หนูเก่งออกนะ ทำได้ตั้งหลายอย่าง

          แต่มีเด็กอย่างน้อยหนึ่งในสิบคนที่มักจะทำภารกิจสำคัญ (ในสายตาของตัวเอง) อย่างการบ้านและงานบ้านไม่สำเร็จ  และลักษณะเช่นนี้มักแสดงให้เห็นในช่วงชั้นประถม  เมื่อเริ่มมีการบ้านเพิ่มขึ้น  และคุณครูก็เริ่มมีความคาดหวังในตัวเด็กๆ สูงขึ้นด้วย  ลูกของคุณอาจล้มเลิกความพยายามอย่างรวดเร็ว  หรือไม่ยอมลองพยายามเลยตั้งแต่แรก  เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอหรือทำผิด  คุณอาจช่วยลูกได้โดย

 
– เป็นตัวอย่างให้ลูก  แบ่งปันประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับการมีความรับผิดชอบ  เช่น  เล่าให้ลูกฟังว่าคุณมีความสุขมากเพียงใดเมื่อหัวหน้างานชมเชยว่า ทำงานได้ดีมากŽ  เขาจะได้เห็นผลดีหรือรางวัลจากการทำงานหนัก

 
– ให้ลูกฝึกและทดลองจากของจริง  สอนลูกว่าการทำงานให้สำเร็จจะทำให้เขารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ  แม้ว่างานดังกล่าวจะไม่ค่อยสนุกหรือน่าสนใจเท่าใดนัก  เช่น ให้ลูกมีหน้าที่จัดโต๊ะอาหารเย็นเป็นประจำทุกวัน  แล้วชวนกันนั่งชื่นชมผลงานตามประสาแม่ – ลูก

 
– อธิบายให้ลูกเข้าใจ  ว่าเขาคงไม่อาจทำทุกสิ่งทุกอย่างได้แบบดีเลิศ  แต่ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความพร้อมให้สำเร็จได้  ไม่ว่าจะเป็นการบวกลบเลขไม่กี่หลัก  หรือการสะกดคำง่ายๆ ที่มีไม่กี่พยางค์

 
– อย่าบังคับหรือกดดันลูกมากเกินไป เช่น  สนับสนุนให้ลูกพยายามอ่านนิทานจนจบเรื่อง  และแม้เขาจะอ่านผิดไปบ้าง คุณก็ควรชมเชยว่า  ทำได้ขนาดนี้  ถือว่าเก่งมากแล้ว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

มาทำความสะอาดร่างกายกันเถอะ !

อาบน้ำ : อายุที่ควรทำเองได้คือ 5 – 6 ขวบ

 
คุณช่วยลูกได้โดย  คอยเตือนให้เขาทำความสะอาดในบริเวณที่มักจะลืม  เช่น รักแร้  หู  และคอ

 
เคล็ดลับ : เด็กวัยนี้ยังชอบเล่นในอ่าง อาบน้ำ  คุณอาจเตรียมของเล่นตอนอาบน้ำที่เหมาะกับวัยไว้ให้ลูก  หรือจะแถมสบู่เหลวสีสันสดใสและผ้าถูตัวน่ารักๆ  ให้ด้วยก็ยังได้

 

 

 
แปรงฟัน : อายุที่ควรทำเองได้คือ 5 ขวบ

 
คุณช่วยลูกได้โดย  คอยดูให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้แปรงฟันแบบถูไป – มาตามแนวนอนแต่ใช้วิธีแปรงขึ้น – ลงหรือแปรงวนเป็นวงกลมเล็กๆ  เด็กวัยนี้มักลืมแปรงฟันด้านในโดยเฉพาะฟันหน้าซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย  อ้อ !  อย่าลืมเตือนให้เขาแปรงลิ้นด้วยทุกครั้งละ

 
เคล็ดลับ : ตั้งเวลาให้เขาแปรงฟันบน 1 นาทีและแปรงฟันล่างอีก 1 นาที  ให้เขาลองนึกภาพฟันแต่ละซี่ที่กำลังยืนเข้าแถวรอให้ช่วยแปรง (และอย่าลืมว่าคุณต้องเป็นคนใช้ไหมขัดฟันให้ลูกไปจนกว่าเขาจะอายุครบ 11 ขวบเป็นอย่างน้อย)

 

 

 
ทำความสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ : อายุที่ควรทำเองได้คือ 5 ขวบ

 
คุณช่วยลูกได้โดย  ถ้าลูกยังไม่ค่อยคล่อง  ต้องคอยเช็คดูทุกครั้งที่เขาเข้าห้องน้ำถ่ายหนัก  เพื่อให้แน่ใจว่าเขาทำความสะอาดดีแล้ว  จะได้ไม่เป็นผื่นคันหรือติดเชื้อตามมา

 
เคล็ดลับ : หากต้องเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ไม่มีกระดาษชำระ  ต้องสอนลูกผู้หญิงให้เช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง (เศษอุจจาระจะได้ไม่ติดเข้าไปในช่องคลอด) และสอนลูกทั้งสองเพศให้เช็ดทำความสะอาดจนไม่มีอะไรติดกระดาษชำระออกมาอีก (อาจใช้กระดาษชำระแบบเปียกที่ทิ้งในชักโครกได้  เพื่อความสะดวกและหมดจด)

 

 

 
สระผม : อายุที่ควรทำเองได้คือ 7 ขวบ          

 
คุณช่วยลูกได้โดย  คอยควบคุมปริมาณแชมพูที่ลูกใช้  และคอยดูให้ล้างฟองออกจนหมด

 
เคล็ดลับ : ติดกระจกบานใหญ่ไว้บนผนังห้องน้ำ  เขาจะได้ใช้ส่องดูว่าล้างฟองออกหมดหรือยัง  หาหมวกสำหรับกันน้ำและแชมพูเข้าตาให้ลูกใส่ถ้าเขายังลูบออกจากหน้าเองไม่เป็น  และสอนให้เอนศีรษะไปข้างหลังเมื่อจะล้างฟองออก

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกขี้อ้อน ถึงเจ็บเล็กน้อย แต่แม่โอ๋หน่อยนะ!

