แม่ท้องรับมือ โรคผิวหนัง

ปกติผิวของแม่ท้องก็คล้ำขึ้นเพราะฮอร์โมนอยู่แล้ว แต่เรื่องผิวคล้ำยังไม่น่ากลัวเท่าอาการผิวไหม้หรือแสบร้อนเพราะโดนแดดเผา ซึ่งอาจทำให้ผิวไหม้ เกิดผดผื่น และอาการคัน ซ้ำยังนำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนังได้

ถึงแม้จะอยู่ในที่ร่ม ถ้าอากาศอบอ้าวก็อาจทำให้อับชื้น จนเกิดผดผื่นคันบริเวณที่มีการเสียดสี เช่น ใต้ทรวงอก ต้นขาหรือบริเวณข้อพับต่างๆ ได้เช่นกัน

ป้องกันและรักษาอย่างไร

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดดระหว่างเวลา 10.00 – 16.00 นาฬิกา
  2. ขณะอาบน้ำ ควรใส่ใจทำความสะอาดบริเวณข้อพับและจุดอับชื้น ซับตัวให้แห้ง แล้วทาโลชั่นเนื้อบางเบา
  3. ทาครีมกันแดดเป็นประจำ และเลือกชนิดที่มีค่า SPF เพียงพอ
  4. จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยเฉพาะห้องนอน ควรเป็นห้องที่เย็นและระบายอากาศได้ดีที่สุด สำหรับบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศ อย่าเปิดอุณหภูมิให้ต่ำนัก ตอนกลางวันที่ไม่ได้ใช้งานก็ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศบ้าง

 

ที่มา: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

หนูเกิดมาได้อย่างไร

เปลี่ยน สินบน เป็น ต่อรอง

การวิจัยของผศ.ดร.เด็บบี้ ไลเบิล จากสาขาวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยลีไฮ ระบุว่า โดยเฉลี่ยเด็กวัย 3-5 ขวบมักโต้เถียงกับพ่อแม่ 20 ถึง 25 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง ‘การติดสินบน’ จึงเป็นทางออกสำหรับพ่อแม่หลายคนที่ไม่รู้จะจัดการกับจอมแสบวัยก่อนเรียนอย่างไร แต่การติดสินบนบ่อยๆ อาจทำให้ลูกติดเป็นนิสัย จนต้องร้องขอรางวัลเป็นแรงกระตุ้นทุกสิ่งที่ต้องทำ

ดร.ไลเบิลอธิบายว่า จริงๆ แล้วการต่อรองเป็นวิธีที่ดีที่พ่อแม่ทำได้ แต่พ่อแม่มักจะเผลอล้ำเส้นไปเป็นการติดสินบน ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้คือ การติดสินบนมักทำให้เด็กเกิดความคาดหวังสูงกว่าปกติ เช่น กินไอศกรีมถ้วยโตแลกกับการจัดเก็บของเล่น แทนที่จะเป็นคุ้กกี้แค่สองสามชิ้น นอกจากนี้ การติดสินบนมักเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน หรือกฎกติกาในครอบครัว

การเปลี่ยนจาก ‘สินบน’ ให้เป็น ‘ต่อรอง’ มีหลักง่ายๆ คือ ก่อนต่อรอง คุณต้องแน่ใจว่าสามารถอธิบายเหตุผลที่ต้องการให้ลูกทำหรือไม่ทำสิ่งต่างๆ ได้ และเมื่อยื่นข้อเสนอต่อรองให้รักษาระดับข้อเสนอให้ต่ำเข้าไว้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

พาตัวเล็กเที่ยวทะเลครั้งแรกอย่างไร ปลอดภัยและสนุก

Q: กำลังจะพาลูกวัย 2 ขวบ 7 เดือนไปทะเลเป็นครั้งแรกค่ะ อยากได้คำแนะนำและข้อควรระวังสำหรับการเดินทางไกลช่วงอากาศร้อนๆ และการเล่นน้ำทะเลครั้งแรกค่ะ

 

  • หากลูกยังไม่เคยไปทะเลและไม่เคยเห็นทะเลเลย การสร้างความคุ้นเคยไว้ก่อนจะช่วยได้มาก เช่น เล่าเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับทะเล ให้เขาดูรายการทีวีหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับทะเล และลองให้ลูกสัมผัสเม็ดทรายก่อนบ้าง

 

  • เมื่อไปถึงทะเล เด็กวัยนี้ต้องการสำรวจโลกรอบๆ ตัว รวมทั้งต้องการทำอะไรต่อมิอะไรเอง ไม่ต้องมีใครช่วย สิ่งที่คุณต้องทำคือ หาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย คนอื่นไม่รำคาญ ให้เขาได้สำรวจ โดยมีผู้ปกครองดูแลอยู่ใกล้ๆ เป็นการให้อิสรภาพลูกอย่างมีขอบเขตในการสำรวจสิ่งรอบตัว

 

