เรียกชื่อแล้วลูกไม่ตอบรับ สัญญาณออทิสติกหรือแค่ติดหน้าจอ?

Q: ลูกหนึ่งขวบ ไม่ยอมตอบรับเวลาเรียกชื่อ แต่ถ้าชวนว่า “มาดูนี่เร็ว!” กลับสนใจ มองตามตลอด ตอนนี้ลูกเดินได้ เรียก ป๊ะ ม๊ะ (พ่อแม่) ก็ได้ เลยสงสัยว่า ทำไมเวลาเรียกชื่อถึงไม่ยอมตอบล่ะคะ?

เด็กอายุหนึ่งขวบ เดินได้แล้ว พูดคำ 1 พยางค์ที่มีความหมาย เช่น ป๊ะ ม๊ะ (พ่อแม่) ได้ แสดงว่าพัฒนาการสมวัย ยิ่งมองตามเวลาแม่พูดด้วย การได้ยินก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเรียกชื่อแล้วไม่ค่อยหันมา อาจเป็นสัญญาณของภาวะออทิสติก คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบความผิดปกติอื่นๆ หากเข้าข่ายก็ควรพาไปปรึกษาแพทย์ค่ะ

อีกสาเหตุหนึ่ง คือ การที่ลูกดูโทรทัศน์ แทปเลต หรือคอมพิวเตอร์มากเกินไป จนไม่สนใจเวลาคนเรียก คุณพ่อคุณแม่ลองหยุดให้ลูกใช้อุปกรณ์เหล่านั้น แล้วประเมินว่าลูกตอบสนองดีขึ้นหรือไม่ รวมถึงหมั่นเรียกชื่อลูกบ่อยๆ เวลาชวนกันเล่น ป้อนอาหาร ใส่เสื้อผ้า ฯลฯ เมื่อลูกหันมาก็ยิ้มชมเชย ถ้าลูกไม่ทำ ให้จับคางลูกหันมาหาด้วยความนุ่มนวลและยิ้มแย้ม แล้วชมเชยทุกครั้ง จะช่วยฝึกลูกให้ตอบสนองต่อคนรอบข้างมากขึ้นค่ะ

 

บทความโดย : พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ชวนตัวเล็กรู้จัก “เงิน” กันเถอะ

ถ้าอยากสอนเรื่องตัวเลขให้แก่ลูก คุณไม่จำเป็นต้องส่งลูกเรียนสถาบันเสริมทักษะก็ได้ แต่ต้องพยายามสอดแทรกผ่านชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กวัย 3 ขวบเขาจะเข้าใจเรื่องจำนวนได้ดี นับเลขได้เกิน 1-10 ตัวอย่างกิจกรรมง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ทำกับลูก เช่น ให้ลูกช่วยนับว่านมที่กินอยู่ทุกวันตอนนี้เหลือกี่กล่อง และอาจฝึกเรื่องการบวกลบเข้าไปด้วย เช่น หนูเหลือนม 2 กล่อง น้องเหลือ 1 กล่อง ตกลงบ้านเราเหลือนมกี่กล่อง เป็นต้น

 

เชื่อมโยงเข้าสู่เรื่องเงิน

เมื่อเรียนรู้เรื่องจำนวนอย่างง่ายๆ แล้ว สำหรับเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป เขาจะรู้จักสีและรูปทรงต่างๆ มากขึ้น จึงเชื่อมโยงเข้ากับเงิน มีสีสันและรูปทรงที่ต่างกัน เช่น คุณสามารถสอนลูกได้ว่า แบงค์สีเขียวคือ 20 บาท แบงค์สีแดง คือ 100 บาท, เหรียญ 1 บาทขนาดเล็กกว่าเหรียญ 5 และ 10 เป็นต้น

อายุ 4-6 ขวบ เขาจะเริ่มรู้จักจำนวนมากกว่าน้อยกว่า เช่น 1 บาท มีค่าน้อยกว่า 5 บาท ตอนนี้เจ้าตัวเล็กจะเข้าใจเรื่องเงิน เข้าใจเหตุผลว่าเงินเอาไปแลกซื้อสินค้าได้ การพาลูกไปซื้อของจ่ายตลาดด้วยกันพ่อแม่ก็สามารถช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องนี้ได้เร็วขึ้น

 

ทำแบบนี้อันตรายนะ!

เวลาที่เจ้าตัวเล็กงอแงแล้วคุณต้องการพาเขาออกจากบริเวณนั้น ถ้าไม่อุ้มเขาทั้งตัวเลย ควรจะจับล็อคบริเวณต้นแขน “ไม่จับมือหรือแขนเด็ก” เด็ดขาด เพราะกระดูกของเด็กยังอ่อน เวลาที่เขาสะบัดมือข้อศอกอาจจะอักเสบ หรือทำให้กระดูกแตก กระดูกร้าวได้

 

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ฝึกลูกวัย 1-3 ขวบ รู้จัก ‘รอ’

เข้าสู่วัยเตาะแตะความสนอกสนใจทุกอย่างตลอดเวลาของลูกวัยนี้ทำให้ความอยากมีมากมายไปด้วย และพอไม่ได้อย่างใจ ลูกวัยนี้ก็พร้อมออกท่าไม้ตาย ร้องไห้โวยวาย ได้ในพริบตา ซึ่งมักจะได้ผลกับพ่อแม่เสียด้วย

 

Challenge # 1 : พ่อแม่ผู้รู้ใจ

ไม่ใช่โรคติดต่อแต่พ่อแม่เป็นกันค่ะ แค่ลูกปรายตามอง อยากได้อะไร คุณพ่อคุณแม่ก็รีบหยิบมาให้ทันที เรียกว่าเป็นผู้รู้ใจลูกจนน่าชื่นชม น่าจะแฮปปี้เอ็นดิ้งๆ “แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการตอบสนองไวเกินไปทำให้ลูกรอคอยไม่เป็น แถมข่าวเศร้าทักษะภาษาของลูกจะเนิ่นช้าออกไปอีกด้วย เพราะไม่ต้องพูดอะไร แค่มองก็มีคนเอามาให้ แล้วจะพูดทำไมให้เมื่อย เลือกไม่พูดก็ได้นี่นา”

เอาตัวรอดกันดีกว่า : “หัดยื้อเวลาเสียหน่อย เช่น ลูกชี้ไปที่ขวดนม คุณพ่อคุณแม่แกล้งทำท่างงใส่ พร้อมถามว่า “อะไรเหรอลูก” หรือลูกอยากจะได้ลูกบอลที่อยู่ข้างๆ ตัวเรา เราก็ดึงเวลาหน่อยด้วยการนับ หนึ่ง สอง สาม แล้วค่อยยื่นให้ ลูกจะเริ่มรู้ว่าบางครั้งอยากได้อะไร ก็ต้องรอหน่อยนะ”

 

Challenge # 2 : แค่ขยับก็นึกว่าลูกอยากได้

ธรรมชาติของเด็กวัยเตาะแตะคือการสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว ชอบหยิบจับ คว้า สัมผัส และรื้อค้น ไม่ว่าอะไรก็รู้สึกแปลกใหม่และอยากรู้อยากเห็นไปหมด เพราะเขายังไม่เคยพบเห็นมาก่อน ยิ่งออกไปนอกบ้านยิ่งตื่นเต้นดีใจใหญ่ เดินไปไหนก็จะคว้าจะจับไปทุกสิ่ง “มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากเข้าใจผิดนึกว่า ความสนใจนั้นหมายความว่าลูกอยากได้จึงซื้อให้ทุกครั้ง พอไปห้างสรรพสินค้า เห็นอะไรก็ร้องเพราะอยากได้ไปหมด โดยลืมว่าเด็กยังแยกไม่ออกระหว่างความอยากชั่ววูบกับความต้องการที่จำเป็นจริงๆ”

เอาตัวรอดกันดีกว่า : หาพื้นที่ในบ้านจัดมุมเล่นของลูกเป็นสัดส่วน มีกล่องใส่สมบัตินานาชนิดของเขาโดยเฉพาะ เพื่อให้เขาได้รื้อค้นอย่างอิสระ แต่หากพาลูกไปนอกบ้าน ในแผนกของเล่นมักมีโซนสำหรับเด็กให้เล่นของเล่นอยู่แล้ว ก็พาลูกไปเล่นเสียตรงนั้น ให้เขาเล่นและสำรวจอย่างเต็มที่ ซึ่งมักตามมาด้วยว่า ลูกมักติดใจอยากเอาของเล่นนั้นกลับบ้านด้วย วิธีจัดการคือ กำหนดเวลาก่อนให้ลูกเล่น ให้ลูกได้เห็นคุณตั้งนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือ เมื่อหมดเวลาเรียกเขามาดู เพื่อให้ลูกรู้ว่าคุณเอาจริง

 

Challenge # 3 : เงินไม่กี่บาท ดีกว่าปล่อยให้ดิ้นพราด

            เด็กในวัยนี้ยังควบคุมความอยากไม่ได้ เขายังสนุกและอยากเล่น เมื่อถูกขัดใจก็เป็นธรรมดาที่จะร้องไห้ พอเขาไปร้องกรี๊ดๆ กลางที่สาธารณะ คุณพ่อคุณแม่อาจรับมือไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรดี ดุก็แล้ว ปลอบก็แล้ว อธิบายด้วยเหตุผลก็แล้ว ไม่ได้ผล สุดท้ายตัดปัญหาซื้อของเล่นชิ้นนั้นกลับบ้าน

“คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจรู้สึกว่าเงินไม่กี่บาทไม่เป็นอะไรหรอก แต่การตามใจลูกทุกครั้งเป็นผลเสียมากกว่า ทั้งที่เป็นโอกาสฝึกให้ลูก แยกแยะระหว่างความอยากกับความต้องการได้ แต่ปล่อยโอกาสไป เมื่อโตขึ้นคุณอาจมีเงินมรดกที่มอบให้ลูก แต่ลูกก็จะได้ความไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจเป็นมรดกทางอารมณ์ไปด้วย เรื่องเศร้าก็คือมีเงินเท่าไรก็หาซื้อทักษะยับยั้งชั่งใจไม่ได้ค่ะ”

เอาตัวรอดกันดีกว่า : เมื่อหมดเวลาเล่น แต่ลูกไม่ยอมปล่อยของเล่นชิ้นนั้น ให้คุณพ่อคุณแม่พูดกับลูกว่า “รู้จ้ะว่าอยากเล่น พร้อมทั้งแกะของเล่นในมือออกไปด้วย ลูกร้องไห้แน่นอน แต่เขาจะค่อยๆ เรียนรู้เองว่าร้องไห้ใช้ไม่ได้ผลกับพ่อแม่นะลูก”

 

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

รับมือเจ้าหนูจำไมจอมดื้อ วัย 3-5 ขวบ

รับมือเจ้าหนูจำไมจอมดื้อ วัย 3-5 ขวบ

นึกถึงเด็กที่กำลังเล่นอยู่บนหาดทราย เดินเล่นและสำรวจสิ่งต่างๆ เพียงลำพัง แต่เมื่อเจอคนแปลกหน้ากลับวิ่งหาพ่อแม่” นี่คือภาพที่บอกเล่าว่าลูกวัยนี้ต้องการเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ยังต้องการความรักและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยจากพ่อแม่ด้วย

ภาพแบบนี้คงพอบอกได้ว่าพฤติกรรมแต่ละอย่างของลูกวัยนี้ ทำให้พ่อแม่ปวดหัวได้ง่าย มาดูกันว่ามีพฤติกรรมอะไรบ้างและมีวิธีรับมือได้อย่างไร ก่อนจะกวนอารมณ์คุณให้ขุ่น

“เมื่อคืนเจอนางฟ้าจริงๆ นะ!”

ลูกน้อยวัยนี้มักจะพูดคุยโม้ให้โอเวอร์ไว้ก่อน ขอแนะนำว่า คุณแม่ไม่ควรรีบร้อนไปตำหนิ เพราะลูกน้อยยังไม่รู้หรอกว่านั่นคือการโกหก เขาเพียงแต่พูดตามสิ่งที่เขาจินตนาการเท่านั้น แทนที่จะต่อว่าจนเสียใจเสียอารมณ์ จินตนาการถึงนางฟ้าด้วยกัน และค่อยๆ อธิบายความจริงหรือจะแนะนำเสริมว่าถ้าลูกอยากเจอนางฟ้าจริงๆ ต้องเป็นเด็กดีอย่างไรบ้าง เพียงเท่านี้จะได้ช่วยเสริมจินตนาการพร้อมกับได้สอนเขาไปในตัว แบบไม่ขุ่นมัวด้วยค่ะ

“เอามานี่ จะทำเอง!”

วัยนี้จะรั้นทำอันนั้นอันนี้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเป็นเด็กเอาแต่ใจหรอกค่ะ แต่เป็นธรรมชาติของเด็กวัยนี้ที่เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองสูง “แทนที่จะห้ามไปเรื่อย แต่ก็ห้ามไม่ได้จนคุณของขึ้น ลองพิจารณาว่าถ้าสิ่งที่ลูกน้อยอยากทำนั้นไม่เป็นอันตราย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็ปล่อยให้เขาได้ทำได้เล่นเต็มที่ เพราะลูกวัยนี้จะได้เรียนรู้จากการเล่นมากที่สุดเลย”

“ทำไม?”

“ทำไมอันนั้นเป็นอย่างนั้นล่ะ” “ทำไมอันนี้ต้องเป็นอย่างนี้ด้วย” “ทำไม ทำไม ทำไม…” เป็นคำถามที่ลูกน้อยถามคุณแม่ได้ทั้งวันไม่เบื่อ มีทั้งที่ถามด้วยความสงสัยจริงๆ และถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ถามจนคุณแม่ตอบไม่ไหว คำแนะนำคือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่อดทนและตอบคำถามเป็นเรื่องราวได้ ลูกน้อยจะได้เรียนรู้ทั้งภาษา เนื้อหาที่ถูกต้อง และยังเสริมสร้างจินตนาการให้ลูกน้อยได้ด้วย แต่ถ้าไม่รู้ก็บอกได้ว่า “ไม่รู้สินะ” หรือถ้าไม่ไหวก็บอกเขาได้ว่า “แม่ขอพักก่อนนะ”

“ไม่อยากไปโรงเรียน”

ลูกน้อยวัยนี้งอแงเอาแต่ใจเหลือเกิน ไม่อยากไปโรงเรียนก็โวยวาย ไม่ได้ดั่งใจก็ร้องไห้งอแง คุณแม่ต้องรองรับทุกอารมณ์ของลูกน้อยจนชักจะมีอารมณ์ (หงุดหงิด) ขึ้นมาบ้างแล้ว วิธีแก้ไขอาการงอแงของลูกวัยอนุบาลที่ดีที่สุด คือให้รางวัลเมื่อเขาทำความดี แทนที่จะซื้อของเล่นให้เขาโดยไม่มีเหตุผล ซื้อของเล่นเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยนำมาให้เมื่อเขาทำความดีหรือเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่เป็นพิเศษและงดรางวัลเมื่อเขาทำสิ่งไม่ดีโดยไม่จำเป็นต้องลงโทษด้วยความรุนแรง

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

ฝีกวินัยการใช้จ่ายให้ลูกสุดแสบวัย 5 ขวบขึ้นไป

เด็กในวัยนี้ยังอยากได้ของเล่นไม่ต่างจากเตาะแตะวัยซน แต่ต่างกันตรงที่ตอนนี้จอมแสบรู้ทันคุณพ่อคุณแม่ไปเสียทุกอย่าง แล้วจะทำอย่างไรดี มีเคล็ดวิธีฝึกทักษะจำเป็นทั้งสองแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องเสียสตางค์บ่อยๆ ด้วยค่ะ

ก่อนเกิดเหตุ

ยับยั้งด้วย “กติกา” ยังต้องทำต่อไป
  • กำหนดกติกาก่อนนะ ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องถ้าต้องการให้เกิดเป็นทักษะติดตัว เพราะขณะลูกน้อยกระจองอแงจะเอาของเล่น ต่อให้คุณแม่เอาเหตุผลร้อยแปดมาพูดลูกน้อยก็คงไม่ฟังแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพูดคุยและกำหนดกติกากับลูกน้อยให้ชัดเจนคือช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุค่ะ
กติกาชัดเจนกับวัยรู้ทันเป็นอย่างไร
  • กำหนดวันซื้อของเล่นในแต่ละเดือน แล้วเขียนบนปฏิทินให้ชัดเจน
  • กำหนดจำนวนของเล่นและวงเงินที่เหมาะสม

ขณะเกิดเหตุ

ยั้งใจลูกรักด้วยความหวัง
  • “สมุดแห่งความหวัง” ผู้รับฟังความต้องการของลูกน้อย

แนะนำให้คุณแม่พกสมุดไว้เล่มหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่ลูกน้อยเริ่มงอแงอยากได้ของเล่นชิ้นไหน คุณแม่ก็เพียงแค่ให้ลูกน้อยจดสิ่งที่อยากได้ลงไปในสมุดเล่มนั้น แล้วบอกว่าจะซื้อให้ในวันที่กำหนดกติกากันไว้ค่ะ

 

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ฝึกบริหารจัดการเงินขั้นอนุบาล

นอกจากยังต้องฝึกทักษะยับยั้งชั่งใจต่อไปแล้ว จะลดนิสัยฟุ้งเฟ้อ อยากได้ไปหมดของลูกวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มฝึกให้รู้จักการบริหารจัดการเงินแบบง่ายๆ อาศัยความช่างรู้ทันของลูกนี่ละค่ะช่วยให้การฝึกสนุกขึ้น

 

  • สำรวจของใช้ก่อนเปิดเทอม

หลายครอบครัวมักซื้อเครื่องเขียนและเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกรักรับขวัญเปิดเทอม แต่รู้ไหมคะว่าการทำแบบนั้นอาจกลายเป็นการปลูกฝังนิสัยฟุ้งเฟ้อให้ลูกโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งยังทำให้ลูกไม่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างของใช้ของตัวเองด้วย ง่ายๆ เริ่มจากชักชวนค่ะ “ลองดูซิว่ามีดินสอเหลือกี่แท่ง ยางลบเหลือกี่ก้อน แม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกเท่าไรจะพอดี เก็บของใหม่ไว้กับแม่ ลูกใช้อันนี้หมดแล้ว มาขอแม่ได้เลยนะ” วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้คุณแม่ประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังช่วยฝึกให้ลูกคิดวางแผนง่ายๆ ซึ่งเป็นทักษะบริหารจัดการนั่นเอง

 

  • DIY กระดาษเหลือให้เป็นสมุดใหม่

ชวนกันอีก “มาฉีกหน้ากระดาษที่ยังไม่ได้ใช้หรือใช้ไปแค่หน้าเดียวจากสมุดเล่มเก่า แล้วเอามาเย็บรวมกัน ตกแต่งให้สวยงาม จะได้สมุดเล่มใหม่ฝีมือตัวเอง” คุณแม่สามารถสอนลูกน้อยเพิ่มเติมได้ว่าการประดิษฐ์สมุดใหม่จากสมุดเก่าช่วยคุณแม่ประหยัดกี่บาท แล้วเงินที่ประหยัดได้เอาไปใช้จ่ายส่วนไหนได้บ้าง การบอกเล่าเช่นนี้นอกจากจะทำให้ลูกภูมิใจที่ได้ช่วยคุณแม่ประหยัดแล้ว ยังทำให้เขาเห็นคุณค่าของเงินมากขึ้นด้วยค่ะ

 

  • เรื่องเงินมีมากมาย คุณแม่คุยกับลูกได้นะ

การพูดคุยเรื่องเงินนอกจากจะทำให้ลูกรู้ที่มาของเงินแล้ว ยังทำให้ลูกเห็นคุณค่า และเรียนรู้การวางแผนการเงินจากพ่อแม่ด้วย มีเรื่องง่ายๆ เกี่ยวกับเงินที่คุยกับลูกเล็กได้ค่ะ

 

  • เงินทองได้มาจากการทำงาน

ถึงลูกน้อยจะยังไม่ได้ทำงาน แต่ก็รู้จักอาชีพต่างๆ บ้างแล้ว เขาก็เรียนรู้ได้ว่าเงินทองไม่ใช่ได้งอกออกมาเอง การทำอาชีพต่างๆ ทำให้ได้เงินมาใช้จ่ายในครอบครัวเพื่อปลูกฝังให้ลูกเห็นคุณค่าของเงิน

 

  • เงินเหล่านี้ใช้ทำอะไรบ้างนะ

ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมลูก หรือกระทั่งเงินค่าชำระหนี้สินส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่ารถ คุณแม่ก็สามารถบอกลูกน้อยได้เขาจะได้ช่วยครอบครัวประหยัดและได้เรียนรู้การวางแผนใช้จ่ายเงินไปในตัวด้วย

 

  • เงินออมนี้มีเพื่ออะไร

การบอกเหตุผลในการออมจะช่วยให้ลูกน้อยรู้จักสร้างเป้าหมายในการออมให้ชัดเจนขึ้นค่ะ เช่น “คุณแม่เก็บเงินไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลตอนพวกเราไม่สบายออมอีกส่วนเพื่อทุนการศึกษาของลูกและน้อง แล้วลูกล่ะจะออมเงินเพื่ออะไรดี”

 

แม้เขาจะออมเพื่อเที่ยวเล่นหรือซื้อของที่อยากได้ส่วนตัวคุณแม่ก็ควรให้กำลังใจและสนับสนุน เพราะการออมเพื่อตนเองเป็นก้าวแรกของการออมเพื่อผู้อื่นและอนาคตค่ะ”

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

หนูร้อง เพราะอยากบอกว่า…

  • …หนูหิว สาเหตุอันดับต้นๆของการร้องไห้ของเด็กทารกคือความหิว “ดังนั้นใครมีนมแม่มากพอก็ควรให้ลูกได้กินนมแม่ แต่ในกรณีที่แม่มีน้ำนมน้อยเกินไปก็ไม่ต้องเครียด เพราะสามารถให้นมขวดแทนได้ สำคัญคือลูกต้องอิ่ม นอกจากนี้ข้อดีของนมขวดที่หลายคนมักมองข้ามไปคือ คุณพ่อมีบทบาทมากขึ้น สามารถช่วยคุณแม่ให้นมลูกแทนได้ด้วย”

 

  • …หนูง่วงลูกน้อยในขวบปีแรกมักใช้เวลานอนมาก เฉลี่ยวันละ 14-18 ชั่วโมง หากลูกนอนไม่พอเพราะถูกรบกวนเป็นสาเหตุให้งอแงได้การจัดสภาพแวดล้อมการนอนจึงสำคัญ ลูกควรมีเตียงเป็นสัดเป็นส่วน อุณหภูมิห้องพอเหมาะ สถานที่เงียบสงบ และแสงไฟไม่สว่างเกินไป ไม่ควรอุ้มลูกมานอนหลับบนตัว เพราะจะทำให้ติด วันไหนไม่มีใครอุ้มนอนบนตัว จะร้องไม่ยอมนอนเลย

 

  • …หนูไม่สบายตัวเลย ลูกอาจหงุดหงิดเพราะรู้สึกเฉอะแฉะ หรือว่ามีแมลงอย่างยุงหรือมดมากัดทำให้เจ็บและคัน

 

  • …หนูอยากเล่นด้วย การเล่นกับลูกนอกจากจะสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสทุกอย่างพัฒนาขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของลูกเมื่อเติบโตขึ้น

 

  • …อุ้มหนูหน่อยนะการกอดและสัมผัสที่ดีคือสิ่งสำคัญที่ลูกวัยนี้ต้องการ ดังนั้นไม่ว่าลูกจะร้องด้วยเหตุใด คุณแม่ควรรีบอุ้มปลอบเพื่อให้เขาสงบเป็นอย่างแรก และการทำเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการสปอยล์ลูกแต่อย่างใด

 เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ

 

Tags

มือน้อยนี้…ที่หนูเลิฟ

Q: ลูกอายุ 6 เดือนดูจะสนใจมือตัวเองมากเป็นพิเศษ ชอบนั่งมองมือ กุมมือ บีบมือ หรือบางทีก็อมมือทั้งมือเลยค่ะ ทำไมชอบมือขนาดนี้ก็ไม่รู้

 

 “วัย 4-6 เดือนเป็นวัยที่เริ่มสนใจร่างกายของตัวเองและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เด็กวัยนี้ชอบมองมือ มองเท้า และนิ้ว ไม่ถือว่าผิดปกติค่ะ เขากำลังเรียนรู้ว่า ฉันมีมือ มีเท้า มีนิ้ว รวมถึงเรียนรู้รสชาติ และผิวสัมผัสวัสดุต่างๆ ทั้งผิวตัวเองและพื้นผิวของสิ่งรอบตัว ดังนั้นถ้าลูกจะอมมือหรือดูดมือบ้างก็ไม่ต้องกังวลค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าลูกอมมือบ่อยมากหรืออมมือตลอดเวลา อาจเป็นสัญญาณว่า เจ้าตัวน้อยถูกปล่อยปละละเลยให้อยู่คนเดียวมากเกินไปจนรู้สึกเหงา จึงต้องกระตุ้นตัวเอง หากทำบ่อยๆ เข้า จะกลายเป็นนิสัยที่เลิกยาก คุณแม่ควรหาเวลาเล่นกับลูกบ่อยๆ และหาของเล่นที่สะอาดปลอดภัย สามารถเอาเข้าปากได้มาเบี่ยงเบนความสนใจของลูกบ้างค่ะ

 

บทความโดย : พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ภาพ : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ทำไงดี ฟันเบบี๋ไม่ยอมขึ้น!

Q: ลูกสาวอายุ 11 เดือน กินนมแม่ล้วน ร่างกายแข็งแรง เดินได้ตั้งแต่ 8 เดือนกว่า แต่ว่าฟันยังไม่ขึ้นสักที ผิดปกติหรือเปล่าคะเนี่ย?

ฟันน้ำนมซี่แรกมักจะขึ้นเมื่อทารกอายุได้ 6 เดือน เด็กบางคนฟันขึ้นเร็วก็อาจจะมีฟันซี่แรกตั้งแต่ 1 เดือน ขณะที่บางคนฟันขึ้นช้า ต้องรอจนอายุ 18 เดือนก็มี ซึ่งสาเหตุอาจมาจากลักษณะทางพันธุกรรมที่ต่างกัน ไม่เกี่ยวว่า กินนมแม่แล้วจะทำให้ฟันขึ้นช้านะคะ

ความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุให้ฟันขึ้นช้า ได้แก่ โรคขาดวิตามินดี โรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์ โรคต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติ โรคทางพันธุกรรมหลายๆ โรค เช่น ดาวน์ซินโดรม และกลุ่มอาการผิดปกติอื่นๆ แต่อาการเหล่านี้พบได้น้อย ส่วนใหญ่เด็กมักมีอาการผิดปกติทางร่างกายหลายระบบมากกว่าแค่ฟันขึ้นช้า คุณแม่ทำใจให้สบายได้เลยค่ะ รอสักขวบครึ่งถ้าฟันซี่แรกยังไม่ขึ้น ค่อยพาไปพบทันตแพทย์เด็กนะคะ

ถ้าคุณแม่กลัวว่าลูกยังไม่มีฟันเมื่อถึงเกณฑ์ให้เริ่มกินอาหารแล้วลูกจะกินอาหารลำบากนั้นไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะฟันที่อยู่ใต้เหงือกก็สามารถบดเคี้ยวอาหารได้เช่นกัน เมื่อถึงเวลาเริ่มป้อนอาหารหยาบขึ้นเล็กน้อยตามเกณฑ์อายุ ให้ลองป้อนคำเล็กๆ ดูก่อน หากอาหารไม่ติดคอหรือไม่สำลัก แสดงว่าไม่มีปัญหาค่ะ

 

เรื่องโดย : พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ปล่อยลูกวัย 1 ขวบ ล้มๆ ลุกๆ สร้างกำลังแขนขาให้แข็งแรง

ลูกเล็กวัยวัย 0-1 ขวบอยู่ในช่วงพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทั้งหยิบ จับ นั่ง คลาน และยืน เมื่อให้ลูกน้อยคลานหรือหัดเดินในธรรมชาติ เขาย่อมคลานได้ยากกว่า ยืนและเดินได้ยากกว่าในบ้านที่มีพื้นราบเรียบ แต่การล้มๆ ลุกๆ ของลูกน้อย เขาจะได้หัดใช้กำลังแขนขาของตัวเองในการพยุงร่างกายมากกว่าเดิม ต้องใช้สมดุลร่างกายมากกว่าเดิม ทำให้ลูกน้อยสร้างความแข็งแรงให้แขนขาและเดินได้มั่นคงอย่างรวดเร็ว เหมือนกับนักกีฬาวิ่งข้ามสิ่งกีดขวางที่เคยผ่านอุปสรรคมาแล้ว ก็จะวิ่งได้อย่างคล่องแคล่วทุกสภาพพื้นผิว

 สูดกลิ่นธรรมชาติให้ปอดได้หายใจ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่การได้อยู่ในที่อากาศถ่ายเท มีแต่อากาศบริสุทธิ์ย่อมดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจ หากคุณแม่หมั่นอุ้มลูกน้อยเดินเล่นหรือให้เขาคลานเล่นในสวน ทั้งคุณและลูกเขาก็จะได้ออกกำลังกายและหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด จะยิ่งทำให้ลูกน้อยแข็งแรง และไม่เป็นภูมิแพ้ง่ายๆ ด้วยค่ะ

 เปิดประสาทสัมผัสด้วยมือเท้าเปล่า ลูกวัยนี้เรียนรู้จากประสาทสัมผัสได้ดีที่สุด และแหล่งที่สร้างประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสได้หลากหลายที่สุดก็หนีไม่พ้นธรรมชาติ ลองพาลูกน้อยไปเล่น คลาน หรือเดินบนพื้นผิวในธรรมชาติแบบต่างๆ แล้วบอกให้ลูกน้อยรู้จักสัมผัสเหล่านั้นให้มากขึ้นสิคะ

Tags

อย่ารู้สึกผิดเลย…ถ้าแม่ลูกวัย 1 ขวบจะซึมเศร้า

การมีลูกใหม่เป็นเรื่องที่น่ายินดีปลาบปลื้มใจของทุกคนในครอบครัว แต่มีคุณแม่หลายคนที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นและมีแต่อารมณ์ลบเต็มไปหมด ที่รู้จักกันในชื่อ “baby blues” ก่อนจะรู้สึกผิด คุณรู้ไหม…

 

  • ไม่ใช่คุณแม่ไม่รักลูกหรือเป็นแม่ที่ไม่ดี แต่เป็นอาการของโรคอารมณ์แปรปรวนหรือซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยถึงร้อยละ 75 เลยทีเดียวเกิดเพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนหลังคลอด โดยปกติจะหายเป็นปกติภายใน 10 วัน แต่หากคุณแม่พื้นฐานเป็นคนเครียดง่ายอยู่แล้วอาจทำให้กลายเป็นภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งคนมีภาวะซึมเศร้ามักมองทุกสิ่งเหมือนผ่านแว่นสีดำ คือมองเห็นอะไรแย่เกินความเป็นจริงอาจถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองและลูกก็ได้

 

  • ภาวะนี้ทำให้คุณแม่มีหลากหลายอารมณ์ลบ หดหู่ ซึมเศร้า วิตกกังวล เฉยชา หงุดหงิด รำคาญ ทนเสียงร้องไห้ของลูกไม่ไหวจนบางครั้งเผลอตวาดใส่ลูกหรือทำลูกเจ็บ จนรู้สึกผิดและโทษตัวเอง

 

  • ไม่มีแม่คนไหนสมบูรณ์แบบ ที่เลี้ยงลูกไม่ผิดพลาด ทุกอย่างต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนทั้งนั้น สิ่งไหนไม่ถูกต้องก็แก้ไขให้ถูกต้อง แค่นี้คุณก็เป็นแม่ที่ดีเยี่ยมแล้ว

Tags

ใช้ผลไม้ช่วยลูกโยกฟันน้ำนม อย่างปลอดภัย

เหงือกจ๋า ฟันลาแล้ว ..ลูกมาร้องโอดครวญบอกแม่ว่าฟันหนูจะหลุด ไม่ไหวแล้วครับ  หรือนั่งดึงฟันโยกเล่นอย่างเมามัน  อาจทำให้ฟันแท้เบี้ยวได้  มาดูวิธีช่วยลูกโยกฟันน้ำนมอย่างปลอดภัยกันค่ะ

 

สรีระรูปฟันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อย่าเพิ่งถอนฟันน้ำนม ถ้าฟันแท้ยังโผล่ไม่ถึงครึ่งซี่

อย่าตัดสินไปเองว่าจะช่วยกระชากฟันลูกให้หลุดเพื่อตัดความรำคาญ เพราะรากฟันและรูปฟันของเด็กนั้นไม่เหมือนกัน  ถ้าเด็กมีอาการเจ็บปวดสามารถใช้ยาแก้ปวดลดอาการได้  ทันตแพทย์แนะนำว่าหากฟันแท้โผล่มาไม่ถึงครึ่งซี่ยังไม่จำเป็นต้องถอนฟันน้ำนมออก (แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทันตแพทย์)

 

ผลไม้ช่วยโยกฟันได้

ช่วยลูกให้สบายตัวขึ้นเมื่อฟันเริ่มโยก เริ่มหลุด ใช้ผลไม้ประเภท แอปเปิ้ล ฝรั่ง หรือมะม่วง ให้ลูกกัด ช่วยโยก ให้งัดหรือค่อยๆ กัด  โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ถือได้ถนัดมือ และหากฟันหลุดแล้วมีเลือดออกมาก  ใช้วิธีกัดผ้าก็อชช่วยห้ามเลือด และหากมีอาการเป็นไข้หรืออักเสบหนัก ให้รีบพาไปพบแพทย์

 fruit-908353_960_720

ฟันน้ำนมหลุดช้า เป็นเพราะอะไร

มีการศึกษาพบว่า การที่ฟันน้ำนมหลุดช้าหรือเร็ว สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์ของร่างกาย เด็กที่โตช้า ฟันน้ำนมมักจะหลุดช้า ส่วนเด็กที่โตเร็ว ฟันน้ำนมจะหลุดเร็วและเป็นหนุ่มสาวเร็ว ทั้งนี้การที่ฟันน้ำนมหลุดช้าหรือเร็วเกินไปไม่ได้มีผลเสียต่อสุขภาพฟันแต่อย่างใด

หากฟันแท้ขึ้นเร็ว คุณพ่อคุณแม่อาจต้องช่วยลูกในการดูแลสุขภาพฟันมากขึ้น เนื่องจากฟันแท้ที่ขึ้นมาโดยเฉพาะฟันกรามมักจะมีร่องฟันลึก เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้โดยการเคลือบหลุมร่องฟัน เพียงพาลูกไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือน ทันตแพทย์จะแนะนำเรื่องทันตกรรมป้องกัน ทำให้ลูกมีสุขภาพฟันที่ดีต่อไปค่ะ

 

ที่มา: ทญ.นราวัลลภ์ เชี่ยววิทย์ งานทันตกรรม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

ดูแลฟันลูกจนถึงวัยฟันแท้

Q: ขอคำแนะนำการดูแลสุขภาพฟันสำหรับเด็ก 1 ขวบขึ้นไปจนถึงวัยที่ฟันแท้ขึ้นครบค่ะ

เทคนิคการดูแลฟันตั้งแต่วัยน้องเล็กจนถึงพี่โต มีดังนี้

1. ไม่ควรให้เด็กเล็กหลับคาขวดนม

เพราะจะเป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุลุกลามรุนแรงได้ เด็กควรเลิกดูดนมจากขวดเมื่ออายุ 12-18 เดือน

2. แปรงฟันให้ลูกวันละ 2 ครั้ง

เช้าและก่อนนอน คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่บริเวณด้านหลังของเด็กเพื่อให้สามารถมองเห็นฟันเด็กได้ทั่วทุกด้าน

•  เด็กเล็กอายุ 1-3 ปี

อาจไม่จำเป็นต้องแปรงฟันในห้องน้ำ แต่สามารถนอนแปรงฟันบนเตียงได้โดยให้เด็กนอนหนุนตัก คุณพ่อคุณแม่จะสามารถแปรงฟันได้สะอาดครบทุกด้าน

•  เมื่อเด็กโตขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้แปรงฟันโดยวิธีถูไปมาสั้นๆ ในแนวนอน แต่คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยแปรงซ้ำอีกครั้งในบริเวณที่เด็กแปรงไม่ทั่วถึงจนกว่าลูกจะสามารถแปรงเองได้ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องช่วยถึงอายุประมาณ 7-9 ปี

•  เด็กโตตั้งแต่วัยนี้จนถึงอายุ 11 ปี

สามารถแปรงฟันเองได้ดี แต่อาจต้องช่วยบางตำแหน่งที่เด็กแปรงไม่ถึงเท่านั้น

3. กรณีที่มีฟันซ้อนเกหรือเบียดชิด

จำเป็นต้องใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดบริเวณซอกฟัน นอกเหนือจากการแปรงฟัน คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องทำให้จนกว่าลูกจะอายุ 12 ปีจนเขาทำเองได้

4. ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันครั้งแรก

อย่างช้าไม่เกินอายุ 1 ขวบ 6 เดือน และจากนั้นควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อตรวจประเมินฟันผุ ทำความสะอาดฟัน เคลือบฟลูออไรด์ และรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพฟัน

 

บทความโดย : ทญ.นราวัลลภ์ เชี่ยววิทย์ งานทันตกรรม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

ภาพ : shutterstock

Tags

ดูแลฟันลูกน้อย

ดูแลฟันลูกน้อย ตั้งแต่ซี่แรก และวิธีทำความสะอาดฟัน

เมื่อลูกเริ่มมีฟันขึ้น เราสามารถ ดูแลฟันลูกน้อย ได้ตั้งแต่ซี่แรก ฟันน้ำนมซึ่งจะเริ่มขึ้นประมาณ 6 เดือน เด็กส่วนใหญ่จะมีฟันครบ 20 ซี่ เมื่ออายุ 2-3 ขวบ และฟันหน้าล่างจะขึ้นเป็นอันดับแรก ตามด้วยฟันหน้าบนภายใน 1-2 เดือน ส่วนใหญ่ฟันน้ำนมจะหลุดประมาณ 6-7 ขวบ และมีฟันแท้

Continue reading “ดูแลฟันลูกน้อย ตั้งแต่ซี่แรก และวิธีทำความสะอาดฟัน”

4 เทคนิค ลดปัญหาเลือดกำเดาไหลแม่ท้อง

ว่าที่คุณแม่หลายคนต้องรำคาญใจกับอาการเลือดกำเดาไหล เพราะระดับฮอร์โมนทำให้หลอดเลือดในโพรงจมูกขยายตัว ปริมาณเลือดก็มากขึ้น เพิ่มแรงดันในหลอดเลือดให้มากขึ้นจนหลอดเลือดฝอยแตกง่าย

นอกจากนี้ ช่วงตั้งครรภ์ เยื่อบุผิวในโพรงจมูกของคุณแม่จะแห้งเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าอยู่ในที่ที่อากาศเย็นและแห้งอย่างห้องปรับอากาศ เลือกกำเดาก็ยิ่งไหลง่ายขึ้น หรือบางทีอาการไซนัสอักเสบหรือการติดเชื้อในโพรงจมูกอื่นก็อาจทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้เหมือนกัน

1. ดื่มน้ำมากขึ้น

เพื่อให้เยื่อบุผิวโพรงจมูกที่ผลิตน้ำมูกชุ่มชื้นขึ้น

2. หายใจเบาๆ

การสูดลมหายใจหรือสูดน้ำมูกแรงๆ อาจกระตุ้นให้หลอดเลือดฉีกขาดได้

3. หลีกเลี่ยงที่ที่อากาศแห้ง

ถ้าต้องอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดทั้งวัน ควรมีเครื่องเพิ่มความชื้น หรือเดินออกจากห้องเพื่อเปลี่ยนอากาศบ้าง

4. ถ้าจะจาม

พยายามอ้าปากให้กว้างขึ้นเพื่อลดแรงดันในจมูก

 

ที่มา: กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

อยากเห็นลูกไม่กลัวคน เรื่องนี้ก็สอนได้

Q: จะทำอย่างไรให้ลูกสู้คน ไม่กลัวคนคะ?

ต้องเข้าใจก่อนว่า เราไม่อยากให้กลัวคนในระดับไหน คำว่า ‘กลัวคน’ ที่ผมเห็นว่าเป็นข้อเสียคือ กลัวจนกระทั่งชีวิตเสียหาย ยอมเขาจนกระทั่งถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เรื่อยไป ไม่กล้าจนกระทั่งไม่เจริญก้าวหน้าในงานอาชีพ

โดยทั่วไปลูกพร้อมจะเลียนแบบพ่อแม่ในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว เริ่มจากเด็กเล็ก ทำให้ลูกดูว่าคนเราควรพิทักษ์สิทธิของตน เช่น เวลาซื้อของมาแล้วสินค้าเสียหาย เราก็นำไปเปลี่ยนโดยพูดจาชัดถ้อยชัดคำและไม่ก้าวร้าว

เมื่อลูกโต ถูกเพื่อนแกล้ง ควรนั่งฟังลูกอย่างตั้งใจ จากนั้นก็แนะนำให้ลูกทำอะไรหรือไม่ทำอะไร การที่เราต้องแสดงความใส่ใจเมื่อเขาถูกรุกรานมากเกินควรแสดงให้เขาเห็นว่าพ่อแม่เป็น “กองหลังที่วางใจได้” ทำให้เขารู้สึกมั่นคงไปตลอดชีวิต

พึงระวังว่า คำว่า “ไม่กลัวคน” ไม่ควรปะปนกับคำว่า “กล้าจนตัวตาย” เราไม่ต้องการให้ลูกของเรากล้าจนตัวตาย ดังนั้นในสถานการณ์ที่น่ากลัว มีความเสี่ยง มีความเสียหายสูง เราก็ควรสอนให้ลูกรู้จักปล่อยวางและถอยทัพ

เรื่องเหล่านี้มักสอนกันได้ตอนเป็นเด็กโตขึ้นอีกช่วงหนึ่ง พบคนแปลกหน้าที่เป็นอันตรายต้องรู้จักหนี อย่าเดินลัดซอยเปลี่ยวมืดแม้ว่าระยะทางจะสั้น อย่าปะทะเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานเมื่อรู้ว่ามีแต่เจ็บตัว เป็นต้น

 

บทความโดย: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ลูกน้อยปวดฟัน ช่วยบรรเทาอย่างไร

ถึงจะพยายามป้องกันอย่างเต็มที่ ก็ยังเลี่ยงปัญหาฟันผุได้ยากเต็มที แบคทีเรียตัวร้ายทำให้ฟันอักเสบจนปวดไปหมด ต้องรีบพาไปหาหมอฟันซะแล้ว แต่ก่อนจะถึงมือหมอ พ่อแม่จะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันให้ลูกได้อย่างไรบ้าง

1. น้ำเกลือ

ละลายเกลือในน้ำอุ่นให้ลูกใช้บ้วนปาก โดยกลั้วให้ทั่วปาก แต่ถ้าปวดจนทำแบบนั้นไม่ไหว ก็อมไว้สักพัก แล้วบ้วนทิ้ง ถ้าดีขึ้น จะทำหลายๆ ครั้งก็ได้

2. ถุงชา

แนบถุงชาที่ยังร้อนและเปียกกับฟันซี่ที่ปวด ซึ่งจะช่วยลดระดับความปวดในทันที

3. น้ำแข็ง

แนบก้อนน้ำแข็งกับฟันซี่ที่ปวด ซึ่งจะทำให้ฟันชาและปวดน้อยลง

4. น้ำมันกานพลู

ป้ายน้ำมันกานพลูที่ฟันซี่ที่ปวด

5. กานพลู

ให้ลูกเคี้ยวกานพลู 1-2 ดอกจนรู้สึกว่ามีน้ำกานพลูอยู่ในปาก (สำหรับเด็กโต)

6. กระเทียม

วางกลีบกระเทียมและโรยเกลือสินเธาว์บนฟันซี่ที่ปวด (สำหรับเด็กโต)

 

ที่มา: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

4 ข้อข้องใจ เรื่องฟันขึ้น

สารพันคำถามที่พ่อแม่อยากรู้เรื่องฟันของลูกวัยทารก คำถามสุดฮิตเช่น ทำอย่างไรถ้าลูกฟันขึ้นช้า? ถ้าลูกขากรรไกรเล็กล่ะ ฟันจะเกไหม? ฟันขึ้น ซ้อนกันแล้วจะมีปัญหาหรือเปล่า? มาดูคำตอบกัน!

1. ทำไมฟันลูกถึงขึ้นช้า

เด็กแต่ละคนมีฟันขึ้นเร็วช้าแตกต่างกัน ฟันของเด็กบางคนอาจขึ้นช้ากว่าปกติ มักเป็นเพราะพัฒนาการที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปฟันซี่แรกจะเริ่มขึ้นในช่วงอายุ 6 – 12 เดือน ส่วนใหญ่จะเริ่มขึ้นที่ฟันกลางล่างก่อน แต่บางคนอาจขึ้นข้างบนหรือด้านข้างก่อนก็ได้ อาจมาทีละซี่หรือมาพร้อมกันหลายซี่ก็ได้ หากลูกเป็นเด็กที่สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวพัฒนาการปกติ ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด แต่ถ้าลูกอายุครบ 1 ขวบแล้ว ฟันยังไม่ขึ้นเลยสักซี่ ควรปรึกษาแพทย์

(อ่านเพิ่มเติม ลูกฟันขึ้นช้า..ให้ฟลูออไรด์เพิ่มดีไหม?)

shutterstock_352129478

แต่บางครั้งที่ฟันขึ้นช้าก็อาจจะเกิดจากความผิดปกติ เช่น มีฟันอีกซี่ขวางทางซี่ที่กำลังจะขึ้น มีพื้นที่ระหว่างขากรรไกรไม่มากพอ หรือฟันแทงขึ้นมาไม่ได้เพราะฟันอัดแน่นจนซี่ใหม่ไม่มีที่จะขึ้น โรคบางโรค ยาบางอย่าง การได้รับรังสีรักษามะเร็งทำให้ฟันไม่ขึ้นหรือขึ้นช้าผิดปกติ แต่เด็กต้องมีอาการผิดปกติด้านอื่นด้วย ส่วนการนอนน้อยหรือได้รับแคลเซียมไม่พอ ไม่ได้เป็นสาเหตุของฟันขึ้นช้า นอกจากนี้ฟันขึ้นช้า ขึ้นไม่ครบ หรือขึ้นมาเป็นฟันเกก็อาจจะเกี่ยวโยงกับความผิดปกติแต่กำเนิดของปากหรือขากรรไกร เช่น เพดานโหว่ด้วย

อ่านต่อ “ถ้าลูกฟันน้ำนมหัก ทำอย่างไรดี?” หน้า 2