ลูกขี้อ้อน เพราะเขาจะทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โต อันตราย ต่อให้เป็นเพียงรอยข่วนเท่าขนแมว เขาก็จะร้องขอปลาสเตอร์ยามาแปะเอาไว้ และต้องการการชื่นชมเยินยอในความอดทน ไม่เพียงเท่านั้น แผลนี้จะกลายเป็น เรื่องเล่าอันน่าภาคภูมิ สู่ญาติพี่น้อง ผองเพื่อน คุณครู ฯลฯ ด้วย

ลูกขี้อ้อน เพราะเจ็บตัว..ทำไมถึงเป็นเรื่องใหญ่

ลูกขี้อ้อน

เด็กวัยนี้กำลังสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับการทำงานของร่างกายตัวเอง แผลที่เกิดขึ้น และวิธีการปัดเป่ามันให้หายนี่แหละเป็นปริศนาที่น่าค้นหาสุดๆ ที่สำคัญกว่าการรู้จักร่างกายของตนมากขึ้นคือการได้รู้ว่าคุณรักและใส่ใจเขา ขณะที่คุณกุลีกุจอมาใส่ยา เอาปลาสเตอร์ยาปิดแผลให้ ลูกจะรู้สึกถึงความรักและเห็นอกเห็นใจ เมื่อมีใครมาถาม เขาจะภูมิใจและรู้สึกเหมือนตัวเองกล้าหาญที่ผ่านพ้นเรื่องร้ายมาได้ คุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยคลี่คลายเรื่องตื่นเต้น ที่จะทำให้ลูกต้องการความเห็นใจ (จนเกินเหตุ) ได้เหมือนกันนะ

ลดบทบาทปลาสเตอร์ยา

ภาพโดย www.timeoutabudhabi.com
ภาพโดย www.timeoutabudhabi.com

ค่อยๆ อธิบายให้ลูกรู้ว่า เจ้าปลาสเตอร์ยานั้นจำเป็นหรือไม่สำหรับแผลประเภทนี้ คุณอาจบอกลูกว่า ถ้าลูกอยากได้ปลาสเตอร์แม่จะแปะให้ แต่ถ้าหากลูกเห็นว่าไม่ต้องแปะก็ได้ แม่จะเป่า โอมเพี้ยง ! ที่แผลให้หายเจ็บ ลูกจะได้ไปเล่นต่อดีไหมคะ (ครับ)Ž

อย่าตระหนกเกินเหตุ

ลูกขี้อ้อน

เมื่อลูกเกิดแผลขีดข่วน คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจัดแจงให้สมกับอาการ (โดยเร็ว) ลูกจะประเมินความหนักหนาของเหตุการณ์จากท่าทีของคุณเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นถ้าคุณแสดงอาการโวยวาย ตื่นตกใจ ลูกก็จะรู้สึกตื่นกลัวไปด้วย

เป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น

ลูกขี้อ้อน
ถ้าไม่อยากให้ลูกโอดครวญกับแผลเล็กน้อยที่ไกลหัวใจ วิธีหนึ่งก็คือ คุณต้องไม่พร่ำบ่น หงุดหงิดเกี่ยวกับแผลจากกรรไกรตัดเล็บ รอยกระดาษบาดมือ ฯลฯ ของตัวเอง และแสดงให้ลูกเห็นว่ามันเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยที่รับมือได้อยู่แล้ว

 

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ควรจะโอ๋ลูกจนเกินไปจนลูกไม่กล้าออกเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง  การโอ๋ของคุณพ่อคุณแม่อาจปิดกั้นพัฒนาการของลูกอย่างไม่รู้ตัว  ลองปรับวิธีปฏิบัติตัวต่อลูกตามคำแนะนำข้างต้นนะคะ AMARIN Baby & Kids เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & Kids

 

https://www.amarinbabyandkids.com/family/blogger-53/

 

ทำผิดต้องขอโทษ (อย่างจริงใจ)

ดร.แอรอน ลาซาร์ ผู้แต่งหนังสือ On Apology กล่าวไว้ว่า ถึงแม้ว่าเด็กวัยอนุบาลจะยังไม่ค่อยรับรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสักเท่าไร แต่การขอให้เขารู้จักเอ่ยปาก ขอโทษเมื่อประพฤติไม่เหมาะต่อผู้อื่นจะช่วยสอนเรื่องเหล่านั้นได้ ดร.แอรอนได้เสนอ3 ขั้นตอนที่จะทำให้ลูกของคุณละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น

 

 

 
ระบุเรื่องที่ขอโทษ

 
การให้เด็กพูดคำขอโทษเฉยๆ หลังจากที่เขาทำผิด มันจะไม่มีความหมายอันใดสำหรับเขา ควรเปลี่ยนจากการให้เอ่ยแค่หนู / ผมขอโทษŽ เป็น หนู / ผมขอโทษที่…(ทำอะไรไป)Ž แบบนี้จะช่วยให้เด็กเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำได้

 

 

 
ถามดีๆ

 
แทนที่จะตวาดและคาดคั้นว่าไปตีเพื่อนได้อย่างไร (โดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะฟังคำตอบ)ให้ลองเปลี่ยนเป็นคำถาม เช่น ลูกไปเตะเพื่อนแล้วรู้สึกยังไง แล้วหนูจะเจ็บไหมถ้าเพื่อนทำหนูแบบนี้บ้างŽ การถามแบบนี้ช่วยให้ลูกเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า ความรุนแรงทำให้คนอื่นเจ็บและโกรธ ทั้งเข้าใจมากขึ้นด้วยว่าทำไมคนอื่นจึงคิดว่าเขาผิด

 

 

 
เสริมกำลังใจให้กัน

 
ถ้าคุณชื่นชมเวลาที่ลูกขอโทษคนอื่นๆอย่างสมัครใจ เขาจะเลือกทำต่อไปในอนาคตแน่นอนที่สุด การเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก การที่ได้เห็นพ่อแม่สุภาพและเคารพผู้อื่น ลูกจะละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น และจะรู้จักรับผิดชอบมากขึ้นต่อการกระทำของตนหากได้ล่วงเกินผู้อื่นเช่นกัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

 

Tags

ลูกพร้อม ” ฉายเดี่ยว ” หรือยัง

คุณเองไม่ว่างเสียด้วย จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กวัยนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะถูกปล่อยไว้ลำพังในงานเลี้ยงของเด็กๆ ที่เต็มไปด้วยผู้ใหญ่ และเพื่อนที่ทั้งคุ้นและไม่คุ้นเคย ก่อนจะตัดสินใจอย่างไร ลองสังเกตพฤติกรรมของลูกดูก่อนดังต่อไปนี้

 

 

 
เขาดูจะชอบออกจากบ้านหรือไม่

 
ถ้าหากเขาเป็นเด็กประเภทติดบ้านไปไหนก็กวนจะกลับ คุณควรไปกับลูกด้วยดีกว่า การปล่อยเขาไว้ต่างที่โดยมีคนอื่นๆมากหน้าหลายตา จะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัย

 

 

 
สามารถปรับตัวเข้ากับคนในครอบครัวอื่นได้ไหม

 
เด็กบางคนจะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา หากรู้ว่าเพื่อนนั้นมีพี่น้องหรือสัตว์เลี้ยงด้วยการบอกว่าไปแล้วจะเจออะไร (สนุกๆ) บ้างเช่น หนูรู้ไหม น้องแพรเขามีพี่ชายชื่อพี่พอช แล้วก็มีหมาปุยๆ ตั้งสองตัวŽ จะช่วยให้ลูกรู้สึกว่าในงานน่าสนุกออก

 

 

 
ไปส่งแล้วจะยอมให้แม่กลับไหม

 
ถ้าลูกยังงอแงยังคงร้องตามเวลาบ๋ายบายกันแล้ว ต้องใช้วิธีการพูดเข้าช่วย เมื่อรู้ ล่วงหน้าว่าจะมีปาร์ตี้ที่ลูกอาจต้อง ฉายเดี่ยวŽพยายามคุยให้ฟังว่า งานปาร์ตี้นั้นมีอะไรสนุกๆ บ้าง และเมื่อไปถึงงาน ถ้าลูกยังติดคุณแจ มีท่าทีปฏิเสธจะแยกตัวอยู่อย่างนั้นก็อย่าฝืน คุณควรอยู่กับเขาที่นั่น หรือไม่ก็พากลับ แล้วครั้งต่อๆ ไปค่อยลองใหม่

 

 

 
ปกติรับมือกับเรื่องชวนทะเลาะอย่างไร

 
เมื่อคุณไม่ได้อยู่ยับยั้งลูก และก็ไม่สามารถบอกได้ว่าคนอื่นจะใช้วิธีการใดในการแยกเด็กออกจากกันเมื่อทะเลาะ ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน ทางออกที่ดีที่สุดคือสังเกตว่า ปกติลูกคุมอารมณ์ตนเองพอได้ไหมพยายามให้เขาเรียนรู้ที่จะประนีประนอมกับเพื่อน โดยที่คุณไม่เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยบ้าง

 

 

 
บอกกับคนอื่นได้ไหมว่าต้องการอะไร

 
จะปล่อยลูกได้อย่างแฮ็ปปี้ ที่สำคัญอีกประการคือ เด็กต้องไม่เป็นคนกลัว หรือไม่ไว้ใจที่จะบอกกับผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่พ่อแม่ในเรื่องอย่างเช่น หนูปวดฉี่Ž หรือ หนูหิวน้ำŽ การสร้างสถานการณ์สมมติเล่นกับลูกที่บ้าน เพื่อฝึกให้เขาพูดสิ่งที่ต้องการเมื่อถึงเวลา จะช่วยให้ลูกออกงานกลางวันอย่างมั่นใจทั้งแม่ลูกได้

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ช่วยอย่างไร เมื่อลูกทะเลาะกับเพื่อน

มิตรภาพของเด็กวัยพรีทีนมักไม่ยั่งยืนนัก โดยเฉลี่ยจะคบกันได้ประมาณ 1 ปีเท่านั้นเอง เพราะมักมีเพื่อนใหม่เมื่อเลื่อนชั้นเรียน หรือมีความสนใจแตกต่างกัน แต่ลูกของคุณอาจหัวใจแตกสลายเมื่อเพื่อนไม่แยแส ซึ่งคุณช่วยได้โดย

 
– รับฟังลูกอย่างเห็นอกเห็นใจ เด็กวัยนี้มักอยากให้พ่อแม่สนใจฟังปัญหาของตัวเอง ถ้าลูกอยากพูดถึงเรื่องที่ทะเลาะกับเพื่อน คุณก็ควรสนใจฟังอย่างจริงจัง และอย่าตัดสินว่าใครถูกหรือผิด ความเห็นอย่าง แม่ว่าแล้วเชียว น้องหวานน่ะไม่น่าคบหรอก !Ž มีแต่จะทำให้ลูกยิ่งโกรธและเสียใจมากขึ้น แค่พยักหน้าอย่างเห็นใจก็พอแล้ว และปลอบลูกว่าแย่จังนะ แม่เข้าใจว่าหนูรู้สึกยังไงŽ

 
– ให้คำแนะนำเมื่อลูกต้องการ แต่อย่าบังคับถ้าลูกไม่เห็นด้วย เพราะจะยิ่งทำให้อารมณ์เสียมากขึ้น ถ้าลูกของคุณเป็นฝ่ายผิด ค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจ จะได้ไม่ทำพลาดซ้ำอีกครั้ง อาจพูดกับลูกว่า หนูลองคิดดูซิว่าทำอะไรให้เพื่อนเสียใจบ้างหรือเปล่าŽ

 
– อย่าวุ่นวายจนเกินไป การโทร.ถึงเพื่อนหรือพ่อแม่ของเพื่อนที่ทะเลาะกับลูกเพื่อพยายามประสานความสัมพันธ์มักทำให้เรื่องยิ่งวุ่นวายหนักเข้าไปใหญ่ และลูกก็คงไม่พอใจที่คุณทำแบบนั้น

 
– แบ่งปันประสบการณ์ของตัวคุณเอง ลูกจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อรู้ว่าตอนอายุประมาณนี้ คุณก็เคยทะเลาะกับเพื่อนเหมือนกันและสามารถรับมือกับปัญหาดังกล่าวได้

 
– แนะให้ลูกหาเพื่อนใหม่ ซึ่งจะช่วย ทำให้รู้สึกดีขึ้นและเลิกเสียใจกับเรื่องเก่าๆ และอย่ากังวลเมื่อเห็นว่าลูกมีเพื่อนแค่คนเดียวหรือ 2 คน เพราะมิตรภาพที่ดี  ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีเพื่อนมากๆ เสมอไป