  • พาลูกลงทะเลครั้งแรก พึงรู้ว่าเด็กบางคนอาจกลัวคลื่น ไม่ว่าจะเป็นเพราะเสียงดังครืน ลมแรง หรือความแรงของคลื่นที่กระทบตัว ถ้าลูกกลัวก็อย่าบังคับให้เขาลงทะเล ใช้วิธีให้ลูกสัมผัสทะเลทีละน้อย เช่น แตะๆ ด้วยปลายเท้าก่อน แล้วค่อยๆ ให้คลื่นทะเลสัมผัสตัวลูกเพิ่มขึ้นๆ

 

  • ระวังเรื่องแสงแดดและไอร้อน มิฉะนั้นลูกอาจเป็นไข้ได้ เวลาเหมาะพาเขาไปเล่นกลางแจ้งคือตอนแดดอ่อนๆ ก่อน 10 โมงเช้าหรือหลัง 4 โมงเย็น ควรทาครีมกันแดดทั้งที่หน้าและตัวให้ทั่วก่อนออกแดดด้วย

 

  • สำคัญสุด เมื่อลูกเล่นน้ำ ไม่ว่าจะตื้นหรือลึกแค่ไหน ต้องมีคนอยู่ด้วยเสมอ และอย่าเผลอไผลหรือละสายตาจากลูกเด็ดขาด ความปลอดภัยต้องมาก่อนค่ะ

 

ขอให้เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่สนุกสุขสันต์นะคะ

 

ที่มา: กุณฑิรา จุลสมัย โอคอนแนล อดีตกรรมการกลุ่มนมแม่ คุณแม่น้องวิลเลี่ยม น้องแคทริณ อายุ 7 ขวบ 2 เดือน และน้องอมาลิณ

อยากจัดฟัน

อยากจัดฟัน แต่ฟันแท้ยังไม่ขึ้น ควรดัดฟันหรือไม่?

 ลูกอยากจัดฟันถ้าฟันแท้ขึ้นมาไม่เป็นระเบียบ พ่อแม่อยากพาลูกไปจัดฟัน ควรไปเมื่อไร ควรรอให้ฟันแท้ขึ้นให้ครบก่อนหรือไม่”

การจัดฟันในเด็ก ส่วนใหญ่จะเริ่มเมื่อเด็กอายุประมาณ 12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ฟันน้ำนมหลุดหมดและฟันแท้ขึ้นครบ 28 ซี่ แต่ในบางครั้งการที่ฟันแท้ซ้อนเกไม่เป็นระเบียบ ร่วมกับมีโครงสร้างกระดูกขากรรไกรผิดปกติ หรือการซ้อนเกของฟันแท้ที่เกิดขึ้นอาจจะไปมีผลทำให้เกิดการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรที่ผิดปกติ จำเป็นจะต้องจัดฟันเร็วขึ้น

ลูกอยากดัดฟัน
ภาพโดย : wikinewforum.com

อยากจัดฟัน .. ต้องรอถึงอายุ 12 ปี

การจัดฟันที่เร็วขึ้นนี้จะเป็นการจัดฟันเพื่อแก้ไขความผิดปกติเพียงบางส่วนเท่านั้น เมื่อเด็กอายุ 12 ปีอาจจะต้องจัดฟันแท้ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง

อยากดัดฟัน

ดังนั้นถ้าลูกมีฟันแท้ที่ขึ้นมาไม่เป็นระเบียบ ควรจะพาลูกไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อดูว่าจำเป็นต้องรีบจัดฟันหรือไม่ หรือสามารถรอให้ฟันแท้ขึ้นครบก่อนค่อยจัดฟัน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกร ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดรูปใบหน้าหรือขากรรไกรที่ผิดปกติในอนาคตได้

ดัดฟันที่ไหนดี
บทความโดย: ทญ.นราวัลลภ์ เชี่ยววิทย์ งานทันตกรรม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
ภาพโดย : thaihealth.co.th, blog.chooseyourdentist.com, wikinewforum.com

สังเกตตรงไหน ลูกเรามีความคิดสร้างสรรค์หรือเปล่า

Q: คุณสมบัติของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์มีอะไรบ้างคะ

 

เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ มักจะ…

 

  1. มีความอยากรู้ อยากเห็น

อะไรที่ไม่รู้จะถามทันที ชอบตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา เช่น ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ หรือถ้าเราไม่ทำตามแบบนี้ แต่ลองทำแบบอื่น แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร

 

  1. มีความคิดแบบลู่ออก กระจายออก

เวลาที่คิดอะไรมักจะคิดเผื่อหลายๆ อย่าง มีความคิดที่หลากหลาย เช่น ถ้าถามว่า ลูกเห็นสีเขียวแล้วนึกถึงอะไร ลูกจะไม่ตอบเพียงแค่ว่า ต้นไม้ แต่จะนึกไปถึงสิ่งอื่นๆอีก เช่น ทหาร หรือบรอคโคลี่

 

  1. ชอบทำงานที่ยากและท้าทาย

มีสมาธิสูง เวลาที่มีปัญหาหรือคำถามจะพยายามค้นหาคำตอบ พยายามอย่างไม่ลดละเพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ สนุกกับเกมที่ยุ่งยากต้องทุ่มเทเวลา เช่น ต่อเลโก้ ต่อแบบจำลอง หรือต่อจิ๊กซอว์

 

  1. มีความเป็นตัวของตัวเอง

เชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าแสดงออก แต่ก็มีความยืดหยุ่น รับฟังเหตุผล และไม่ยึดติดแม้จะกล้าคิด แต่เมื่อเข้าใจว่าสิ่งที่คิดไม่มีความเป็นไปได้ ก็รู้จักที่จะรับฟังความคิดเห็น ข้อมูลจากคนรอบข้างแล้วนำมาประยุกต์เข้ากับความคิดของตนเอง

 

  1. มีแรงจูงใจสูง

อยากได้อยากทำอะไร จะพยายามคิดทำ และดัดแปลงให้ความคิดของตนเองเป็นจริง พยายามทำให้สำเร็จ เช่น อยากได้ของเล่นราคาแพง แต่แพงเกินไปไม่สมเหตุสมผล เลยคิดพลิกแพลงใช้วัสดุอื่นมาทำของเล่นนั้นๆ เล่นเอง แม้อาจจะไม่เหมือน แต่ก็สามารถตอบโจทย์ให้กับตนเองได้

 

ที่มา: ผศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล

Tags

แม่ท้องกับปัญหาการนอน 3 ไตรมาส

ในแต่ละไตรมาส ปัญหาการ “นอน” ของคุณแม่ตั้งครรภ์จะแตกต่างกันไป จะเป็นอย่างไรบ้างมาติดตามกันเลยค่ะ

ไตรมาสแรก

คุณแม่จะง่วงนอนและอ่อนเพลียมากโดยเฉพาะตอนบ่ายๆ แต่พอถึงตอนกลางคืนที่ต้องนอน กลับนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท นอนท่าไหนก็ไม่สบาย มีอาการแสบร้อนยอดอกบ้าง ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำคืนละหลายรอบบ้าง บางทีก็ฝันร้าย หรือฝันตื่นเต้นจนเหมือนไม่ได้นอน

ไตรมาสที่สอง

เข้าไตรมาสสองพอจะหลับสบายขึ้นบ้าง ไม่ต้องไปเข้าห้องน้ำบ่อยเหมือนช่วงแรก แต่บางทีเจ้าตัวเล็กที่เริ่มจะเคลื่อนไหวก็อาจดิ้นแรงจนทำให้แม่สะดุ้งตื่นได้เหมือนกัน

ไตรมาสสุดท้าย

คุณแม่จะยิ่งเหนื่อยและอ่อนเพลียมากขึ้น นอนหงายก็ไม่ได้ นอนท่าไหนก็ไม่สบาย แถมยังปวดหลังปวดขา บางทีก็เป็นตะคริว จนถึงกับต้องปลุกคุณพ่อขึ้นมาช่วยนวด อาการปวดปัสสาวะบ่อยก็กลับมาอีก รายไหนที่มีปัญหาผิวแตก ก็อาจจะคันหน้าอก ท้อง หรือต้นขาจนนอนไม่หลับ แถมเจ้าตัวเล็กยังวุ่นวาย ดิ้นหรือพลิกตัวแรงทำให้เจ็บจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก และนอนไม่หลับอีกเลย

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การนอนหลับถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากกว่าคนทั่วไป เพราะร่างกายของคุณแม่ต้องการการพักผ่อนและควรนอนหลับอย่างมีคุณภาพอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้นอนไม่หลับ ไม่ว่าจะเป็นคาเฟอีน ความเครียด หรือแม้แต่การกินและการออกกำลังกายในช่วงที่ใกล้เวลานอนมากเกินไป

 

บทความโดย: พญ. กันดาภา ฐานบัญชา สูติแพทย์ และผู้อำนวยการสายบริหารการแพทย์ โรงพยาบาลบี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์

ภาพ : Shutterstock

ทำไมแม่ท้องถึงฝันร้ายบ่อย

Q: ตั้งแต่ท้องรู้สึกเหมือนฝันร้ายบ่อยๆ ค่ะ ไม่อยากคิดว่าเป็นลางไม่ดี มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับบ้างไหมคะ?

วงจรการนอนหลับของคนเราจะเริ่มจากการรู้สึกง่วงนอนมาก ก่อนจะเข้าสู่ช่วงหลับตื้น (Rapid eye movement sleep – REM sleep) ช่วงนี้แหละค่ะที่เราจะฝัน หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงหลับลึกสนิท (non REM sleep) ช่วงนี้เราจะไม่ฝัน หรือถึงฝันก็จำความฝันไม่ได้

คุณแม่ตั้งครรภ์มีเหตุให้ต้องตื่นกลางดึกบ่อยๆ ตลอดช่วงการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้ท้องช่วงไตรมาสแรก ลูกดิ้นมาก หรืออาการปวดหลังในช่วงไตรมาสสุดท้าย ล้วนแล้วแต่ทำให้แม่ท้องต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก จึงมีช่วงหลับตื้นมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งมีเรื่องกังวลปนเปก็จะทำให้ฝันบ่อย ฝันร้าย หรือฝันโลดโผนมากขึ้นค่ะ

 

เรื่องโดย: พญ. กันดาภา ฐานบัญชา สูติแพทย์ และผู้อำนวยการสายบริหารการแพทย์ โรงพยาบาลบี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์

ภาพ: Shutterstock

คุมกำเนิดหลังคลอด เมื่อไหร่? อย่างไรดี!

คำถามยอดฮิตหลังคลอด “แล้วจะคุมกำเนิดเมื่อไรดี?” การ คุมกำเนิดหลังคลอด ถือเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ลูกกินนมแม่ก็ไม่อาจใช้เป็นการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งคุณแม่หลังคลอดทุกคนจะได้รับทราบข้อมูลเรื่องการคุมกำเนิดหลังคลอดในวันนัดตรวจ 1 เดือนหลังคลอด และก็มีการคุมกำเนิดหลายวิธี โดยมีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน จึงต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมกับคุณแม่แต่ละคน

แล้วจะต้องเริ่มคุมกำเนิดหลังคลอดเมื่อไหร่ ต้องทำอย่างไรบ้าง การให้ลูกกินนมแม่นั้นช่วยคุมกำเนิดได้หรือไม่ และถ้ากินยาคุม จะมีผลกับน้ำนมของลูกไหม Amarin Baby & Kids มีวิธี การคุมกำเนิดหลังคลอด มาแนะนำคุณแม่ค่ะ

Continue reading “คุมกำเนิดหลังคลอด เมื่อไหร่? อย่างไรดี!”

เมื่อแม่ท้องต้องเฝ้าไข้

Q: ท้องได้ 4 เดือน คุณสามีก็มีเหตุต้องผ่าตัดต่อมทอนซิลค่ะ (คุณหมอเห็นควรว่าต้องผ่า เพราะคออักเสบบ่อย) ที่บ้านอยู่กันแค่ 2 คน สงสัยว่าดิฉันจะต้องเป็นคนไปเฝ้าไข้เขาที่โรงพยาบาลเอง จะเป็นอะไรไหมคะ? กลัวว่าถ้ารอหลังคลอด มีลูกเล็กจะยิ่งปลีกเวลาลำบากค่ะ

เห็นด้วยเลยค่ะว่า ถ้ามีเหตุให้คนในครอบครัวต้องไปผ่าตัด (โดยไม่ใช่การผ่าตัดฉุกเฉิน) แล้วคุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องอยู่เฝ้าไข้ ก็ควรไปผ่าตัดให้เรียบร้อยก่อนที่ลูกจะคลอด ถ้ารอจนมีลูกอ่อน คุณแม่ต้องพาเด็กทารกไปเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล จะยิ่งไม่สะดวก อีกอย่างถ้าปล่อยอาการของต่อมทอมซิลอักเสบของคุณพ่อทิ้งไว้ ก็อาจทำให้ลูกน้อยพลอยติดเชื้อหวัดไปด้วย แบบนี้ยิ่งแย่เพราะเด็กเล็กเวลาไม่สบาย อาการจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่

โชคดีที่ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ 4-5 เดือน น่าจะหายจากอาการแพ้ท้อง กลับมากินอาหารได้ตามปกติ ขนาดท้องก็ยังไม่ใหญ่มากจนรู้สึกไม่สบายตัว ยังพอเดินเหินได้คล่องแคล่ว อดนอนได้บ้าง ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด หากคุณสามีจะต้องเข้ารับการผ่าตัดค่ะ

ข้อควรระวัง หากแม่ท้องต้องเฝ้าไข้

หากคุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องไปเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล มีสิ่งสำคัญที่ควรระวังอยู่ 2 อย่างคือ การติดเชื้อโรคในโรงพยาบาล กับการพักผ่อนไม่เพียงพอ คุณแม่ควรรักษาความสะอาด หมั่นล้างมือบ่อยๆ ถ้าต้องเข้าไปในที่ที่มีคนไข้อยู่มากๆ เช่น บริเวณห้องรอเรียก ห้องยา หรือโรงอาหาร ฯลฯ ก็ควรใช้หน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดปาก

นอกจากนี้ คุณแม่ควรดูแลร่างกายตนเองให้แข็งแรง กินอาหารให้ครบหมู่ เลี่ยงการอดนอนเฝ้าไข้ เพราะช่วงกลางคืน เจ้าหน้าที่พยาบาลจะต้องเข้ามาดูคนไข้เป็นระยะๆ อาจทำให้คุณแม่ต้องตื่นนอนหลายครั้ง จนนอนหลับไม่เพียงพอได้ แนะนำให้จ้างพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลมาดูแลช่วงกลางคืนให้แทนจะดีกว่าค่ะ

 

ที่มา: นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ภาพ : Shutterstock

ปฏิเสธซื้อของแพงให้ลูกโตอย่างนุ่มนวล

Q: ลูกร้องขอซื้อแต่ของแพงๆ โดยให้เหตุผลว่า ‘ใครๆ เขาก็มีกัน’ แต่คุณแม่ไม่คิดว่าของเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นหรือมีประโยชน์เพียงพอ ควรให้เหตุผลกับลูกอย่างไรดีคะ

ก่อนอื่นพิจารณาก่อนว่า ของราคาแพงที่ลูกว่านั้น เป็นของจำเป็นหรือไม่ หากไม่ใช่ของจำเป็น และไม่มีประโยชน์ ถึงแม้คุณจะมีงบประมาณพอซื้อก็ไม่ควรซื้อให้ลูก และควรปฏิเสธพร้อมคำอธิบายที่มีเหตุผล

•  เหตุผลที่บอกลูก

ควรจะกระชับไม่เยิ่นเย้อเกินไป พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง ที่สำคัญควรบอกความรู้สึกของคุณให้ลูกรู้ด้วย เช่น “แม่รู้ว่าหนูอยากได้มากจริงๆ แต่ของนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์และแพงเกินงบ แม่ต้องเก็บเงินนี้ไว้เป็นค่าอาหาร ค่าน้ำมัน แล้วก็เก็บไว้พาหนูไปเที่ยวตอนปิดเทอม” ถ้าลูกร้องไห้และเอาแต่อารมณ์ ก็ให้เวลาเขาสักพัก แล้วค่อยๆ อธิบายซ้ำอีกครั้ง

•  สอนลูกให้รู้จักบริหารเงิน

และมีส่วนร่วมในการจัดการงบประมาณของตัวเอง ถ้าลูกอยากได้ของชิ้นนั้นจริงๆ ลองทำข้อตกลงว่า “เอาละ หนูลองเก็บเงินค่าขนมหยอดกระปุกไว้นะ ถ้าเก็บได้ครึ่งหนึ่งของราคาของเมื่อไหร่ แม่จะช่วยสมทบทุนอีกครึ่งหนึ่ง” นอกจากจะสอนให้ลูกรู้จักอดออมแล้ว ยังทำให้เขาเห็นคุณค่าของสิ่งของที่ซื้อมามากขึ้นด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ช่วยลูกแยกแยะโลกความจริงกับโลกในโทรทัศน์

บางครั้งบางคราว เด็กๆ ก็สับสนระหว่างภาพที่ปรากฎในรายการโทรทัศน์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง คุณพ่อคุณแม่คือคนสำคัญที่ต้องเพิ่มทักษะการดูโทรทัศน์อย่างมีสติให้ลูกได้เข้าใจและมองโลกให้ลึกกว่าแค่ภาพที่เห็น

1. บอกความจริงที่ซ่อนอยู่

มีบางฉากในละครที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น ฉากที่นางเอกกินไอศกรีมปริมาณมหาศาลอย่างเอร็ดอร่อย ถ้าลูกมาบอกว่าอยากจะทำแบบนั้นบ้าง คุณอาจจะให้อีกมุมมองที่แตกต่าง “จริงๆ แล้วไม่มีใครกินไอติมเยอะขนาดนี้หรอกลูก กินของเย็นๆ มากขนาดนั้นต้องปวดหัวปวดท้องแน่ๆ”

2. ระวังเรื่องเสียง

เพลงเป็นสิ่งที่กระทบอารมณ์ได้มากที่สุด และดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดด้วย ในช่วงโฆษณาหรือฉากต่อสู้บู๊ดุเดือด ควรหรี่เสียงโทรทัศน์ลงบ้าง

3. ให้ความกระจ่าง

อธิบายให้ลูกฟังว่า ฉากแอ็คชั่นที่ดูเกินจริงในภาพยนตร์ ส่วนหนึ่งเกิดจากเทคนิคการสร้างภาพในคอมพิวเตอร์ และส่วนที่ถ่ายทำจริงก็มักใช้สตั๊นท์แมนมืออาชีพที่ชำนาญ พร้อมอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยครบครัน ลูกจึงไม่ควรลอกเลียนแบบฉากเหล่านั้นเด็ดขาด (ส่วนใหญ่ผู้สร้างภาพยนตร์มักนำคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำมาโฆษณาอยู่แล้ว ลองเปิดให้ลูกดูพร้อมอธิบายก็จะยิ่งเห็นภาพ)

 

ที่มา: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ไม่อยากให้ใครสัมผัส ลูกแรกเกิด พูดอย่างไรไม่เสียน้ำใจกัน

ช่วงที่ลูกเกิดใหม่เป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรับแขกมากหน้าหลายตา เพราะใครๆ ก็อยากมาแสดงความยินดี แต่ถ้าคนที่มาเยี่ยมอยากสัมผัสตัวเจ้าตัวน้อย อาจจะเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อโรคต่างๆ เพราะแค่เชื้อหวัดก็อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงในทารกแรกเกิดได้แล้ว

จะปฏิเสธอย่างไรไม่ให้เสียน้ำใจกัน ลองใช้เทคนิคเหล่านี้กัน

1. ใช้เป้อุ้มเด็ก

หรือให้ลูกนอนในเปล หากคุณอุ้มลูกไว้ คนส่วนใหญ่มักไม่กล้ายื่นมือเข้ามาใกล้หน้าอกของคุณ ถ้าลูกนอนหลับก็เอาลงที่นอนแล้วเอามุ้งคลุมไว้

2. อ้างหมอ

“หมอบอกว่า ช่วงแรกเกิดอย่าเพิ่งให้ใครแตะตัวน้อยมากค่ะ ขอโทษจริงๆ”

3. มอบหน้าที่ให้พี่โต

ประโยคว่า “ห้ามแตะน้องนะ” หรือ “ล้างมือก่อนค่อยอุ้มเบบี๋นะ” ถ้าเป็นผู้ใหญ่อาจจะพูดลำบาก แต่ถ้าเป็นพี่โตพูด ผู้ใหญ่มักยินดีทำตามแถมคิดว่าน่ารักดีด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เลือกคบเพื่อน

พ่อแม่ต้องไม่ละเลย! เมื่อลูกเลือกคบเพื่อน

แม้ลูกจะเริ่มโตเป็นหนุ่มเป็นสาว รับผิดชอบตัวเองได้หลายเรื่องแล้ว แต่เรื่องเพื่อน เด็กวัยนี้มักหาความพอดีได้ยาก ยิ่งลูกมีเพื่อนมากขึ้น นิสัยก็แตกต่างกัน จะสอนลูก เลือกคบเพื่อน อย่างไรให้พอดี และลูกไม่รู้สึกต่อต้าน Continue reading “พ่อแม่ต้องไม่ละเลย! เมื่อลูกเลือกคบเพื่อน”

ลูกสาววัยรุ่นเลียนแบบ เซเล็บส์

Q: ลูกสาววัยทวีน เป็นพวกเสพติดเซเล็บส์ ทั้งการแต่งตัว ท่าทาง การพูดจา รู้สึกว่าจะอินจนเกินน่ารักไปซะแล้ว

A: สิ่งที่ควรชี้แจ้งปลูกฝังอันดับแรกคือ ค่านิยมที่เหมาะสม พ่อแม่คือคนสำคัญที่จะชี้ให้ลูกเข้าใจว่า ความสวยงามหรือรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้นำมาซึ่งความสุข และไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

อันดับแรก คุณควรคอยสังเกตและพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ว่า ลูกชอบดาราหรือคนดังคนไหน และชอบเพราะอะไร ลองรับฟังเขาอย่างไม่มีอคติ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสร้างสรรค์ เช่น “เลดี้กาก้าอาจเป็นคนเด่นเพราะการแต่งตัว แต่เขารักษาความดังอยู่ได้เพราะตั้งใจทำงานและฝึกฝนอยู่เสมอ”

อย่าลืมชื่นชมคนธรรมดาที่อยู่ใกล้ตัวให้ลูกฟัง เช่น “น้าเก๋เป็นพยาบาลที่ใส่ใจคนไข้ คนทั้งโรงพยาบาลชอบและชมให้แม่ฟังบ่อยๆ” เป็นต้น

 

ที่มา: กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

Tags

6 สัญญาณออทิสติก ที่ไม่ใช่ ออทิสติก

การวินิจฉัยว่า เด็กคนใดจะเป็นออทิสติกหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะร่วมหลายประการ แต่สัญญาณเหล่านั้นก็ไม่ใช่ตัวชี้ชัดเสียทีเดียว มาดู 7 สัญญาณลักษณะของออทิสติกที่อาจไม่ใช่ออทิสติกกัน

 

  1. เป็นเพื่อนหรือสร้างสัมพันธภาพกับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันได้ยาก
  2. ไม่แสดงออกว่าเข้าใจหรือมีความรู้สึกร่วมกับผู้อื่น
  3. ไม่สามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ต้องผลัดกันให้และรับ เช่น การแบ่งปันของเล่น
  4. มีปัญหาเรื่องการอ่านและไม่สามารถอ่านสัญญาณที่บอกเป็นนัยได้
  5. มักแสดงความกังวลใจอย่างมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรต่างๆ ที่ทำเป็นประจำ
  6. เวลาเล่นมักเล่นอยู่ในพื้นที่แคบมากๆ หรือมีความสนใจเรื่องต่างๆ ค่อนข้างจำกัดมาก

 

การวินิจฉัยว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ ต้องพิจารณาจากจำนวนอาการที่แสดงออก รวมถึงระดับความรุนแรงของลักษณะต่างๆ ดังนั้นหากพ่อแม่เกิดเอะใจหรือแอบสงสัยว่าลูกอาจจะเข้าข่ายลักษณะของออทิสติกแม้จะมีเพียงลักษณะเดียวก็อย่าเพิ่งใจเสีย ควรรีบไปปรึกษากุมารแพทย์เพื่อช่วยวินิจฉัยให้แน่ใจเสียก่อนค่ะ

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

ร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา

ร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา..อันตรายหรือไม่? ระวังก่อนติดเชื้อ หรือ เกิดภาวะขาดน้ำ

ร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาอาจเป็นอันตรายเพราะเด็กทุกคนนั้นเกิดมาพร้อมกับต่อมและท่อน้ำตา แต่ในช่วงแรกเกิด น้ำตาจะถูกผลิตขึ้นเพียงจำนวนเล็กน้อย มีไว้สำหรับทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นและป้องกันอันตรายจากฝุ่นผงเท่านั้น น้อยขนาดว่าจะไม่ไหลอาบแก้มลงมาให้เราเห็นนั่นแลเราจะได้เห็นน้ำตาของจริงก็เมื่อลูกอายุ 1 – 3 เดือนไปแล้ว เพราะต่อมน้ำตาเริ่มผลิตน้ำตามากขึ้น

ร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา..เพราะฝุ่นหรือไม่?

หากกลับกันนี่สิต้องสังเกตให้ดี ถ้าเบบี๋มีน้ำตาซึมออกมาทั้งๆ ที่ไม่ได้ร้องไห้ อาจเป็นเพราะมีฝุ่นไปอุดท่อน้ำตา แต่ส่วนใหญ่จะหลุดออกไปเองได้หรือจะไปให้คุณหมอตรวจดูเพื่อความมั่นใจก็ได้ แต่หากเห็นว่าบริเวณหัวตามีอาการแดง บวมหรือมีตุ่ม ต้องรีบไปหาคุณหมอโดยด่วน เพราะอาจหมายถึงท่อน้ำตาเกิดการติดเชื้อได้

 กรดไหลย้อนในทารก ท่าให้นม แหวะนม

Q: ลูกสาววัย 8 เดือนครึ่งร้องไห้ไม่มีน้ำตา ตอนร้องอ้าปากตะเบ็งเสียงแต่ก็ไม่มีน้ำตาเลย สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงดี กินนมแม่ได้ปกติ หรือว่าเขาอาจจะขาดน้ำ?

ภาวะขาดน้ำ เกิดได้จาก

  1. การได้รับสารน้ำไม่เพียงพอเช่น กินน้ำกินนมได้น้อย พบได้เวลาลูกป่วย เบื่ออาหารปวดฟัน ปวดท้อง เป็นแผลในปาก เจ็บคอ
  2. การสูญเสียน้ำจากร่างกายเช่น อาเจียน ท้องเสีย ไข้สูง เสียเหงื่อมาก เมื่อร่างกายขาดน้ำจะมีอาการแสดง เช่น ชีพจรเต้นเร็ว ปากแห้ง เยื่อบุตา เยื่อบุในช่องปากแห้งตาโหล กระหม่อมหน้ายุบ ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยและสีเข้มมาก ถ้าเป็นรุนแรงจะมีความดันเลือดต่ำ

อารมณ์ของเด็กทารก ทารกร้องไห้

กรณีลูกของคุณแม่เป็นเด็กสุขภาพแข็งแรงดี กินได้ตามปกติ ไม่มีอาการแสดงของการขาดน้ำตามที่หมอกล่าวมา  ถ้าลูกปัสสาวะบ่อยเหมือนเดิม ไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้งต่อวัน  ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามให้ลูกกินน้ำเพิ่ม เพราะการกินน้ำมากเกินความต้องการ อาจทำให้ลูกไม่อยากกินนมแม่ จนทำให้ได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ

ส่วนสาเหตุที่ลูกร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา หากตั้งแต่เกิด คุณแม่ไม่เคยเห็นน้ำตาของลูกเลย อาจเป็นเพราะต่อมน้ำตายังทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่เมื่อโตแล้วจะดีขึ้น แต่ถ้าลูกเคยร้องไห้มีน้ำตามาก่อน การร้องไห้ไม่มีน้ำตา โดยที่ไม่ได้เกิดจากภาวะขาดน้ำ หมอเดาว่าอาจเป็นการแกล้งร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจก็เป็นไปได้ เพราะวัยนี้แกล้งร้องไห้เป็นแล้วค่ะ

banner300x250

บทความโดย: พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ลูกนอนมากเกินไปหรือเปล่า

Q: ลูกชายวัย 1 ขวบเข้านอนตั้งแต่ 5 โมงเย็น หลับสนิทรวดเดียวตื่นประมาณ 8 โมงเช้า รวมแล้วเฉลี่ยวันละ 15 ชั่วโมง บางคืนนอนเกือบ 17 ชั่วโมง แต่ไม่นอนกลางวันเลย อยากรู้ว่าเขานอนมากเกินไปหรือเปล่า?

 

ถ้าดูจากเกณฑ์เวลานอนของเด็กแต่ละวัย เด็กวัย 1-3 ขวบจะนอนรวมประมาณวันละ 10-16 ชั่วโมงอยู่แล้วค่ะ คุณแม่บอกว่าลูกไม่ยอมนอนกลางวันแต่หลับสนิทรวดเดียวตอนกลางคืน อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องปรับเวลานอนแต่อย่างใด

 

เด็กวัยนี้ไม่จำเป็นต้องนอนกลางวัน หากนอนหลับกลางคืนได้ครบจำนวนชั่วโมงตามต้องการ ตอนเช้าเวลาปลุกถ้าลูกตื่นได้โดยง่าย แจ่มใสร่าเริงไม่งอแง ไม่เหนื่อยหรืออ่อนเพลีย ไม่ซนมากผิดปกติ (เด็กบางคนถ้านอนไม่พอ อาจไม่ได้แสดงอาการเหน็ดเหนื่อย แต่แสดงอาการซนมากกว่าเดิม) ที่สำคัญ หากลูกเติบโตตามเกณฑ์ ไม่ตัวเล็กผิดปกติก็ถือว่าไม่เป็นไรค่ะ

 

ที่มา: พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ท่าทางแบบไหนการันตี เบบี๋สุขใจสุดๆ

เป็นพ่อแม่ป้ายแดง นอกจากจะอยากถอดรหัสเสียงร้องไห้และอาการอื่นๆ ที่ลูกทารกบอกใบ้ให้คุณได้รู้ความนัยยามเขาอึดอึดใจให้คุณโล่งใจไปเปลาะ หนึ่งแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่หลายคนแอบอยากรู้ตีคู่กันมาด้วย คือ แล้วท่าทีแบบไหนละที่บอกว่าลูกน้อยรู้สึกดี ก็หัวอกพ่อแม่ไม่อยากเห็นลูกมีทุกข์ และอยากให้เขามีความสุขสบายใจแบบเห็นๆ กันอีกด้วย

วัยแรกเกิด: อบอุ่นใจยามพ่อแม่ใกล้ชิด

เด็กแรกเกิดจะดูง่วงงุนเกือบตลอดทั้งวัน นั่นเป็นเป็นสัญญาณที่ดี ทีท่าสงบคือการแสดงว่า ลูกอบอุ่นใจ เป็นการแสดงความรู้สึกเชิงบวกอย่างเดียวที่ทารกแรกเกิดสามารถทำได้ (การแสดงความรู้สึกและส่งสัญญาณอีกอย่างที่เขาทำได้ ก็คือการ ‘ร้องไห้’ เท่านั้นแหละ) ถ้าพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ แล้วลูกหันมามองหรือจ้องใบหน้าก็ถือว่า เขามีความสุขมากแล้ว

วัย 0-3 เดือน: ได้อยู่ในอ้อมแขนแสนสบาย     

ถ้าลูกซุกอยู่ในอ้อมแขนของพ่อแม่และไม่แอ่นหลังหนี ก็แปลว่าเขากำลังสบาย ลูกน้อยวัยนี้แค่พ่อแม่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น ตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ ป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม และกล่อมให้หลับ เขาก็มีความสุขแล้ว

วัย 1-3 เดือน: หนูยิ้มจริงๆ แล้วนะ

ก่อนหน้านี้การยิ้มของทารก เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ (สังเกตได้ว่าลูกยิ้มทั้งที่หลับอยู่ได้) เด็กจะเริ่มยิ้มเป็นจริงๆ ตอนอายุ 4-10 สัปดาห์ รอยยิ้มของลูกน้อยวัยนี้เป็นการยิ้มเพื่อตอบสนองต่อบางสิ่งบางอย่างที่ใครบางคนปฏิบัติต่อเขาโดยตรง

วัย 3-6 เดือน: หัวเราะชอบใจและท่าทางแปลกใจ

ทารกวัยนี้จะตื่นเต้นดีใจกับการทำเสียงตลกๆ และสัมผัสของพ่อแม่ เช่น ถ้าคุณแกล้งงับขาและทำเสียงแปลกๆ เขาก็จะหัวเราะเพราะชอบใจ พออายุราว 6 เดือน ความแปลกใจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกชอบใจมากที่สุด อย่างเช่น การเล่นจ๊ะเอ๋ เล่นทีไรก็เรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าตัวเล็กได้ทุกครั้ง

วัย 4-7 เดือน: อ้อแอ้เสียงสูง

เสียงอ้อแอ้ของลูกเกิดจากการพยายามเลียนเสียงและน้ำเสียงจากพ่อแม่เพื่อนำมาใช้สื่อความรู้สึกของตัวเอง ถ้าลูกอ้อแอ้ในระดับเสียงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่อยู่กับคุณ ก็แปลว่าเขากำลังสนใจอะไรสักอย่าง หรือกำลังสุขใจมากเพราะคุณเล่น พูดคุยหรือทำอะไรบางอย่างให้เขาพอใจ

วัย 12-18 เดือน: ทำตลกกับสิ่งของรอบตัว

เจ้าตัวเล็กเริ่มมีอารมณ์ขันตอนอายุประมาณ 1 ขวบ และเขาจะพยายามทำให้คุณหัวเราะด้วยวิธีของเขาเองเสียด้วย อย่างเช่น เอาผ้าอ้อมมาสวมหัวหรือพูดใส่ถ้วยหัดดื่ม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง