ลูกมีเพื่อนน้อย คุณช่วยได้

ซึ่งอันที่จริงต่อให้มีเพื่อนแค่เพียงหนึ่งคน (สำหรับวัยนี้)ก็ไม่น่าหนักใจ เพราะนั่นหมายถึงลูกคุณมีพัฒนาการทางสังคมอีกระดับ และนอกจากนี้บางครั้งควรมองที่ตัวกิจกรรมหรือรูปแบบการเล่นด้วยว่ามันเอื้อให้เขาได้มีเพื่อนมากมายหรือเปล่า เพราะเด็กเล็กๆนั้นถ้าปล่อยให้เล่นแบบอิสระ การง่วนอยู่กับเพื่อนเพียงคนเดียวนี่แหละดูจะสามารถอินกับโลกจินตนาการได้อย่างสบายใจกว่า วัยนี้ส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าไม่มีใครดีเท่าคนใกล้ตัวหรอก ไม่เห็นจะต้องสนใจใคร

 
รูปแบบการเล่นนั้นช่วยได้มาก ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้จักเลือกของเล่นหรือเกมที่สนุกเมื่อเล่นหลายคน จะช่วยให้ลูกผูกสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ได้เร็วขึ้น ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำเพิ่มเติมในการช่วยหนุ่ม / สาวน้อยขี้อาย เปิดโลกใหม่กับเพื่อนวัยเดียวกัน

 

 

 
ชวนเพื่อนที่โรงเรียนลูกมาปาร์ตี้

 
ข้อนี้เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับครอบครัวที่แฮ็ปปี้”กับงานสังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดลูก วันขึ้นบ้านใหม่ งานปีใหม่ ฯลฯ แต่คุณแม่คงต้องผูกสัมพันธ์กันเองเสียก่อนนะ

 

 

 
ช่วยกันในหมู่เพื่อนสนิทผู้มีลูกรุ่นราวคราวเดียวกัน

 
วิธีนี้ง่าย ไม่ต้องลำบากใจ ไม่ต้องใช้ทุนรอน คุณแม่หรือคุณพ่อเองได้กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเพื่อน ลูกเองก็ได้มีเพื่อนใหม่ที่ไม่ใช่คนไกลตัว ฝากฝังให้ดูแลกันในยามฉุกเฉินได้อย่างไร้กังวล

 

 

 
จับเข้ากลุ่มกิจกรรม

 
มีสถานที่สอนกิจกรรมเสริมทักษะมากมายที่ลูกจะได้พัฒนาทักษะร่างกาย สติปัญญา และการสร้างสัมพันธ์ใหม่ๆ(โดยไม่รู้ตัว) ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนยิมนาสติกเด็กเล็ก โรงเรียนสอนว่ายน้ำ ห้องเรียนกิจกรรมเข้าจังหวะรูปแบบต่างๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สอนเขาเข้าใจเรื่อง “เวลา”

เขามักรอคอยอะไรไม่ค่อยได้นาน แต่คุณแม่มักเอาเรื่องเวลามาต่อรองกับเขา  ขอแค่ 5 นาที  10 นาที  หรือแม่มักบอกว่าหลังจากเสร็จนู่นนี่ก่อน  เอ…แล้วมันนานสักแค่ไหน  หนูจะต้องรออีกนานแค่ไหนกัน  กว่าจะเรียนเรื่องของนาฬิกาก็ต้องอยู่ประมาณประถม 1 – 2 แล้วนั่นละ

 
ไม่เป็นไร  ระหว่างนี้คุณช่วยลูกให้พอเข้าใจไอเดียเรื่อง ระยะเวลาŽ ได้ด้วยวิธีง่ายๆ ต่อไปนี้

 
ใช้การเปรียบเทียบ

 
เวลาที่คุณบอกลูกว่า  อีก 5 นาที  ขนมจึงจะเสร็จ  คุณอาจอธิบายเพิ่มเติมว่า  หนูร้องเพลงแมงมุมลายตั้งแต่ต้นจนจบสัก 5 รอบ  แม่ก็เสร็จพอดีŽ

 

 

 
ใช้หนังสือช่วย

 
นิทานแทบทุกเล่ม  คุณพ่อคุณแม่สามารถแทรกความรู้เรื่องเวลาเข้าไปได้  เช่น  ขณะที่อ่านนิทานภาพอาจถามลูกว่า  ที่บ้านน้องกระต่ายตอนนี้  กลางวันหรือกลางคืนคะŽ  หรือ หนูรู้ไหมว่า  เมื่อคืนนี้หนูใจดีนอนกี่ชั่วโมงŽ  การตั้งกระทู้กระตุ้นให้คิดแบบนี้  จะช่วยให้เด็กเข้าใจมากขึ้นเมื่อคุณพูดว่า  พรุ่งนี้เราจะไปปิกนิกกัน (ไม่ใช่วันนี้)Ž  และไม่รบเร้าจะกลับบ้าน  เวลาที่คุณบอกว่าต้องทำธุระสำคัญสักประเดี๋ยว

 

 

 
สาธิตให้เห็น เช่น

 
– ให้ลูกฉีกปฏิทินวันเก่าด้วยตนเองในตอนเย็นทุกๆ วัน  เพื่อให้เห็นว่าเวลาของวันนี้หมดลงแล้วนะ

 
– ให้เขาหมุนตั้งเวลาเตาอบคุกกี้

 
– ใช้นาฬิกาจับเวลาขณะเดินไปมินิมาร์ท  แล้วดูกันว่าใช้เวลาเท่าไร 10 หรือ 15 นาที  เมื่อทำตามวิธีดังว่า  อย่าได้แปลกใจก็แล้วกัน หากต่อไปเมื่อบอกให้ลูกเก็บของเล่นเสียที  แล้วเขาตอบกลับมาว่า อีก 5 นาทีนะคร้าบŽ !  ด.ญ.ธัญภิชญา หนูห้อง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หลากไอเดีย ให้รางวัลลูกรัก

อย่ามัวรอว่าลูกต้องทำตัวดีชนิดประเสริฐสุดจึงค่อยชม  แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ที่คุณแม่พบเห็นในแต่ละวัน  อาทิ  ใจดีแบ่งของให้น้อง  ไม่ร้องโยเยจะเอาของเวลาเดินช็อปปิ้ง  เพียงเท่านี้ลูกก็เป็นเด็กดีพอจะให้รางวัลแล้วละ  แต่รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นเงินหรือสิ่งของเสมอไปหรอกนะ

 
– ให้ลูกเล่นแต่งตัวตามใจชอบ  เปิดโอกาสให้เขาแต่งตัวเป็นฮีโร่ในดวงใจ  โดยใช้เสื้อผ้าจริงๆ (จากตู้คุณพ่อเป็นไง)  จะรื้อจนรกแค่ไหนก็ได้  แค่ 1 วัน

 
– อนุญาตให้ลูกเล่นโทรศัพท์  นานๆ ทีให้ลูกกดโทรศัพท์ด้วยตัวเอง  โทร.ไปหาคุณย่าคุณยาย  ให้ท่านชื่นใจเสียบ้าง  ได้ประโยชน์สองต่อเลยงานนี้

 
– ยอมให้กดลิฟต์  จะเป็นที่ห้าง  อาคารสำนักงาน  หรือที่คอนโด  ใช้โอกาสนี้สอนลูกเรื่องการใช้ลิฟต์อย่างปลอดภัยไปในตัวด้วยเลย

 
– ถ่ายรูปคู่แม่ลูก  ถ่ายสติ๊กเกอร์ตามตู้ในห้างไง  เด็กๆ ชอบนัก

 
– เดินเล่นในสวน  เปลี่ยนบรรยากาศจากละแวกบ้านมาเป็นสวนสาธารณะเสียบ้าง เป็นการเปิดโลกกว้างให้ลูกด้วยนะ

 
– ให้รางวัลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ลูกทำ เช่น  ตลอดสัปดาห์นี้ลูกยอมกินผักเกลี้ยงจานทุกวัน  ทำตัวน่ารักอย่างนี้  ลองเอาใจ ด้วยการทำเมนูโปรดปลอดผักสักมื้อ  (แถมขนมหวานด้วยนะ)  หรือเดี๋ยวนี้ลูกยอมเข้านอนตามเวลาไม่อิดออด  ซื้อตุ๊กตาตัวใหม่ให้เขาไว้นอนกอดเป็นไง  ไม่ยากเลยเห็นไหม

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

โรงเรียนสอนอะไรมากกว่าที่เราคิด

–  การทักทายประจำวัน  สวัสดีจ้ะ นักเรียนŽซาหวัดดีค่ะ / คับ  คุณคูŽ  ทุกเช้าคุณครูจะทักทายเด็กๆ เป็นอันดับแรก  ถือเป็นการอุ่นเครื่องให้เด็กได้รู้ว่า  เดี๋ยวเราจะเริ่มต้นทำกิจกรรมอื่นกันแล้วนะ  และยังถือเป็นการเตือนให้เด็กรู้จักคิดล่วงหน้าด้วยว่าวันนี้จะต้องทำอะไรต่อไปบ้าง

 
–  ผลัดกันพูด  เด็กได้รู้จักการตั้งสมาธิ และฟังความคิดเห็นของคนอื่นจากกิจกรรมกลุ่ม  ลูกได้พัฒนาทักษะการฟัง  (และการเป็นนักฟังที่ดี)  ระหว่างที่มิกกี้เล่าเรื่องลูกหมาตัวใหม่  หรือเรื่องที่เจนเพิ่งไปเที่ยวเชียงใหม่มา  นอกจากนี้  หน่วยความจำและทักษะการพูดของเขาก็ยังพัฒนาไปพร้อมๆกันอีกด้วย  เพราะเมื่อวนมาถึงคราวเขาบ้าง เขาก็รู้แล้วว่าจะเลือกพูดอะไรดี

 
–  ร้องเพลงหมู่  เด็กจดจำข้อมูลต่างๆ ผ่านเสียงเพลงได้ดีกว่าประโยคคำพูดธรรมดาๆแต่ก็ยังมีวิธีอื่นที่คุณจะสอนลูกได้  เช่น  ฝึกให้ลูกสะกดคำจากการอ่านป้ายต่างๆ ริมถนนเวลานั่งรถกับคุณไงล่ะ

 
–  เวลาอาหารว่าง  นอกจากจะเป็นเวลาท้องอิ่มแล้ว  ตอนหม่ำขนมกับเพื่อนๆ แน่นอนว่าลูกก็พูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปด้วย(เช่น  ทำไมครูหั่นแอŠปเปิ้ลแบบนี้  เราไม่ชอบนมรสจืดเลย  ฯลฯ)  ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ  และยังเป็นการฝึกเข้าสังคม  แสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันแบบเด็กๆ อีกด้วย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ภาษา(อังกฤษ) พาเพลิน

ไม่อยากเหนื่อยใจแต่ก็อยากให้ลูกรู้จักพยัญชนะภาษาอังกฤษแบบจริงจัง  ไม่ใช่ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง  (หรือต้องไล่ตั้งแต่ A ใหม่อีกหน)  ลองวิธีนี้ดูหรือยัง

 
– เปลี่ยนจังหวะ  เด็กๆ จดจำผ่านเสียงเพลงได้ดีกว่า  เปลี่ยนทำนองเพลงภาษาอังกฤษของลูกเป็นจังหวะใหม่ๆ  เร็วขึ้น  ช้าลง ร้องแบบกระชากเสียง  แบบกระซิบๆ  หรือร้องไปด้วยกระโดด ปรบมือไปด้วย  คุณจะได้ไม่รู้สึกเบื่อมากนัก  ลูกเองก็สนุกไปด้วย รับรอง  ร้องได้เป็นรอบที่ 10

 
– ทำท่าทางเลียนแบบตัวอักษร วิธีนี้ถ้าผลัดกันเล่น 2 คนจะขำเป็นที่สุด  ยกตัวอย่าง  ให้แข่งกันทำท่าทางเหมือนตัวพยัญชนะ  เช่น X ให้ไขว้มือเป็นรูปกากบาท  หรือ ตัว  T  ให้ยืนกางแขนออกตรงๆ ผลัดกันเลือกว่าจะให้ทำเป็นตัวไหน(เลือกตัวที่ทำแล้วดูออกง่ายๆ  อย่ายาก)  แล้วคุณจะได้เห็นลูกครีเอทตัวอักษรใหม่ๆ ด้วยท่าทางตลกๆ

 
– สัปดาห์ตัว C  ลองเล่นกับลูกสิ ว่าสัปดาห์นี้เราจะทำกิจกรรมที่ขึ้นต้นด้วยตัว C  เช่น  ทำคุกกี้(cookies)  วาดรูปสีเทียน(crayon)หรืออ่านหนังสือนิทานที่เกี่ยวกับแมว (cat)  เป็นต้น  หรือดัดแปลงให้เป็นกิจกรรมที่ออกเสียง ซ โซ่  แทนก็ได้  เช่น  ทำตัวซุ่มซ่าม  ช่วยแม่ซักผ้า  ซ้อมร้องเพลงโรงเรียน

 
– ตัวอักษรซ่อนหา  เล่นเกมหาตัวอักษรภาษาอังกฤษของเล่น(พลาสติก) ที่ซ่อนอยู่ในบ้าน  ใครหามาเรียงเป็นชื่อเล่นได้ก่อน  คนนั้นชนะ  (ก่อนเล่นเกมนี้ลูกต้องรู้ก่อนนะว่าชื่อตัวเองเขียนอย่างไร) วางไว้ในที่เด่นๆ หน่อย  และปล่อยให้ลูกชนะไง  คราวหน้าเปลี่ยนเป็นคำอื่นบ้าง

 
– ทำหนังสือภาพตัวอักษรด้วยกัน  ตัดภาพจากนิตยสารมาทำเป็นหนังสือให้ลูก  เช่น  ตัวอักษร A แทนที่จะเป็นรูปมดแบบที่โรงเรียนสอน  คุณก็หารูปอื่นๆที่ขึ้นต้นด้วยเอมาใส่แทน  เช่น  รูปคุณป้าแอ๊ว  (aunt)  แอŠปเปิ้ล (apple)  ตัว B ก็เป็นรูปผีเสื้อ(butterfly)  ภาพงานวันเกิด (birthday)  เป็นต้น

 
– อาหารพาเพลิน  เอาขนมปังมาปั้นเป็นตัวอักษร  เรียงผักเป็นตัวหนังสือ  ทำอาหารด้วยเส้นพาสต้าที่เป็นตัวหนังสือ  ลูกใครที่ (ช่าง)เลือกกินเหลือเกิน  เห็นอาหารทำเป็นชื่อตัวเอง  อาจขอเบิ้ลหม่ำอีกจานก็ได้นะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แม่ไม่ยุติธรรม !

คุณคงเดาได้ว่าประโยคต่อมาคืออะไร…ก็ แม่ไม่ยุติธรรม !Ž ยังไงล่ะ เมื่อลูกเข้าเรียนชั้นประถมแล้ว เขาจะชอบสังเกตว่าเพื่อนคนไหนมีอะไรและมีอยู่เท่าไร แต่ก็ยังไม่อาจคิดแบบเป็นนามธรรมหรือเข้าใจถึงความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ (ที่เห็นไม่ค่อยชัด) ได้ เพราะเด็กวัยนี้รู้แค่ว่าอะไรถูกหรือผิดเท่านั้นเอง

 

 

 
สิ่งที่คุณควรทำเพื่อลดดีกรีความไม่พอใจของลูกมีดังนี้

 
– อย่าให้ลูกมัวแต่คิดในแง่ร้าย อธิบายให้เขาเข้าใจว่าโลกนี้มีทั้งคนที่มีมากหรือน้อยกว่าตัวเขา แถมบางครั้งเขาเองนั่นแหละเป็นคนที่มีหรือได้มากที่สุด คุณอาจต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อให้ลูกเข้าใจเรื่องแบบนี้ แต่ที่สุดแล้วเขาจะพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีมากยิ่งขึ้น

 
– ยอมให้ลูกเป็นบางครั้ง เช่น ให้เขาออกไปเล่นที่สนามกีฬากับเพื่อนๆ ได้นานขึ้น หรือนอนดึกขึ้นในคืนสุดสัปดาห์

 
– ให้ลูกออกแรงเพื่อสิ่งที่อยากได้ ถ้าเขาอยากได้ของเล่นหรือสิ่งอื่นๆ ที่เพื่อนมี และคุณคิดว่าของสิ่งนั้นไม่มีโทษอะไร ก็ให้โอกาสเขาหาเงินมาซื้อของสิ่งนั้นเอง เช่น ช่วยทำงานบ้าน หรือให้อาหารสัตว์เลี้ยง เขาก็จะได้ทั้งเงินพิเศษและบทเรียนที่สำคัญเกี่ยวกับคุณค่าของการรอคอย เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ถึงโตแล้ว ก็ยังงุ่มง่ามอยู่

เด็กส่วนใหญ่มักเลิกซุ่มซ่ามไปเองเมื่ออยู่ในวัยประมาณ 8 หรือ 9 ขวบ

 
ในบางกรณี  การทำของหล่นหรือการวิ่งชนของอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาทางด้านร่างกายหรือระบบประสาท ถ้าอยู่ดีๆ  ลูกก็มีอาการซุ่มซ่ามทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหรือเริ่มมีปัญหาที่โรงเรียน  คุณต้องพาเขาไปพบคุณหมอเพื่อการตรวจและวินิจฉัยที่ถูกต้อง

 
อย่างไรก็ตาม  เด็กส่วนใหญ่มักต้องการเวลาและโอกาสในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นอีกสักนิด  เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อต่างๆ ให้ประสานกันได้ดียิ่งขึ้น  คุณอาจช่วยให้ลูกผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้โดยไม่เจ็บตัวมากนักโดย

 
– เข้าใจว่าอาการแบบนี้ทำให้ลูกหงุดหงิดมากเพียงใด  เพราะการเป็นเด็กที่สะดุดเท้าตัวเองล้มเป็นประจำไม่ใช่เรื่องสนุกอะไรเลย  และการเอาความซุ่มซ่ามของลูกมาเล่าเป็นเรื่องสนุกหรือการตำหนิลูก  คงไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

 
– ช่วยเสริมสร้างทักษะให้ลูก  คาราเต้และศิลปะป้องกันตัวอื่นๆ  จะช่วยพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อให้ประสานกันได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังไม่ใช่กีฬาแบบเป็นทีม  จึงไม่ค่อยสร้างแรงกดดันให้เด็กสักเท่าไร  ตอนอยู่บ้าน  คุณอาจเปิดเพลงให้ลูกเต้นตามจังหวะหรือให้เขาหัดเต้นตามดีวีดี  เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะที่ได้ยิน  จะทำให้เขาได้ฝึกฝนเรื่องการเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับการสั่งการของสมอง

 
– แบ่งการฝึกเป็นขั้นตอนแบบง่ายๆ  ถ้ามีทักษะบางอย่างที่ลูกยังทำได้ไม่ดีนัก  คุณก็ควรหาวิธีช่วยลดความยากในการฝึกทักษะนั้น  โดยแบ่งเป็นขั้นตอนแบบง่ายๆ และทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง

 
– ให้ลูกทำอะไรๆ ช้าลงบ้าง  บางครั้งการทำจานแตกก็เกิดขึ้นเพราะความรีบร้อนที่จะไปโน่นมานี่ของตัวเด็กๆ เอง  เตือนลูกให้ทำอะไรๆ ช้าลงสักนิด  หรือคอยเช็คดูว่าเขาผูกเชือกรองเท้าเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง

 
– เป็นกำลังใจให้ลูกพยายามต่อไปให้สำเร็จ  การฝึกฝนจะทำให้เขาทำอะไรได้ดีขึ้น  เช่น  อาจให้เขาฝึกยกเสื้อผ้ากองที่ซักเรียบร้อยแล้วไปเก็บในห้องโดยไม่ทำหล่นเลยสักชิ้น  หรือฝึกรับ – ส่งลูกบอลจนกว่าจะรับได้ในที่สุด

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

อิดหนา ระอาใจกับเพื่อนลูก

ทั้งพูดจาก็หยาบคาย ถ้าปล่อยให้คบกันไปเรื่อยๆคนเป็นพ่อแม่จะทำอะไรกับเรื่องนี้ได้บ้างล่ะ  คำตอบคือทำอะไรได้ไม่มากนัก  เพราะมิตรภาพคือสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างความเป็นตัวตนของเด็กวัยพรีทีน  ฉะนั้น  ถ้าลูกชวนเพื่อนที่คุณรับไม่ได้มาบ้าน  คุณก็ต้องเดินหมากอย่างรอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้

 
– อย่าลืมเรื่องของโรเมโอกับจูเลียต  พยายามทนให้มากที่สุดก่อนจะพยายามตัดสัมพันธ์ของเด็กๆ  เพราะถ้าคุณไม่ยอมให้ลูกคบเพื่อนคนไหน  เขาก็อาจดึงดันที่จะคบเพื่อนคนนั้นต่อไปมากยิ่งขึ้น (และที่ร้ายกว่านั้นคือ  แอบคบกันอย่างลับๆ !)

 
– มีความยุติธรรม  คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบเพื่อนของลูก  แต่ก็ไม่ควรห้ามลูกคบเพื่อนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร(เช่น  เพื่อนคนนั้นแต่งตัวเหมือนเด็กแร็พ  หรือหัวเราะเสียงน่าเกลียด) แต่ถ้าเพื่อนคนนั้นเป็นอันตรายต่อลูกของคุณจริงๆ  เช่น บังคับให้เขาลองใช้ยาเสพติด  หรือมีเพศสัมพันธ์  คุณก็ต้องคุยกับลูกและเพื่อนลูกพร้อมทั้งวางกฎในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

 
– รอเวลา  เด็กๆ สร้างความเป็นตัวตนของตัวเองโดยการลองเปลี่ยนบุคลิกไปเรื่อยๆ  ในบางครั้ง  เด็กที่มีนิสัยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  อาจเป็นอิทธิพลที่ดีสำหรับเด็กอีกคน  เช่น  เด็กที่กล้ามากกว่าอาจช่วยทำให้เด็กขี้อายอยากพูดคุยหรือเล่นกับเด็กคนอื่นๆ  และลูกของคุณอาจเลือกที่จะตัดสัมพันธภาพที่ไม่น่าพึงพอใจด้วยตัวของเขาเอง

 
เมื่อลูกโตขึ้น  คุณจะมีเรื่องพูดกับเขาเกี่ยวกับการคบเพื่อนน้อยลงเรื่อยๆ  แต่แนวทางที่คุณแนะไว้ในตอนนี้จะสอนให้เขารู้จักแยกแยะว่า  คนแบบไหนคือเพื่อนที่เขาควร (และไม่ควร) ไว้วางใจเมื่อได้รู้จักกัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เด็กขี้อาย

5 วิธีช่วย เด็กขี้อาย ก่อนกลายเป็นคนไม่กล้าเข้าสังคม

เด็กขี้อาย ใช่บุคลิกของลูกเราหรือเปล่า? เคยสังเกตหรือไม่ว่าลูกเป็นเด็กที่ไม่ชอบแสดงออก  เวลามีงานละคร หรืองานแสดง ลูกก็ดูกังวลกลุ้มใจ ไม่อยากแสดงหน้าเวที  ร้องไห้ทุกครั้งเหมือนถูกบังคับ  และเมื่อโตใกล้เข้าวัยรุ่นแล้วอาการเหล่านี้ก็ยังไม่หายสักที AMARIN Baby & Kids ได้รวบรวมวิธีการป้องกันและแก้ไขมาฝากกันค่ะ

เด็กขี้อาย

ทำไม เด็กจึงขี้อาย

รู้หรือไม่ว่า การขี้อายนั้น อาจเป็นสาเหตุของ “โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia)” อย่างหนึ่ง และยิ่งในเด็กที่ขี้อายมากๆ  แล้วพ่อแม่กลับผลักดันให้เขาขึ้นเวทีแสดงออกจะยิ่งทำให้ลูกเครียดหนัก  อาการของเด็กกลุ่มนี้จะไม่ชอบการเฝ้ามองและไม่ชอบการประเมินจากสายตาคนอื่น  (ไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตา) แม้ว่าอาการเหล่านี้อาจหายไปได้เองในตอนโต แต่ถ้าในวัย 7 – 12 ปี ยังเป็นหนัก จำเป็นจะต้องเข้ารับการดูแลเป็นพิเศษ

เด็กขี้อาย

อาการของเด็กขี้อาย ที่อาจกลายเป็นการไม่กล้าเข้าสังคมมีดังนี้

  • ลังเล รู้สึกไม่สบายใจ
  • มีอาการสั่น มือไม้สั่น มึนงง ท้องไส้ปั่นป่วน หน้าแดง
  • ไม่ค่อยสบตา และมักพูดบ่นพืมพำ
  • แสดงออกไม่เป็น แยกตัวจากกลุ่มเพื่อน อยากอยู่คนเดียว
  • ใส่ใจกับคำพูดวิจารณ์

ซึ่งเด็กอาจจะปฏิเสธการไปโรงเรียน และหลีกเลี่ยงการไปโรงเรียน  และไม่พูดกับคนอื่นเลย  จะพูดจาเฉพาะกับคนที่คุ้นเคย (Selective Mutism)

 

5 วิธีแก้ไข เปลี่ยนเด็กขี้อายเป็นคนมั่นใจในตัวเอง

เด็กขี้อาย

  1. เน้นคำพูดในเชิงบวก  

อย่าทำให้อาการสงวนท่าทีของลูกเป็นเรื่องใหญ่  หรือพยายามบังคับให้เขาเล่นกับเด็กคนอื่นให้มากขึ้น  แต่ควรกล่าวชมเมื่อเห็นเขาพูดคุยเรื่องของตัวเองกับเพื่อนๆ  เช่น  ”แม่ชอบที่หนูเล่าเรื่องนกที่หนูเลี้ยงเอาไว้ให้น้องฟัง  แม่ว่าน้องดูสนใจเอามากๆ เลยละจ้ะŽ”

เด็กขี้อาย

  1. ขอเวลาสักนิด

ถ้าลูกของคุณยังลังเลที่จะเข้าไปสังสรรค์กับคนอื่น  พยายามให้เขาได้อยู่ในงานนานสัก 1 ชั่วโมง  หรือนานพอที่จะปรับตัวได้  อธิบายให้เขาเข้าใจว่าจะได้มีเวลา หยั่งเชิงŽ เพื่อนๆและไม่อึดอัดที่จะพูดคุยกับเด็กเหล่านั้นมากนัก

เด็กขี้อาย

  1. ชวนให้ออกไปเล่นกับเด็กคนอื่น

ส่งเสริมให้ลูกได้ออกไปเล่นกับเด็กที่เขาไม่เคยเล่นด้วยมาก่อน  เขาจะได้คุ้นเคยกับการสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนใหม่

6a00d83451b26169e201b7c7408a49970b

4.แต่ให้เขามีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง  

อย่าเข้าใจผิดว่าลูกอายทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขาเพียงต้องการเวลาเป็นส่วนตัวเท่านั้นเอง  แม้การเรียกนิสัยเข้ากับคนง่ายกลับคืนมาจะเป็นเรื่องสำคัญ  แต่ลูกวัยพรีทีนก็มีสิทธิ์ได้รับความเป็นส่วนตัวด้วยเหมือนกัน

เด็กขี้อาย

  1. การรักษาโดยจิตแพทย์

พฤติกรรมบำบัด โดยมักให้เด็กได้ค่อยๆ เผชิญกับสถานการณ์ที่เด็กกลัวหรือตื่นเต้นอยู่ทีละน้อยให้เด็กได้พิสูจน์ “ว่าสิ่งที่เขาคิดกลัวอยู่นั้นเป็นจริงหรือ” อย่าง “ทุกคนต้องหัวเราะเยาะฉันแน่แค่ฉันพูดคำแรก” หรือ การฝึกสอนเด็กให้ รู้จักการเริ่มต้นการสนทนา หัดผ่อนคลายความเครียด ความกลัวของตนเองลง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & Kids, manarom.com

 

วิธีพาลูกบอกลาคุณครูคนโปรด

การบอกลาในช่วงปลายเทอมเช่นนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กๆซึ่งมักมีความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับคุณครูคนโปรด  เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตร่วมกัน  และคุณครูก็อาจเคยปกป้องและช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ  นอกจากนี้เด็กๆ ยังอาจจะ ติดŽ คุณครู  เพราะกังวลเรื่องความคาดหวังต่างๆ ที่ตัวเองจะต้องเจอในชั้นเรียนที่โตขึ้น

 

 

 
เพื่อช่วยให้การบอกลาคุณครูเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับลูก  คุณควรจะ

 
–  ให้เขาเขียนจดหมายถึงคุณครู เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เขาชอบมากที่สุดในปีที่ผ่านมา  และอธิบายว่าทำไมเขาจึงรู้สึกสนุกมากถึงเพียงนี้ที่ได้เรียนกับคุณครู  ซึ่งอาจช่วยให้เขาจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้น

 
–  คุยกับคุณครู  ซึ่งอาจเดาได้อยู่แล้วว่าลูกของคุณจะคิดถึงเธอมากเพียงใด  แต่ถ้าคุณพูดถึงเรื่องนี้เองด้วย  เธอก็จะช่วยให้ลูกของคุณรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

 
–  ให้เขาหาของขวัญให้คุณครูโดยทำของชิ้นพิเศษที่ไม่ซ้ำแบบใครด้วยตัวเอง  เช่น  วาดภาพสัตว์ที่เขาชอบ  แล้วทำเป็นการ์ดสวยๆ ประดับด้วยหัวใจหลายๆ ดวง

 
–  บอกเขาว่ายังคงไปเยี่ยมและพูดคุยกับคุณครูได้เมื่อคิดถึง  แม้จะเรียนชั้นใหม่กับคุณครูคนใหม่แล้วก็ตาม โดยเฉพาะถ้ายังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเดิม

 
–  ให้เขาคิดถึงสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าให้ความมั่นใจว่าเขาจะต้องทำได้ดีในชั้นเรียนใหม่ด้วยเหมือนกัน  และถ้าเป็นไปได้ก็แวะไปพบคุณครูคนใหม่ด้วย  เขาจะได้รู้ว่า  แม้การบอกลาคุณครูคนเก่าเป็นเรื่องยากลำบากใจสักเพียงใด  สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าก็น่าสนุกและน่าสนใจมิใช่น้อย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูกให้ซื่อสัตย์

สอนลูกเรื่องการโกหก การขโมย และความซื่อสัตย์

“ซื่อสัตย์” เป็นคำที่ทุกคนคงรู้จักกันดี การ “สอนลูกให้ซื่อสัตย์” คือการสอนให้ลูกน้อยแสดงความจริงใจ ตรงไปตรงมา ซื่อตรง ไม่โกหก ศรัทธาในการพูดความจริง หรือไม่ขโมยสิ่งของของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง การที่ลูกน้อยมีความซื่อสัตย์ จะทำให้เขาเป็นที่น่าไว้วางใจ และเป็นที่รักของทุกคน

Continue reading “สอนลูกเรื่องการโกหก การขโมย และความซื่อสัตย์”

ค้างบ้านเพื่อน (แบบไม่ข้ามคืน !?!)

หากลูกร่ำร้องจะให้เพื่อนมานอนค้างที่บ้านให้ได้  คุณก็จัดโปรแกรมค้าง แบบไม่ข้ามคืนŽ ให้เด็กๆ แทน  โดยให้เขาชวนเพื่อนรักมาที่บ้านตอนประมาณห้‰าโมงเย็น หาอะไรให้เด็กๆ ช่วยกันทำ  เช่น  แต่งหน้าคุกกี้ด้วยเกล็ดช็อกโกแลต  กินอาหารเย็นด้วยกัน  อาบน้ำ  ใส่ชุดนอน  และนั่งดูการ์ตูนเรื่องโปรด  ซึ่งเหมือนๆ กันกับการค้างคืนตามปกติ  เพียงแต่จะสิ้นสุดลงตอนสองทุ่ม  ไม่ใช่ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเท่านั้นเอง  เพราะคุณแม่ของเพื่อนคนนี้จะมารับลูกกลับไปนอนที่บ้านของตัวเอง

 
แต่ถ้าลูกของคุณเป็นฝ่ายจะไปนอนค้างแบบไม่ข้ามคืนŽ ที่บ้านเพื่อน  การนอนค้างคราวนี้จะต้องไม่ใช่การไปเล่นที่บ้านเพื่อนเป็นครั้งแรก  และให้เขาเอาตุ๊กตาตัวโปรดไปด้วย  เพราะเด็กบางคนอาจรู้สึกหวั่นใจแม้จะไม่ได้นอนค้างจริงๆ ก็ตาม

 

 

 
เทคนิคช่วยลูกเปิดเผยความในใจ

 
พอพาลูกเข้านอนเรียบร้อยแล้ว  คุณก็อ้อยอิ่งอยู่กับเขาต่อสัก 2 – 3 นาที เพราะเขาจะรู้สึกสบายใจจนกล้าซักถามหรือเล่าอะไรให้คุณฟังเมื่อห้องมืดจนมองกันไม่เห็น

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ไม่เอาลูก ไม่พูดสบถ

เขาอาจพูดสบถเพราะอยากเท่หรืออาจทดสอบดูว่าคุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อได้ยิน  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทนรับฟังภาษาพูดแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 
– วางกฎเรื่องการใช้ภาษา  โดยควบคุมเฉพาะบางสถานการณ์ที่ทำได้  เช่น  ตอนอยู่ที่บ้าน  ในรถ หรือตอนที่ออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยกัน  ซึ่งห้ามพูดสบถเด็ดขาด และต้องมีการลงโทษเมื่อไม่เชื่อฟัง

 
– อธิบายว่าทำไมถึงไม่ให้พูด  คือไม่ใช่แค่เรื่องของการพูดหยาบเท่านั้นแต่ยังเป็นเรื่องของอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับคำสบถด้วย  เพราะฟังเหมือนคนพูดกำลังโกรธ  ทั้งๆ ที่พูดเพราะอยากเน้นข้อความบางอย่างเท่านั้นเอง  บอกลูกด้วยว่าคุณจะไม่ยอมให้เขาชวนเพื่อนที่ชอบพูดแบบนี้มาที่บ้านเป็นอันขาด

 
– หาตัวเลือกอื่นให้  การพูดสบถเมื่อรู้สึกเครียดหรือโกรธอาจทำให้คนพูดรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง  จึงควรหาตัวเลือกที่รับได้ให้ลูกใช้แทนคำสบถ  เช่น  โธ่เอ๋ย !  ซึ่งน่าจะได้ผลพอๆ กัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ผิดหวัง

ผิดหวัง ป้องกันได้ด้วย 5 วิธีพูด

ผิดหวัง หรอ เรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นสักวัน…ตอนอายุประมาณ 8 ขวบ ลูกที่ (เคย) มั่นใจและเป็นเด็กซึ่งเชื่อมั่นในตัวเอง (เกือบ) มากเกินไปของคุณจะเริ่มรับรู้ว่า เพื่อนที่โรงเรียนบางคนวิ่งเร็วกว่า มีเพื่อนมากกว่า หรือเรียนเก่งกว่าเขา เพราะเด็กวัยนี้มักเลิกคิดแล้วว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง และจะมองอะไรตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ผิดหวัง เกิดจากอะไร?

แม้ลูกวัยประถมต้นจะเป็นที่หนึ่งในใจคุณ และคุณก็รู้สึก (และชอบพูดกับคนอื่น) แบบนี้มาตั้งแต่เขาลืมตาดูโลกเป็นวันแรก แต่หากคุณเฝ้าบอกลูกว่าเขาเล่นฟุตบอลเก่งที่สุด ในขณะที่เขารู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่ใช่ ความน่าเชื่อถือของคุณก็คงหมดไปจากใจลูกอย่างแน่นอน

shutterstock_310731326

คุณควรช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกและไม่ทำให้เขารู้สึก ผิดหวัง ในวันข้างหน้าโดย

  1. ชื่นชมการทำงานหนัก

มากกว่าผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอด แทนที่จะแสดงความยินดีเมื่อลูกได้เกรดเอแค่อย่างเดียว คุณควรชมเชยที่เขาตั้งใจอ่านหนังสือไปพร้อมๆ กันด้วยเสียเลย

shutterstock_278114564

 

  1. ย้ำให้ลูกเห็นจุดแข็งของตัวเอง

แบบเฉพาะเจาะจง บอกลูกว่าเขาส่งผ่านลูกบอลให้เพื่อนได้ดี หรือใจดีกับเพื่อนๆ มากแค่ไหน ยิ่งคำชมของคุณมีความเฉพาะเจาะจงมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความหมายสำหรับลูกมากเท่านั้น

shutterstock_94290826

  1. ไม่ต้องพูดถึงเด็กคนอื่น

อย่าวิจารณ์ไปถึงพี่น้องหรือเพื่อนๆของลูก แม้แต่การพูดว่า อย่างน้อยที่สุดลูกก็ทำได้ดีกว่า…Ž ก็ทำให้รู้สึกถึงการเปรียบเทียบได้ในทันที

เด็กขี้อาย

  1. พยายามให้ลูกได้รับความกระทบกระเทือนใจน้อยที่สุด

ถ้าลูกรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเด็กคนอื่น คุณก็ชักชวนให้คิดถึงกิจกรรมที่คุณรู้ว่าเขาเก่งหรือมีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นเกมโปรดหรือการช่วยสอนการบ้านน้อง

เลี้ยงลูกคนเดียว

  1. เล่าให้ลูกฟังถึงข้อด้อยของตัวคุณเอง

ลูกของคุณจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อรู้ว่า แม้แต่แม่ก็ยังเคยเผชิญกับความผิดหวังมาแล้ว และมีวิธีรับมือจนผ่านพ้นมาได้อย่างงดงาม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & Kids

จะสูงหรือเตี้ยไม่ต้องเสียใจไป

คุณอาจช่วยให้เขาสบายใจขึ้นได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

 
– คุยกับลูกแบบตรงไปตรงมา ในโลกแห่งความเป็นจริง คนเรามักตัดสินคนอื่นๆ ด้วยสิ่งที่เห็นจากภายนอก คุณจึงควรหลีกเลี่ยงคำพูดซ้ำซากประมาณ ขนาดไม่ใช่สิ่งสำคัญŽแต่ควรแสดงให้ลูกเข้าใจว่าคุณก็รับรู้ว่าเขามีปัญหาในเรื่องนี้โดยพูดว่า การมีรูปร่างที่โดดเด่นกว่าเพื่อนๆ คงทำให้ลูกลำบากใจบ้างเหมือนกัน ใช่มั้ยจ๊ะŽ และอาจบอกเขาว่า คุณก็มีข้อด้อยทางสรีระที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจอยู่ 2 – 3 อย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังรู้สึกกังวลกับรูปลักษณ์ของตัวเองด้วยเหมือนกัน

 
– ช่วยหาคำพูดโต้ตอบให้ลูกใช้เป็นอาวุธ ถ้าลูกถูกล้อเลียนเรื่องความสูง คำพูดในทำนองปกป้องตัวเองอย่าง อากาศข้างบนนี้สดชื่นกว่าข้างล่างตั้งเยอะแน่ะ ขอบใจนะที่เป็นห่วงŽ หรือการแย็บผู้วิจารณ์ด้วยคำพูดติดตลกอย่าง อยู่ข้างล่างแบบเนี้ย เคยโดนแดดบ้างหรือเปล่าŽ อาจช่วยให้ผู้จู่โจม (ด้วยคำพูด) หมดฤทธิ์ลงอย่างง่ายดาย หรืออาจบอกให้ลูกเตือนความจำของเพื่อนๆว่ามีดารา นักร้อง หรือคนดังคนไหนบ้างที่ตัวเตี้ยหรือสูงกว่ามาตรฐานโดยทั่วไป

 
– ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ลูกควบคุมได้ อัตราการเจริญเติบโตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่คุณก็ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าเขาสามารถทำให้รูปร่างดีขึ้นได้ด้วยวิธีอื่น เช่น ทำตัวให้กระฉับกระเฉงโดยการเดินเล่นกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว เล่นกีฬาแบบเป็นทีมหรือลองสมัครเรียนเต้นรำ ซึ่งสอนให้เด็กๆรู้จักมั่นใจและภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าจะสูงหรือเตี้ยสักแค่ไหน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

มามะ มาทำความสะอาดห้องกัน

หากวิธีทำความสะอาดสำหรับเขาคือการเก็บทุกอย่างไปสุมๆ กันไว้บนเก้าอี้สักตัว  คุณจะรับมือโดยบังคับให้เขาทำความสะอาดห้องหรือปล่อยให้รกอยู่อย่างนั้น  ถ้าคุณให้อิสระลูกอย่างเต็มที่  ห้องนอนของเขาก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคร้าย (หรืออย่างน้อยก็มีแต่เชื้อรา  ฝุ่นเขรอะ  และกลิ่นอันไม่พึงประสงค์)  แต่ถ้าบังคับให้เขาทำความสะอาดตามมาตรฐานของคุณเอง  เขาก็คงจะคิดว่าคุณเป็นผู้คุมนักโทษมากกว่าคุณแม่ที่น่ารัก  คำตอบคือ  ปล่อยให้ห้องลูกอยู่ในสภาพรกที่คุณคุมและรับได้  แต่มีข้อแม้ว่า  ความรกนั้นจะต้องไม่เกินเลยไปถึงส่วนอื่นๆ ภายในบ้าน นอกจากการเตรียมถังขยะไว้ให้หรือการลงมือทำความสะอาดให้ลูกเองแล้ว  เคล็ดลับเหล่านี้อาจช่วยให้คุณ คุม ความรกไร้ระเบียบในห้องลูกได้เช่นกัน

 

  • เอาของบางอย่างไปขายเป็นสินค้ามือสอง แล้วยกเงินที่ขายได้ให้ลูกไป

 

  • เหลือของที่มองเห็นชัดๆให้น้อยที่สุด  เช่น ถ้าเห็นโปสเตอร์ 25 แผ่นแปะอยู่บนผนังห้อง คุณก็ต้องบอกให้เขาเหลือไว้แค่ 5 แผ่น  และอธิบายให้เข้าใจว่า  ถ้าซื้อแผ่นใหม่มาอีก  ก็ต้องคัดแผ่นเก่าออกไปเก็บด้วย

 

  • ทำให้การทำความสะอาดดูคุ้มค่าสำหรับลูก  โดยให้ทำเฉพาะในโอกาสสำคัญๆ เท่านั้น เช่น  วันที่จะชวนเพื่อนมาค้างที่บ้านหรือมีญาติๆมาเยี่ยม  หรือให้ทำความสะอาดห้องแทนงานบ้านอย่างอื่นที่เขาไม่ชอบ

 

  • เอาหูไปนา  เอาตาไปไร่บ้าง  เพราะในที่สุดคุณอาจต้องยอมรับว่า  ห้องนอนของลูกจะไม่มีวันเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนสมัยที่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ  และคุณยังคุมได้อย่างเต็มที่

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ปุจฉา…ทำไมตอนกลางคืนถึงมืดจัง

          บริเวณที่เราอาศัยอยู่จึงเคลื่อนตัวห่างจากดวงอาทิตย์จนกระทั่งแสงไม่สามารถส่องถึงเราได้อีกต่อไป โลกใช้เวลาหมุนรอบตัวเองทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง จึงเกิดความมืดในช่วงกลางคืนประมาณ 12 ชั่วโมง โลกจะสว่างขึ้นอีกครั้งเมื่อบริเวณที่เราอาศัยอยู่เคลื่อนตัวเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น
ทดลองดูได้…ไม่ยากเลย ปิดไฟและม่านหรือมู่ลี่ทั้งหลายในห้องให้มืดๆ ส่องไฟฉาย (ดวงอาทิตย์) ไปที่ลูกโลกหรือลูกบอล (ติดสติ๊กเกอร์ไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งเพื่อทำเครื่องหมายแสดงถึงบริเวณที่เราอาศัยอยู่) แล้วค่อยๆ เคลื่อนไฟฉายให้แสงส่องรอบลูกโลกหรือลูกบอล ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของด้านที่มืดและสว่าง (ซึ่งเปรียบเสมือนช่วงกลางคืนและกลางวันนั่นเอง)

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เทคนิคชวนลูกอ่านหนังสือช่วงปิดเทอม

แม้กระทั่งนักเรียนที่เรียนดีและเชื่อฟังก็ยังหลบๆ เลี่ยงๆ ที่จะทำ การบ้านŽ ตอนปิดเทอม  เรามีกลวิธีช่วยให้การอ่านหนังสือดูเป็น หน้าที่Ž น้อยลงและเป็น เรื่องน่าสนุกŽ มากขึ้นมาแนะนำ

 
– หาคนฟังให้  ลูกอาจอ่านหนังสือให้คุณฟัง  หรือจะเป็นน้องๆ ของเล่น  หรือสัตว์เลี้ยงก็ยังได้

 
– ตั้งชมรมรักการอ่าน  ชวนเพื่อนร่วมชั้นเรียนของลูกมาที่บ้าน  และเตรียมของว่างที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับหนังสือให้เด็กๆ  เช่น คุกกี้ขนาดยักษ์  หรือจะให้เด็กๆ แต่งตัวเลียนแบบตัวละครที่ชอบก็ได้

 
– ดูภาพยนตร์ด้วยกัน  เมื่อลูกอ่านหนังสือจบเล่มแล้ว  คุณก็ชวนเขานั่งดูหนังด้วยกัน (ถ้ามี)  แล้วพอหนังจบ  คุณก็ถามลูกว่าเขาชอบหนังสือหรือภาพยนตร์มากกว่ากัน เหตุผลที่ชอบคืออะไร  และคิดว่ามีอะไรแตกต่างกันบ้าง

 
– ทำสมุดบันทึกการอ่าน  ให้ลูกเขียนรายชื่อหนังสือแต่ละเล่มที่ต้องอ่าน  และเมื่ออ่านเรื่องไหนจบแล้วก็ให้ติดสติ๊กเกอร์รูปดาวไว้ข้างๆ  มีรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับดาวแต่ละดวงด้วย  เช่น  ที่คั่นหนังสือน่ารักๆ  เขาอาจจดบันทึกความเห็นและข้อวิจารณ์  หรือจะบรรยายข้อความตอนที่ชอบไว้ด้วยก็ได้

 
– ส่งจดหมายถึงผู้เขียน  ถ้าลูกชอบหนังสือที่อ่านมากเป็นพิเศษ  คุณก็อาจให้เขาเขียนจดหมายถึงผู้แต่งหนังสือเล่มนั้น  (เช็คดูให้แน่ว่าเขาหรือเธอคนนั้นยังคงมีชีวิตอยู่  และอยู่ในประเทศไทย !)  อาจจ่าหน้าซองถึงสำนักพิมพ์หรือเช็คข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่าจะติดต่อผู้แต่งได้ที่ไหน  ถ่ายสำเนาจดหมายที่ลูกเขียนและจดหมายตอบจากผู้แต่ง  (ถ้ามี)เก็บไว้ในสมุดบันทึกการอ่านด้วยนะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง