เรื่องจริงจากหมอสูติฯ ตอนที่ 13 ฉันเป็นลิ่มเลือดอุดกั้นปอดตอนท้อง

ฉันเก็บข้าวของจากโต๊ะทำงาน เพื่อนฝูงต่างเดินมาทัก ไถ่ถามว่าจะไปเมื่อไหร่ ที่ทำงานใหม่เป็นอย่างไร ฉันตอบพวกเขาไป มองห้องทำงานไปรอบๆ อย่างอาลัย

ห้องทำงานฉันเป็นห้องกว้าง จัดเก้าอี้ทำงานเป็นสัดส่วน แบบสถาปนิกสมัยใหม่ รอบห้องเป็นกระจกมองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกพาสบายตา หากไม่จำเป็นฉันไม่อยากย้ายไปทำงานที่อื่นเลย อยู่อย่างนี้ก็สบายดี หากไม่ใช่เหตุผลที่ว่า ตำแหน่งหน้าที่ราชการของฉันตัน ถ้าอยากเลื่อนขั้นก็ต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัดซึ่งมีตำแหน่งว่างพอดี เมื่อฉันปรึกษาสามี เขาเห็นดีด้วย เมื่อได้เลื่อนขั้นแล้วค่อยหาทางย้ายกลับมาที่เดิมหรือที่ใกล้ๆ ในภายหลัง…สามีบอก

เก็บข้าวของเสร็จ ฉันลาเพื่อนๆ ในที่ทำงาน เพื่อนๆ ต่างก็ไม่อยากให้ฉันไป แต่อายุฉันเพิ่ง 33 ปี หากไม่คิดทำตอนนี้ ก็คงไม่มีโอกาสก้าวหน้าไปกว่านี้ ยิ่งสามีสนับสนุน ฉันก็เดินหน้า แต่ฉันก็วิตกกังวล เพราะต่างจังหวัดที่ฉันจะไปอยู่นั้น ฉันไม่รู้จักใครเลย ไม่มีญาติไม่มีเพื่อน

แม้คำสั่งย้ายจะออกมาแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้ไป ความขัดแย้งทางความคิดทำให้นอนไม่หลับ ปวดหัว อาเจียน กินอะไรไม่ได้ จนต้องไปหาหมอ สิ่งที่น่าตกใจที่สุดที่คือ ฉันท้อง ทั้งๆ ที่แต่งงานกับสามีมาห้าปี ไม่คุมกำเนิด ก็ไม่มีลูก โอ…อะไรชีวิตจะบังเอิญขนาดนี้ หมอบอกว่า…ฉันท้องได้สองเดือนแล้ว

คราวนี้ทั้งฉันและสามีวิตกกังวลทั้งคู่ ฉันเองต้องไม่ทำตัวอ่อนแอให้สามีไม่สบายใจ สามีบอกว่าจะไปหาฉันทุกวันศุกร์เย็น และจะกลับมาทำงานทุกจันทร์เช้า เมื่อวันจะเดินทางมาถึง ฉันรู้สึกใจหาย นึกอยู่ว่าตนเองคิดผิดหรือถูก ที่เดินทางไปอยู่ต่างจังหวัดคนเดียว ขณะที่กำลังตั้งครรภ์

ไปถึงที่ทำงานใหม่ ไม่ทันจะทำงานอะไร ฉันมีอาการแพ้ท้องมาก คลื่นไส้อาเจียน จนต้องไปนอนโรงพยาบาล แม้เพื่อนที่ทำงานใหม่จะมาเยี่ยม แต่ก็ไม่อุ่นใจ ฉันนับเวลาทุกชั่วโมง เพื่อรอสามีมาหาในวันศุกร์เย็น ร้องไห้เมื่อเขากลับไปวันจันทร์เช้ามืด เมื่อออกจากโรงพยาบาล อาการแพ้ท้องก็ยังมีอยู่ นอกจากคลื่นไส้อาเจียน ฉันหายใจไม่อิ่ม หายใจเข้าออกไม่เต็มทรวง ต้องสูดหายใจลึกๆ ตลอดเวลา เมื่อบอกหมอที่ฝากท้อง หมอบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้อง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ ทำให้หายใจเร็วขึ้น หายใจไม่อิ่ม ฉันเองก็คิดว่า เพราะฉันวิตกกังวล จึงเป็นเช่นนี้

เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน อาการแพ้ท้องเริ่มหายไป แต่ความรู้สึกหายใจไม่อิ่มมีมากขึ้น ฉันสังเกตว่าเมื่อนอนอาการจะแย่ลง ทำให้ฉันไม่ค่อยได้ล้มตัวลงนอน ต้องนั่งพิงฝาหลับทั้งคืน เมื่อฉันบอกหมอที่ฝากท้อง หมอตรวจลูกในท้อง เจาะเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจของฉัน ผลพบว่าปกติ หมอจึงพูดเหมือนเดิมว่าเป็นอาการปกติของคนท้องและเป็นความวิตกกังวล หมอให้ยาคลายเครียด ซึ่งไม่มีอันตรายต่อลูกในท้องให้ฉันกิน

ยาคลายเครียดไม่ทำให้ดีขึ้น นอกจากหายใจไม่อิ่ม ยังรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เกิดอาการกลัวตายขึ้นมา ฉันคิดว่าฉันกำลังเป็นโรคจิต จึงไปปรึกษาจิตแพทย์ หมอคุยกับฉันอยู่นาน ฉันเองก็เล่าเรื่องความทุกข์ที่ต้องย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดเพียงลำพังในขณะตั้งครรภ์ หมอถามว่าฉันหูแว่วได้ยินเสียงแปลกๆ หรือตามองเห็นภาพแปลกๆ ไหม ฉันปฏิเสธ หมอบอกว่า ฉันเครียด ยังไม่เป็นโรคจิต หมอไม่ได้สั่งยาอะไรให้ บอกว่าหากไม่สบายใจก็ให้มาหา เมื่อสามีมาหาวันศุกร์เย็นตามเคย ฉันจึงเล่าให้เขาฟัง เขาพาฉันไปหาหมอสูติอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์อยู่โรงเรียนแพทย์ ใกล้ๆ จังหวัดที่ฉันย้ายมา

อ่านต่อ ในที่สุดก็ตรวจพบต้นเหตุอาการหายใจไม่อิ่ม คลิกหน้า 2

keyboard_arrow_up