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกชวนเพื่อนมาค้างคืนที่บ้าน

             ถ้าถูกปลุกตอนตีสองเพราะเพื่อนของลูกเกิดปวดท้องขึ้นมาแบบกะทันหัน และคุณต้องนวดท้องให้รู้สึกสบายขึ้นจนหลับต่อไปได้ถึงตีสี่ ในฐานะเจ้าบ้าน คุณควรวางแผนให้เพื่อนๆ ของลูกมีความสุขและสนุกสนานแบบไม่เหนื่อยแรงตัวเองจนเกินไป โดย

 
– อย่าให้ลูกชวนเพื่อนมามากเกินไป แค่ไม่เกิน 5 คนก็พอ จะได้คุมง่ายๆ หน่อย

 
– ถามข้อมูลจากแม่ๆ มาให้ครบ อย่าเหมาเอาเองว่าคุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเพื่อนของลูกเป็นอย่างดี ต้องถามให้แน่ใจว่ามีเด็กคนไหนแพ้อาหารหรือต้องกินยาอะไรบ้างหรือเปล่า

 
– เตรียมอาหารไว้ให้พร้อม อาจให้เด็กๆช่วยกันทำอาหารง่ายๆ กินกันเอง เช่น ไข่เจียวและแกงจืด (โดยคอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด) หรือจะเอาใจพวกเลือกกินโดยการสั่งพิซซ่ามาก็ได้ หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้เกิดอาการ ไฮเปอร์Ž อย่างกาเฟอีน (ในน้ำอัดลม) และจัดอาหารว่างที่มีประโยชน์เช่น ผลไม้ให้แทนขนมกรุบกรอบ

 
– หากิจกรรมให้เด็กๆ ทำ อาจเป็นกิจกรรมแบบสบายๆ หรือต้องลงมือทำจนเหนื่อยกันไปข้างหนึ่ง แต่ต้องหาแผนสำรองกันเหนียว เอาไว้ด้วย เพราะเด็กๆ อาจเบื่อเร็วกว่าที่คิด

 
– พยายามไม่มายุ่งกับเด็กๆ มากเกินไป ลูกของคุณชวนเพื่อนมาค้างคืนที่บ้านเพราะอยากคุยกันให้สนุกและหาโอกาสนอนดึกกว่าปกติ คุณก็ควรปล่อยให้เด็กๆ มีความเป็นส่วนตัวบ้าง แต่แวะมาดูบ่อยๆ ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่

 
– คิดเผื่อไปถึงตอนเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยเตรียมทำอาหารเช้าแบบง่ายๆ เช่น แซนด์วิชหรือไข่ดาวกับไส้กรอกและขนมปังปิ้ง และบอกให้แม่ๆ มารับลูกของตัวเองเช้าๆ หน่อย (จะได้ไม่ต้องรับเลี้ยงเด็กนานเกินไป)

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แม่ได้รับบทเรียนจากลูก

ลูกสาว : แม่จ๋า หนูดีใจจังเลยที่แม่เขียนหนังสือเสร็จเสียที ทีนี้แม่ก็คงจะมีเวลาให้หนูเหมือนเดิมแล้ว ใช่มั้ยจ๊ะŽ

 
คุณแม่ : แต่แม่ก็มีเวลาให้หนูมาตลอดอยู่แล้วนี่จ๊ะ ทั้งไปรับ ไปส่งที่โรงเรียน พาไปเดินเที่ยวห้างหรือเล่นเกมด้วยกัน แม่อยู่กับหนูเกือบทั้งวันเลยนะลูก!Ž

 
ลูกสาว : ไม่จริงหรอกจ้ะ ก็แม่คอยดูนาฬิกาอยู่เรื่อยเลยนี่นา…Ž

 
แทนที่จะมัวตีอกชกหัวด้วยความเสียใจ คุณควรยอมรับความจริงและขอโทษลูก เวลาที่มีเพียงน้อยนิดจะมีค่าขึ้นมาอีกโขถ้าคุณให้ความสนใจในตัวลูกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกอยากเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง คุณก็ควรตั้งใจฟังในสิ่งที่ลูกพูดไม่ใช่ทั้งฟังลูก ทั้งคุยโทรศัพท์กับเพื่อน ดูทีวี วางแผนเรื่องงาน หรือคิดว่าจะทำอะไรให้ลูกกินในมื้อเย็น

 
เมื่อคุณให้ลูกเต็มที่ทั้งกายและใจ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ ลูกจะดีขึ้นจนคุณแปลกใจลองดูนะ !

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ฝึกลูกตื่นสาย ให้ตื่นเช้า

ไม่ว่าคุณจะแกล้งเดินย่ำเท้าเสียงดังๆ ตะโกนปลุก หรือแม้แต่ขู่ว่าจะไม่ให้ทำอะไรเป็นกรณีพิเศษอีกต่อไป ลูกรักวัย 10 ขวบก็ยังไม่ยอมลุกจากเตียงเพื่อไปโรงเรียนให้ทันสักที  คิดแล้วก็น่าขำเพราะตอนลูกยังเล็ก คุณมักอยากให้เขานอนหลับนานที่สุด  แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนว่าลูกจะนอนไม่เคยพอเอาเสียเลย !
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือการเริ่มเข้าสู่ภาวะเจริญพันธุ์  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบการนอนของลูก โดยทำให้นอนไม่ค่อยหลับในช่วงกลางคืน นอกจากนี้ความเครียดที่มีเมื่อขึ้นชั้นมัธยมต้นเพราะปริมาณการบ้านและความคาดหวังของคนรอบข้างยังทำให้ลูกวัยทวีนมักเหน็ดเหนื่อยติดพันมาจนถึงช่วงเช้าของวันใหม่

 

วิธีช่วยให้ลูกสดชื่นแจ่มใสในยามเช้า มีดังนี้   

 
1. เข้านอนให้ตรงเวลาทุกคืน  แม้ลูกจะมีกิจกรรมหลังเลิกเรียนและต้องทำการบ้านเป็นเวลานานๆ ก็ตาม  ร่างกายของเขาจะได้รับรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเข้านอนแล้วปรับกิจกรรมก่อนเข้านอน  อย่าปล่อยให้ลูกดูทีวีหรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในช่วง 30 นาทีก่อนเข้านอน  หรือไม่ให้ออกกำลังอย่างเต็มที่ในช่วงหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน แต่ให้เขาอ่านหนังสือหรือฟังเพลงเบาๆ แทน
2. ให้แดดส่องเข้ามาในห้อง  ปรับมู่ลี่หรือเปิดม่านให้แสงแดดส่องเข้ามาในห้องนอนของลูกก่อนที่คุณจะปลุกเขาขึ้นมา (และอย่าลืมปิดเมื่อถึงเวลานอนของลูก)  ระบบเวลาในร่างกายของเขาจะได้ตอบสนองต่อเวลาทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนโดยอัตโนมัติอย่าให้นอนช่วงวันหยุดนานเกินไปถ้าปล่อยให้ลูกวัยทวีนนอนนานๆ ในวันเสาร์และอาทิตย์  เขาจะยิ่งไม่อยากตื่นเมื่อถึงวันธรรมดาที่ต้องไปโรงเรียน  จึงต้องพยายามให้ลูกเข้านอนในเวลาเดิมทุกวัน  หรือไม่ควรปล่อยให้เขาเข้านอนดึกกว่าปกติเกิน 2 ชั่วโมง ปลุกลูกอย่างอ่อนโยน  การตะโกนปลุกและการขู่จะยิ่งทำให้ลูกไม่ยอมตื่น  จึงควรพยายามปลุกด้วยวิธีนุ่มนวล  เช่น  ชวนให้ดื่มน้ำผลไม้  เกาหลัง  หรือถามคำถามเพื่อชวนคุย  รับรองว่าเขาจะรอคอยการเริ่มต้นของเช้าวันใหม่อันสดใสอย่างเต็มใจ

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

หนูอ้วนไหมแม่

เด็กผู้หญิงวัยพรีทีนมักพะวงเรื่องรูปร่างของตัวเอง ในขณะที่เด็กผู้ชายก็วิตกว่าคนอื่นจะมองว่าตัวเองหล่อหรือเปล่า (แม้ส่วนใหญ่จะอยากเพิ่มน้ำหนักให้หล่อล่ำมากกว่าจะลดน้ำหนักให้ผอมเพรียวเหมือนเด็กผู้หญิง)

 
           

 
สิ่งที่คุณทำได้ถ้าลูกเริ่มคิดมากเรื่องน้ำหนัก มีดังนี้

 
– หาสาเหตุที่แท้จริงของความกังวล ในบางครั้งเด็กผู้หญิงอาจบ่นว่าไม่ชอบรูปร่างของตัวเอง เพราะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มย่างเข้าวัยสาว การพูดกับลูกว่า ไหนบอกแม่ซิว่าหนูไม่ชอบอะไรบ้างŽ หรือ จริงหรือจ๊ะ ทำไมหนูถึงไม่ชอบล่ะŽ จะทำให้คุณรู้สาเหตุที่แท้จริงของความกังวลและช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกได้ถูกจุด

 
– อย่ามองข้ามความกังวลของลูก เพราะลูกอาจรู้สึกว่าคุณไม่ได้สนใจฟังเธออย่างจริงจังถ้าคุณพูดเพียงแค่ แม่ว่าหนูไม่ได้อ้วนซะหน่อย !Ž แม้สิ่งที่ลูกคิดจะดูไม่มีเหตุผล คุณก็ควรปล่อยให้เธอพูดออกมา แล้วค่อยอธิบายให้เข้าใจในภายหลัง

 
– เน้นที่สุขภาพ ไม่ใช่น้ำหนัก ถ้าสาวน้อยยังไม่พอใจกับคำอธิบายของคุณ หรือเปรยๆ ว่าอยากจะลดน้ำหนัก ลองชวนให้เดินเร็วหรือเล่นสเกตด้วยกัน และอธิบายว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยทำให้มีสุขภาพที่ดี แต่อย่าบอกว่าเป็นวิธีลดน้ำหนักอย่างเด็ดขาด

 
– ทบทวนตัวเอง ลูกอาจเคยได้ยินคุณบ่นกับตัวเองว่าทำไมอ้วนจัง หรืออยากใส่เสื้อผ้าตัวเล็กๆ เหมือนคนอื่นบ้าง อย่าลืมว่าคุณคือคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดสำหรับลูก จึงไม่ควรแสดงความกังวลให้ลูกเห็นเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นแค่กิโลเดียวเท่านั้นเอง !

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนวิธีเอาชนะเพื่อนเกเรให้ลูก

เด็กประถมราวครึ่งหนึ่งล้วนเคยถูกเพื่อนรังแกกันทั้งนั้น ขั้นตอนแรกในการช่วยลูกคือต้องใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง สอนวิธีให้เขารู้จักจัดการกับเพื่อนจอมเกเรด้วยตัวเอง โดยแนะนำให้ลูกปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. หลีกเลี่ยงการระราน

ย้ำให้ลูกเข้าใจว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิดจนเป็นเหตุให้เด็กคนอื่นตามรังควาน แล้วอธิบายว่า การเดินหลบไปอีกทางหรือเปลี่ยนที่นั่งในโรงอาหารอาจช่วยหลีกเลี่ยงเพื่อนเกเรพวกนั้นได้

2. ทำใจดีสู้เสือ

เด็กเกเรมักชอบเห็นเหยื่อที่ถูกรังแกแสดงอาการหงุดหงิด โมโห หรือเกรงกลัว คุณจึงต้องช่วยลูกวัยประถมคิดหาวิธีโต้ตอบแบบสุขุมและเยือกเย็น เช่น เดินหนีไปเฉยๆ และถามกลับในทำนองว่า แล้วไง หรือเลิกตอแยได้แล้วนะ! และแนะนำลูกว่า ไม่ควรโต้กลับด้วยคำพูดแบบเดียวกับฝ่ายตรงข้าม เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม

3. เกาะกลุ่มเพื่อน

เพราะเขาจะปลอดภัยถ้าแวดล้อมด้วยเพื่อนหลายๆ คน แต่ถ้าลูกไม่มีเพื่อนที่พอจะพึ่งพาได้ คุณก็พาเขาไปสมัครเข้าคลาสอะไรสักอย่างที่จะทำให้มีโอกาสได้พบเพื่อนที่มีความสนใจคล้ายๆ กัน

ถ้าลูกไม่อาจหยุดยั้งการกระทำของเพื่อนจอมวายร้ายด้วยตัวของเขาเอง คุณคงต้องเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสถานการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้นโดยขอให้ทางโรงเรียนรับรองว่าจะมีคุณครูคอยสอดส่องดูแลในบริเวณสนามเด็กเล่นหรือโรงอาหารตลอดเวลา และขอให้หานโยบายจัดการกับนักเรียนจอมเกเรอย่างจริงจัง เพราะวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยลูกได้คือการร่วมมือกับบุคลากรของทางโรงเรียน จะได้เป็นตัวอย่างการแก้ไขปัญหาที่ดีสำหรับลูก แถมเขายังได้รับความคุ้มครองจากคุณครูอีกต่างหาก

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ป้องกันลูกจากภาพข่าวน่ากลัว

           เด็กวัยประถมโตพอที่จะเข้าใจเนื้อหาข่าวที่กำลังรายงานอยู่บนจอทีวีหรือในวิทยุ แต่บางคนอาจคิดว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นมากมายเสียเหลือเกิน เพราะมีการรายงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาหลงคิดว่าไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวกัน

 
ทางที่ดีที่สุดคือ คุณควรลดโอกาสที่จะทำให้ลูกเห็นภาพน่าเศร้าหรือน่ากลัวให้เหลือน้อยที่สุด เช่น อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวในทีวีหลังจากลูกเข้านอนแล้ว ติดตามข่าวด่วนทั้งหลายจากอินเทอร์เน็ต หรือให้เพื่อนช่วยอัพเดทข้อมูลแทนผู้ประกาศข่าวทีวี แต่คุณคงไม่อาจปิดกั้นลูกได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจึงขอแนะนำวิธีช่วยให้ลูกคลายกังวลเมื่อเห็นภาพที่น่ากลัวเข้าจริงๆ

 
– ให้ลูกทำอะไรบางอย่างที่ช่วยให้สบายใจขึ้น คุณอาจช่วยลูกควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้นโดยพูดกับเขาว่าแม่รู้ว่าเรื่องนี้มันน่าเศร้า แต่เราอาจช่วยได้โดยการบริจาคเงินให้กับสภากาชาดหรือสวดมนต์ให้คนที่โชคร้ายนะจ๊ะลูกŽ

 
– ชี้ให้ลูกเห็นว่ามีคนเข้าไปช่วยเหลือในที่เกิดเหตุแล้ว ชี้ให้เขาดูภาพพนักงานดับเพลิง เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรืออาสาสมัครต่างๆ เขาจะได้รู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแต่เรื่องร้าย และย้ำให้เบาใจว่า ถ้าเขาอยู่ในที่เกิดเหตุก็จะมีคนคอยช่วยเหลือแบบนี้ด้วยเหมือนกัน

 
– ลงมือวางแผน ถ้าลูกของคุณกลัวว่าอาจเกิดเหตุร้ายขึ้นในละแวกบ้านของตัวเอง ลองชวนกันวางแผนรับมือกับความกังวลต่างๆ นานาที่เขามี เช่น ใครจะเป็นคนไปรับที่โรงเรียนถ้าฝนตกหนักจนน้ำท่วม และเขาควรจะโทรศัพท์ไปหาใครถ้าติดต่อคุณไม่ได้ เพราะการให้ลูกเรียนรู้วิธีรับมือกับวิกฤติการณ์ต่างๆ ย่อมดีกว่าการทำเสมือนว่าจะไม่มีวันเกิดเหตุแบบนั้นขึ้นจริงๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พูดแบบนี้ ไม่ดีเลยนะลูก

ก็ตามใจแม่สิ ! หรือ เชอะ ! ไม่เห็นจะสนเลย

 

 

 
ตอบแบบนี้สิ : ถึงจะอารมณ์เสีย แต่หนูก็ต้องมีสัมมาคารวะกับแม่บ้างนะลูก อยากจะพูดอะไรก็ต้องพูดดีๆ ไม่งั้นก็อย่าพูดเลยจะดีกว่า

 

 

 
แม่บังคับหนูไม่ได้หรอก

 
ตอบแบบนี้สิ : ใช่จ้ะ แม่บังคับให้หนูเก็บห้องของตัวเองไม่ได้หรอก แต่แม่จะไม่ขับรถพาหนูไปเล่นที่บ้านเพื่อน ถ้าห้องยังรกอยู่อย่างนี้ หนูเลือกเอาเองก็แล้วกัน

 

 

 
ใครๆ เขาก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นŽ

 
ตอบแบบนี้สิ : ข้อแรก ไม่จริงหรอก ข้อสอง อย่าเอาคนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยว เพราะเรากำลังพูดถึงเรื่องของหนูโดยเฉพาะ และข้อสาม แม่รักหนูมากเกินกว่าจะยอมปล่อยให้ทำอะไรที่ไม่ดีกับตัวของหนูเอง

 

 

 
หนูโมโหแล้วนะ ! เกลียดแม่จริงๆ เลย !

 
ตอบแบบนี้สิ : หนูจะโกรธแม่บ้างก็ไม่เป็นไร แต่ต้องไม่พูดจาร้ายกาจกับแม่แบบนี้อีก

 

 

 
แม่ไม่มีวันเข้าใจหรอก

 
ตอบแบบนี้สิ : การที่แม่ไม่เห็นด้วยไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่เข้าใจนะจ๊ะลูก

 

 

 
แม่ไม่เคยทำในสิ่งที่หนูต้องการ

 
ตอบแบบนี้สิ : ถูกแล้วจ้ะ บางครั้งแม่ก็ไม่ได้ตามใจหนู ไว้คราวหน้าเรามาผลัดกันตัดสินใจในบางเรื่องดีไหมล่ะ แม่ไม่ยุติธรรม

 
ตอบแบบนี้สิ : หนูอาจจะคิดแบบนั้นเพราะความเห็นของเราไม่ตรงกัน แต่จะมาเปลี่ยนกฎของแม่ไม่ได้หรอกนะลูก

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เป็นแม่อย่างไรให้ถูกใจวัยรุ่น

เป็นแม่อย่างไร…ให้ถูกใจวัยรุ่น!

หลังจากพยายามทำตัวเลียนแบบคุณมาโดยตลอด จู่ๆ สาวน้อยวัย 9 ขวบกลับเปลี่ยนใจและคิดว่าคุณคือคนที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเอาเสียเลย เธอรู้สึกว่าคุณแต่งตัวไม่เข้าท่า ไม่อยากให้คุณเฉียดกรายเข้ามาใกล้เพื่อนๆ และกลัวว่าคุณจะกอดเธอต่อหน้าคนอื่นเป็นที่สุด แล้วเหตุใดคุณถึงถูกลดค่าโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ล่ะ

อย่าคิดมากหรือน้อยใจลูกเลยนะเพราะมีสาเหตุที่ทำให้แม่หนูกลอกตาใส่คุณตอนเริ่มแตกเนื้อสาวตั้งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนที่กำลังคุกรุ่น ความต้องการที่จะค้นหาความเป็นตัวของตัวเอง และทำให้‰เพื่อนๆ ยอมรับ เรามีวิธีช่วยให้คุณเป็นแม่ที่ถูกใจวัยรุ่นมาแนะนำ

1. อย่าแกล้งทำเป็นเจ๋ง

คุณควรเป็นแม่ที่ลูกอยากคุยด้วยและมีอารมณ์สนุก แต่การเสแสร้งว่าคุณกรี๊ดบริทนีย์ คงไม่ทำให้คุณได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

2. อย่าจับผิดลูกทุกวินาที

การคอยจับผิดลูกวัยทวีนทุกย่างก้าวจะทำให้เขาห่างเหินคุณมากยิ่งขึ้น จึงควรแสดงบทบาทเฉพาะเมื่อลูกทำในสิ่งที่คุณรับไม่ได้จริงๆ เช่น พูดจาก้าวร้าว หรือกลับบ้านช้าเกินปกติ แต่ถ้าลูกเพียงแค่ขอร้องให้คุณเดินห่างจากเขาสัก 20 ก้าวตอนไปเที่ยวห้างด้วยกันก็ปล่อยๆ ไปเถอะนะ

3. โอนอ่อนผ่อนตาม

ถ้าลูกมีคำแนะนำที่สมเหตุสมผล การทำตามคำแนะนำนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณใส่ใจในความคิดเห็นของเขา ซึ่งจะเพิ่มคะแนนนิยมให้คุณได้อีกโข

4. แยกแยะสถานการณ์

ถ้าลูกแสดงท่าทางว่ารับไม่ได้เมื่อได้ยินเพลงฮิตสมัยโบราณที่คุณเปิด ก็บอกให้เขาเข้าไปอยู่ในห้องของตัวเองและปิดประตูเสีย แต่ถ้าลูกชวนเพื่อนๆ มากินอาหารเย็นที่บ้าน ก็อย่าเผลอแผดเสียงร้องเพลงโปรดขึ้นมาเชียวละ

5. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ลองคิดดูว่าคุณจะโกรธสักแค่ไหน ถ้าแม่ของคุณปักหลักนั่งคุยกับเพื่อนๆ และวิจารณ์เรื่องถุงน่องตาข่ายของเจ๊มาดอนน่าอย่างเมามัน เด็กวัยรุ่นมักรู้สึกอับอายขายขี้หน้าเพราะพ่อแม่กันทุกคน พยายามอยู่ห่างๆ ไว้ดีกว่า

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

นั่งเรียบร้อยหน่อยสิจ๊ะ

ถ้ามีลูกสาววัยประถมต้น คุณก็คงสั่งลูกแบบนี้ด้วยเหมือนกัน เผลอๆ อาจต้องเตือนจนรำคาญเสียด้วยซ้ำ
ถ้าสาวน้อยของคุณชื่นชอบชุดกระโปรง แต่กลับเล่นผาดโผนเหมือนเด็กผู้ชายคุณคงเข้าใจดีว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะสอนให้เธอรู้จักนั่งแบบเรียบร้อย แต่เมื่อถึงวัยซึ่งเริ่มจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องความแตกต่างด้านสรีระของกันและกันมากเป็นพิเศษ คุณก็ต้องเน้นให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลที่ควรปิดบังของสงวนและกางเกงชั้นในให้พ้นจากสายตาของคนอื่น และช่วยให้ลูกเรียนรู้วิธีนั่งแบบเรียบร้อย โดย

 

  • ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เด็กๆ ชอบเลียนแบบ คุณจึงควรพูดกับลูกว่า เวลาจะนั่งให้เรียบร้อย แม่จะนั่งแบบนี้นะจ๊ะลูกŽ แล้วให้เธอเป็นฝ่ายลองทำให้คุณดูบ้าง

 

  • หาวิธีเตือนใจแบบสนุกๆ ถ้าเห็นว่าลูกสาวลืมนั่งให้มิดชิด (อีกแล้ว…เฮ้อ !) ลองเปรยว่า เอ๊…แม่เห็นอะไรแว้บๆ น้าŽเขาจะได้ดึงชายกระโปรงลงมาให้เรียบร้อย หรืออาจลองทำให้เป็นเหมือนกับการเล่นเกมเสียเลย เช่น ไหน…ใครจะทำให้แม่ดูได้บ้างว่าคนที่โตเป็นสาวแล้วน่ะ ควรจะนั่งยังไงให้เรียบร้อยŽ เขาจะได้อยากพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าตัวเองก็ทำอะไรๆ แบบผู้ใหญ่ได้เหมือนกัน

 

  • หาตัวช่วยให้ง่ายขึ้น เลือกซื้อกางเกงขี่จักรยานให้ลูกสาวสัก 2-3 ตัว เขาจะได้สวมไว้ข้างในเวลาใส่ชุดกระโปรง หรือหาซื้อกางเกงกระโปรงให้เสียเลย เวลานั่งขัดสมาธิกับพื้นหรือแกว่งชิงช้าเล่นสูงๆ จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ หวอออกŽ ทางเลือกนี้เหมาะกับสาวน้อยที่ซุกซนและทะมัดทะแมงเป็นอย่างยิ่ง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ของขวัญสำหรับลูก ไม่ใช่ “สิ่งของ” เสมอไป

เมื่อลูกเริ่มโตเป็นวัยรุ่นและคุณรู้สึกว่าไม่รู้จะซื้อของขวัญอะไรให้เขาดี ลองพิจารณาทางเลือกเหล่านี้ดู (หรือแนะนำญาติๆ ที่โทร.มาถามเพราะไม่แน่ใจ)

1. เปลี่ยนบัตรของขวัญเป็นแบบอื่น

เขาอาจเคยได้รับบัตรกำนัลสำหรับใช้ที่ร้านขายของเล่นเมื่อปีก่อน ในปีนี้ คุณอาจเปลี่ยนเป็นแบบที่จะทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกนิด เช่น ตั๋วหนัง หรือตั๋วดูการแสดงอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยของลูก อย่าลืมบอกเขาด้วยว่าจะเลือกหนังเองหรือพาเพื่อนไปด้วยคนหนึ่งก็ได้ และคุณจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด (และไปคอยคุมอยู่ห่างๆ!)

2. ใช้เวลาช่วงบ่ายด้วยกันสองแม่ลูก

เช่น ไปนั่งกินเค้กและไอศกรีมด้วยกัน ชมคอน เสิร์ต หรือชวนกันขี่จักรยานเที่ยวแถวบ้านในวันหยุด ของขวัญแบบนี้จะตรึงอยู่ในความทรงจำของคุณทั้งคู่ไปตราบนานเท่านานแถมยังไม่ยุ่งยากวุ่นวายอีกต่างหาก

3. เลือกของขวัญที่จะเป็นประโยชน์ไปตลอดชีวิต

ส่งเสริมให้ลูกออกกำลังกาย รู้จักคิดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยการสมัครสมาชิกชมรมต่างๆ ให้ลูก เช่น สมัครเรียนทำขนม ว่ายน้ำ ตีเทนนิส หรือเล่นกอล์ฟ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คุยกับลูกเรื่องความ ” ตาย ” อย่างไร

“แล้วแม่ต้องขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เหมือนคุณยายอีกหรือเปล่า” เพราะยังไม่เข้าใจอย่างแจ่มชัดว่าความตายคืออะไร

 
เด็กวัยนี้ยังมักมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเสียชีวิตของญาติสนิทอย่างเย็นชาโดยทำเหมือนไม่สนใจใยดี หรือไม่ก็กลบเกลื่อนด้วยการทำตัวร่าเริงไปเสียเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้หมายความว่าลูกไม่เศร้าแต่อย่างใดถ้าเช่นนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกกำลังตกอยู่ในความเศร้าและจะช่วยลูกรับมือกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไรดี

 
– พูดกับลูกแบบตรงไปตรงมา เด็กวัยนี้มักอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องความตาย จึงอาจถามคุณทำนองว่า “ตอนนี้ตัวคุณยายอยู่ที่ไหนละฮะ แล้วสมองของคุณยายยังทำงานอยู่หรือเปล่า” ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าเมื่อคนเราตายไป ร่ายกายจะหยุดทำงานและไม่อาจฟื้นขึ้นมาได้อีก คำพูดเช่นนี้อาจดูโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็ก แต่เมื่อถึงวัย 6 ขวบ เขาจะเข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และจะรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่าความตายเป็นสัจธรรมข้อหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เรื่องลึกลับอย่างที่คิด

 
– มองข้ามพฤติกรรมของลูก เด็กบางคนที่สับสนในความรู้สึกของตัวเองมักกลบเกลื่อนด้วยการหัวเราะหรืออาการหงุดหงิดเหมือนอยู่ไม่สุข แทนที่จะตำหนิลูก คุณควรแสดงให้เห็นว่าเข้าใจในสาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าว เช่น อาจบอกว่า “ถึงการเสียชีวิตของคุณยายจะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่บางทีหนูก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงดี ใช่มั้ยจ๊ะ”

 
– อย่าเอาแต่พูด ฟังลูกบ้าง  แม้ลูกของคุณจะดูไม่ค่อยทุกข์โศกอะไรนัก แต่คุณก็ควรเป็นที่ปรึกษาสำหรับลูกได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเขาอยากจะถามอะไรหรืออยากระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นในภายหลังให้คุณฟัง และแม้ว่าตัวคุณเองจะกำลังโศกเศร้าอยู่ ก็ควรจับตามองภาษากายของลูกด้วย ถ้าลูกชอบนอนขดตัวหรือโอบแขนกอดตัวเองไว้ ก็แสดงว่าเขากำลังเรียกร้องการปลอบโยนจากคุณอยู่อย่างเงียบๆ แล้วละ

 

 

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ช่วยลูกปรับตัวเมื่อต้องไปบ้านญาติ

เด็กวัยนี้ยังคงเรียนรู้ว่าสิ่งใดทำได้ (และทำไม่ได้) ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน จึงอาจสับสนบ้างเล็กน้อยถ้ามีกฎระเบียบของบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนเพิ่มเข้ามาอีก แต่เมื่อเติบโตขึ้นจนมีอายุสัก 8 ขวบ ลูกน้อยของเราจะปรับตัวให้เข้ากับข้อแตกต่างระหว่างกฎที่บ้านตัวเองและบ้านคนอื่นได้โดยง่าย ลูกจะรู้ว่าที่ไหนทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้บ้าง มีลักษณะการคิดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และมีประสบการณ์ในการไปเที่ยวเล่นที่บ้านคนอื่นเพิ่มขึ้นด้วย ในระหว่างนี้คุณอาจช่วยลูกปรับตัวโดย ก่อนเดินทาง ถ้าเป็นไปได้ ควรเตรียมตัวลูกให้พร้อมสำหรับกฎระเบียบใหม่ๆที่ต้องปฏิบัติเมื่ออยู่บ้านคนอื่น โดยอธิบายให้ลูกเข้าใจง่ายที่สุด เช่น “คุณป้าหนูชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตอนอยู่บ้านคุณป้า เราก็ต้องทำอะไรบางอย่างไม่เหมือนตอนอยู่บ้านเรา เช่น ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านนะจ๊ะลูก”

 
ถ้าคุณอยู่ที่นั่นด้วย ตอนอยู่บ้านตัวเอง คุณอาจอนุญาตให้ลูกลุกจากโต๊ะได้ก่อนถ้ากินข้าวอิ่มแล้ว แต่ถ้าคุณย่าอยากให้ทุกคนนั่งอยู่ที่โต๊ะจนกว่าจะอิ่มกันหมด ก็ควรพูดถึงกฎข้อนี้ในเชิงบวก (“แม่ดีใจที่เราทุกคนจะนั่งคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาสักคืน”) และให้ลูกมีส่วนร่วมในวงสนทนาทุกครั้งที่ต้องนั่งอยู่กับพวกผู้ใหญ่

 
เมื่อกลับมาบ้านแล้ว อย่าแปลกใจถ้าลูกโวยวายเรื่องกฎการเข้านอนตอนอยู่บ้าน เพราะคุณแม่ของเพื่อนอนุญาตให้นอนดึกได้ตอนที่ไปค้างด้วย ให้ฟังลูกพูดแล้วอธิบายเหตุผลของคุณอย่างรวบรัด สำหรับกรณีนี้คุณควรบอกลูกว่าเด็กๆต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพราะต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้า

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง