blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-33] สอนปูนปั้นเป็น Strong Boy

         เพื่อนๆ ที่เคยแวะเข้าไปชมเพจของลูกผม (https://www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon) จะมีความรู้สึกอย่างหนึ่งคือแอบดีใจเวลาเห็นปูนปั้นร้องไห้ บางคนถึงกับคอมเมนต์ว่า “ร้องไห้แล้วยังน่ารัก” ฮ่าฮ่าฮ่า จะพูดว่าผมดีใจคงไม่ถูกนัก แต่พี่ป้าน้าอา คงไม่ค่อยได้เห็นรูปเจ้าปูนปั้นร้องไห้เพราะส่วนใหญ่จะยิ้มแป้นหน้าเป็นซะมากกว่า
          จริงๆ แล้วแม้เจ้าปูนปั้นจะยิ้มง่าย ยิ้มเยอะ ยิ้มเรี่ยราด แต่ก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไป งอแง ร้องไห้ ดื้อ ซน เพียงแต่เขาร้องไห้ ก็จะแค่สั้นๆ ถ่ายรูปไม่ค่อยทัน ไม่เหมือนตอนหัวเราะหรือยิ้ม เพราะพอเรารู้ว่าชอบอะไร เราก็เล่นซ้ำเดี๋ยวก็ยิ้มหัวเราะให้เราถ่ายรูป แถมไม่เลิกง่ายๆ ด้วย แต่ถ้าจะให้หม่าม๊า ปะป๊า ทำในสิ่งที่ จะทำให้ปูนปั้นร้องไห้ซ้ำ เพื่อถ่ายรูป คงไม่ไหว ฮ่าฮ่าฮ่า
          ในตอนนี้ ก็เลยอยากมาเล่าให้ฟังว่าทำไม ปูนปั้นร้องไห้ ไม่ง่ายเท่าหัวเราะ และ ร้องแล้วทำอย่างไรให้หยุดง่าย เผื่อเอาไปลองใช้กับเจ้าตัวเล็กที่บ้านกันนะครับ
เล่นเอง เจ็บเอง ไม่ต้องโทษใคร ไม่ต้องร้องไห้
          เวลาที่เขาเล่นของเล่น หรือ เล่นซนอะไรก็ตามแล้ว เกิดอุบัติเหตุให้เสียน้ำตา  เราจะบอกเขาว่า “หนูเล่นเอง หนูเจ็บเอง ไม่มีใครแกล้งหนูใช่มั้ย ดังนั้นหนูเล่นเอง หนูเจ็บเอง หนูก็ต้องหยุดร้องไห้เอง แล้วหนูต้องจำไว้ ครั้งหน้าหนูจะได้ไม่เจ็บอีก”
          เราจะไม่เคยใช้วิธี เอามือไปตีของสิ่งนั้น แล้วบอกลูกว่า “นี่แหนะ ปะป๊าตีเจ้านี่ที่ทำหนูเจ็บแล้ว” เราไม่เชื่อว่านั่นเป็นวิธีที่ถูก เพราะไปให้เขาโทษสิ่งอื่น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตามเพราะเราไม่อยากให้เขาโตมาแบบโทษดินฟ้าโทษอากาศ
ล้มเอง ก็ต้อง ลุกเอง
          นอกจากการเล่นเอง เจ็บเอง หยุดเอง …. การล้มเอง ผมก็จะปล่อยให้เขาลุกเอง ผมมองสองเรื่องนี้ต่างกัน เพราะข้างบน ‘ผมกำลังสอนให้เขารักและเคารพสิ่งของ เคารพธรรมชาติ’ แต่ การวิ่งแล้วล้ม เขาทำมันด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะวิ่งเร็วไป วิ่งไม่ระวังแล้วลื่น เมื่อเขาล้ม ผมจะไปใกล้ๆเค้าแล้วบอกว่า “ปูนปั้น หนูเป็นเด็กผู้ชายที่แข็งแกร่ง หนูล้มเอง หนูต้องลุกเอง”
          ครั้งแรกๆ ที่เขาเพิ่งเดินได้ใหม่ๆ พอล้มแล้วบอกให้ลุกเอง อาจจะอิดออดบ้าง แต่ผมก็จะพูดสอนเค้า โดยนั่งยองๆลงข้างๆ สอนเค้าจนกระทั่งเค้ายอมลุกเอง
          เมื่อสักเดือนที่แล้วที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เจ้าปูนปั้นคึกคักมาก ที่ลานกว้างๆ ไม่มีคน เจ้าปูนปั้นก็วิ่งๆหัวเราะๆ แล้วก็หกล้ม ต้องเรียกว่าล้มไม่เป็นท่าเลยนะครับ พี่ รปภ. ท่านนึงก็รีบวิ่งเข้ามา ด้วยความเอ็นดู (เพราะพี่เขายิ้มให้เจ้าตัวป่วนตอนวิ่งเล่น ไปหัวเราะไปอยู่สักพักแล้ว ) ผมก็ตะโกนรีบบอกพี่เขาแบบยิ้มๆว่า “ไม่เป็นไรครับพี่ เดี๋ยวเขาลุกเอง” แล้วเจ้าปูนปั้นก็ลุกเอง พี่ รปภ. ท่านนั้นยิ้มแล้วก็หัวเราะกับผมแล้วพูดว่า “เก่งจัง ไม่ร้องเลยหรอ” ไม่ใช่แค่ไม่ร้อง เจ้าตัวป่วนยังวิ่งต่อ และพอวิ่งวนมาถึงพี่ รปภ. อีกครั้ง ผมบอกให้“สวัสดีครับขอบคุณคุณลุงด้วย”
          วันนั้น ปูนปั้นล้มไป 3 ครั้ง นอกจากพี่ รปภ. ก็มีคนที่มาเดินห้าง ที่ต้องตกใจอีก 2 กลุ่มแต่พอเห็นเจ้าตัวป่วนลุกเอง ก็กลับหันมา ยิ้มให้ปะป๊า พร้อมคำว่า เก่งจังอย่างที่ผมบอกครับว่าผมมอง 2 เรื่องนี้ต่างกัน การที่ผมสอนให้ล้มเองลุกเอง ผมกำลังสอนให้เขา ‘เคารพตัวเอง’(แต่ถ้าเขาล้มบนพื้นเจ็บแบบมีถลอก ผมก็จะแค่ยื่นมือให้เขาจับ ให้เขาใช้เกาะลุกขึ้น เพื่อปลอบประโลมเท่านั้นเอง แต่เอาจริงๆ นะฮะ น่าจะเคยสักครั้งเดียวมั้งครับ) ทำโทษ เมื่อจำเป็น แต่บอกเหตุผล ก่อนทำโทษ
          เวลาผมจะทำโทษเขา เช่น ผมจะสอนให้เขาไม่โยนของเล่น แต่ถ้าวันไหนเขาโยน ผมก็จะเตือนเขาก่อนว่า “ปะป๊าเคยสอนหนูว่าอย่าโยนของใช่มั้ยครับ” แต่ถ้าเตือนแล้วเขายังทำซ้ำอีก ผมก็จับมือเขามา แต่ก่อนจะตีมือ ผมจะพูดกับเขาก่อนว่า “ปูนปั้น ปะป๊าสอนหนูไม่ให้โยนของเล่น เพราะจะทำให้ของเล่นเสีย แต่หนูดื้อ ดังนั้นปะป๊าจะทำโทษตีมือหนูนะครับ” แล้วผมก็ตี ตีให้พอรู้สึกว่า ทำโทษ ไม่ต้องขนาดให้เจ็บอะไรมากมาย แต่ไม่ใช่แค่แปะๆนะฮะ
ทำโทษเสร็จก็รีบ บอกเขาว่า “ไม่ต้องร้องไห้”
          เด็กอะนะครับ โดนตีปุ๊บหน้าจะเริ่มเบะออก (ผมเดาว่า คุณพ่อคุณแม่กำลังทำปากเบะตามใช่มั้ยครับ เพราะตอนผมพิมพ์ผม งง ทำไมต้องทำปากเบะไปด้วย 555) พอปูนปั้นเบะ เราก็จะเบะตามไปด้วยอะสิฮะ ผมก็จะรีบพูดกับเขา ทันทีว่า “ไม่ต้องร้องไห้นะ ปะป๊าทำโทษเพื่อสอนหนู ปะป๊าไม่ได้ชอบทำโทษหนู” และถ้าเบรกทัน เรารู้แล้วว่าเขาเข้าใจว่าทำโทษเรื่องอะไร เราก็ชวนเขาทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อ และที่สำคัญที่สุดและผมไม่ลืมที่จะต้องทำทุกครั้ง คือในการจบกระบวนการ ผมจะตบท้ายด้วยการกอดและพูดกับเจ้าปูนปั้นว่า“ปะป๊ารักหนูนะ”
           ด้วยสิ่งที่เราทำทั้งหมด เป็นประจำ ทุกครั้ง เขาจะมีเหตุผลมากขึ้น อืมมมม … หรือบางทีเขาอาจจะนึกว่าจะร้องไห้ทำไมหว่า ร้องไปก็ไม่ปลอบ 555 เขาเลยไม่ค่อยร้อง พอร้องพูดกับเขาอย่างที่ผมเล่าให้ฟัง แป๊บเดียวก็หยุด มาขำแทน
          ก็มีบางครั้งที่ เจ้าปูนปั้น งอแงมากๆ ร้องไห้โลกแตก หม่าม๊ากับปะป๊า ถามว่า “จะเอาอะไรอยากทำอะไร” ก็สื่อสารกันไม่รู้เรื่องจะงอแงอย่างเดียว เราก็จะใจแข็ง ปล่อยให้ร้องไห้ไป ส่วนเราก็เดินไปทำอย่างอื่น เราก็ต้องใจแข็งปล่อยให้หยุดร้องเองก็ค่อยคุย
          แต่เด็กก็คือเด็กครับ เพราะเมื่อเขาร้องได้สักพัก พอหยุด เขาไม่เหลือความโกรธอะไรค้างแล้ว พอเขาเดินมาเห็นเรา เจ้าปูนปั้นจะพูดว่า “จ้ะเอ๋”คุณโกรธไม่ลงหรอกครับ เพราะมันจะจบด้วยเสียงกร้าก เมื่อเรากร้าก เขาก็กร้ากตาม แล้วเราก็จะพาไปล้างหน้า ถามว่าหนูอยากทำอะไรความสุขมันง่ายๆ แค่นี้เองครับ
          อย่างที่ผมเคยเขียนไปว่า ผมจะพูดภาษาอังกฤษกับเขาตลอดเวลา ดังนั้นผมจะพูดกับเขาเรื่อยๆ เวลาสอนและให้กำลังใจเจ้าปูนปั้น You are a boy and a boy doesn’t cry easily. /You are the strong boy and you are my Little Prince. / Papa punished you only the things that Papa already taught you but you are ดื้อดื้อ. / Papa loves you. Papa loves you so much.
          ผมอยากให้เขารู้ว่า“ผมรักเขามากขนาดไหน ทุกครั้งที่ปะป๊าทำโทษ ปะป๊าจ๋อยทุกครั้งทุกครั้งที่ปะป๊าไม่ปลอบ ปะป๊าก็อยากร้องไปกับหนูเหมือนกัน”อีกสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจคือ เวลาเขาร้องไห้แล้วปะป๊าเข้าไปปลอบ เดี๋ยวนี้เขาจะพูดขึ้นเองว่า
          “Strong Boy” ทั้งน้ำตาแล้วน้ำตาเขาก็จะหยุดไหล
          ปล. เด็กก็คือเด็กนะฮะ ใช้เหตุผลยังไง เรื่องร้องไห้บ้านแตก โลกแตกก็ต้องมีบ้าง ถ้าใช้แล้วได้ผล เล่าให้ผมฟังบ้างนะฮะ

 


แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่ 

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)
 

Tags

ให้ลูกนอนแยกห้อง ทารก ห้องนอนเด็ก

เบบี๋เครียดหนัก เมื่อต้องนอนแยกกับแม่

เรื่องนี้เกิดจากความช่างสังเกตและขี้สงสัยของบรรดานักวิจัย ซึ่งน่าคิดทีเดียว

การคลอดสมัยใหม่มักจะทำให้ทารกแรกเกิดถูกแยกจากแม่ทันที เพราะแม่ต้องอยู่ในห้องคลอดต่อเพื่อให้คุณหมอจัดการเย็บแผลให้ ส่วนลูกน้อยคุณพยาบาลก็ต้องนำไปทำความสะอาด ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ประทับรอยเท้าและนำทารกไปดูแลในห้องเด็กอ่อนจนกว่าแม่จะฟื้นตัว แถมในวัฒนธรรมตะวันตก แม่กับทารกยังมักจะนอนแยกห้องกันอีกต่างหาก และถ้ามีปัญหาด้านสุขภาพหรือคลอดก่อนกำหนด ทารกก็ต้องเข้าตู้อบทันที

นอกจากนี้สมาคมกุมารแพทย์อเมริกันก็ไม่แนะนำให้แม่กับทารกนอนเตียงเดียวกันเพื่อเลี่ยงอันตรายจากภาวะหยุดหายใจกะทันหันในทารก (SIDS)

ข้อสังเกตทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทำให้นักวิจัยอยากรู้ว่าการถูกแยกจากแม่มีผลต่อทารกแรกเกิดอย่างไรบ้างหรือไม่ จึงทำการวัดความอัตราการเต้นของหัวใจในทารกวัย 2 วันที่หลับอยู่ โดยเข้าไปวัดใน 2 ช่วงเวลา คือช่วงที่ทารกนอนแนบอกแม่ (แบบเนื้อแนบเนื้อ) และในช่วงที่ทารกแยกนอนในเตียงคอกข้างๆ เตียงแม่อย่างละ 1 ชั่วโมง

นักวิจัยได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจว่า ในช่วงที่นอนแยกกับแม่ ระบบประสาทอัตโนมัติของทารกแรกเกิดต้องทำงานหนักกว่าในช่วงที่นอนใกล้แม่แบบเนื้อแนบเนื้อถึง 176 เปอร์เซ็นต์ และระยะเวลาที่ทารกแรกเกิดนอนหลับอย่างสงบ (การนอนหลับในระยะ NREM) ก็สั้นกว่าถึง 86 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนักวิจัยก็สรุปว่า การถูกแยกจากแม่ทำให้ทารกเครียดจนมีผลเชิงสรีรวิทยาไม่น้อยเลย และการให้สัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างแม่กับทารกก็ช่วยลดผลดังกล่าวได้

แม้จะยังต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาคำตอบว่านี่คือปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีผลระยะยาวต่อพัฒนาการของระบบประสาทหรือไม่ก็ตาม แต่ตอนนี้สิ่งที่เรามั่นใจและทำได้เลยคือ ทันทีที่คุณได้เจอลูกน้อยหลังคลอด รีบอุ้ม โอบกอดและสัมผัสทารกแบบเนื้อแนบเนื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้กันเถอะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เรียนรู้วิธีเป็นเพื่อนกับ “เด็กพิเศษ”

การทำความรู้จักกับเพื่อนที่เป็นเด็กพิเศษเป็นเรื่องที่ลูกวัยนี้เรียนรู้ได้ โดยมีคุณแม่เป็นคนให้คำแนะนำและแสดงให้ลูกเห็นวิธีปฏิบัติต่อเพื่อนพิเศษ

 
• ตอบตรงคำถาม สั้นๆ พอได้ใจความ ไม่ต้องอธิบายยืดยาว เมื่อลูกถามว่า “เพื่อนเขาหรือเด็กคนไหนเป็นอะไร” ก็เพราะลูกอยากรู้จริงๆ และเป็นเรื่องปกติที่เขาจะอยากรู้…ประเด็นอยู่ที่คุณ หากคุณเองไม่แน่ใจหรือไม่รู้ปัญหาของเด็กคนนั้น แนะนำให้ลองสอบถามข้อมูลต่างๆ จากพ่อแม่ของเด็กให้แน่ชัดอย่างสุภาพ ไม่ใช่เดาเอาเอง และตอบลูกอย่างสั้นๆ ตามอาการที่เพื่อนเป็นก็พอ ลูกก็จะรับรู้ตามนั้น

 
• สร้างมิตรภาพ คุณควรเป็นผู้เริ่มให้ โดยแนะนำให้ลูกและเด็กคนนั้นได้รู้จักกัน เลือกเวลาที่พ่อแม่ของเด็กคนนั้นอยู่ด้วยก็ยิ่งดี นอกจากนี้การสนับสนุนให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมร่วมกันก็เป็นวิธีผูกมิตรที่ดี เพราะการเล่นสนุกเป็นสะพานธรรมชาติที่เชื่อมเด็กๆ เข้ากันได้ดีอยู่แล้ว เช่น เล่นตุ๊กตา ขายของ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่คุณพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับเด็กทั้งคู่

 

 

 
เพิ่มความสนิทสนมกับ “เด็กพิเศษ”

 
หากลูกคุณและเพื่อนที่เป็น “เด็กพิเศษ” รู้จักกันพอสมควรแล้ว คุณก็อาจชวนลูกจัดงานปาร์ตี้ แล้วชวนเพื่อนคนนั้นมาด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องลำบากสำหรับเพื่อน เช่น ปัญหาการนั่งรถเข็น อาจเลือกสถานที่ที่อีกฝ่ายสะดวกก็จะง่ายกว่า

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หยุด! ใช้คำสั่ง ปล่อยให้ลูกเรียนรู้เองบ้าง

เมื่อถึงวัยอนุบาล พ่อแม่ต่างก็ต้องสรรหาสิ่งของหรือแหล่ง (ที่เขาว่า) สุดยอดเรียนรู้ให้ลูกกันยกใหญ่  แต่รู้หรือไม่ เด็กๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้โดยปราศจากคำพูดหรือสิ่งเร้าต่างๆ จากภายนอก มีงานวิจัย 2 ชิ้น  (ซึ่งดำเนินการที่สถาบัน MIT) พบข้อสรุปซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้จะไม่มีใครพูดอะไรสักคำ เด็กๆ ก็อาจเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างได้ตามธรรมชาติหรือตามสัญชาตญาณ

จากการทดลองเปรียบเทียบให้เด็กเล่นของเล่นคนเดียวกับผู้ทดลอง บอกว่า “เอ้า…พี่จะเล่นให้ดูนะว่าของเล่นชนิดนี้เล่นยังไง  แล้วค่อยให้เด็กๆ เล่น ปรากฏว่าการได้รับฟังคำบอกเล่าวิธีการเล่นก่อนทำให้เด็กๆ หาฟังก์ชันหรือวิธีการเล่นของเล่น เช่น กระดิ่ง หรือปุ่มกดเสียง ได้น้อยกว่าเวลาที่ปล่อยให้เด็กได้ค้นหาและสังเกตวิธีการเล่นด้วยตัวเอง

ดร.แพททริค ชาฟท์โต หนึ่งในทีมวิจัยทั้งสองงาน พูดถึงความสำคัญของการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ด้วยสัญชาตญาณว่า “เหตุที่เราควรปล่อยให้ลูกเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างก็ไม่มีอะไรมาก คุณพ่อคุณแม่ลองนึกภาพตามได้เลยครับ ถ้าพ่อแม่บอกทุกอย่างลูกเบ็ดเสร็จ ลูกก็อาจเข้าใจได้ว่า นั่นคือทั้งหมดที่เขาควรรู้แล้ว เราจะได้เห็นเด็กๆ พยายามหาคำตอบด้วยตัวเองอีกหรือครับ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้แบบใช้สัญชาตญาณกันบ้าง

“ในทางกลับกันก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรูดซิปปิดปากกลัวดอกพิกุลจะร่วงอย่างหน้ามืดตามัว เพราะเด็กก็คือเด็ก เขายังต้องการปิยวาจาและความช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ดี”

•  บางเรื่องเด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดี โดยมีคำแนะนำอย่างใกล้ชิด เช่น พาทำไข่เจียวพาผูกเชือกรองเท้า พาหัดเขียนตัวเลขหรือตัวหนังสือ

•  บางเรื่องเด็กๆ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เช่น เมื่อวาดรูประบายสี เมื่อเล่นของเล่นใหม่แกะกล่อง เมื่อร้องเพลงหรือเต้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แม่ๆทำไมบ้านโน้นใหญ่กว่าบ้านเราฮะ ?

นานวันลูกเริ่มมีคำถามประเภทที่ว่า “ทำไมบ้านโน้นใหญ่กว่า” “ทำไมเพื่อนมีสุนัขสวยๆ ตั้ง 3 ตัว” หรือ “เพื่อนมีเครื่องเล่นรุ่นใหม่ล่าสุดด้วย” อยากให้เราซื้อให้บ้าง…หนักใจเลยค่ะ ดิฉันควรจะตอบลูกว่าอย่างไรดี

 

เด็ก 3 – 4 ขวบเป็นวัยที่จดจำความแตกต่างระหว่างสิ่งต่างๆ ได้ดีทีเดียว เรื่องคำถามเจ้าปัญหาที่ลูกถามมานั้น  แทนที่จะนั่งกุมขมับเครียดเสียเปล่าๆ ลองเปลี่ยนมาเป็นโอกาสดีๆ ที่จะใช้สอนลูกดีกว่า

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องชี้ให้เห็นว่า  การมีน้อยกว่าหรือไม่มีอะไรเท่ากับคนอื่นไม่ได้หมายความว่าดีน้อยกว่า  หรือชีวิตเราจะไม่ดีเท่ากับคนอื่น

 

1. การแสดงความคิดเห็นต่อกันเป็นทางเลือกที่เข้าท่า  (ไหนๆ คุณลูกก็ขยันพูดทั้งวันอยู่แล้ว) เช่น  ลองบอกสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับบ้านของเราให้ลูกฟัง  “แม่ว่าแม่ก็ชอบผนังของบ้านเรานะ สีสวยสดใสจะตายไป แล้วบ้านหลังเล็กของเราก็สบายดีออก หนูไม่ต้องเหนื่อยวิ่งขึ้นชั้นสองชั้นสามด้วยนะ” ขณะเดียวกันลองตั้งคำถามให้ลูกได้ทบทวนว่า  เขาเองชอบอะไรในบ้านนี้

 

2. ถ้าหากมีเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง บอกตามตรงไปเลยก็ดูเข้าที อย่างเช่น “ใช่แล้วลูก บางบ้านก็หาเงินได้เยอะ ซื้อของแพงๆ ได้ แต่บางบ้านก็หาเงินได้น้อย อย่างบ้านเราก็ซื้อของที่ราคาพอดีๆ ไงคะ”

 

เทคนิคในการตอบเรื่องทำนองนี้ง่ายมาก ต้องจริงใจและเป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่ซับซ้อนจนเกินเด็กเข้าใจ เพราะถ้าคุณตอบลูกได้อย่างฉะฉานมั่นใจแล้วละก็ ลูกก็ย่อมยอมรับความเป็นจริงนั้นได้ง่ายกว่า

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เมื่อลูกชอบทำตัวเป็นขาใหญ่…!

• รู้จักลูก  รู้ใจลูก ก่อนจะตีโพยตีพาย ติติงหรือห้ามปรามใดๆ วัยทวีนอยากให้คุณเข้าใจสักนิดว่า อาการกร่างไม่น่ารักที่คุณว่านั้น ลูกชายคุณกลับเห็นว่า เป็นพฤติกรรมสุดเท่สุดเหวี่ยงที่เขาอยากแสดงออก เพราะเขาก็แค่อยากเท่เหมือนตัวการ์ตูนในหนัง หรือดูดีเหมือนนักกีฬาคนโปรดในใจเขานั่นเอง จริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่ตัวจริงของลูกคุณทั้งหมดหรอกนะ แน่ละ เขายังมีด้านน่ารักๆ อยู่ด้วย

 
• อย่าใส่ใจ เด็กผู้ชายวัยนี้คนไหนนิสัยเกเร วางตัวเป็นขาใหญ่ มักจะถูกกลุ่มเพื่อนแบนเอง วัยทวีนน่ะ เพื่อนไม่ยอมรับ เจ็บปวดกว่าถูกแม่ดุเสียอีก เพราะฉะนั้นถ้าเขาเกเรมากนัก ลองให้เพื่อนๆ ช่วยจัดการกันเองก่อน ยังไม่จำเป็นต้องรีบยื่นมือเข้าไป

 
• จับเข่าคุย บางครั้งลูกก็ไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่เหมาะสม ดูร้ายหรือหยาบคายเกินไป บอกตรงๆ ลูกชายอาจต่อต้าน วิธีที่ดีคือ ชวนให้คิดด้วยคำถาม เช่น “ลูกว่าเด็กคนอื่นๆ เขาชอบไหมที่ลูกทำแบบนี้” ถ้าจะคุยกันแบบนี้ขอว่าอย่าพูดต่อหน้าคนอื่นๆ เป็นอันขาด คุยกันตามลำพังแม่ / พ่อกับลูกดีกว่า

 
• ถ้ามากไป ต้องห้าม ถ้าเมื่อไรที่ลูกเริ่มล้ำเส้นหรือพูดจารุนแรงจนเกินไป ก็ต้องห้ามทันที การปล่อยผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเท่ากับคุณส่งสัญญาณอนุญาต และเขาจะทำอีก

 
• ใช้อารมณ์ขันเข้าช่วย เมื่อใดก็ตามที่ลูกวางก้าม ทำท่าขาใหญ่ คุณอาจจะหัวเราะแล้วเล่นละครตอบกลับไปเลย เช่น “ได้เลยเพคะ จะให้แม่ทำอะไรบ้างนี่ ต้องรับใช้ใช่ไหมเอ่ย” จากนั้นก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น สิ่งที่ต้องรู้คือ ในวัยนี้เด็กผู้ชายไม่ชอบถูกเลกเชอร์นานๆ เขาจะเบื่อเสียก่อน และไม่ฟังอะไรต่อมิอะไรที่คุณพูด

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

พ่อแม่พร้อมไหม เมื่อลูกอยากรู้เรื่องเพศแล้ว

เมื่อลูกโตแอบคุยกันกับเพื่อน แล้วก็ได้ข้อสงสัย (แบบเด็กๆ) เกี่ยวกับเรื่องเพศ โชคดีที่เขาเลือกมาคลายสงสัยโดยถามพ่อแม่ “พ่อครับ อีกหน่อยผมจะมีขนเต็มตัวจริงๆ เหรอ” “แม่ขา หนูจะมีประจำเดือนทุกวันเลยใช่ไหม” นี่แหละ เวลาเหมาะ!!! ลูกบอกให้รู้ว่ากำลังอยากรู้ พ่อแม่แค่ “คุย” เรื่องเพศกับลูกอย่างตรงประเด็น มาเตรียมพร้อมกันเถอะ!

1. เริ่มด้วยคำถาม

ให้ถามอย่างตรงไปตรงมา “เพื่อนๆ พูดว่ายังไงจ๊ะ เล่าให้แม่ฟังหน่อยได้ไหม” จากนั้นก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญ “แล้วลูกสงสัยตรงไหนล่ะ” การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยแก้ไขความรู้ผิดๆ ให้กับลูก ทำให้เขาเข้าใจมากขึ้น

2. ตอบคำถามให้ตรงเรื่อง

ลูกถามเรื่องประจำเดือน หมายความว่าเขาอยากรู้แค่เรื่องประจำเดือนไม่ใช่เรื่องอื่น แนะนำคุณแม่เล่าเรื่องร่างกายของเด็กผู้หญิงให้ฟังแบบง่ายๆ “ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องอธิบายเลยเถิดไปถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากลูกจะถามขึ้นมาเอง”

3. คุยเรื่อง “เพศสัมพันธ์” แบบมีหลักการ

หากลูกอยากรู้เรื่อง “เพศสัมพันธ์” พ่อแม่ก็คุยได้โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ เพราะลูกวัยนี้อยากรู้เรื่องของไข่และสเปิร์ม ไมใช่วิธีการมีเพศสัมพันธ์ เชื่อว่าถ้าลูกได้รับคำตอบที่น่าพอใจแล้ว แกจะกลับไปวิ่งเล่นซนตามประสาอย่างเดิมแน่นอนค่ะ

4. ลดความกังวลให้ลูก

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเป็นเรื่องที่น่าเครียดอยู่ไม่น้อย คุณแม่ควรบอกให้ลูกรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะกังวล แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขาจะมีคุณคอยอยู่เคียงข้างเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เมื่อน้องเลียนแบบพี่จนไม่เป็นตัวเอง พ่อแม่ช่วยได้!

เป็นเรื่องปกติที่น้องสาวมักจะเลียนแบบพฤติกรรมของพี่สาว หรือน้องชายก็จะชอบเลียนแบบพฤติกรรมของพี่ชาย “ในกรณีที่เป็นเรื่องเหมาะสม ลูกของคุณก็จะเป็นผู้ใหญ่ได้เร็วขึ้น” คุณหมอมิเชลล์  เมเดนเบิร์ก นักบำบัดครอบครัวจากนิวยอร์ก อธิบายว่า “เด็กที่มีพี่สาวหรือพี่ชายจะเรียนรู้และปรับตัวเข้าสังคมและคบหาเพื่อนได้เร็ว รวมถึงดูแลเรื่องสุขอนามัยส่วนตัวได้ดีกว่าเด็กที่ไม่มีพี่ด้วย”

แต่บางทีถ้าคุณแม่รู้สึกว่าพฤติกรรมเลียนแบบนี้ชักมากเกินจนไม่เป็นตัวของเขาเอง เรามีคำแนะนำมาให้ค่ะ

• อยากเล่นวีดิโอเกมเหมือนพี่

ทั้งอยากเล่นเกมเดียวกันและเวลาเล่นเท่ากัน แล้วทั้งคู่ก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่นแบบไม่มองหน้าใคร แบบนี้ก็คงไม่ไหว การบอกให้ลูกรู้ว่าคุณเข้าใจเขา แต่คุณเองก็ต้องมีกฎของคุณเช่นกัน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ดี

• ถ้าเรื่องเสื้อผ้ากลายเป็นเรื่องใหญ่

ดูเหมือนว่าลูกคนเล็กจะเลียนแบบสไตล์การแต่งตัวของพี่ไปเสียหมด พี่ใส่อะไรหนูใส่ด้วย พี่มีอันนี้ หนูก็มีด้วย จนสุดท้าย คุณรู้สึกว่าลูกแทบไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เราแนะนำให้คุณแม่หาเวลาพาหนูน้อยไปซื้อเสื้อผ้ากันสองต่อสอง และพยายามช่วยลูกค้นหาสไตล์ที่ตัวเองชอบให้ เช่น “ลูกชอบแบบไหนเอาแบบนั้นเลยนะ เป็นอีกสไตล์หนึ่งแบบของลูกไง จะได้แปลกใหม่ ไม่น่าเบื่อด้วยนะ”

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ชวนเด็กๆ มา “เดิน” คลายเครียดกัน

ชวนเด็กๆ มา “เดิน” คลายเครียดกัน

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล สหรัฐอเมริกา พบว่า การที่คุณพ่อคุณแม่ชาวอเมริกันให้เด็กๆ เดินไปโรงเรียนในยามเช้าเป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อีกวิธีหนึ่ง รวมถึงช่วยเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจแข็งแรง ความดันโลหิตคงที่ ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป

งานวิจัยนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า เวลาทำข้อสอบ เด็กที่นั่งรถยนต์มาเรียนทุกวันจะมีความเครียดมากกว่าเด็กที่มีโอกาสได้เดินมาโรงเรียน สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนไทยที่บ้านอยู่ไกลโรงเรียน ไม่สามารถให้ลูกเดินไปได้ ลองชวนลูกไปเดินเล่นหรือวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเลิกเรียนก็ได้เหมือนกัน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

โทรทัศน์ – เกม มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

มาดูกันดีกว่าว่าโทรทัศน์กับวิดีโอเกมมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างที่ต้องระวัง

 

โทรทัศน์
การดูรายการดีๆ น่าสนใจบางครั้งก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน ทั้งยังทำให้คุณและลูกมีหัวข้อสนทนาน่าคิดน่าเรียนรู้ได้ด้วย แต่ มีข้อควรคำนึง คือ เรื่องการเลือกรายการที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญ ทุกๆ  รายการที่ลูกดูควรผ่านสายตาของพ่อแม่ด้วย คุณควรมีโอกาสได้รับรู้เนื้อหาทั้งหมด จะได้รู้ว่ารายการใดไม่หมาะกับวัยของลูก เช่น รายการที่มีเนื้อหาหรือภาพรุนแรง เป็นต้น

 
นอกจากนี้ระวังโฆษณาขนมต่างๆ ที่มักจะมาคั่นในรายการที่ดีและลูกชอบ เนื้อหารายการไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ได้เห็นโฆษณาขนมเป็นสิบรอบในรายการหนึ่งๆ ก็จูงใจให้เด็กๆ รบเร้าพ่อแม่ให้ซื้อขนมเพื่อให้ได้ของแถมที่มากับขนมนั้น และแน่นอน ขนมกรุบกรอบที่มีทั้งรสหวาน มัน และเค็ม ก็ทำให้ลูกมีปัญหาน้ำหนักเกินได้

 
วิดีโอเกม
เกมที่ส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ขยับตัว เช่น  วิ่งตีเทนนิส หรือเกมเต้น จะทำให้เด็กได้ออกกำลังกาย ได้ขยับตัว ก็นับว่ามีประโยชน์ ข้อควรระวัง คือ เวลาเล่นเกม อย่าปล่อยให้ลูกกินขนมไปด้วย นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นผู้เลือกเกมที่มีเนื้อหาไม่รุนแรงจนเกินไปให้กับลูก เพราะมีผลงานวิจัยออกมาแล้วว่าเกมที่มีเนื้อหารุนแรงจะทำให้เด็กๆ เครียด หงุดหงิดง่าย และมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อครูและเพื่อนๆ โดยเลียนแบบการกระทำของตัวละครในเกมนั่นเอง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกวัยทวีนไม่ชอบเหมือนเพื่อน จะเข้ากลุ่มได้ไหมนะ

Q: ลูกเริ่มเข้าวัยรุ่นแล้วค่ะ กลุ่มเพื่อนเริ่มชวนกันไปงานปาร์ตี้วันเกิด เต้นรำ ร้องเพลง เล่นเกม…แต่ลูกดิฉันไม่ชอบเลยจริงๆ ทำอย่างไรดีคะ

ไม่จำเป็นต้องกดดันลูกหรอกค่ะ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ ไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ หากลูกกังวลว่าจะดูแย่ในสายตาเพื่อนๆ ว่าไม่เข้าพวก ไม่เข้ากลุ่ม คุณก็ต้องทำให้ลูกรู้ว่า คนเราชอบอะไรไม่เหมือนกัน และแน่ละ ต้องมีเด็กอื่นๆ ที่ไม่ชอบไปงานแบบนี้เช่นกัน

แต่ถ้าไม่อยากให้ลูกมัวแต่กังวลใจในคืนที่เพื่อนๆ จัดงานปาร์ตี้ คุณอาจให้ลูกชวนเพื่อนสนิท 2 – 3 คนไปกินพิซซ่ากันข้างนอก หรือไปดูหนัง หรือทำกิจกรรมอื่นที่ลูกชอบ ถ้าจะเพิ่มเติมเหตุผลให้ดูรัดกุมมากขึ้น (ในสายตาเพื่อนของลูก) คุณอาจจะตั้งกฎประจำบ้านว่า ไม่อนุญาตให้ลูกไปงานปาร์ตี้บ้านเพื่อนจนกว่าจะอายุครบ 15 ปี หรือไม่ก็หาเหตุผลอะไรก็ได้ที่ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ (คุณจะได้สบายด้วยไง!)

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

เทคนิคดึงดูดลูกๆให้สนใจหนังสือ

1.  อย่าบังคับว่าต้องนั่งอ่าน ลูกอาจจะอยากนอนอ่านสบายๆ  กลิ้งไปกลิ้งมาบ้าง  เอาเป็นว่าท่าไหนก็ได้ ขอให้อ่านก็แล้วกันนะลูกนะ

2. เลือกเรื่องสั้นๆ ให้ก่อน และไม่จำเป็นต้องให้ลูกอ่านเป็นเวลา 20 – 30 นาที เพราะเขาอาจรู้สึกยาวนานเกินไปจนทำให้ว้าวุ่นใจเสียสมาธิ เริ่มจากอ่านสัก 7 – 9 นาทีก็พอ

3. เลือกเรื่องสนุกๆ น่าอ่าน ถ้าทุกครั้งที่อยู่กับหน้าหนังสือต้องเป็นหนังสือเนื้อหายากๆ มีข้อคิด หรือเกี่ยวกับบทเรียนทุกครั้งไป เด็กที่ไม่ชอบหนังสือมีแต่จะอึดอัด เซ็งจนไม่อยากอ่านให้ลูกได้อ่านเรื่องสนุกๆ ไม่มีสาระบ้างก็ได้อนุญาตให้ลูกเลือกหนังสือที่อยากอ่านเองอาจจะเป็นการ์ตูนก็ได้ (แต่คุณแม่ช่วยสกรีนเนื้อเรื่องสักนิดก็ดีนะคะ)

 4. อ่านบนเนตก็ได้เหมือนกัน ตอนนี้มีการ์ตูนหรือหนังสือดีๆ บนอินเทอร์เน็ตเยอะแยะให้ลูกค่ะ

 

อ่านจากทางคอมพิวเตอร์บ้างก็ได้ข้อดีคือ ลูกจะได้ทักษะการพิมพ์และการค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นของแถม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เข้าใจรักแรกของลูก

ไม่ทันจะเป็นหนุ่มเลย ลูกชายของคุณก็แอบปิ๊งสาวโต๊ะข้างๆ เสียแล้ว ข้างลูกสาวก็แอบกรี๊ดกร๊าดหนุ่มน้อยหน้าใส คุณแม่เริ่มไม่สบายใจ เอ๊ะ เร็วไปหรือเปล่านะ?

ในช่วงวัยนี้อารมณ์ของลูกยังไม่ถึงขนาดหลงใหลหรือตกหลุมรักใครหรอกค่ะ เด็กๆ เพียงแต่เริ่มจะสังเกตเพศที่ต่างไป  และเรียนรู้ที่จะพึงพอใจในสิ่งที่เห็น สิ่งที่คุณต้องทำก็คือรับฟังและรับรู้ว่าลูกกำลังเริ่มสนใจเพศตรงข้าม โดยไม่มีทีท่าตกใจหรือกังวลเกินเหตุ ยกตัวอย่างง่ายๆ

ถ้าลูกมาเล่าว่า “เคนนี่หล่อมากเลยค่ะแม่ แถมเขายังเตะบอลเก่งสุดๆด้วยนะคะ หนูช้อบชอบเขาละ” คำตอบของคุณควรจะเป็น “เก่งแค่ไหนจ๊ะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม” ไม่ใช่เอ็ดใส่ว่า “ลูกยังเด็กเกินกว่าจะชมเด็กผู้ชายคนไหนนะ!” และถ้าหากลูกชายมาขอซื้อสร้อยราคาแพงให้สาวที่ไหน คุณก็ประนีประนอมไปว่า “แม่ว่าเอาของอย่างอื่นน่าจะเหมาะกว่านะ ลองช็อกโกแลตสักชิ้นไหมจ๊ะ”

สำหรับคุณแม่คนไหนที่ลูกมาบอกตรงๆ ว่า “หนูมีแฟนแล้วค่ะ” คำแนะนำคือ ค่อยๆ อธิบายว่า “ไม่ใช่หรอกจ้ะลูกรัก แฟนน่ะต้องเป็นกันตอนหนูโตกว่านี้อีกหน่อย สำหรับตอนนี้แม่ว่าหนูกับเคนนี่เป็นเพื่อนกันมากกว่าจ้ะ”

สุดท้ายนี้ แม้ว่าสื่อส่วนใหญ่จะนำเสนอความสัมพันธ์ของเด็กๆ ในรูปแบบ “แฟน” มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ควรจะเชื่อแบบนั้นไปด้วยหรอกนะคะ ดูแลลูกน้อยให้น่ารักตามวัยน่าจะดีกว่าค่ะ

คำเตือนถึงคุณแม่!

ส่วนใหญ่แล้วเด็กวัยนี้จะไม่ไปไกลมากนัก แต่ถ้ากังวล ลองเตือนลูกว่า “แม่ว่าตอนนี้ลูกแค่เล่นด้วยกันก็พอแล้ว อย่าไปไกลถึงขั้นกอดเลยจ้ะ” จำไว้ว่าเตือนอย่างละมุนละม่อมแต่หนักแน่น ไม่หักหาญความรู้สึกไว้ก่อน ดีกว่าปล่อยไปแล้วส่งผลเสียในภายหลังนะคะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหารให้กับลูก

เพื่อนชวนลูกไปกินอาหารที่บ้าน หรือทุกวันอาทิตย์เรามีนัดไปกินข้าวบ้านคุณตาคุณยายหรือไปกินอาหารนอกบ้าน ด้วยกันทั้งครอบครัว มีหลายโอกาสที่เด็กๆ ต้องมีมารยาทในการกิน แต่ตอนนี้กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของเจ้าหนูยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไร วัยนี้แล้วปล่อยไปไม่ดีแน่

 
• มีสิ่งดึงดูดความสนใจ ถ้าต้องไปกินอาหารตามร้านนอกบ้าน ระหว่างรออาหารคุณอาจจะต้องอนุญาตให้ลูกพกเกมเล็กๆ สักเครื่อง หรือหนังสือสักเล่ม เพื่อให้ลูกได้เล่นหรือได้อ่านเพลินๆ ไปด้วย การรออย่างเดียวอาจทำให้เด็กๆ วัยนี้เบื่อและรู้สึกหงุดหงิดได้ค่ะ

 
• ให้ลูกเคยชินเรื่องมารยาทตั้งแต่โต๊ะอาหารที่บ้าน ควรมี “มื้ออาหารของครอบครัว” ที่สมาชิกทุกคนในบ้านจะมานั่งโต๊ะพร้อมหน้ากินอาหารร่วมกัน ลูกก็ได้เรียนรู้ว่าต้องตักข้าวก่อน ใช้ช้อนกลางตักอาหาร และเมื่อไปร่วมโต๊ะกับญาติผู้ใหญ่ ลูกควรจะได้รู้ว่าคุณตาคุณยายจะได้รับเกียรติเป็นคนแรกที่ตักอาหารให้ เป็นต้น

 
• เตี๊ยมกันก่อนได้ การไปกินอาหารบ้านคนอื่น ลูกอาจจะได้เจออาหารใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ลองมาก่อน ซึ่งเด็กหลายๆ คนจะให้ลองของใหม่ก็แสนยาก บางคนพอลองแล้วไม่ชอบก็ออกอาการกันตรงนั้นเลย คายทิ้ง ปัดตก หรือไม่แตะเลยก็มี แต่เรื่องนี้คุณสามารถซักซ้อมกับลูกก่อนได้ว่าเขาควรพูดอย่างไรจึงจะเหมาะสม เช่น ถ้าคุณตาตักอาหารที่ลูกไม่รู้จักให้ และลูกไม่มั่นใจว่าจะชอบหรือเปล่า ให้พูดว่า “ขอนิดเดียวพอครับคุณตา ขอบคุณครับ” และถ้าหากลูกชอบอาหารนั้นค่อยขอเพิ่มนะ

 

 

บทความโดย:กองบรรณาธิการเรียล พาเรนติ้ง

ทำไงดี ลูกชอบอั้น เพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำที่โรงเรียน

“หนูไม่อยากเข้าห้องน้ำที่โรงเรียนเลยมันยังไง ยังไง ก็ไม่รู้ หนูอึ๊ไม่ได้จริงๆ ค่ะ” แล้วลูกก็ไม่ยอมที่จะเข้าห้องน้ำที่อื่น นอกจากที่บ้าน! ไปไหนก็กลั้นไว้ตลอด จะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้คงไม่ได้การแล้ว

เข้าใจความรู้สึก

แต่ลูกไม่ได้เป็นคนเดียวหรอกนะ “ห้องน้ำที่โรงเรียนอาจจะไม่เหมือนห้องน้ำที่บ้าน ลูกเคยแต่นั่งชักโครก พอต้องนั่งยองๆ เลยรู้สึกแปลกๆ ลูกอาจต้องใช้เวลาบ้าง แม่ก็เคยเป็นแบบหนู แต่พอกลั้นนานๆ เข้ากลายเป็นไม่ยอมถ่าย หลายๆ วันยิ่งอึดอัดไม่สบาย แม่ก็เลยคิดว่าทำไมต้องทรมานตัวเองด้วย”

ช่วยกันหาเหตุดีกว่า

ลูกไม่อยากอึ๊ที่ห้องน้ำโรงเรียนเพราะอะไรหนอ เช่น ล็อกที่ห้องน้ำไม่ดี กลอนไม่แน่น ปิดไม่สนิท เป็นทุกห้องเลยหรือลูก หรือลูกอาย เพื่อนเยอะเลย ถ้าเผลอทำเสียงแปลกๆ ออกไปละก็ แย่แน่ๆ ถูกล้อแหงๆ ถ้าเป็นกรณีนี้ก็ใช้วิธีนี้สิลูก “กดชักโครกหรือราดน้ำไปพร้อมๆ กับเวลาทำภารกิจก็ได้”

เข้าห้องน้ำปลดทุกข์เรื่องธรรมดา

อย่างไรเสีย การบอกและทำให้ลูกเห็นว่า “การปลดทุกข์นอกบ้านเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกันได้” ก็เป็นสิ่งจำเป็น

ฝึกฝนให้เป็นเวลา

เด็กบางคนอาจต้องใช้เวลากับเรื่องนี้ บางทีโรงเรียนอาจจะให้เวลาพักน้อยเกินไป เพราะฉะนั้นมาฝึกลูกถ่ายให้เป็นเวลาน่าจะดีกว่า เวลาที่ดีที่สุดคือเวลาเช้า ถ้าหากนั่งทุกวันเป็นประจำ ระบบขับถ่ายก็จะจำและทำงานอย่างเป็นระบบ ทำให้ลูกขับถ่ายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ อย่าลืมเสริมการทำงานของลำไส้ด้วยผักผลไม้สด เช่น มะละกอสุก ลูกพรุน ก็ยิ่งดี

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

กินผิดปกติ ระวังชีวิตวัยรุ่นพัง

ก่อนหน้านี้ คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเมื่อลูกเริ่มเข้าวัยรุ่น เขาจะกินเก่งขึ้น จะโปรดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงมากขึ้น เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแลต และเฟรนช์ฟราย แต่ปัจจุบันคงจะคิดแค่นั้นไม่ได้ เพราะจากงานวิจัยล่าสุดโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์อเมริกัน (AAP) ระบุว่า เด็กที่เริ่มเข้าวัยรุ่น มีแนวโน้มจะเป็นโรคบูลิเมีย หรือแอนนอ-เร็กเซียมากขึ้น (จากสถิติมีจำนวนเพิ่มขึ้นคิดเป็น 119 เปอร์เซ็นต์!!)

โรคบูลิเมียเนอร์โวซา

การไม่สามารถควบคุมการกินได้ กินในปริมาณมากๆ ในเวลาจำกัด พอกินแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองผิด และพยายามจะกำจัดอาหารที่กินเข้าไป จำนวนมากๆ นั้นออกมา เช่น ออกกำลังกายอย่างหักโหม อดอาหาร ล้วงคอให้อาเจียน หรือใช้สารอย่างอื่นเพื่อที่จะขับออกมา

โรคอะนอเร็กเซียเนอร์โวซา

เป็นความผิดปกติเรื่องการกิน ที่ทำให้น้ำหนักลดอย่างรุนแรง เพราะบังคับตัวเองให้อดอาหาร จากการมีความคิดผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องร่างกายของตัวเอง มองตัวเองอ้วนกว่าความเป็นจริง กลัวอ้วนอย่างไม่มีเหตุผล อดอาหารและออกกำลังมากเกินไป น้ำหนักตัวลดลงมาก หรือน้ำหนักตัวไม่ขึ้นเลยในช่วงวัยเจริญเติบโต และไม่ยอมให้น้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์ หรือเป็นกังวลเกี่ยวกับอาหาร วิธีการปรุงอาหาร และแคลอรีในอาหารตลอดเวลา

นี่คือสัญญาณเตือนการกินของวัยรุ่นที่ปกติและแบบที่คุณแม่ต้องระวังค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ถึงเวลาปล่อยลูกไปเที่ยว-ช็อปปิ้งกับเพื่อนได้หรือยัง

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นเริ่มจะมีการขออนุญาตเพื่อออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านกับเพื่อน ไม่ได้มีข้อกำหนดชัดเจนหรอกว่าลูกต้องอายุเท่าไร คุณจึงจะอนุญาตให้เขาไปเที่ยวเดินเล่นกับเพื่อนแบบกันเองได้ ในฐานะผู้ปกครอง คุณพร้อมหรือยังที่จะปล่อยให้ลูกได้ไปลองผจญภัยข้างนอกบ้าง แต่ก็อย่าลืมที่จะเตือนในเรื่องต่อไปนี้

1. คนแปลกหน้า

เตือน หรือจะให้ดีขอคำมั่นกับลูกว่า ไม่ขึ้นรถไปกับคนที่ไม่รู้จักหรือหลงเชื่อคำชวนของคนอื่นๆ ได้ง่ายๆ

2. เวลาไปห้องน้ำ

อย่าไปคนเดียว ให้พาเพื่อนไปด้วย

3. จุดนัดพบ

เผื่อว่าลูกพลัดหลงกับเพื่อนแล้วไม่มีโทรศัพท์ หรือติดต่อกันไม่ได้ ก็ให้เตรียมนัดแนะกันว่าเราจะมาเจอกันที่ตรงนี้ๆ นะ

4. ถ้าโทรศัพท์หาย

ให้มองหาโทรศัพท์สาธารณะหรือขอยืมโทรศัพท์จากผู้หญิง  ยิ่งถ้ามีลูกด้วยจะดีมาก

 

กรณีคุณแม่รู้สึกว่าไม่พร้อมจะให้ลูกไปกับเพื่อน ไม่ไว้ใจ เป็นห่วง คิดมากหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณอาจจะให้ข้อเสนอกับลูกว่า แม่ขอไปด้วยแต่จะปล่อยให้ลูกได้เดินเล่นกับเพื่อน กิน เที่ยว ช็อปปิ้งหรือดูหนังด้วยกันตามชอบใจ ส่วนคุณเองก็เดินเล่นไป ซื้อของไป รอเวลาที่ลูกเสร็จเรียบร้อยค่อยกลับบ้านพร้อมกัน อย่างนี้ก็น่าจะเป็นข้อเสนอที่ประนีประนอมกันได้ดี

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags