โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก
โรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เลือก เรียนรู้ และเติบโตอย่างมีคุณค่าในตัวเอง

School Visit วันนี้ขอพาคุณพ่อคุณแม่ไปเยี่ยมชมโรงเรียนทางเลือกแห่งหนึ่ง ที่ซ่อนตัวอย่างเงียบสงบอยู่ในย่านลาดพร้าว บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ โรงเรียนแห่งนี้มีชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก

เพียงแค่ได้ยินชื่อโรงเรียนก็รู้สึกได้ทันทีว่า ที่นี่ต้องไม่ธรรมดาและต้องมีอะไรพิเศษซ่อนอยู่แน่นอน
เราไปทำความรู้จักและค้นหาความพิเศษของโรงเรียนแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กันนะคะ

จุดเริ่มต้นของโรงเรียน

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของ ครูอั๋น (คุณอันธิกา ภูวภิรมย์ขวัญ) และ ครูเกด (คุณภูวฤทธิ์ ภูวภิรมย์ขวัญ) ที่อยากสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อลูกของตนเอง

โรงเรียนในฝันของทั้งสองคือโรงเรียนที่เข้าใจธรรมชาติของเด็กอย่างแท้จริง โรงเรียนที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่ทำให้ “รักการเรียนรู้” โดยมีคุณครูที่เข้าใจ เคารพและมองเห็นความงดงามเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน

เด็กทุกคนมีความโดดเด่นในแบบของตนเองเปรียบเสมือน “ช้างเผือก” ที่แม้จะเป็นช้างเหมือนกันแต่กลับมีลักษณะพิเศษไม่ซ้ำกัน นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก

ที่นี่จึงไม่ได้มุ่งเพียงการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนประถมเท่านั้น แต่ยังมุ่ง “สร้างต้นทุนชีวิต” ให้กับเด็ก ๆ เพื่อให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา

โรงเรียนใช้หลักสูตรที่ร้อยเรียงผ่าน วิถีชีวิตจริง (Life-based Education) ผสานกับแนวคิด มนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเคารพจังหวะการเติบโตของเด็กแต่ละคนอย่างแท้จริง

การเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการเชื่อมโยงกับโลก

ในช่วงปฐมวัย (0–7 ปี) เด็กจะเรียนรู้โลกผ่านร่างกายเป็นหลัก การบ่มเพาะประสาทสัมผัสจึงเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการพัฒนา เพราะเมื่อฐานกายมั่นคง ฐานปัญญาจึงจะงอกงามได้อย่างแข็งแรง
โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสาทสัมผัสพื้นฐานทั้ง 4 ด้าน ดังนี้

1. สัมผัสทางกาย (The Sense of Touch)

คือการรับรู้ขอบเขตของร่างกายตนเองว่า “ฉันเริ่มตรงไหน และสิ้นสุดตรงไหน”

การถูกโอบกอด การได้สัมผัสพื้นผิวที่หลากหลาย ช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัย และเกิดความไว้วางใจต่อโลก (Sense of Trust)

2. สัมผัสแห่งชีวิต (The Sense of Life)
คือการรับรู้สภาวะภายในร่างกาย เช่น ความหิว ความเหนื่อย ความเจ็บปวด หรือความสบายตัว
เป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี และการรู้จักดูแลตนเอง

3. สัมผัสแห่งการเคลื่อนไหว (The Sense of Movement)
คือการรับรู้การทำงานของข้อต่อและกล้ามเนื้อ (Proprioception)
ช่วยให้เด็กสามารถควบคุมร่างกายให้ทำตามความตั้งใจของตนเองได้ เช่น การหยิบจับ การปีนป่าย หรือการเดินอย่างมั่นคง

4. สัมผัสแห่งสมดุล (The Sense of Balance)
คือการรับรู้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายในโลกภายนอก (Vestibular Sense)
เชื่อมโยงกับความสงบภายใน การมีสมาธิและความมั่นคงทางอารมณ์    

              

 ถอดรหัสหลักสูตร “วิถีช้างเผือก”

การสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผ่าน 6T สู่ 5 SDL

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกใช้กรอบการเรียนรู้ 6T (6 Treatments Model) เป็นเครื่องมือสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพจากจิตภายในของเด็ก เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาเด็กให้มี 5 SDL (Self-Directed Learning) หรือความสามารถในการกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ตลอดชีวิต

ซึ่งไม่ใช่เพียงการ “จัดการเรียนการสอน” แต่คือการออกแบบสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ชีวิต ที่หล่อหลอมให้เด็กค่อย ๆ เติบโตเป็นมนุษย์ที่รู้จักตนเอง เรียนรู้เป็นและเรียนรู้ต่อไปได้ด้วยตัวเอง

1. Treatment – รูปแบบกิจกรรม

การเรียนรู้ที่เคารพความเป็นมนุษย์

ที่อนุบาลช้างเผือก เราไม่ได้จัดตารางเรียนตามรายวิชาแต่จัดการเรียนรู้ตาม “วิถีชีวิต” กิจกรรมมีความยืดหยุ่น หลากหลาย และสอดคล้องกับจังหวะการเติบโตของเด็ก โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบคละอายุที่เปิดโอกาสให้พี่ได้ดูแลน้องและน้องได้เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบพี่อย่างเป็นธรรมชาติ

เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมร่วมกับคุณครู เพื่อให้เขาได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตนเองสนใจและมีความหมายกับเขาจริง ๆ นี่คือก้าวแรกของการเรียนรู้จากการลงมือทำ (Experiential Learning) อย่างแท้จริง

2. Process – กระบวนการ

บ่มเพาะวินัยภายใน ด้วยอิทธิบาท 4

กระบวนการเรียนรู้ของเด็กช้างเผือกมี “อิทธิบาท 4” เป็นเข็มทิศสำคัญ
คุณครูจะออกแบบกระบวนการให้เด็กเกิด

  • ฉันทะ – ความรักและอยากทำ
  • วิริยะ – ความเพียรที่เกิดจากภายใน ไม่ใช่การบังคับ
  • จิตตะ – ใจจดจ่อ เกิดสมาธิในการเรียนรู้
  • วิมังสา – การทบทวน สังเกต และปรับปรุงตนเอง

กระบวนการนี้ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เด็กเกิดนิสัยรักการเรียนรู้เป็นชีวิตจิตใจ (Eager to Learn) ซึ่งจะติดตัวเขาไปตลอดการเติบโต

3. Teacher’s Role – บทบาทของครู

ผู้เอื้ออำนวย และแบบอย่างที่อบอุ่น

ครูที่อนุบาลช้างเผือกไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้บอก” แต่เป็น ผู้เอื้อเฟื้อ (Facilitator)
ครูคอยสังเกต ตั้งคำถาม และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิดต่อยอดด้วยตนเอง

ที่สำคัญที่สุด ครูคือ “แบบอย่าง” ของความนิ่ง ความสงบ และความเมตตา เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจ และกล้าที่จะสำรวจ ค้นหา และทำความเข้าใจตนเอง (Self-exploration) ภายในพื้นที่ที่ปลอดภัยทั้งทางกายและใจ

4. Child’s Role – บทบาทของเด็ก

ผู้กำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง

ในวิถีช้างเผือก เด็กคือ “ผู้ให้การศึกษากับตนเอง” (Self-educator)
เขาเรียนรู้การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ผ่านการเล่น การทำงานร่วมกันและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเคารพซึ่งกันและกัน

เด็กได้ฝึกการใช้เหตุผลควบคู่กับการเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) อย่างสร้างสรรค์

5. Environment – สิ่งแวดล้อม

บ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกออกแบบสภาพแวดล้อมให้เป็น “ครูคนที่สาม” ที่คอยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กอย่างเงียบงาม
พื้นที่สีเขียว มุมกิจกรรมที่เข้าถึงได้ง่ายและบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหว ทดลองและค้นพบด้วยตนเอง ล้วนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ตามธรรมชาติ

นอกจากสิ่งแวดล้อมทางกายแล้วโรงเรียนยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งแวดล้อมทางใจ” นั่นคือความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับเด็กและระหว่างเด็กกับเพื่อน เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัยได้รับการยอมรับและไว้วางใจ เขาจะมีสมาธิพร้อมเปิดรับโลกและเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวได้อย่างเต็มที่ ตามหลักของ การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)

6. Tools – สื่อการเรียนรู้

เครื่องมือที่เป็นสะพานเชื่อมสู่โลกกว้าง

สื่อการเรียนรู้ของงโรงเรียนช้างเผือกไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือหรือใบงานแต่ครอบคลุมตั้งแต่ของจากธรรมชาติ วัสดุรอบตัว ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน

การกำกับและใช้เครื่องมือ (Instrumental Competence) เด็ก ๆ จะได้ฝึกใช้กรรไกร จับเครื่องครัว หรือใช้พู่กันอย่างชำนาญและปลอดภัย ทักษะการใช้มือที่แม่นยำนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสมองส่วนหน้า EF

และเครื่องมือเหล่านี้ถูกเลือกและใช้เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้ คิดเป็น ทำเป็น และเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กได้ทดลอง แก้ปัญหา และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับโลกความเป็นจริง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่มีความหมาย และนำไปสู่ความสามารถในการกำกับการเรียนรู้ของตนเองในระยะยาว

เป้าหมายที่ต้องการให้เด็กทุกคนมี ในทุกๆกิจกรรม 5 SDL เพื่อวางรากฐานในชีวิต

1.การสามารถกำกับ-ใช้เครื่องมือ (Instrumental competence)

  • ใช้เครื่องมือที่หลากหลาย
  • รู้จักการใช้เครื่องมือได้อย่างปลอดภัย
  • รู้จักกำกับใช้เครื่องมือได้ด้วยตนเอง

2. การค้นหาตนเอง (Self-exploration)

  • เข้าใจยอมรับตนเองทั้งเชิงบวกและเชิงลบ
  • เห็นคุณค่าในตนเอง
  • อดทนควบคุมกำกับอารมณ์และพฤติกรรมได้

3.รักการเรียนรู้เป็นชีวิตจิตใจ (Eager to learn)

  • ยินดีในการเรียนรู้และพยายามทำจนสำเร็จ
  • สนุกกับการแก้ปัญหา
  • มุ่งมั่นรักษาสัญญาไปสู่เป้าหมาย

4. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning)

  • เป็นมิตร รักเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น
  • ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์
  • ทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยใช้หลักเหตุผล

5. เรียนรู้ได้จากสิ่งรอบตัว (Experiential learning)

  • เป็นนักวางแผน ลงมือทำตามลำดับความสำคัญ /ขั้นตอนได้
  • ตั้งคำถามค้นหาคำตอบโดยใช้เหตุและผล
  • บริหารเวลาเป็น

กิจกรรมเด่นตามช่วงวัย: การเติบโตที่เป็นลำดับขั้น

1. เด็กเล็ก-ตรียมอนุบาล – อนุบาล 1: “ห้องเรียนคละอายุ (Multi-Age)”

  • จุดเด่น: การจำลองสังคมพี่น้อง พี่จะได้ดูแลน้อง (ฝึกความเมตตา) น้องจะได้เลียนแบบพฤติกรรมที่ดีจากพี่
  • ตัวอย่างกิจกรรม: กิจกรรม “พี่จูงน้องท่องสวน พี่อนุบาล 1 จะช่วยน้องเตรียมอนุบาลใส่รองเท้าและพาน้องเดินสำรวจธรรมชาติ เป็นการสร้างทักษะทางสังคมและความพึ่งพาตนเอง

2. อนุบาล 2: “การละครและข้าวในชีวิต” (EF & Imagination)

  • จุดเด่น: พัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (EF) และความกตัญญูต่อสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต
  • ตัวอย่างกิจกรรม: กิจกรรม “ละครจากนิทานพื้นบ้าน” เด็กๆ จะได้ช่วยกันทำบทบาทสมมติ ออกแบบเครื่องแต่งกายจากเศษวัสดุ และแสดงบทบาทที่ต้องอาศัยการยับยั้งชั่งใจและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

3. อนุบาล 3: “ออร์ฟ-ชูเวิร์ค และสติ 14 จังหวะ (Concentration & Transition)

  • จุดเด่น: สร้างความนิ่งและสมาธิ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ก้าวสำคัญในระดับประถม
  • ตัวอย่างกิจกรรม: “วงดนตรีออร์ฟ (Orff Schulwerk)” เด็ก ๆ จะใช้เครื่องดนตรีเครื่องเคาะ เขย่า ตี และจังหวะจากร่างกายประกอบเพลงที่มีความซับซ้อนขึ้น ฝึกการฟังและการทำงานประสานกัน (Coordination) ควบคู่ไปกับการฝึก “สติ 14 จังหวะ” ในช่วงเช้า เพื่อให้เด็กมีจิตใจที่จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน

สภาพแวดล้อมของโรงเรียน

               บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ของโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก ครูอั๋นได้ออกแบบและจัดวางพื้นที่การเรียนรู้อย่างรอบคอบและครบถ้วน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้ร่างกาย เรียนรู้ และเติบโตอย่างสมดุลตามวัย

ภายในโรงเรียนมี สนามเด็กเล่น ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ผ่านการเล่นอย่างอิสระ โดยจัดพื้นที่สนามเด็กเล่นไว้ 2 จุด

สนามเด็กเล่นจุดที่ 1
เป็นพื้นที่ที่มีเครื่องเล่นสำเร็จรูปหลากหลายรูปแบบ พร้อมพื้นทรายที่ช่วยรองรับการเคลื่อนไหว เด็ก ๆ สามารถปีน ป่าย วิ่ง กระโดด และเล่นอย่างสนุกสนานในบรรยากาศที่ปลอดภัย การเล่นในพื้นที่นี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย การทรงตัว และความมั่นใจในการเคลื่อนไหวของเด็กได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย

สนามเด็กเล่นจุดที่ 2
เป็นพื้นที่ที่เน้นการปีนป่ายและการเคลื่อนไหวในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองของเด็ก ๆ พร้อมทั้งพัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่าง ตา มือ และเท้า อย่างเป็นธรรมชาติ พื้นสนามเป็น พื้นทราย ซึ่งช่วยรองรับแรงกระแทก ลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เด็กสามารถทดลอง เคลื่อนไหว และท้าทายขีดความสามารถของตนเองได้อย่างปลอดภัย การเล่นในพื้นที่นี้จึงไม่เพียงเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย แต่ยังช่วยให้เด็กเรียนรู้การประเมินตนเอง กล้าลอง และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีลานกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ๆ อย่างรอบด้าน ได้แก่

มุมให้อาหารเต่า
เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ให้อาหารเต่า เพื่อปลูกฝังการแบ่งปัน ความเมตตา และความรับผิดชอบ

ลานกิจกรรมหญ้าเทียม
เป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งในรูปแบบที่หลากหลาย รวมถึงกิจกรรมเคารพธงชาติ ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายและการทำกิจกรรมร่วมกัน

สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ
มีความลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เล่นน้ำอย่างปลอดภัย เด็กจึงรู้สึกมั่นใจ สนุกสนาน และไม่เป็นอันตราย

แปลงปลูกผักด้านหลังโรงเรียน ใต้ร่มไม้ใหญ่
ครูอั๋นได้นำธรรมชาติเข้ามาใกล้ตัวเด็ก ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยเด็ก ๆ จะได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การปลูก ดูแล และเก็บเกี่ยวผัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารในมื้อกลางวัน
คุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจได้ว่า เด็ก ๆ จะได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สด สะอาด และปลอดภัย

ห้องเรียนแสนผ่อนคลาย
ครูอั๋นจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด เรจจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบ ศิลปะ และการใช้แสงเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย ห้องเรียนเลือกใช้โทนสีที่นุ่มนวล ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยและสบายใจ

ห้องเรียนมีพื้นที่กว้างขวาง อากาศถ่ายเทได้ดี ทำให้รู้สึกเย็นสบายแม้ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ บริเวณหน้าห้องเรียนมี บอร์ดสะท้อนอารมณ์ เพื่อให้เด็ก ๆ และคุณครูได้แสดงความรู้สึกของตนเองในแต่ละวัน หากเด็กคนใดรู้สึกไม่สบายใจหรือเศร้า คุณครูจะเข้าไปพูดคุย อยู่เคียงข้าง และช่วยให้เด็กได้ระบายความรู้สึก พร้อมเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ของตนเองอย่างเหมาะสม

โรงเรียนพ่อแม่

อีกหนึ่งสิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ โรงเรียนพ่อแม่ ซึ่งเป็นการอบรมผู้ปกครองใหม่ทุกท่านก่อนตัดสินใจให้บุตรหลานเข้าเรียน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทบทวนและตกตะกอนความคิด เข้าใจบทบาทของตนเองในฐานะกำลังสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ แนวคิดนี้ช่วยให้โรงเรียนและผู้ปกครองมาพบกันตรงกลาง ร่วมมือกันดูแลและพัฒนาเด็ก ๆ ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูก ๆ ของเราทุกคน

Mommy’s Love This ถูกใจแม่

  1. บรรยากาศอบอุ่นและเป็นมิตร
    โรงเรียนได้รับการออกแบบให้มีบรรยากาศน่ารัก อบอุ่น และปลอดภัย คุณครูทุกท่านมีความใจดี ใจเย็นและเข้าใจเด็ก ๆ นอกจากนี้ คุณครูยังใช้การร้องเพลงเป็นสื่อในการเรียกเด็กเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนกิจกรรม ช่วยให้เด็กปรับตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีความสุข
  2. ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง
    โรงเรียนมี “โรงเรียนพ่อแม่” เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนกับคุณพ่อคุณแม่ ตั้งแต่ก่อนการรับเข้าเรียน โรงเรียนมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมจดบันทึกและประเมินพัฒนาการของเด็ก ๆ ทุก ๆ 3 เดือน และสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด
  3. การวางรากฐานชีวิตอย่างปราณีต
    โรงเรียนให้ความสำคัญกับการวางระบบความคิดและรากฐานชีวิตของเด็ก ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
  4. การเรียนรู้แบบคละอายุและตามช่วงชั้น
    โรงเรียนจัดการเรียนรู้ทั้งแบบคละอายุและตามระดับชั้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้บทบาทของคำว่า เพื่อน พี่ และน้อง ส่งเสริมการสร้างภาวะผู้นำและผู้ตามอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมปลูกฝังการเคารพซึ่งกันและกัน

เกณฑ์การพิจารณา

ประเมินความพร้อมและพัฒนาการของเด็กและการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 

อัตราค่าเล่าเรียน (ปีการศึกษา 2568)

ค่าธรรมเนียมการศึกษา 111,000 / ปีการศึกษา แบ่งชำระ 3 ครั้ง 

** ยังไม่รวมค่าชุดนักเรียน

ที่อยู่: เลขที่ 59 ถนนลาดพร้าว ซอย 124 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

ติดต่อ :  02-934-1513

Website: https://www.changphueak.com/

Facebook: https://www.facebook.com/changphueakkindergarten

Editor : แม่ติส

ภาพ : นันทยา บุศบงค์

อ่านบทความอื่นๆต่อได้ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/school-visit/kukai-kindergarten/