านจิตประสาท แห่งมหาวิทยาลัยมินเนโซตา และคุณหมอ เจมส์ เอ กรีน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยคอนเนคติกัต อธิบาย

คุณหมอทั้งสองให้หนูน้อยวัยเตาะแตะสวมชุดที่มีไมโครโฟนติดอยู่ และทำการบันทึกพฤติกรรมการงอแงกว่า 100 ครั้ง พบว่า เสียงกรีดร้องงอแงที่ดังที่สุดจะเท่ากับเสียงแตรรถที่บีบกันในชั่วโมงเร่งด่วนเลยทีเดียว

2. โกรธอยู่และเศร้า (ร้องไห้+สะอึกสะอื้น)

จากการวิเคราะห์วิดีโอพฤติกรรมงอแงของเด็กวัยเตาะแตะ คุณหมอกรีนและคุณหมอโพเทกัล พบว่า หลังจากความโกรธจัด แล้วเด็กจะเศร้าต่อเนื่องไปด้วยกัน ซึ่งแสดงออกด้วยการร้องไห้ สะอึกสะอื้น แต่ท่าทีลีลาการแผลงฤทธิ์เป็นที่เข้าตามากกว่า คุณหมอโพเทกัลอธิบายว่า “คุณพ่อคุณแม่สังเกตให้ดี จะเห็นว่าที่จริงแล้วเวลาลูกโกรธและร้องไห้ เขาจะสะอึกสะอื้นตั้งแต่เริ่มไปจนจบเลย

ถึงตอนนี้เรียกว่าระดับความโกรธลดลง แต่ก็ยังถือว่ามีท่าทีโกรธอยู่ จึงยังไม่ใช่เวลาเข้าไปปลอบ รอให้ลูกเย็นลงก่อน เพราะความโกรธจะบดบังความพร้อมที่จะได้รับการปลอบประโลม

“เมื่อเราไปอุ้มลูกที่กำลังโมโห เขาจะแอ่นหรือขืนตัว ทำตัวแข็ง” คุณหมอโพเทกัลให้ข้อสังเกต “เพราะความโกรธปิดกั้นไม่ให้เด็กๆ ยอมรับการปลอบประโลม” (ลองนึกถึงการสะบัดไม่ให้สัมผัสโดนเนื้อตัวกันตอนที่ผู้ใหญ่โกรธกัน หรือเวลาที่ไปกอดปลอบใจหลังโกรธกันแล้วอีกฝ่ายยืนนิ่งตัวแข็งดูก็ได้)

3. พายุสงบ

แม้ขณะที่พายุอารมณ์ของลูกกำลังโหม แต่ลูกก็ยังต้องการคนอยู่ข้างๆ เขา เพราะเมื่ออาการโกรธเกรี้ยวและสะอึกสะอื้นสงบลง เด็กๆ จะพร้อมสำหรับการปลอบ นั่นก็เพราะเด็กๆ จะรู้สึกไม่ดีที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงต้องการการกอดและจูจุ๊บปลอบใจ ถึงเขาจะยังไม่อยากดีด้วยนักหรอก แต่การปลอบใจเป็นการแสดงออกของพ่อแม่ที่ยอมรับเขา ยอมรับว่ามันน่าโมโห แต่ตอนนี้มันจบแล้ว” คุณหมอคลอเดีย เอ็ม โกลด์ ผู้อำนวยการโครงการอารมณ์สังคมของเด็กปฐมวัย โรงพยาบาลนิวตันเวส์ลีย์ สรุป

4. เปลี่ยนโหมดฉับพลัน

เพราะเด็กเปลี่ยนอารมณ์และท่าทีได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่หลังจากการแสดงอภินิหารจบไปแล้ว พ่อแม่ยังไม่ทันจะหายเคืองเลย แต่ลูกกลับเปลี่ยนโหมดไปนั่งเล่นต่อบล็อคอย่างเพลินใจไปแล้ว นั่นเป็นเพราะอารมณ์ของเด็กเปลี่ยนแปลงได้ง่าย หรือมีการปรับเปลี่ยนได้เสมอนั่นเอง” คุณหมอโพเทกัลอธิบาย

ดูแลเด็ก 1 - 3 ขวบ

มาสอนลูกน้อยหัดพูดกันเถอะ

Q : ลูกชาย 1 ขวบ 4 เดือนแล้วค่ะ พัฒนาการทางกายไม่น่าเป็นห่วง กินเก่ง น้ำหนักดีอยู่ในเกณฑ์ เวลาพูดคุยกัน เขาก็โต้ตอบและเข้าใจได้ดี บอกให้ทำอะไรก็เข้าใจทำตามที่บอก แต่ไม่ยอมพูดเป็นประโยคยาวๆ ค่ะ จะพูดเป็นคำๆ เช่น พ่อ แม่ จ๊ะ หรือถ้าเป็นคำมีหลายพยางค์ ก็จะพูดพยางค์เดียว ควรแก้ไขอย่างไรดีคะ ต้องพาไปตรวจพัฒนาการช้าหรือไม่ อย่างไร

 

 

 
จากที่คุณแม่เล่ามา พัฒนาการน้องอยู่ในเกณฑ์ปกติดี ไม่มีอะไรต้องกังวลค่ะ พูดกันรู้เรื่อง มีการตอบโต้เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ เลยนะคะ แสดงว่า ทักษะการพูดและความเข้าใจภาษาก้าวหน้าค่ะ

 
แทนที่จะกังวล เรามาช่วยกันเสริมทักษะการพูดของลูกน้อยกันดีกว่าค่ะ และจะให้ดีนอกจากคุณแม่แล้ว สมาชิกผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในบ้านเป็นกำลังเสริมได้ทุกคนค่ะ เริ่มจาก…

 

ขอเวอร์ชั่นพูดช้าและชัดบ้าง เรายังคงพูดคุยกับลูกเป็นปกติ พูดคุยเล่นหยอกล้อกันแต่จังหวะไหนที่คุณรู้ตัว ช่วยพูดให้ช้าลงและออกเสียงให้ชัดหน่อย เพราะเด็กๆ จะฟังเสียงไปพร้อมมองและจดจำรูปปากถูกแล้วค่ะ เขากำลังจดจำเพื่อเลียนแบบนั่นเอง

 

ทุกอย่างรอบตัว คุยกันได้หมด ทั้งสิ่งที่ลูกกำลังทำในกิจวัตรประจำวันต่างๆ (ซึ่งช่วยสอนเรื่องระเบียบวินัยให้ลูกไปด้วยในตัว) สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ใต้ดินถึงท้องฟ้ากว้าง หรือจะบอกเล่าสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำมาในแต่ละวันก็ยังได้)

 

เล่าเรื่องจากนิทานภาพ ลูกสาวโน้ตทั้ง 2 คน ชอบมากๆ เขาฟังกันมาตั้งแต่แบเบาะ นิทานช่วยเสริมพัฒนาการรอบด้านรวมทั้งด้านทักษะภาษาได้เป็นอยางดี เป็นแหล่งคลังศัพท์ที่หลากหลาย คำกลอน คำคล้องจอง การเล่นเสียงโทนสูงต่ำ เสียงเล็กเสียงน้อยต่างๆ สารพัด

 

 

 
Tips

 
โน้ตมีเคล็ดลับทำให้พ่อแม่ลูกมีความสุขร่วมกันในโลกของหนังสืออย่างง่ายๆ เรื่อง “อุ้มลูกนั่งตัก สื่อรักด้วยหนังสือ” จากมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กมาฝากค่ะ

 
1 จัดมุมหนึ่งในบ้านให้เป็นมุมหนังสือ ลูกต้องการหนังสือเมื่อไหร่ มาหยิบจากมุมนี้ได้อย่างสะดวกด้วยตัวเอง

 
2 บรรยากาศในบ้านต้องเอื้อ เช่น ปิดโทรทัศน์แล้วเปิดหนังสือทุกวันหลังอาหาร

 
3 อุ้มลูกนั่งตัก หากทำอย่างสม่ำเสมอ ในทุกสถานที่ไม่จำกัด ลูกจะรู้ว่าทุกครั้งที่หยิบหนังสือ คือช่วงเวลาแห่งความสุขและอบอุ่นในตักพ่อตักแม่

 
4 อ่านออกเสียงสูงๆ ต่ำๆ หรือถ้าไม่ถนัดก็อ่านเป็นโทนเสียงเดียวก็ได้ และชี้ชวนให้เด็กดูภาพ พร้อมกอดสัมผัส หยอกเย้าเด็กไปด้วย

 
5 กรณีที่ยังอ่านไม่ออกหรืออ่านไม่คล่อง ให้ใช้ภาพในหนังสือชี้ชวน พูดคุยกับเด็ก

 
6 ใส่ใจและตอบรับทุกครั้งที่เด็กแสดงความต้องการอ่านหนังสือ

 
7 อ่านหนังสือทุกวัน วันละ 5-15 นาที

 

 

บทความโดย: โน้ต-ณัฐกานต์ ประสพสายพรกุล

สัญญาณไหน ส่งมาบอกว่าท้องแล้วจ้า

คุณเคยรู้หรือเปล่าว่าสัญญาณการตั้งครรภ์ของผู้หญิง มีมากกว่าการอาเจียน แพ้ท้องแบบในทีวีอีกเยอะนะ

 
–          ประจำเดือนขาด  อาการง่ายๆ บ่งบอกก่อนปัจจัยอื่น เนื่องจากผู้หญิงวัย 15 – 44 ปี รังไข่ และไข่ จะกระตุ้นให้มดลูกสร้างประจำเดือน  ปกติห่างกันรอบละ 28 วัน หากประจำเดือนขาดไปเกิน 10 วัน (จากปกติ) เริ่มคิดได้แล้วว่า จะท้องหรือเปล่า?

 
–          เต้านมคัด  ผู้หญิงท้องจะมีอาการคัดเต้านมเหมือนเมื่อเวลาใกล้มีประจำเดือน

 
–          ปัสสาวะบ่อย เมื่อฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ร่างกายจะต้องการเลือดกว่าปกติ จะมีเลือดไหลเวียนในร่างกายมากขึ้น ทำให้ไตทำงานมากกว่าปกติ จึงปัสสาวะบ่อย

 
–          อาเจียน คลื่นไส้ อาการแพ้ท้อง บางคนหน้ามืด ป็นลม หรือเมื่อได้กลิ่นคาวหรือกลิ่นที่ไม่ชอบจะมีอาการทันที จะเกิดขึ้น 2 – 3 สัปดาห์เท่านั้น และจะหายไปเอง แต่บางคนจะเป็นไปจนถึงคลอด (ส่วนน้อยจ้า)

 
–          เหนื่อยง่าย มีอาการเหนื่อยง่ายนอกเหนือจากกิจกรรมที่ทำอยู่ประจำ

 
–          ทนกลิ่นบางอย่างไม่ได้ ผู้หญิงท้องจะได้กลิ่นบางอย่างไม่ได้ เช่น กาแฟ บุหรี่ หเล้า ควัน และมีอาการกระหายอยากอย่างอื่น

 
–          อารมณ์แปรปรวน

 

ผู้หญิงบางคนพอรู้ว่าตัวเองท้อง แทนที่จะดีใจ กลับมีอาการกังวล กลัวเลี้ยงลูกไม่ดี กลัวกินอาหารไม่ถูก กลัวสามีไม่สนใจ เหล่านี้เป็นผลทั้งจากจิตใจและฮอร์โมน.. ดังนั้นคุณสามีต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดนะคะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

อยากท้องกินอะไรดี อาหารตอนตั้งครรภ์ ก่อนท้อง

จะเตรียมตัวตั้งท้อง ควรกิน และไม่กินอะไรบ้าง?

อยากมีลูกน้อยก็ต้องบำรุงร่างกายกันหน่อยใช่ไหมล่ะคะ มีสารอาหารอะไรบ้างที่จำเป็น และอะไรที่ควรหลีกเลี่ยง มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันค่ะ

ผู้หญิงที่เตรียมพร้อมจะท้อง หากเป็นผู้หญิงที่ผอม รักษาหุ่นไว้ดีมากเกินไป ควรเพิ่มน้ำหนักตัวให้เพิ่มขึ้น 11.5 – 16 กิโลกรัม และเมื่อท้องแล้วน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเอง (4 เดือนแรก 1-2 กิโลกรัม)

banner300x250-1อาหารที่ให้พลังงานได้ดีที่สุด ได้แก่ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น เป็นต้น และสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นมีดังนี้

1. โปรตีน

โปรตีนคือส่วนประกอบสำคัญมากของเซลล์ ทั้งสร้างและซ่อมแซมร่างกายของคุณและลูก อาหารที่ให้โปรตีนมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด อาหารทะเล เต้าหู้ ถั่ว ไข่ เป็นต้น แต่โปรตีนจากเนื้อสัตว์นั้นจะได้ไขมันพ่วงมาด้วย ควรรับประทานในลักษณะที่ไม่ติดมัน และไข่ไก่ควรเลือกไข่ไก่ที่สด  หากคุณเป็นคนที่ดื่มนมอยู่แล้ว ควรดื่มนมเพิ่มขึ้นจากปกติ แต่หากดื่มนมไม่ได้ ควรรับประทานอาหารชนิดอื่นที่ให้โปรตีนแทน

อ่านเพิ่มเติม แม่ท้องไม่ชอบกินนม ไม่ผิด มีวิธีไม่ขาดแคลเซียมนะ

2. ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กคือส่วนประกอบสำคัญของเลือด ดังนั้น ถ้าจะเตรียมพร้อมให้กับลูกที่กำลังจะมาอาศัยอยู่ในร่างกายคุณ คุณต้องทานอาหารที่ให้ธาตุเหล็กสูงเตรียมพร้อมไว้ ได้แก่ ธัญพืช ผักใบเขียว ผลไม้แห้ง หากขาดธาตุเหล็กจะทำให้เด็กขาดเลือด เป็นเลือดจาง

อยากท้องกินอะไรดี อาหารตอนตั้งครรภ์ ก่อนท้อง3. แคลเซียม

แคลเซียมคือส่วนประกอบสำคัญของกระดูก  ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย นอกจากนมแล้ว อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ กุ้งแห้ง  ถั่วแดง ผักใบเขียว และปลาที่กินได้ทั้งตัว

4. วิตามินและเกลือแร่

วิตามิน และเกลือแร่ เป็นตัวช่วยให้ร่างกายนำสารอาหารต่างๆ ไปใช้ได้มากขึ้น ป้องกันการติดเชื้อ และเพิ่มการดูดซึมของสารอาหาร  ผู้หญิงส่วนมากรับประทานกรดโฟลิกเสริม ทั้งจากเป็นเม็ดวิตามินหรือจากผัก ผลไม้ ก็ได้เหมือนกัน

อ่านเพิ่มเติม กิน ‘กรดโฟลิก’ ก่อนท้อง ดีจริงไหม?, “โฟลิก” แร่ธาตุสำคัญก่อนตั้งครรภ์และ 2 เดือนแรก

5. วิตามินซี 

วิตามินซีจะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็ดดีขึ้น ทำให้รกแข็งแรง นอกจากผลไม้สดแล้ว ยังพบใน มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ

6. ดื่มน้ำ

อย่าโฟกัสเฉพาะเรื่องสารอาหาร  น้ำสะอาดก็เป็นส่วนประกอบสำคัญ ลดท้องผูก และเพิ่มการดูดซึมของสารอาหาร

อ่านต่อ “อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนตั้งครรภ์” คลิกหน้า 2

ขาดโฟลิก

ลูกน้อยมีน้ำในสมอง เพราะคุณแม่ท้องขาดโฟลิก

จากประสบการณ์ของคุณแม่ ที่ได้ให้กำเนิดลูกน้อยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นการคลอดลูกคนที่ 3 โดยเร่งคลอด เจาะถุงน้ำคร่ำ และเหน็บยาเร่งคลอด หนูน้อยต้องอยู่ในห้องไอซียู หายใจติดขัด มีไข้ เพราะมีน้ำในสมองเล็กน้อย และคุณแม่ตกเลือด เนื่องจาก ขาดโฟลิก

ขาดโฟลิก มีผลต่อคุณแม่และลูกน้อย

คุณแม่เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วไปฝากท้องที่โรงพยาบาลในประเทศไทย คุณหมอให้โฟลิก และวิตามินมาให้ แต่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ก็เกิดอาเจียนอย่างหนัก ตอนแรกคุณแม่ก็คิดว่าแพ้ท้องปกติ แต่เมื่อรับประทานโฟลิกเม็ดที่ 2 คุณแม่ก็รู้สึกว่าเหมือนจะเป็นลม คุณพ่อสงสารจึงให้หยุดรับประทาน ประกอบกับต้องขึ้นเครื่องบิน เดินทางอยู่บ่อยๆ ตอนท้องอ่อนๆ เพราะสามีอยู่สิงคโปร์ ต้องเดินทางเดือนละ 3 – 4 ครั้ง

หลังจากนั้น คุณแม่ก็ไปฝากท้องที่สิงคโปร์ ซึ่งตอนนั้นอายุครรภ์ได้ประมาณ 4 เดือนแล้ว ก็ได้รับยาจากคุณหมอที่นั่น แต่ไม่มีโฟลิกให้  เมื่อเข้าเดือนที่ 5 คุณแม่ก็ย้ายมาฝากครรภ์อีกโรงพยาบาลในสิงคโปร์ อัลตร้าซาวนด์ปกติดี แต่เมื่อเข้าเดือนที่ 6 – 7 คุณหมอกลับพบว่าลูกน้อยมีถุงน้ำในสมองด้านท้าย ขนาด 10.1 มิลลิเมตร  เมื่อคุณพ่อ คุณแม่รู้เข้าก็ร้องไห้เสียใจ  แต่ก็รีบตั้งสติดูแลตัวเป็นอย่างดี ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อรอวันที่ลูกคลอด

ขาดกรดโฟลิก
แชร์ประสบการณ์แม่ท้องขาดกรดโฟลิก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คุณแม่เล่าต่อว่า  วันคลอดคุณหมอได้ให้ยาเร่งคลอด  ลูกน้อยเกิดมาได้ไม่ถึง 10 นาที ก็ต้องเข้าห้อง ICU คุณหมอบอกว่า ลูกน้อยหายใจเองไม่ได้ เพราะมีน้ำในปอด และในสมอง จนต้องใช้เครื่องออกซิเจน และอบร้อนในอุณหภูมิอุ่นๆ เปิดไฟส่องไว้ 5 วัน

ทารกมีน้ำในสมอง
แชร์ประสบการณ์แม่ท้องขาดกรดโฟลิก

เหตุการณ์หลังคลอด คุณแม่เล่าว่าลูกน้อยหายใจได้ดีขึ้น แต่อาจจะมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ

พบน้ำในสมองทารกในครรภ์
แชร์ประสบการณ์แม่ท้องขาดกรดโฟลิก

หลังจากนั้น อาการของลูกน้อยก็ดีขึ้นตามลำดับ หนูน้อยสามารถหายใจเองได้แล้ว โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน หรือเครื่องช่วยให้หายใจ และรอผลเอกซเรย์ เพื่อตรวจผลน้ำในสมองอีก 2 วัน คุณหมอบอกว่าหนูน้อยอาจจะกลับบ้านได้ คุณแม่ก็ดีใจ  ยิ่งตัวคุณพ่อยิ่งดีใจ   เพราะคุณพ่อจะร้องไห้ตลอดทุกครั้งที่ไปเยี่ยมลูกน้อย คิดว่าเป็นเพราะตัวเองที่ไม่ให้คุณแม่รับประทานโฟลิก และวิตามินบำรุง

ไม่ได้กินโฟลิค ก่อนท้อง
แชร์ประสบการณ์แม่ท้องขาดกรดโฟลิก

หลังจากนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนาน 5 วัน หนูน้อยก็สามารถขับน้ำในสมองออกได้จนหมด โดยไม่ต้องผ่าตัด เพราะสามารถขับออกทางท้ายทอยลงสู่กระดูกสันหลังได้ (เด็กบางคนท่อกระดูกอาจตัน ไม่สามารถขับออกได้ ก็อาจจะต้องต่อท่อ)

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กินโฟลิค
แชร์ประสบการณ์แม่ท้องขาดกรดโฟลิก

หลังจากนั้นคุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ คุณแม่ก็ดีใจ จนน้ำตาไหล และฝากเตือนคุณพ่อ คุณแม่คนอื่นๆ เอาไว้เป็นอุทาหรณ์ว่าโฟลิกนั้นสำคัญมาก

โฟลิคสําหรับคนท้อง
แชร์ประสบการณ์แม่ท้องขาดกรดโฟลิก

คุณแม่ฝากแนะนำมาว่า ให้เห็นความสำคัญของการฝากท้องตั้งแต่เนิ่นๆ การบำรุงครรภ์ การรับประทานยาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนท้อง  อย่าขาดโฟลิก และต้องไม่ลืมกินโฟลิกอย่างเด็ดขาด เพราะโฟลิกมีผลโดยตรงต่อสมอง มีผลกับลูกน้อย ถ้าคุณหมอไม่ได้ให้โฟลิกมารับประทาน คุณแม่ก็อาจจะซื้อมารับประทานเองจากคำแนะนำของคุณหมอได้

ความสำคัญของโฟลิก สำหรับคุณแม่ก่อนท้อง

ถ้าคุณแม่ ได้ศึกษาหาข้อมูลสำหรับเตรียมตัว และเตรียมความพร้อมก่อนท้องแล้ว คุณแม่จะทราบว่ามี ว่าที่คุณแม่หลายคน นิยมรับประทานกรดโฟลิก เตรียมเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

กรดโฟลิก เป็นสารที่ช่วยในการสังเคราะห์ และซ่อมแซมดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นแม่พิมพ์สร้างกรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบของเซลล์ ฮอร์โมน เนื้อเยื่อ และอวัยวะ ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถสร้างโฟลิกขึ้นมาเองได้ จึงจำเป็นต้องรับประทานเข้าไป

ว่าที่คุณแม่ที่มีกรดโฟลิกสูงพอสำหรับการมีลูกน้อย เปรียบเสมือนกับบ้านที่พร้อมเข้าอยู่ เมื่อมีการปฏิสนธิลูกน้อยจะนำสารอาหารจากคุณแม่ไปสร้างอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ตั้งแต่ในครรภ์

ปริมาณในการรับประทานกรดโฟลิก หรือวิตามินอื่นๆ ในการตั้งครรภ์ของคุณแม่ มีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน ไม่ควรซื้อมารับประทานเอง  การรับประทานยาและอาหารเสริมทุกประเภทควรปรึกษาเภสัชกร  หรือแพทย์ก่อนทุกครั้ง  เพราะการสั่งยาสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จะวินิจฉัยจากปัจจัยหลายๆ อย่าง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาการของคนขาดโฟลิก

1.โลหิตจาง ขนาดเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ เม็ดเลือดแดงที่ไม่โตเต็มที่เข้าไปในกระแสเลือด

2.ความพิการทางสมอง มีความผิดปกติในการสร้างหลอดประสาท มีผลต่อไขสันหลัง และสมอง เกิดขึ้นในระยะแรกของการพัฒนาตัวอ่อนในครรภ์ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้เกิดปัญหา โดยภาวะรุนแรงที่สุด คือ สมองทั้งหมดอาจขาดหายไป และที่พบบ่อยที่สุด คือ กระดูกสันหลังไม่เชื่อมกันเป็นวงแหวน ทำให้ของเหลวในไขสันหลังดันช่องกระดูกสันหลังที่ปิดไม่สนิทโป่งออกมา ซึ่งความพิการนี้เกิดจากการขาดโฟลิกในช่วงก่อนตั้งครรภ์ และช่วงแรกของการตั้งครรภ์

3.มีสารโฮโมซีสเตอีนสูงเกินปกติ และมีการทำลายหลอดเลือดในที่สุด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง เกิดภาวะเลือดแข็งตัวเป็นก้อน อุดตันทางเดินของกระแสเลือด บริเวณรอบนอกตามแขน ขา อาจส่งผลให้มีภาวะโคเลสเตอรอลสูง โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวานได้

ขาดโฟลิก
อาการของคนขาดโฟลิก

กรดโฟลิก หาง่าย สูญสลายง่าย

กรดโฟลิกสามารถหาได้โดยทั่วไปในผักใบเขียวเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ปวยเล้ง ผักกาดหอม หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี ถั่วลันเตา ธัญพืชต่างๆ ผลไม้ตระกูลส้ม ถ้าคุณแม่ต้องการได้รับกรดโฟลิกแบบครบคุณค่า ควรรับประทานแบบสดๆ หรือลวกอย่างรวดเร็ว

การปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อนนานๆ อาจทำให้กรดโฟลิกสูญสลายไปได้ หรือถ้าคุณแม่มีอาการตัวร้อน ได้รับยารักษาโรคลมชัก ก็อาจจะทำให้โฟลิกลดลงไปได้ เพราะยาจะเข้าไปต่อต้านการสร้างโปรตีน และลดการดูดซึมของกรดโฟลิก ดังนั้นคุณแม่ที่มีภาวะลมชัก อาจต้องรับประทานโฟลิกมากขึ้น ประมาณ 10 เท่า

อย่างไรก็ตามการรับประทานกรดโฟลิกในช่วงก่อนตั้งครรภ์ 1 – 3 เดือน จะได้ผลดีกว่าการมารับประทานภายหลังจากตั้งครรภ์แล้ว


เครดิต: Yam’mii Wöng Poohridar, www.likevitamin.net, www.try2havebaby.com

อ่านเพิ่มเติม คลิก!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

ฮอร์โมน 3 ตัวที่ควรรู้จัก ก่อนท้อง

ในร่างกายของผู้หญิง มีหลายสิ่งที่ซับซ้อน ผู้หญิงไม่ใช่สิ่งเหนือคำบรรยาย ดังนั้น คุณผู้หญิงที่รู้จักร่างกายของตัวเองดีแล้ว ควรรู้เรื่อง “ฮอร์โมน” ด้วย เพื่อที่ว่าจะได้รู้ว่าช่วงไหนของร่างกายที่เหมาะสมกับการตั้งครรภ์

ฮอร์โมน สร้างจากต่อมไร้ท่อ และต่อมมีท่อ ซึ่งฮอร์โมนมีหน้าที่ส่งสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการทำงานของร่างกาย

ฮอร์โมน 3 ตัว ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงโดยตรง  ได้แก่

1. เอสโตรเจน (Estrogen)

เป็นฮอร์โมนประจำร่างกายของเพศหญิง (ในผู้ชายก็มี แต่ในผู้หญิงจะมีระดับของเอสโตรเจนสูงกว่า) จะทำงานคู่กับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone)  มีหน้าที่ช่วยสร้างเซลล์ให้เจริญเติบโต ทั้งในระบบสืบพันธุ์และรักษาสภาพผนังช่องคลอด และทำให้ไข่ในรังไข่เจริญเติบโต เมื่อตั้งครรภ์เอสโตรเจนจะช่วยเสริมสร้างหน้าอก และป้องกันกระดูกผุ ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

2. โปรเจสเตอโรน (Progesterone)

โปรเจสเตอโรนทำหน้าที่เตรียมพร้อมมดลูกรองรับการมาอยู่ของลูกน้อยที่จะมาฝังตัว และช่วยควบคุมกล้ามเนื้อมดลูก หยุดการทำงานของรังไข่ชั่วคราวขณะที่ตั้งครรภ์ และกระตุ้นการสร้างเซลล์หลั่งน้ำนมของคุณแม่ เมื่อตั้งครรภ์โปรเจสเตอโรนจะทำงานร่วมกับเอสโตรเจนเพื่อสร้างเยื่อบุมดลูกให้มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น และสะสมไขมันเตรียมพร้อมในการสร้างน้ำนมให้กับลูกน้อย เมื่อคลอดออกมาก็จะมีน้ำนมดื่มทันที

3. ฮอร์โมนเอชซีจี (HCG : Human Chorionic Gonadotropin)

เป็นฮอร์โมนที่ทำให้ผลบวกในการทดสอบการตั้งครรภ์  หากประจำเดือนขาดไป 1 วัน  แล้วถ้าท้อง ก็สามารถตรวจเห็นผลได้  (แต่เพื่อความแม่นยำควรตรวจเลือด)  ฮอร์โมนนี้จะสร้างหลังจากปฏิสนธิ

ผลของฮอร์โมนเอชซีจี จะทำให้คุณแม่แพ้ท้อง อาเจียน อาการแพ้ท้องมักจะหายไปเองภายใน 16 สัปดาห์  แต่ถ้ามีอาการแพ้ท้องหนักกว่าคนปกติจริงๆ ควรไปตรวจว่าเด็กในครรภ์เป็นเด็กแฝด หรือเกิดภาวะไข่ปลาอุกในครรภ์หรือเปล่า

ปกติร่างกายจะมีการปรับสมดุลของฮอร์โมนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่มีผลต่อการสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งคือ

  • ฮอร์โมนอื่นที่มากระตุ้นหรือลดการปล่อยฮอร์โมน
  • ความเข้มข้นของเลือด (พลาสมา)
  • เซลล์ประสาท (จากอารมณ์)
  • อุณหภูมิ (จากแสงแดด ความร้อน ความหนาว)

สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย สร้างง่ายๆ จากการพักผ่อนที่เพียงพอ ทานอาหารอร่อยและมีประโยชน์ และไม่เครียด เพราะฉะนั้น เมื่อคิดจะมีน้องแล้วก็หากิจกรรมที่ทำให้อารมณ์ดีเตรียมพร้อมไว้เลยก็ดีค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-36] ปูนปั้นกับที่นั่งพิเศษบนรถ

          ผมเชื่อว่า ประเด็น car seat น่าจะเป็นเรื่องที่หลายๆ ครอบครัว ถกเถียงกันว่า มันจำเป็นต้องมี หรือแค่ควรมีไว้ใช้ หรือเปล่า?  ซึ่งแปลว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร

         ยังไม่ทันจะได้คำตอบสำหรับคำถามแรกเลย ก็ต้องไปเถียงกันต่อที่ห้างสรรพสินค้าว่า ทำไมมันแพงอย่างนี้ ถ้าซื้อไปแล้ว เกิดเจ้าตัวเล็กไม่นั่งก็เสียเงินฟรีๆ สิ

         แล้วอีกหลายข้อถกเถียงที่เราได้ยินกันบ่อยๆ แต่เท่าที่รู้คนไทยใช้ car seat กันน้อยมากทีเดียว ซึ่งคงไม่น่าแปลกใจอะไรเท่าไหร่ เมื่อเรานึกย้อนไปในอดีต ที่คนไทยไม่คาด safety belt และ ไม่ใส่หมวกกันน็อค จนกระทั่งมีกฏหมายบังคับ (ประเทศที่มีกฏหมายบังคับเรื่อง car seat เช่น อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นต้น) ใช่ครับ ประเทศไทยไม่มีกฏหมายบังคับเรื่องใช้ car seat แต่เรื่องของเจ้าตัวเล็กเราจำเป็นต้องรอหรือครับ

          ผมคงไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง car seat ดังนั้นผมคงจะไม่มาบอกว่า ‘จำเป็นต้องใช้หรือไม่’ แต่ผมจะมาเล่าเรื่องที่รู้ และประสบการณ์ในการเลี้ยงเจ้าปูนปั้นบน car seat ให้อ่านกันดีกว่าครับ

          ผมเคยอ่านเจอจากที่ไหนสักแห่งว่าคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นอันดับ 2 รองจาก โรคมะเร็ง ส่วนเด็กไทยมีสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต่างจากผู้ใหญ่ เพราะอันดับหนึ่งคือ จมน้ำ ส่วนอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตามมาเป็นที่สอง คือ เริ่มเรื่องมาแบบนี้ผมว่าเราตัดสินใจไม่น่ายากนะฮะว่าเราควรใช้ car seat กับเจ้าตัวเล็กมั้ย

          สำหรับครอบครัวเรา เราซื้อ car seat ไว้ตั้งแต่ปูนปั้นยังอยู่ในท้องของหม่าม๊าโน่นเลยครับนั่นก็หมายความว่า ปูนปั้นนั่ง car seat เป็นตั้งแต่แรกเกิด เพราะเราให้ปูนปั้นนั่งครั้งแรก ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลเพื่อเดินทางกลับบ้านกับปะป๊าและหม่าม๊าเลย ดังนั้นปูนปั้นก็คุ้นเคยว่าต้องนั่งบน car seat ทุกครั้งเมื่อขึ้นรถ จึงตัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายๆ ครอบครัวที่เจ้าตัวเล็กไม่ยอมนั่ง car seat เพราะมาซื้อให้นั่งตอนเขาโตขึ้นมาหน่อย ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็ไม่ยอมนั่งเพราะเขาอาจจะรู้สึกอึดอัด แต่ถ้าเราให้นั่งตั้งแต่ครั้งแรกๆ ปัญหาตรงนี้ก็น่าจะหมดไป เพราะเขาคุ้นเคย หรืออาจจะมีแค่ช่วงแรกนิดหน่อย แต่เขาก็จะเรียนรู้เองได้ในไม่นานนัก

          เรามักคิดว่า การอุ้มเขาไว้ปลอดภัยกว่า  ผมว่ามันเกิดจากความเชื่อและสมมติฐานแบบง่ายๆว่าเราอุ้มเขาแบบทะนุถนอมมันก็ต้องปลอดภัย แต่บนถนนมันมีตัวแปรมากมาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะอุ้มเขาไว้หรือเขายอมให้เราอุ้มตลอดเวลา ดังนั้นถ้าจะให้ประโยคว่า ‘การอุ้มเขาไว้ปลอดภัยกว่า’ เป็นจริง นั่นหมายถึง กรณีที่ไม่มีอุบัติเหตุ แต่หากเป็นตรงกันข้าม เวลาเกิดอุบัติเหตุแรงๆ คุณรู้มั้ยครับว่าสิ่งที่ป้องกันการกระแทกของคุณโดยที่ทำงานได้เร็วกว่า ถุงลมนิรภัย คืออะไร ผมเชื่อว่าคุณตอบคำถามนี้ได้ครับ

          ประเด็นต่อมาคือ มันไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า เราขับรถดีขนาดไหน อย่างที่เขียนไปข้างต้น ตัวแปรบนถนนมีมากมาย ทั้งที่คุมได้และคุมไม่ได้ ขนาดที่คิดว่าคุมได้อย่างอารมณ์เราเอง เมื่อถูกยั่วยุ ใครจะรู้ว่าเราจะยังคุมได้อยู่จริง ดังนั้นบนท้องถนน ต่อให้คุณขับรถระดับเทพ แต่เพื่อนร่วมเดินทางคันอื่นๆ  เราไม่อาจรู้ได้เลย  ดังนั้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอย่างน้อย car seat ก็ปกป้องเจ้าตัวเล็กได้ดีกว่าการปล่อยเขานั่งเฉยๆบนเบาะ หรือ บนตักก็ตาม

          สะดวกและปลอดภัย ง่ายกับการเดินทาง เพราะกรณีคุณต้องขับรถและอยู่กับเจ้าตัวเล็กสองต่อสองความยุ่งวุ่นวายต้องเกิดขึ้นแน่ถ้าปล่อยให้เจ้าตัวเล็กนั่งเองบนเบาะรถยนต์ ผมมีประสบการณ์ในครั้งแรกที่จะต้องไปรับเจ้าปูนปั้นกลับจากเนอร์สเซอร์รี่โดยที่ไม่มีหม่าม๊านั่งไปด้วย ผมกังวลไม่น้อยแต่ด้วยที่เจ้าปูนปั้นนั่ง car seat พอออกรถผมก็เพียงแต่เตรียมขวดนมไว้ข้างๆ ตัวเจ้าปูนปั้น พอเขาหิวในตอนผมขับรถอยู่เขาก็ฉวยขวดนมมาเข้าปาก แค่นั้นผมก็พาเจ้าตัวยุ่งกลับบ้านสบายๆ

         car seat แพง จริงมั้ย ประเด็นคงไม่ใช่อยู่ที่เรื่องว่า ‘ราคาเท่าไหร่’ เพราะเราควรตั้งคำถามใหม่ว่า‘มันคุ้มค่ามั้ย’ สำหรับครอบครัวเราใช้ car seat ที่ผมยอมรับเลยว่า ผมจ่ายแพงเอาเรื่อง แต่ก็รู้สึกว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์เพราะใครๆ เห็นก็มักบอกว่าดูเจ้าปูนปั้นนั่งสบายและมีความสุข นอกจากนั้นในรถคุณยายซึ่งจะเป็นคนไปรับเจ้าปูนปั้นกลับบ้านก็จะมี car seat อีกตัวเช่นกัน ซึ่งจริงๆแล้วก็มีให้เลือกหลายระดับราคาตั้งแต่ราคา 2-3 พันก็สามารถเลือกหาซื้อได้ไม่ยากครับ

         ดังนั้นเคล็ดไม่ลับ สำหรับการฝึกให้เจ้าตัวป่วนนั่ง car seat คือ

1)      ให้หัดนั่งตั้งแต่ยังเล็ก ถ้าจะให้ได้ผลชะงัดก็ทำอย่างที่ครอบครัวเราทำคือ นั่งตั้งแต่วันแรกที่กลับจากโรงพยาบาลหลังจากคลอดเลยครับ

2)      ต้องใจแข็ง เพราะบ่อยครั้งที่เจ้าตัวเล็กอาจจะโยเยด้วยสารพัดเหตุผลและไม่มีเหตุผล เพราะอยากจะออกจากที่นั่ง เราก็จะต้องอดทนเสียงร้องโลกแตกและใจแข็งไม่ยอมให้ออก เพราะถ้าเรายอมทุกครั้งที่เขาโยเยรับรองว่า ในที่สุดเราจะไม่สามารถให้เขานั่ง car seat ได้เพราะเขารู้ว่าถ้าร้องเดี๋ยวก็ได้ออก

3)      เตรียมของชอบที่หยุดการโยเยของเขาได้ อย่างเจ้าปูนปั้นจะชอบ รถกับรถไฟมากๆ ดังนั้นเราก็จะเตรียมไว้ ถ้างอแงก็หยิบมาให้เล่น นอกจากนั้น เจ้าปูนปั้นก็จะชอบเพลงของวงวัชราวลี และ ดิ อินโนเซนต์มาก ผมก็จะพกแผ่นไว้บนรถไว้เปิดให้ฟัง

4)      ขวดนม อีกหนึ่งของจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลย

5)      สำหรับการติดตั้ง car seat ช่วงที่ยังไม่ถึง 1 ขวบ ให้ติดตั้ง car seat โดยให้เจ้าตัวเล็กหันหน้าไปทางหลังรถ จนอายุเกิน 1 ขวบถึงปรับหันมาหน้ารถ (บ้างก็ใช้เกณฑ์น้ำหนักว่าต้องหนักเกิน 15 กิโลกรัม) และ ตำแหน่งปลอดภัยที่สุดของ car seat คือ เบาะหลังคนขับ

         การให้เจ้าตัวเล็กนั่ง car seat ไม่ยากหรอกครับ ถ้าทำตาม 5 ข้อข้างต้น แล้วถ้าสงสัยว่า เด็กๆ นั่ง car seat แล้วเขาจะอึดอัดมั้ย ลองดูหน้าเจ้าปูนปั้นตัวป่วนสิครับ

      ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-35] ปูนปั้น ผลิตภัณฑ์จากนมแม่แท้ 100%

 

        หม่าม๊าตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่แต่งงานกับปะป๊าว่า

       1) อยากคลอดลูกธรรมชาติ และ

       2) จะให้นมแม่ถึง 2 ขวบ เป็นอย่างน้อย

       แม้ว่าเรื่องแรกจะไม่สำเร็จ เพราะว่า ใครจะคิดว่าหม่าม๊าตัวนิดเดียวน้ำหนักก่อนท้องแค่ 45 กิโลกรัม จะสามารถให้กำเนิดเจ้าตัวป่วนปูนปั้นหนักถึง 3.69 กิโลกรัม เมื่อเจ้าตัวป่วนตัวโตประกอบกับไม่ชอบนอนหัวทิ่มคุณหมอเลยแนะนำให้ผ่าออก

       แต่เรื่องที่ 2 หม่าม๊า ผ่านฉลุย เพราะความเก่งกาจของเจ้าปูนปั้นคือออกมาปุ๊บดูดนมหม่าม๊าเป็นปั้บ ส่วนหม่าม๊าก็ลูกคลอดปุ๊บนมมาปั๊บเช่นกัน ก็เลยถือเป็นโชคดีของครอบครัวเรา และหม่าม๊าก็ตั้งหน้าตั้งตาให้นมจากเต้าและปั๊มนมอย่างสม่ำเสมอ มีระเบียบวินัยชนิดไม่ต้องอายว่าผ่านการเรียนเนตรนารีชั้นสูงมาแล้ว

       ตอนนี้เจ้าปูนปั้นหนึ่งขวบสิบเอ็ดเดือน ก็ยังจุ๊บเต้าหม่าม๊า(ก่อนนอนหม่าม๊า จะมีเมนูให้ปูนปั้นเลือกว่า นมเต้า หรือ นมขวด ฮา) และแม้หม่าม๊าจะเลิกปั๊มนมมาได้สัก 2-3 สัปดาห์  แต่ภาระกิจก็บรรลุเป้าหมาย เพราะมีนมเต็มตู้แช่นม 1 ตู้ บวกในตู้แช่ไอติมที่เช่ามาอีก 1 ตู้ ดังนั้นให้กินได้จนสองขวบกว่าสบายๆ วันนี้ปะป๊าจะมาเล่าให้ฟังว่าทำไม ปูนปั้นจึงผลิตจากนมแม่แท้ 100% ได้สำเร็จ

1)      ตั้งใจและใจสู้ : หม่าม๊ามีความตั้งใจแน่วแน่แต่ไหนแต่ไร และแม้ว่าบางช่วงที่นมตัน โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ เธอก็ทั้งบีบ ทั้งเค้น บางช่วงใช้เวลาปั๊มนานเป็นชั่วโมง ไม่เคยคิดเลิก ยืนยันว่าไม่เคยเลย

2)      สม่ำเสมอ :ในช่วงครึ่งปีแรก หม่าม๊า ตื่นมาตี 2 อดหลับอดนอนเพื่อปั๊มนมทุกคืนเพราะเวลานี้คือช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตนมได้มากที่สุดและก็ปั๊มเป็นเวลาวันละ6 รอบคือ 7.30, 11.00, 15.00, 19.00, 23.00 และ 02.00 เพื่อให้นมมาสม่ำเสมอ จากนั้นเมื่อผ่าน 6 เดือนแรก จึงลดการปั๊มช่วงตี 2 ลงไป เหลือปั๊มวันละ 5 รอบ ที่หยุดปั๊มเพราะชอบไปแอบหลับที่ทำงาน (ฮา) จนปูนปั้นอายุประมาณ 1 ขวบ 5 เดือน จึงลดเหลือ 4 รอบ

3)      อุปกรณ์ครบครัน : หม่าม๊ามี เครื่องปั๊มนม สนับสนุนรายการโดยกระเป๋าตังส์ปะป๊า เรียกได้ว่า หม่าม๊าลองใช้มาเกือบครบทุกยี่ห้อ (ทั้งเช่า ทั้งซื้อ ทั้งปล่อยมือสอง ออกไป) เพื่อหาเครื่องที่ปั๊มแล้วสบายที่สุดเวลาหม่าม๊าออกไปที่ไหนก็มีติดกาย เป็น soul mate  นอกจากนั้น ก็มี ผ้าคลุมวิเศษ ที่ทำให้สามารถให้นมได้ทั้งบนห้างสรรพสินค้า บนรถไฟฟ้า บนเครื่องบินเพื่อให้เจ้าตัวป่วนไม่ขาดแคลนนม(เพื่อให้พร้อมทุกสถานการณ์ หม่าม๊าก็จะใส่ชุดให้นมและชุดชั้นในให้นมตลอดเวลา) อีกอย่างที่สำคัญคือ ถุงเก็บนม ซึ่งมาพร้อมกับกระเป๋าเก็บความเย็นและคูลแพ็ค โดยหม่าม๊าจะจดไว้ทุกถุงว่าปั๊มเมื่อไหร่มีปริมาณกี่ออนซ์ ส่วนตู้แช่นมนั้น เดิมปะป๊าไม่คิดว่าจะต้องซื้อ แต่เพราะถุงนมมาพรากที่แช่น้ำแข็งแช่ไอติมของปะป๊าไปจนหมดแล้วสต๊อกนมหม่าม๊าก็เยอะเกินจินตนาการ ที่สำคัญอีกอย่างคือ ถุงประคบร้อน (ข้างในเป็นข้าวสาร) เอาไว้ประคบเวลานมแข็ง นมตัน ปั๊มไม่ออก และเพื่อความสะอาดไม่อับชื้นก็ต้องมีแผ่นซับน้ำนมไว้รองชุดชั้นใน

4)      บำรุง กระตุ้น :หม่าม๊าอ่านสารพัดบทความว่าอะไรที่ช่วยให้มีน้ำนมเยอะ ดังนั้นหม่าม๊าก็จะมีชุดกระตุ้นนมตั้งแต่ น้ำขิง อินทผาลัม ลูกซัด โมติเลียมเอ็ม วิตามินสำหรับแม่ให้นมบุตร  ชาเพิ่มน้ำนมของเยอรมัน ยาหมอบัว ยาประสระน้ำนม เพื่อไม่ให้นมตันก็ต้องกิน lecithin ประมาณนี้ ซึ่งบางอย่างต้องสั่งทางอินเตอร์เน็ต

5)      ผู้ช่วยคนสำคัญ หมอนวดนม : เมื่อนมเริ่มตัน หม่าม๊าก็จะไปหาหมอนวดนมมือหนึ่งของประเทศไทยอันนี้เป็นความเชื่อของเราเอง (ฮา) เพราะนวดทีไร นมพุ่งเป็นน้ำพุทุกที

        ที่สำคัญที่สุดคือข้อสุดท้ายคือคนนี้เลยครับ

6)      กำลังใจและกายจากสามี :อันนี้ผมคิดเองแต่ก็ไม่น่าผิดหรอกน่า เพราะในตอนที่หม่าม๊านมไม่ออก ผมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนวดนม ช่วยเอาถุงประคบไปเข้าเตาไมโครเวฟเพื่อมาประคบ ไปดูแลเล่นกับลูก ขับรถไปส่งและนั่งรอจนหมดนวดนมเสร็จ เป็นเบ๊ เป็นตู้เอทีเอ็ม และที่สำคัญคอยให้กำลังใจ ให้เขาได้พักผ่อนเพราะการอดนอน ตื่นมาปั๊มนมให้นม มันสูญเสียพลังงานไม่ใช่น้อยเลย

        ทำได้ตามข้างบนรับรองว่าเจ้าตัวเล็กของผู้อ่านก็จะเป็นผลิตภัณฑ์จากนมแม่ 100% แน่นอน ซึ่งข้อดีของการให้นมแม่ เห็นได้ชัดว่าเจ้าปูนปั้นเป็นเด็กอารมณ์ดี มีความสุขเพราะเจ้าปูนปั้นก็จะได้กอดได้สบตาพูดคุยกับหม่าม๊า และมีภูมิต้านทานที่ดีเพราะแม้ว่าเจ้าปูนปั้นจะต้องอยู่เนอร์สเซอร์รี่ซึ่งคงเลี่ยงเรื่องป่วยยาก แต่ก็จะไม่เป็นหนัก เมื่อเทียบกับเพื่อนคนอื่นที่กินนมผง อีกทั้งนมแม่จะทำให้เด็กนอนหลับสบายซึ่งเจ้าปูนปั้นก็เป็นเด็กหลับง่าย เข้าเต้าเข้าขวดสักพักก็หลับปุ๋ย

        และผลพลอยได้ที่ดีมากๆ คือเวลาไปเที่ยวก็สะด๊วกสะดวก ไม่ต้องขนอะไร แค่มีนมหม่าม๊าติดตัวก็สบายแล้ว ซึ่งถ้าอ่านตอนเก่าๆ ก็จะรู้ว่าเราหอบเจ้าปูนปั้นไปเที่ยวต่างจังหวัดแทบจะทุกเดือน รวมทั้งแบ็คแพ็คไปสิงคโปร์และรัสเซียก็ผ่านมาแล้วแบบชิลชิล

        อีกอย่างคือทำให้ปะป๊ารู้สึกทึ่งและภูมิใจในความตั้งใจ นความรักที่หม่าม๊ามีให้ลูกมากๆ ทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่น เพราะเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะสำเร็จลุล่วงไปได้ต้องผ่านการรร่วมมือร่วมใจกัน เมื่อการให้นมแม่ดีขนาดนี้ มาให้นมแม่กันเถอะ เชื่อผมสักครั้งน่า

 

      ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-34] สอนเจ้าว่า สัญญาต้องเป็นสัญญา

          “หม่ำๆ ก่อนแล้วจะพาไปขับเครื่องบิน”
          “ถ้าหนูกินยานะ เดี๋ยวซุปเปอร์แมนจะมาหา”
          คำพูดที่เข้าข่าย ‘สัญญาเกินจริง’ นั้น หม่ามี๊และปะป๊าจะเตือนกันอยู่เสมอครับ ว่าเราจะไม่สัญญาอะไรที่ทำไม่ได้กับปูนปั้น หรือ ทำได้จริงแต่อาจจะไม่ใช่เวลานั้น เราก็จะไม่สัญญา
          เราเชื่อว่านี่คือเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะเวลาเราปลอบเด็ก หรือจะหลอกล่อให้เขาทำอะไร เรามักจะพูดสัญญาอะไรไปเรื่อยเปื่อย (ขออภัยที่ใช้คำนี้นะครับ) เช่น เดี๋ยวพาไปที่นั่นที่นี่ หรือ ไปทำโน่นทำนี่ แต่เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจไม่ได้ทำตามที่พูด เพราะเราคาดหวังแค่ให้เขาทำอะไรตามที่เราต้องการแค่นั้น เราเชื่อว่าเด็กยังเล็ก ‘เดี๋ยวก็ลืม’
          เมื่อเราไม่รักษาสัญญาแล้วจะหวังว่าเขาจะเชื่อฟังเรา มันก็ไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นะฮะ แม้ว่าเด็กจะตัวเล็กๆ ดูเหมือนจะไร้เดียงสา เดี๋ยวก็คงลืมๆไป ไม่มีอะไรหรอกแต่ ….
          เรื่องบางเรื่องมันไม่ใช่ เรื่องสมอง หรือเรื่องของความจำ มันเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกครับ ผมเชื่อว่าเด็กจะค่อยๆ ซึมซับทีละเล็ก ทีละน้อยเขาจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่า
          ‘ที่พ่อแม่สัญญามันมันอาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ได้เกิดขึ้นก็ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร’
          ดังนั้น เมื่อเขาเรียนรู้เช่นนั้น ต่อไปเวลาเราสอนให้เขาทำอะไรก็ตาม ก็หมายความว่า เขาอาจจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ เพราะสิ่งที่พ่อกับแม่สอน ‘ไม่ได้แปลว่าจริงทั้งหมดนี่นา’เมื่อเราไม่รักษาสัญญา ก็อย่าไปหวังว่าเขาจะเชื่อที่เราสอน เช่นกัน
          สำหรับครอบครัวเรา เราจะสัญญา อะไรที่ทำได้จริงๆเท่านั้น  เช่น เขาอยากกินไอติมก่อนกินข้าว เราจะบอกเขาว่าถ้าหนูกินข้าวก่อน เราจะให้ไปกินไอติม ซึ่งถ้าเขาไม่ยอมทานข้าวหรือทานน้อยเราก็ไม่ให้ไอติมจริงๆ (ใจแข็งมาก) แต่ถ้าเขากินข้าว เราก็จะให้กินไอติมตามสัญญาและไม่ลืมจะบอกเขาว่า หม่ามี๊กับปะป๊าทำตามสัญญาที่ตกลงกันนะ เพราะเรากำลังสอนให้เขาเคารพคำพูด หรือ เราบอกว่า ทำโน่นทำนี่ก่อนนะ แล้วจะพาไปดูปลา พอเขาทำเสร็จ เราก็จะพาไปดูปลาจริงๆ และก็ไม่ลืมบอกว่า เห็นมั้ยว่า หม่ามี๊กับปะป๊าทำให้หนูตามที่สัญญากันนะ เมื่อเรารักษาสัญญา ลูกก็จะเรียนรู้ว่า ปะป๊าหม่าม๊าพูดในสิ่งที่จริงและทำจริง พอเราสอนเขาก็เชื่อ
          แต่ถ้าเขาขออะไรที่เราอาจจะไม่สะดวกที่จะทำในตอนนั้น เราก็จะต่อรองนะฮะ เช่น บางทีอาบน้ำเสร็จแล้ว ใกล้จะขึ้นนอน อยู่ดีๆเจ้าปูนปั้น ก็จะมีอารมณ์ “Papa, go bike” เราก็จะบอกเขาว่า หนูอาบน้ำแล้ว เราจะเข้านอนแล้วไว้วันหลังเราค่อยไปปั่นจักรยานกันนะ ตอนนี้เราไปหา พี่กุ๊กไก่ ไปบ๊ายบายพี่กุ๊กไก่ แล้วเข้านอนกัน (เราจะมีพี่กุ๊กไก่ ดินเผาลงสี ตัวโต 2 ตัว อยู่แถวหน้าห้องนอนที่เจ้าปูนปั้นต้อง ‘กุ๊ด ไน้ กุ๊กไก่’ ก่อนนอน และ ตอนเช้าก็ ‘ไบ๋ บาย กุ๊กไก่’ ก่อนไปโรงเรียน)
          นอกจากจะไม่สัญญาเกินจริงแล้ว เราจะไม่หลอกให้เขากลัวโน่นนี่ เช่น เดี๋ยวตุ๊กแกมากินตับ หรือรู้ว่าเขากลัวอะไรแล้วเอามาขู่ เช่นสมมติเด็กกลัวหมา เราก็จะไม่ใช้ว่า ‘ไม่กินข้าวเดี๋ยวหมามากัดนะ’ หรือ ‘หมาไม่ชอบเด็กดื้อ ไม่ชอบเด็กกินข้าว’ เป็นต้น
          เพราะการทำแบบนั้น เด็กเขาจะกลัวสิ่งเหล่านั้นในแบบที่เราสอน เพราะเด็กเกิดมาเขาไม่กลัวอะไรหรอกครับ เขาไม่รู้จักว่าผีหลอกคน ไม่รู้ว่าตุ๊กแกต้องกินตับ เราจะสอนในแบบมุมมองด้านบวก เช่น ถ้าปูนปั้นหม่ำเยอะๆ หนูจะได้มีพลังแล้วจะได้ออกไปปั่นจักรยากับปะป๊าได้ หรือ บางทีเราก็ชวนเขาเอาขนมไปให้เจ้าบรู้กลินกับโมโม่ (เจ้าหมา 2 ตัวที่เป็นพี่ชาย พี่สาวของปูนปั้นลองแวะไปอ่านตอน ‘พ่ออยากให้เจ้าอ่อนน้อม กับธรรมชาติที่โอบล้อมเจ้า’) แล้วเราจะบอกเขาว่าเห็นมั้ยว่า ใครๆ ก็ต้องหม่ำทั้งนั้น แล้วเราก็จะกลับมานั่งหม่ำไปพร้อมกันกับเขา (ปูนปั้นตักข้าวหม่ำเองตอนประมาณ 1 ขวบ 8 เดือน)แล้ว 3 คนพ่อแม่ลูกก็นั่งหม่ำพร้อมกัน ไม่มีการขู่
          แล้วเราก็ต้องทำตัว เป็นตัวอย่างที่ดีด้วยนะฮะ ไม่แสดงความกลัวให้เขาเห็นด้วยครับ (แม้จะกลัว 555) เช่น เมื่อวันก่อนมีแมลงสาบตัวเล็กๆ วิ่งผ่านผมในสนามหญ้า ผมสะดุ้ง (อยากจะเตะมากเลย) แต่ผมก็ทำเฉย พอเจ้าปูนปั้นจะเดินมาใส่รองเท้า ผมไม่รู้ว่าใช่เจ้าแมลงสาบตัวเดิมมั้ย แต่มันเดินมาผ่านหน้าเจ้าปูนปั้น ซึ่งเจ้าปูนปั้นก็มองเฉยๆ
          การเรียนรู้ของเด็กมันไว ไวมากจนคุณคิดไม่ถึง มีวันหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อนเจ้าปูนปั้นกลับมาถึงบ้านก็ทำท่าตบมือ ครั้งแรกเราก็ไม่ได้คิดอะไรนึกว่าตบมือเล่นเฉยๆ แต่พอทำครั้งที่ 2 เราถึงรู้ว่าเจ้าปูนปั้น ทำท่าตบยุงเลียนแบบพี่เลี้ยงที่เนอร์สเซอร์รี่มา555 จนเดี๋ยวนี้เวลาผมเผลอตบยุงต่อหน้าเขาเมื่อไหร่ เขาก็จะทำตาม
          สิ่งที่เราสอนเราสัญญา กับเขา มันจะซึมซับเข้าไป ทำไมผมรู้หรอครับ มันไม่ใช่ไสยศาสตร์ครับ มันเป็นวิทยาศาสตร์ เช่นบางครั้งขณะที่ผมกำลังนั่งพิมพ์ต้นฉบับอยู่ที่บ้านแล้วปูนปั้นมาชวนเล่น ผมจะบอกเขาว่า “Wait Papa for 5 minutes, ok? And Papa will play with you”
          สิ่งที่เขาตอบกลับมาหลายๆครั้งทำเอาน้ำตาซึม เขาตอบ
          “โอเค๊ อะโมเมนต์ … ปะป๊า เวิร์กกิ้ง”

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)