เจ้าหนูวัย 2 ขวบพยายามเป่าเทียนวันเกิดแต่ไม่ดับ คุณพ่อก็เลยต้องใช้วิธีนี้ช่วย! (มีคลิป)

ในวัยเด็กเราอาจจะเคยเจอปัญหา ไม่สามารถทำนั้นนู้นนี่ได้ อย่างเช่น ปั่นจักรยานเองไม่ได้ แปรงฟันแล้วคอยสำลัก หรือไม่รู้วิธีสั่งน้ำมูกออกมา เป็นปัญหาน่ารักๆ ของเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่จะต้องคอยบอกคอยสอน และฝึกฝน >> เช่นเดียวกับคลิปนีh เมื่อเจ้าหนูน้อยวัย 2 ขวบ พยายามเป่าเทียนวันเกิด แต่ทำอย่างไรก็ไม่ดับซักที ทำให้คุณพ่อต้องยื่นมือเข้ามาช่วย เพื่อให้เจ้าลูกชายเป่าเทียนวันเกิดได้ด้วยตัวเอง

เด็กน้อย

ดูจากหน้าตาของหนุ่มน้อยคนนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป่าเทียนให้เค้กดับไม่ได้ แต่เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้เป่าเอาซะมากๆ

ว่าแล้วคุณพ่อจะใช้วิธีไหนนั้น ตามไปดูกันเลยค่ะ ^_^


ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Ashleigh Williamson

 

คุณแม่แทบช็อก! ส่งลูกไปสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่สืบพบความจริงอันน่ากลัว

ทุกวันนี้ ทุกคนต่างก็พยายามทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวของตัวเอง พ่อแม่บางคนเพราะต้องทำงานพวกเขาจึงต้องนำลูกน้อยของพวกเขาไปฝากไว้กับสถาน รับเลี้ยงเด็ก อย่างเช่นคุณแม่ชาวอเมริกาคนนี้ เธอต้องนำลูกชายของเธอไปฝากที่สถานรับเลี้ยงเด็กทุกวัน และแล้วเธอก็ได้เจอกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ และเธอก็เสียใจมากที่ได้นำลูกชายไปฝากไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก

VVVNDX_t2nJxF

คุณแม่คนนี้ชื่อว่า Leslee เธอมีลูกชายสองคน ลูกชายคนเล็กวัย 6 เดือนของเธอ ปกติเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวามาก แต่เมื่อเขาถูกส่งไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กที่ชื่อ Sue’s Daycare ลูกน้อยของเธอก็เริ่มมีอาการที่แปลกแสดงออกมา…

VVVNDX_9ndhjs

คุณแม่เล่าว่า เมื่อก่อนลูกชายของเธอมีชีวิตชีวามาก แต่แล้วเธอก็พบว่า หลังจากที่เธอไปรับเขากลับมาจากสถานรับเลี้ยง เขาก็นอนหลับทุกวัน…

คุณแม่รู้สึกผิดปกติมาก เธอจึงได้แจ้งตำรวจและให้ตำรวจช่วยสืบสวน และแล้วก็ได้พบเจอความจริงที่น่ากลัว >> สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ได้ให้เด็กกินยาแก้โรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่ชื่อ Benadryl เพื่อให้ให้พวกเด็กๆไม่ร้องและนอนหลับในเวลากลางวัน

VVVNDX_p87abK

ยาชนิดนี้ใช้สำหรับป้องกันอาการแพ้เท่านั้น อย่างโรคต้อหิน ทารกแรกเกิด เด็กคลอดก่อนวัยและหญิงที่กำลังให้นมบุตรห้ามรับประทาน ถ้าเด็กน้อยจะรับประทาน ต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์จึงจะเอาให้เด็กรับประทานได้ แล้วบนบรรจุภัณฑ์ของยายังมีการระบุว่า “ห้ามใช้เป็นยานอนหลับสำหรับเด็ก”

1883741442483723

คุณแม่ยังเล่าอีกว่า หลังจากที่ได้ยินข่าวนี้ เธอรู้สึกโกรธมาก และเธอยังคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าเธอไม่รู้และยังเอาลูกน้อยไปฝากกับสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ลูกเธอจะเป็นอย่างไร

และด้วยความช่วยเหลือของตำรวจ สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ถูกสั่งปิด … สิ่งที่สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ทำมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ทำกับพวกเด็กที่ไร้เดียงสาแบบนี้ได้ พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลาย เวลานำลูกไปฝากกับสถานที่รับเลี้ยงเด็กต้องเลือกให้ดีและต้องคอยสังเกตุ อาการของลูกให้ดี อย่าปล่อยให้เรื่องที่โหดร้ายแบบนี้เกิดขึ้นอีกต่อไป


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : liekr

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : dianaXBox

ภูมิแพ้ในเด็ก พันธุกรรม พัฒนาการเด็ก

ไขปัญหา “ภูมิแพ้ในเด็ก” โรคใกล้ตัวที่น่าเป็นห่วงอนาคตลูกน้อย

“พันธุกรรม” สำคัญกับโรคภูมิแพ้…แน่ที่สุด!

หากในครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มีคนใดคนหนึ่งเป็นภูมิแพ้ ลูกน้อยก็จะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากกว่าเด็กทั่วไปอยู่หลายเท่า ซึ่งถือว่าเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยความเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้มีดังนี้

ประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว  ความเสี่ยงของทารกต่อการเกิดภูมิแพ้
แม่มีประวัติภูมิแพ้ ความเสี่ยงสูง (30-50%)
พ่อมีประวัติภูมิแพ้ ความเสี่ยงสูง (30%)
ทั้งพ่อและแม่มีประวัติภูมิแพ้ ความเสี่ยงสูงที่สุด (60-70%)
ทั้งพ่อและแม่ไม่มีประวัติภูมิแพ้ ความเสี่ยงต่ำ (14%)

ภูมิแพ้ในเด็ก พันธุกรรม พัฒนาการเด็ก

ทำไม? …พ่อแม่ไม่เป็นภูมิแพ้ ลูกจึงเป็นได้

แม้พ่อแม่จะไม่ได้เป็นภูมิแพ้ แต่ลูกก็มีโอกาสเป็นได้ค่ะ เพราะว่าเด็กสามารถรับสารก่อภูมิแพ้ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

ยิ่งหากได้รับสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ โดยไม่ป้องกัน ดังนั้นแม้ว่าพ่อแม่จะไม่เป็นภูมิแพ้ แต่เมื่อลูกน้อยวัยเบบี๋ยังมีภูมิต้านทานที่ไม่ดี เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้มากเข้า ก็สามารถเป็นภูมิแพ้ได้ ไม่ว่าจะเป็น ไรฝุ่น ขนแมว ขนสุนัข แมลงสาบ ข้าวสาลี หรืออื่นๆ แม้แต่ตัวคุณพ่อคุณแม่เองปัจจุบันไม่เป็นภูมิแพ้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ภูมิต้านทานลดลงก็มีโอกาสเป็นได้ ดังนั้นวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นภูมิแพ้ ย่อมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดค่ะ

อ่านต่อ “ภูมิแพ้ส่งผลต่อลูกอย่างไร และป้องกันไม่ให้ลูกเป็นภูมิแพ้ได้ไหม?” คลิกหน้า 2

Kid Safety – “ภูมิแพ้” โรคฮิตในเด็ก

ปัจจุบันโรคภูมิแพ้กลายเป็นอีกโรคหนึ่งที่เด็กๆ เป็นกันมากขึ้น การทำความรู้จักโรคภูมิแพ้น่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงไม่มากก็น้อยค่ะ

 

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาหรือการต่อสู้กันมากเกินไประหว่างภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นกับสิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่ทำให้แพ้ (สิ่งกระตุ้นที่ทำให้แพ้นี่มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า สารก่อภูมิแพ้) แต่ละคนจะไวต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ กันไป

เมื่อเราได้รับสารก่อภูมิแพ้ที่ไวกับตัวเอง ก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานเพื่อมาสู้กับสารก่อภูมิแพ้นั้นมากกว่าคนที่ไม่แพ้สารก่อภูมิแพ้นั้น ภูมิต้านทานที่มากขึ้น ยิ่งทำให้ร่างกายต่อสู้กับสารก่อภูมิแพ้มากเกินไป ผลของการต่อสู้กลายเป็นอาการแสดงออกของโรคภูมิแพ้ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง

 

“ภูมิแพ้ในเด็ก” มีได้หลากหลาย

ดังนั้นถึงเด็กคนหนึ่งจะไวหรือแพ้สารก่อภูมิแพ้อย่างเดียวกับเด็กคนอื่น แต่การแสดงอาการอาจต่างอวัยวะกันได้ เพราะขึ้นกับความไวของอวัยวะของแต่ละคนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้อาการและการเรียกโรคภูมิแพ้จึงมีหลากหลาย ได้แก่

  • เป็นหวัดเรื้อรัง แพ้อากาศ เรียกว่า ภูมิแพ้จมูก
  • เป็นหอบหืด เรียกว่าภูมิแพ้หลอดลม
  • อาการภูมิแพ้ทั้งทางจมูกและหลอดลม เรียกว่า ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ
  • อาการแพ้หรือไวต่อสิ่งกระตุ้นแสดงทางผิวหนัง เช่น ขึ้นผื่นเม็ดทราย ผื่นลมพิษ บวมแดง คัน เรียกว่า ภูมิแพ้ผิวหนัง
  • อาการแพ้หรือไวต่อสิ่งกระตุ้นแสดงทางตา เช่น คันตา ตาแดง น้ำตาไหล เรียกว่า ภูมิแพ้ตา
  • ภูมิแพ้จากการอาหาร หรือแพ้ยา มีอาการแสดงออกได้ 3 ระบบใหญ่ๆ ได้แก่ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร

และอาการทางผิวหนัง

  • อาการแพ้รุนแรง เรียกว่า ช็อกจากการแพ้ มักเกิดจากอาหาร ยา แมลงสัตว์กัดต่อย อาการเกินภายใน 2-3 นาที เช่น อาเจียนเป็นเลือด ตัวเขียว ปากบวม หน้าบวม ถ่ายมาก ลมพิษขึ้นทั้งตัว

สารก่อภูมิแพ้ก็มีมากมาย

สารก่อภูมิแพ้ ไม่ใช่สารพิเศษหรือแปลกใหม่อะไร เป็นสิ่งที่พบอยู่รอบตัวเราที่เรารู้จักกันดี แบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้

  • สารก่อแพ้ในอากาศ ได้แก่ ตัวไรในฝุ่น ซากแมลงสาบ รังแคจากสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข นก ละอองเกสรดอกไม้ นุ่นจากหมอน
  • สารก่อแพ้ในของกิน ได้แก่ อาหารและยา
  • สารก่อแพ้ทางผิวหนัง ได้แก่ ของที่ใช้กับผิวหนัง เช่น สบู่ แชมพู ครีม/โลชั่น ยาสีฟัน ยาทาแผล
  • สารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ น้ำหอม แป้ง สเปรย์ ยากันยุง น้ำยาดับกลิ่น ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ

 

แปลและเรียบเรียง : กองบรรณาธิการ
จากเรื่อง : All About Baby Allergies ใน Parents.comและเรื่อง “ภูมิแพ้ป้องกันได้!” ในนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับมกราคม 2549
ภาพ : Shutterstock

 

Tags

Kid Safety – ระวังโรค ‘หวัดลงกระเพาะ’ ในเด็ก

                  อาการ ถ้าท้องร่วงและอาเจียน ลูกก็อาจจะติดเชื้อโนโรไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรค “หวัดลงกระเพาะ” และแพร่กระจายได้ง่ายมาก แต่อาการก็ควรจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน

                กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์   ถ้าลูกมีอาการคล้ายปวดท้องหรือเพลียจนไม่มีแรงดูดนม อุจจาระมีมูกเลือดหรือมีอาการที่บ่งชี้ว่าอาจจะมีภาวะขาดน้ำ (กระหม่อมบุ๋ม ผิวขาดความยืดหยุ่นหรือปัสสาวะน้อยมาก) คุณก็ควรจะพาไปพบแพทย์

                วิธีรับมือ  คอยระวังอย่าให้ลูกมีภาวะขาดน้ำโดยพยายามให้นมแม่หรือนมขวดบ่อยๆ แม้เขาจะกินได้แค่ทีละนิดก็ตาม

 

จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com

แปลและเรียบเรียง:จิรประภา

ภาพ:Shutterstock

Tags

เครื่องปั้มนม medela. Freestyle

เครื่องปั้มไฟฟ้าแบบคู่. สภาพดี แบตทนทาน น้ำหนักเบา แถมกรวยปั้ม ขนาด 27mm. เมมเบรน. ข้อต่อกรวยอีก1คู่. ผ้าคลุมให้นม. The first year. ผ้าคาดกรวยปั้มนม ขวดแก้วเก็บน้ำนม5ขวด. ใช้งานดีสุดๆ. Line: epeemama. มักทายมาได้ตลอดค่ะ

Tags

Palmer’s cocoa butter formula Soothing Oil for Dry/Itchy Skin 150ml

Palmer’s cocoa butter formula Soothing Oil for Dry/Itchy Skin 150ml ออยล์ทาผิว สูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่แห้งและสูญเสียความชุ่มชื้นของคุณแม่ตั้งครรภ์ ลดอาการคัน ด้วยส่วนผสมที่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อย

ผิวของคุณแม่ตั้งครรภ์มักจะขาดความชุ่มชื่นเมื่อผิวขยายขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม และอาจจะเกิดรอยแตกลายได้ง่าย ควรหาตัวช่วยดีๆ อย่างปาล์มเมอร์ สูตรโกโก้บัตเตอร์ ซูตติ้งออย ผลิตภัณฑ์อันดับ1ในอเมริกา ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ 97% พิสูจน์แล้วว่าผิวยืดหยุ่นขึ้น และช่วยลดปัญหาอาการคันหน้าจากท้องแห้งตึง เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวภายใน วิธีใช้ควรพ่นหลังอาบน้ำเสร็จทุกครั้งเช้าและเย็นนะคะ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอด ผิวจะมีโอกาสแห้งและคันมากกว่าปกติอีกด้วยค่ะ
ราคาปกติ 490
ขาย 320 ส่งฟรีลทบ.

ID line : monngoy
0891156088

Tags

Palmer’s cocoa butter formula Massage Cream For Stretch Marks 125g

Palmer’s cocoa butter formula Massage Cream For Stretch Marks 125g ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดครีม ช่วยป้องกันผิวแตกลายเนื่องจากการตั้งครรภ์ด้วยส่วนผสมจาก Vitamin E และ Cocoa Butter มาตรฐานที่คุณแม่ทั่วโลกยอมรับ
การดูแลผิวสวยของคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ผิวหน้าท้องคุณแม่เริ่มขยาย มีโอกาสแตกลายได้ง่ายต้องปกป้องผิวสวยของคุณแม่ด้วย ปาล์มเมอร์ สูตรโกโก้บัตเตอร์ มาซซาสครีม ผลิตภัณฑ์อันดับ1 ในอเมริกา ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ 97% พิสูจน์แล้วว่าผิวยืดหยุ่นขึ้น และป้องกันผิวสวยตั้งแต่แรกเริ่มของการตั้งครรภ์ ด้วยเนื้อครีมสูตรเข้มข้นที่คุณสัมผัสได้ อีกทั้งมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ได้จากธรรมชาติ ซึมซับดีกว่าปลอดภัยกว่า ควรทาบริเวณหน้าท้อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผิวยืดหยุ่นไม่มีรอยแตกลายตลอดการตั้งครรภ์นี้ค่ะ
ราคาปกติ 465
ขาย 320 ส่งฟรีลทบ.

ID line : monngoy
0891156088

Tags

Kid Safety – ป้องกันโรค ‘ไอกรน’ ในเด็ก

อาการ  ลูกจะเริ่มมีอาการคล้ายกับจะเป็นไข้หวัด แต่หลังจากผ่านไป 1-2 สัปดาห์ เขาจะไออย่างรุนแรง ตามด้วยหายใจเสียงดัง แต่ไอกรนก็เป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์   ถ้าติดเชื้อไอกรน ทารกก็มักจะซึมจนกินไม่ได้ แม้จะยังไม่เริ่มไอก็ตาม คุณจึงควรจะพาลูกไปพบแพทย์ทันทีที่เห็นว่าเขามีอาการของโรคนี้ เพราะประมาณครึ่งหนึ่งของทารกวัยต่ำกว่า 1 ขวบที่ติดเชื้อไอกรนจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา
วิธีรับมือ แพทย์จะรักษาการติดเชื้อไอกรนโดยใช้อะซิโทรมัยซินซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ และถ้าลูกมีอาการไออย่างรุนแรงร่วมกับอาเจียน หายใจลำบากหรือหยุดหายใจครู่สั้นๆ แพทย์ก็จำเป็นจะต้องให้เขานอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง
จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

Kid Safety – ป้องกัน ‘ไข้หวัดใหญ่’ ในเด็ก

อาการลูกอาจจะไอ มีน้ำมูกและอาเจียน แต่อาการที่ชัดเจนที่สุดคือมีไข้ โดยทารกที่เป็นไข้หวัดใหญ่จะไข้สูงกว่าทารกที่เป็นไข้หวัด และตอนที่ไข้สูง ก็มักจะเล่นและกินไม่ค่อยได้ แต่ถ้าคนในครอบครัวได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ทารกเป็นโรคนี้
กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์  ถ้าเห็นว่าลูกมีอาการคล้ายกับจะเป็นไข้หวัดใหญ่ คุณก็ไม่ควรจะชะล่าใจ เพราะเด็กอเมริกันวัยต่ำกว่า 5 ขวบซึ่งต้องนอนโรงพยาบาลเนื่องด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้มีจำนวนถึงปีละกว่า 20,000 คน และเด็กวัยต่ำกว่า 2 ขวบก็มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ นั่นแปลว่าคุณควรจะพาลูกไปพบแพทย์ ซึ่งจะป้ายโพรงจมูกเพื่อนำสารคัดหลั่งไปตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่
วิธีรับมือถ้าได้ผลตรวจ  ซึ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แพทย์ก็อาจจะสั่งยาต้านไวรัส (เช่น ยา Tamiflu) ให้ลูก อย่าลืมปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาลดไข้ด้วย และถึงลูกจะกินนมได้ทีละนิด คุณก็ควรจะพยายามให้นมบ่อยๆเพื่อให้เขาได้รับสารอาหารที่จำเป็น

บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง
จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

โรคปอดบวม

Kid Safety – ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

อาการ ในผู้ใหญ่และเด็กโต อาการจะดูเหมือนไข้หวัด แต่ในลูกวัยแรกเกิด การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่ปอดอาจทำให้หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดบวม จึงต้องคอยสังเกตว่าลูกหายใจเสียงวี้ดๆ หายใจลำบาก (เวลาที่พยายามสูดลมหายใจ หน้าอกจะบุ๋มลงไป) และไข้สูงหรือเปล่า
กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์ ให้คุณโทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งที่ลูกไอหรือหายใจเสียงวี๊ดๆ และถ้าเขาหายใจลำบากอย่างเห็นได้ชัด ก็ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
วิธีรับมือ สำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดและทารกที่หัวใจ/ปอดมีปัญหาแต่กำเนิด ไวรัสอาร์เอสวีจะอันตรายมากเป็นพิเศษ แพทย์จึงอาจจะแนะนำให้ใช้ยาฉีดที่ช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อโดยให้ฉีดเดือนละ 1 เข็ม และถ้าลูกติดเชื้อ น้ำเกลือล้างจมูก ลูกยางแดงและเครื่องทำความชื้นก็ช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาลดไข้

 

บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง

จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ (คอตีบเทียม)

กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ (คอตีบเทียม) อาการที่ชัดเจนคือการไอเสียงก้อง ซึ่งมักจะแย่ลงตอนกลางคืนและอาจฟังดูน่ากลัว
กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์ ควรโทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งที่ลูกไอเสียงแปลกๆ เพราะลักษณะการไอของโรคนี้ชัดเจนมากจนแพทย์มักจะวินิจฉัยได้จากการฟังเสียงไอทางโทรศัพท์
วิธีรับมือแพทย์จะแนะนำให้คุณพาลูกเข้าไปนั่ง “อบไอน้ำ” ในห้องน้ำที่ปิดประตูและเปิดน้ำร้อนทิ้งไว้จนไอกรุ่นไปทั้งห้อง แต่ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ทำให้อาการไอทุเลาภายใน 15-20 นาที หรือถ้าเห็นว่าเวลาลูกหายใจ ซี่โครงจะบุ๋มลงไป คุณก็ต้องพาเขาไปพบแพทย์ ซึ่งอาจจะต้องให้ยาเพื่อเปิดทางเดินหายใจ

บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง
จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

อาการลูกปอดบวม

Kid Safety – รู้จักกับไข้หวัดทั่วไปในเด็ก

อาการมีน้ำมูก คัดจมูก ไอและมีไข้ ลูกยังอาจจะนอนและกินนมไม่ค่อยได้ด้วย (ถ้าคัดจมูก การดูดนมแม่หรือนมขวดก็จะกลายเป็นเรื่องยาก)

กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์ ถ้าเป็นลูกวัยแรกเกิด ให้คุณพาไปพบแพทย์ทันที และถ้าเป็นลูกวัยต่ำกว่า 6 เดือน อาการก็อาจจะรุนแรงจนทำให้เขากินนม หายใจหรือนอนไม่ค่อยได้ จึงต้องพาไปพบแพทย์เช่นกัน

ล้างจมูก
วิธีรับมือล้างจมูกให้ลูกหายใจสะดวกโดยใช้น้ำเกลือและลูกยางแดง และเปิดเครื่องทำความชื้น อากาศในห้องลูกจะได้ไม่แห้งเกินไป แต่อย่าใช้วิธีปรับระดับหัวเตียงให้สูงขึ้นหรือให้ลูกนั่งหลับในคาร์ซีทเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีที่อันตรายทั้งคู่

 
บทความแนะนำ >> 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง
จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

Tags

Kid Safety – 10 ข้อปฏิบัติป้องกันให้ทารกป่วยน้อยลง

ในช่วง 2-3 เดือนแรก ถ้าลูกป่วยและอุณหภูมิร่างกายที่วัดทางทวารหนักสูงเกิน 100.4°F พ่อแม่ก็ควรจะรีบพาไปพบแพทย์ และถ้าอายุยังไม่ถึง 1 เดือน เขาก็อาจจะต้องกลับมานอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาพ่อแม่ทุกคนจึงไม่อยากให้ลูกวัยนี้ป่วยซึ่งถึงจะเป็นไปไม่ได้…

แต่แนวปฏิบัติต่อไปนี้ก็จะทำให้เขาไม่ป่วยบ่อย หรืออย่างน้อยก็ทำให้อาการป่วยรุนแรงน้อยลงจนช่วยให้ทั้งคนป่วยและคนดูแลรับมือได้ง่ายขึ้น

  • เน้นที่ 2 เดือนแรกก่อนที่ลูกจะได้รับวัคซีนตอนอายุ 2 เดือน คุณควรจะระวังให้มากเป็นพิเศษ โดยพยายามให้เขาอยู่ที่บ้านและไม่พาเขาไปในที่ที่มีคนเยอะๆ
  • ให้ลูกอยู่ใกล้ตัว ถ้าต้องพาเขาไปนอกบ้านด้วย คุณก็ควรจะใช้เป้อุ้มหรือดึงหลังคารถเข็นลงมา ซึ่งจะทำให้คนแปลกหน้าไม่กล้าเข้ามาจับไม้จับมือหรือบีบแก้มเขาเล่น และควรจะให้เขาอยู่ห่างจากคนที่ไอหรือจามสัก 6 ฟุต
  • ระวังเรื่องคนเยี่ยม บอกคนที่ไม่สบายว่าถ้าจะมาเยี่ยมลูก ก็ควรจะรอจนไม่มีอาการและไม่มีไข้มาไม่ต่ำกว่า24 ชั่วโมงแล้วเสียก่อน (โดยไม่ต้องกินยาลดไข้) และบอกเด็กเล็กๆที่มากับพ่อแม่ตัวเองว่า “ดูน้องได้ แต่อย่าจับตัวน้องนะจ๊ะ”
  • หมั่นล้างมือฟอกสบู่ เพื่อขจัดเชื้อโรคที่มือโดยฟอกสบู่นานไม่ต่ำกว่า 20 วินาทีทุกครั้งที่คุณกลับมาจากที่สาธารณะ ใช้ห้องน้ำ กินอาหารหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก เพราะในอุจจาระมีแต่เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งถ้าเล็ดลอดเข้าไปในปากลูก ก็จะทำให้เขาท้องร่วงและอาเจียน
  • ให้นมแม่นานที่สุด เพราะมีผลวิจัยที่ชี้ว่าถ้าคุณให้นมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน โอกาสที่ลูกจะเป็นไข้หวัดและติดเชื้อที่หูและคออย่างรุนแรงก็จะลดลงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ การกินนมแม่ยังทำให้โอกาสที่เขาจะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและเป็นหวัดลงกระเพาะลดลงไม่น้อยเลยด้วย
  • ใช้เจลฆ่าเชื้อในกรณีที่คุณล้างมือฟอกสบู่ไม่สะดวก การใช้เจลฆ่าเชื้อสูตรแอลกอฮอล์ก็เป็นวิธีที่ใช้ทำความสะอาดมือได้ดีพอๆกัน อย่าลืมเตรียมไว้ให้คนเยี่ยมใช้ด้วยนะ
  • ใช้ทิชชูเปียกเชื้อโรคมีชีวิตอยู่บนของใช้อย่างรถเข็นในซูเปอร์มาร์เกตได้นานหลายชั่วโมง คุณจึงควรจะพกทิชชูเปียกสูตรฆ่าเชื้อไว้ในถุงสัมภาระสักห่อ
  • เลี่ยงเชื้อโรคที่โรงพยาบาล ถึงจะมีห้องแยกสำหรับเด็กป่วยกับเด็กที่มาตรวจร่างกายตามปกติ ห้องรอตรวจก็ยังเป็นสถานที่ที่มีแต่เชื้อโรคอยู่ดี คุณจึงควรจะเลี่ยงเด็กป่วยที่ไอหรือจามโดยขอนัดแพทย์ให้ลูกเป็นคิวแรกๆหรือท้ายๆ หรือจะขอพาเขาไปนั่งรอในห้องตรวจที่ว่างอยู่ก็ได้
  • พาลูกไปรับวัคซีนให้ครบตามกำหนดเวลา ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้เขาเป็นโรคอย่างหัด เยื่อหุ้มสมองอักเสบและอีสุกอีใสได้ดีที่สุด ผลวิจัยยังชี้ว่าการได้รับวัคซีนหลายชนิดในเวลาใกล้ๆกันไม่ได้เป็นอันตรายต่อทารกอย่างที่กลัวกันด้วย
  • คนใกล้ตัวลูกควรได้รับวัคซีนด้วยโดยเฉพาะวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไอกรนเพราะถ้าว่าที่คุณแม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ภูมิต้านทานก็จะถูกส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ และน่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เขาเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ประมาณ 6 เดือน (แพทย์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้ทารกได้ตอนอายุ 6 เดือนพอดี) ซึ่งในทารกแรกเกิด ไข้หวัดใหญ่ก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน (อย่างมีไข้ต่ำๆและคลื่นไส้) จึงดูเล็กน้อยไปเลยในช่วงที่มีอายุครรภ์ประมาณ 27-36 สัปดาห์ ว่าที่คุณแม่ยังควรจะได้รับวัคซีนไอกรนด้วย จะได้ไม่แพร่เชื้อให้ลูกวัยแรกเกิดซึ่งยังไม่ได้รับวัคซีน คนใกล้ตัวลูก (อย่างพี่เลี้ยงเด็ก) ก็ควรจะได้รับวัคซีนเหล่านี้เช่นกัน

 

อย่าลืมตัวเองนะคุณแม่!

“ใส่ใจดูแลลูกน้อยอย่างรอบคอบแล้ว สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวคุณแม่เองด้วย ถึงลูกอ่อนจะตื่นทุกๆ2 ชั่วโมง คุณก็ควรจะพยายามนอนให้พอ (จะงีบในช่วงที่ลูกนอนกลางวันก็ได้)และต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยป้องกันไม่ให้คุณเป็นโรคที่แพร่สู่ลูกได้”

 

จากเรื่อง: Surviving baby’s first cold and flu season ใน parents.com
แปลและเรียบเรียง:จิรประภา
ภาพ:Shutterstock

 

Kid safety – ช่วงให้นม ใช้ยาอย่างไร แม่และเบบี๋ปลอดภัย ตอนที่ 2

จากตอนที่แล้ว ที่พูดถึงยาที่ใช้กับ 5 โรค ขณะให้นม มาต่อกับอีก 7 โรคที่เหลือกันค่ะ

6. ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

ยาบรรเทาอาการไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่กินเองได้โดยใช้ขนาดตามฉลากยา ยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟนและไกวเฟเนซินจัดเป็นยาแก้ไอที่ปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้ยาอมแก้ไอที่มีส่วนผสมของเมนทอลมากเกินไป เพราะอาจผลิตน้ำนมได้น้อยลง สำหรับอาการคัดจมูก ให้ใช้ฟลูติคาโซน โครโมลินโซเดียม หรือน้ำเกลือล้างจมูก ในแม่บางคน ซูโดอีเฟดรีนอาจทำให้ผลิตน้ำนมได้น้อยลงมากจึงไม่ควรใช้ ส่วนอะเซตามิโนเฟนใช้ลดไข้ได้อย่างปลอดภัย

ทางเลือกอื่นๆ นั่งอบไอร้อนในห้องน้ำเพื่อบรรเทาอาการมึนศีรษะและแน่นหน้าอกเพื่อลดการใช้ยา เปิดเครื่องทำไอระเหยแบบร้อนหรือเย็นตอนกลางคืน ดื่มน้ำร้อนผสมน้ำผึ้งและมะนาวบรรเทาอาการเจ็บคอ กินซุปไก่เพื่อบำรุงร่างกายให้ต่อสู้กับการติดเชื้อได้เอง และพักผ่อนมากๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุด

7. ภูมิแพ้และหอบหืด

อาการภูมิแพ้ตามฤดูกาลอาจใช้ยาแก้แพ้ที่ซื้อกินเองได้ด้วยความระมัดระวัง เพราะยาแก้แพ้/แก้คัดจมูกซึ่งเป็นที่นิยมอย่างไดเฟนไฮดรามีนคลอร์เฟนิรามีนและบรอมเฟนิรามีน อาจมีฤทธิ์กดประสาทสำหรับเด็กทารกบางคนและอาจเพิ่มโอกาสหายใจลำบาก ยาแก้แพ้ที่ไม่มีฤทธิ์กดประสาทอย่างเซติริซีนและลอราทาดีนจึงมักจะเป็นที่นิยมกว่า สำหรับโรคหอบหืด ยาที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยก็คือยาสเตียรอยด์พ่นจมูกส่วนใหญ่ และยาขยายหลอดลม

ทางเลือกอื่นๆ ถ้าเลือกได้ ให้เลือกใช้ยาแก้แพ้ชนิดสเปรย์พ่นจมูก เพราะปริมาณยาที่ตกค้างในนมแม่มักจะต่ำกว่าชนิดกินมาก

8. การคุมกำเนิด

การให้นมไม่ใช่วิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลอย่างที่คิด เพราะแม้รอบเดือนยังไม่มาก็อาจมีการตกไข่ได้ ฉะนั้นถ้าเคยกินยาคุมกำเนิด สามารถเลือกยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโพรเจสทินอย่างเดียว หรือจะเปลี่ยนไปใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนทุก 3 เดือน แต่ในช่วงที่เพิ่งคลอด แพทย์จะยังไม่ฉีดให้เพราะอาจมีผลต่อการผลิตน้ำนม จึงควรฉีดในช่วง 6-8 สัปดาห์หลังคลอด

ควรเลี่ยงยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโทรเจน เพราะสำหรับแม่บางคนจะทำให้ปริมาณการหลั่งน้ำนมลดลงมากและมีผลต่อปริมาณการผลิตน้ำนมด้วย

ทางเลือกอื่นๆ การใช้แผ่นครอบปากมดลูกคือวิธีคุมกำเนิดที่ไม่มีผลต่อการผลิตน้ำนม แต่หากคุณใช้วิธีคุมกำเนิดแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนคิดจะมีลูก แพทย์อาจต้องสั่งแผ่นใหม่ให้ในวันที่นัดตรวจสุขภาพหลังคลอด 6 สัปดาห์ เพราะการตั้งครรภ์และการคลอดทำให้รูปร่างของช่องคลอดเปลี่ยนไป แผ่นเดิมอาจจะช่วยคุมกำเนิดไม่ได้เพราะใส่ไม่พอดี

9. อาการปวดกล้ามเนื้อ

ใช้ครีมทาผิวเพื่อระงับอาการปวดได้ เพราะเป็นยาที่ใช้ทาเฉพาะที่ แต่ถึงจะไม่มียาตกค้างในน้ำนมก็ไม่ควรทาครีมบริเวณหัวนม ยาจะได้ไม่หลงเข้าปากลูกโดยบังเอิญ และหลังใช้ควรล้างมือให้สะอาด จะได้ไม่หลงเหลือครีมให้ส่งต่อไปที่ตัวลูก

ทางเลือกอื่นๆ ถ้าปวดหลังตอนให้นม แม่ควรจะหาที่ที่นั่งได้สบายขึ้น ใช้หมอนให้นม หรือหาเก้าอี้มารองเท้า แต่ถ้ายังไม่หายปวดควรลองเปลี่ยนท่าให้นมตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เช่น ท่านอนตะแคงให้นม

10. อาหารไม่ย่อยและท้องเสีย

ยาลดกรดหรือยาแก้ท้องอืดในกลุ่มแคลเซียมคาร์บอเนต อลูมิเนียมไฮดรอกไซด์และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ หรือไซเมธิโคนสามารถใช้ในช่วงให้นมได้

หลีกเลี่ยงการใช้ยารวมหลายชนิดเพราะอาจมีส่วนผสมของแอสไพริน หรือซาลิไซเลต อาจเพิ่มโอกาสเกิดอาการเลือดตกใน และกลุ่มอาการไรย์ (Reye’s syndrome-ความผิดปกติของสมองและตับ) ในทารก

ทางเลือกอื่นๆ เลี่ยงอาหารไม่ย่อยง่ายๆ ด้วยการกินอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง ไม่กินอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และเลี่ยงอาหารมันหรือรสจัด หากแม่ท้องเสีย ให้กินโยเกิร์ต (และอาหารที่มีโพรไบโอติกอื่นๆ) เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน เพราะโพรไบโอติกคือแบคทีเรียชนิดดีที่ช่วยรักษาสมดุลของลำไส้

11. ผื่นผิวหนัง

ยาที่ใช้ได้คือขี้ผึ้งปฏิชีวนะที่ซื้อเองได้และโลชั่นโคลไตรมาโซล ส่วนครีมทาแก้คันที่มีไดเฟนไฮดรามีน คือยาที่ “มักจะ” ใช้ในช่วงให้นมได้อย่างปลอดภัย แต่ควรใช้ตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้นและไม่ควรใช้เกิน 2-3 วัน

ไฮโดรคอร์ติโซนซึ่งใช้ทาเฉพาะที่ก็ใช้รักษาผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและผื่นผิวหนังประเภทอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน แต่ไม่ควรทาที่เต้านมและหัวนม เพราะผื่นที่พบบน (หรือใต้) เต้านมอาจเกิดจากการติดเชื้อยีสต์และควรจะให้แพทย์ตรวจก่อน

ทางเลือกอื่นๆ รักษาความสะอาดบริเวณที่ติดเชื้อและไม่ปล่อยให้ชื้น มักจะหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา แต่ถ้าเป็นผื่นเกิน 2-3 วันหรืออาการแย่ลงต้องปรึกษาแพทย์

12. ติดคาเฟอีน

หลังแม่ดื่มชา กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่นๆ ได้ไม่นาน ก็จะพบคาเฟอีนในน้ำนม และพอมาอยู่ในร่างกายของลูกตัวน้อยๆ จะมีแต่ผลเสีย คือ ถ้าแม่บริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่สูงมาก (ดื่มกาแฟวันละไม่ต่ำกว่า 10 ถ้วย) ลูกจะงอแงและมีอาการสะดุ้งผวา คาเฟอีนในน้ำนมมีผลต่อการนอนของลูกด้วย แม่จึงไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 2-3 ถ้วย (มีคาเฟอีนประมาณ 150-400 มิลลิกรัม)

ทางเลือกอื่นๆ กระทั่งกาแฟ 2-3 ถ้วยก็อาจจะมีคาเฟอีนในปริมาณสูงพอจนมีผลต่อลูก แม่จึงควรลองงดเครื่องดื่มและอาหารที่มีคาเฟอีน (รวมถึงช็อกโกแลต) ไปเลย ถ้างดแล้วอารมณ์และพฤติกรรมของลูกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม่ก็ควรงดดื่มกาแฟ (หรืออย่างน้อยก็เปลี่ยนเป็นแบบที่ไม่มีคาเฟอีน) สัก 2-3 เดือน เพราะเมื่อลูกโตขึ้น คาเฟอีนจะดูดซึมสู่ร่างกายได้ช้าลง คุณแม่ก็ค่อยๆ กลับมาดื่มกาแฟได้ตามเดิม

ตอนที่แล้ว >> ช่วงให้นม ใช้ยาอย่างไร แม่และเบบี๋ปลอดภัย

ขอขอบคุณ นพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริ หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตรวจทานเนื้อหาและอัพเดตข้อมูล

เรื่อง: กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

ภาพ: Shutterstock

 

หมายเหตุ ขอขอบคุณนพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริ หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตรวจทานเนื้อหาและอัพเดตข้อมูล

 

Kid safety – ช่วงให้นม ใช้ยาอย่างไร แม่และเบบี๋ปลอดภัย

วิธีรับมือกับนานาปัญหาสุขภาพของแม่ลูกอ่อนทั้งแบบพึ่งและไม่พึ่งการใช้ยา ซึ่งถึงจะอยู่ในช่วงให้นม ก็ไม่เป็นอันตรายต่อเบบี๋อย่างแน่นอน

1. การฟื้นตัวหลังคลอด

อะเซตามิโนเฟนและไอบูโปรเฟนเป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดหลังคลอดได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่แนะนำให้ใช้ยาลดการอักเสบบางชนิด แม้ไม่ใช่ยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น นาพรอกเซนเกิน 2-3 วัน หรือควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรใช้ยาแอสไพรินเลย

หากผ่าคลอด แนะนำให้ใช้โคเดอีนและมอร์ฟีนซึ่งเป็นยาแก้ปวดที่แรงกว่า แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากๆ อาจมีผลต่อทารกที่กินนมแม่ จึงต้องปรึกษาแพทย์

ทางเลือกอื่นๆ ปล่อยให้ร่างกายฟื้นตัวเองในช่วง 6 สัปดาห์แรก ให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ งดทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากๆ ขอให้สามี เพื่อนหรือญาติช่วยทำงานบ้าน โดยเฉพาะการยกของหนักๆ และในกรณีผ่าคลอด ให้ลดแรงกดตรงรอยผ่าโดยใช้หมอนบังท้องตอนให้นมในท่านั่ง

อ่านต่อ “ช่วงให้นม ใช้ยาอย่างไร แม่และเบบี๋ปลอดภัย” หน้า 2

ลูก 3-5 ขวบเล่นไม่เหนื่อย แต่พ่อแม่ไม่ไหว! ทำอย่างไรดี

ลูก 3-5 ขวบเล่นไม่เหนื่อย แต่พ่อแม่ไม่ไหว! ทำอย่างไรดี

เพราะเด็กวัยนี้มีพลังล้นมากเหลือเกิน คุณพ่อคุณแม่เล่นด้วยมาครึ่งวันก็แล้ว ยังไม่มีทีท่าจะหยุดเล่นสักที แต่จะบังคับให้เลิกเล่นก็ไม่ดีกับลูกสักเท่าไร เรามีคำแนะนำค่ะ!

1. ให้ลูกเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน

ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน จะช่วยส่งเสริมการฝึกทักษะทางสังคมมากขึ้น เด็กวัยนี้มีโอกาสเห็นไม่ตรงกันบ่อยเพราะต่างยังมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่การเล่นจะทำให้เขาได้มีโอกาสฝึกทักษะการต่อรองเพื่อให้ได้ตามที่ตัวเอง ต้องการ การทะเลาะกัน ประนีประนอมกัน ความเห็นอกเห็นใจกัน การรอคอย ผลัดกันเล่น ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรให้เล่นกับเด็กที่โตหรือเล็กกว่ามาก เพราะพี่ที่โตกว่ามากมักจะยอมน้อง ทำให้เขาไม่เกิดการเรียนรู้ที่เป็นฝ่ายให้ หรือเล่นกับน้องเล็กกว่า พัฒนาการต่างๆ ไม่เท่ากัน เขาอาจเบื่อและหันมาเล่นกับคุณอีก

ถึงจะมีเพื่อนเล่น แต่เด็กวัยนี้ก็ยังต้องการพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เฝ้าดูเท่านั้น ถ้าเขายังเล่นด้วยกันดี ระหว่างเล่นขัดแย้งกันบ้างแต่ไม่หนักหนา และคุณอยากให้ลูกได้ฝึกทักษะสังคม ควรให้โอกาสเด็กๆ การแก้ปัญหากันก่อน จำเป็นจริงๆ ถึงขั้นเป็นอันตรายผู้ใหญ่จึงค่อยเข้าไป

2. เล่นบทบาทสมมุติ

เด็กเล็กๆ ในช่วงวัยนี้ จะสนใจและชอบการเล่นบทบาทสมมุติ สนุกกับการสวมบทบาทด้วย เพราะเขาอยากเลียนแบบผู้คนหรือสถานการณ์ที่เขาได้พบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น เล่นพ่อแม่ลูก เล่นครูนักเรียน เล่นขายของ เล่นเป็นตำรวจ เล่นเป็นสัตว์ เล่นเป็นยอดมนุษย์ซูเปอร์ฮีโร่ ฯลฯ

การเล่นบทบาทสมมุติ ช่วยให้เซลล์สมองเชื่อมโยงกันอย่างมาก เพราะเป็นการเล่นที่เด็กต้องใช้ทักษะหลายๆ อย่างในการเล่นคราวเดียว ตั้งแต่กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ จากการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆ การใช้สมองส่วนหน้า เพื่อวางแผนการเล่น คิดแก้ปัญหา การควบคุมตนเอง การควบคุมอารมณ์ รวมไปถึงการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางภาษา การเจรจาต่อรอง

ถ้าพ่อแม่สนับสนุน เปิดโอกาสให้ลูกได้ริเริ่มเล่นเอง นอกจากลูกจะได้ประโยชน์อย่างที่ว่ามาแล้ว จะยิ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้น

รู้หรือไม่!

แค่คำสั้นๆ เล่นอะไรไร้สาระ!! สำหรับลูกเป็นเรื่องใหญ่มาก

ครูแป๋ม-คุณฉันทิดา สนิทนราทร นักเล่นบำบัด พูดถึงประเด็นสำคัญที่พ่อแม่มักอาจมองข้าม เมื่อเห็นลูกๆ วัยนี้มีเพื่อนในจินตนาการหรือเล่นบทบาทสมมุติ “ถ้าลูกกำลังเล่นสมมุติเป็นเจ้าหญิงอยู่ แล้วพ่อแม่พูดว่า เล่นอะไรไร้สาระ หรือไปจนถึงบอกให้เขาหยุดเล่นสำหรับผู้ใหญ่อาจฟังเป็นคำพูดธรรมดา เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กแล้วเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเขาจะรู้สึกคับข้องใจ รู้สึกแย่ รวมไปถึงอาจรู้สึกผิดด้วย ว่าเราไม่น่าเล่นอะไรแบบนี้ จนทำให้ถูกแม่ว่าเลย

“การได้เล่นอย่างอิสระ ไม่ปิดกั้น หรือห้ามไปหมดเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกวัยนี้ต้องการ เพราะเมื่อไหร่ที่เขาไม่ได้ทำ ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เล่นในช่วงนี้ ความวิตกกังวลและความไม่มั่นใจจะตามมาและส่งผลไปจนถึงเมื่อเขาโตขึ้น”

 

จากคอลัมน์ Ages 3-5 นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณฉันทิดา สนิทนราทร นักเล่นบำบัด (Play Therapist) โรงพยาบาลมนารมย์ | Facebook fanpage: Play Story by Pam

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock