คุณแม่ชอบกินเผ็ด เจ้าตัวเล็กคลอดมาผมน้อย…ชัวร์หรือมั่วนิ่ม

ลูกน้อยคลอดมาจะผมดก หรือผมบาง ผมน้อย จะเกี่ยวข้องกับการกินอาหารของคุณแม่ท้องจริงหรือ?

ความเชื่อนี้มุ่งหวังให้คุณแม่ท้องระวังหรือหลีกเลี่ยงการกินเผ็ดมากกว่า เพราะในช่วงตั้งครรภ์ ฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงไป มีส่วนทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ปกติบ้าง จึงเป็นเหตุให้คุณแม่ท้องมีอาการท้องอืดเฟ้อง่ายนั่นเอง และการกินอาหารรสจัดก็อาจมีผลต่อสุขภาพของคุณแม่เองมากกว่า เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย หรือไม่ก็ถ่ายยาก

ส่วนเรื่องลูกน้อยคลอดมาจะผมดก หรือผมบาง ผมน้อย เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมเป็นหลัก เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สไตล์ดูดนมลูกน้อยของคุณเป็นแบบไหน

เด็กๆ มีนิสัยเฉพาะตัว ซึ่งทำให้มีวิธีกินนมแตกต่างกันไป โดยนักวิจัยได้แบ่งสไตล์การกินนมของเบบี๋ไว้ 5 แบบ ดังนี้

1. สไตล์มาดเข้มดุดัน

เบบี๋กลุ่มนี้จะดูดนมแบบเกาะติดหนึบและดูดเร็วชนิดหายใจหายคอแทบไม่ทัน โดยใช้เวลากินนมเพียง 10-20 นาที เด็กสไตล์นี้จะไม่มีเอื่อยเฉื่อย เวลากินนมใช่เรื่องเล่นๆ ในครั้งแรกๆ อาจดูดจริงจังจนทำให้แม่รู้สึกเจ็บได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเมื่อเคยชินกับการป้อนนมเจ้าฉลามน้อยแล้ว ร่างกายเราก็จะปรับตัวให้แข็งแรงขึ้นเองได้อย่างรวดเร็ว

2. สไตล์กระต่ายน้อยตื่นตูม

เด็กๆ กลุ่มนี้เวลาหิวจะรนจนคว้าเต้าไว้ไม่อยู่ แล้วมักจบลงด้วยการร้องไห้ด้วยความไม่พอใจตามระเบียบ คุณแม่เพียงแต่ฝึกความอดทนเป็นพิเศษ เพราะต้องทำให้ลูกอารมณ์ดีและสงบก่อนค่อยพาเข้าเต้าใหม่ แต่ปกติเด็กๆกลุ่มนี้จะปรับตัวได้ดีเมื่อฝึกดูดจนเก่งขึ้น

3. สไตล์รักอิสระ

เด็กกลุ่มนี้จะไม่แสดงความสนใจหรือแสดงความสามารถในการดูดนมจนกว่าเขาจะรู้สึกอยากเอง เด็กๆกลุ่มนี้จึงไม่ชอบการบังคับ แต่เขาจะเริ่มดูดนมเองเมื่อเขารู้สึกดีเท่านั้น

4. สไตล์นักชิมไวน์

เด็กๆ กลุ่มนี้จะชอบเล่นหัวนมแม่ โดยจะอมเอาไว้ ชิมน้ำนมเล็กน้อย ดูดเสียงดังจ๊วบจ๊าบก่อน แล้วค่อยกลืนลงไปทีละอึกอย่างช้าๆ ลูกน้อยสไตล์นี้มองว่าน้ำนมแม่ไม่ใช่อาหารจานด่วน ฉะนั้นหากคุณแม่พยายามเร่งให้เขารีบดูดรีบอิ่ม จะทำให้เขาเสียอารมณ์มาก ควรปล่อยให้เขาค่อยๆ ดื่มด่ำกับรสชาติจะดีกว่า

5. สไตล์ชิลๆ

สังเกตได้จากเด็กกลุ่มนี้จะชอบดูดนมแล้วพักเป็นระยะ เช่น ดูด 15 นาที งีบอีก 15 นาที แล้วค่อยตื่นมาดูดต่อ คุณแม่จีงต้องใช้เวลาให้นมลูกนานและใช้ความอดทนมากพอสมควร เพราะคุณแม่ไม่สามารถเร่งรัดการกินของลูกน้อยได้เลย


บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

3 สัญญาณบอก พร้อมออกสตาร์ท

ส่วนใหญ่แล้วเบบี๋จะเริ่มเตาะแตะก้าวแรกในช่วงอายุ 9-18 เดือน และถ้าลูกของเรามีพัฒนาการเหล่านี้ให้เห็น นั่นแปลว่าอีกไม่นานเขาพร้อมจะก้าวเดินด้วยสองขาน้อยๆแล้วล่ะ

 
1. นอนกลิ้งอยู่ที่พื้นแล้วลุกขึ้นนั่งเองได้

 
2. ไถก้นไปกับพื้นเพื่อเคลื่อนตัว

 
3. พยายามปีนขึ้นเก้าอี้หรือคลานขึ้นบันได

 
เคล็ดลับหัดเดิน

 
1. จับลูกให้ยืนหันหน้าเข้าหาคุณแม่ห่างประมาณ 1 ช่วงแขน

 
2. ค่อยๆปล่อยมือทีละข้างเพื่อให้ลูกทรงตัวเอง

 
3. เมื่อลูกยืนได้แล้ว ให้คุณแม่ถอยออกมาสัก 2-3 ก้าว แล้วค่อยให้กำลังใจและชมเมื่อลูกก้าวเดิน

 
4. เมื่อลูกล้ม เพียงบอกว่า ไม่เป็นไรและยิ้มเสมอ

 
5. ห้ามส่งเสียงดังเอะอะเมื่อลูกล้ม เพราะลูกจะตกใจกลัวและไม่กล้าเดินอีก

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง  

ดูแลทารก ร้อน เป็นผื่น

ดูแลเบบี๋หน้าร้อน

อากาศร้อนขนาดนี้ มาดูแลลูกทารกอย่างถูกวิธีกันดีกว่าค่ะ เพราะฤดูร้อนบ้านเราอยู่แทรกไปทุกฤดู และดูเหมือนจะทวีความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาอดห่วงเจ้าตัวเล็กไม่ได้ แล้วต้องทำอย่างไร เรามีข้อแนะนำง่ายๆ มาฝากค่ะ

•  เบบี๋ท้าแดดได้แค่ไหน

หากลูกอายุต่ำกว่า 6 เดือน ไม่ควรสัมผัสแสงแดดโดยตรง เวลาพาเขาออกไปนอกบ้านจึงควรใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวที่เนื้อผ้าเบาสบาย ระบายอากาศได้ดี และควรมีร่มหรือผ้าคลุมบังแดดทุกครั้ง ส่วนลูกน้อยที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป สามารถสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแสงแดดอ่อนๆ ได้ แต่ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

•  เบบี๋กินน้ำได้แค่ไหน

หากลูกเล็กอายุต่ำหว่า 6 เดือน ควรให้ลูกกินนมแม่บ่อยๆเพื่อชดเชยการขาดน้ำได้ โดยไม่ต้องให้ดื่มน้ำอื่น ส่วนลูกที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ก็ให้เขาจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ และกินผลไม้ที่มีน้ำมากๆ เช่น แตงโม แตงกวา ลูกพีช สาลี่ หรือส้มก็ช่วยได้

•  ผดผื่น

ของคู่เบบี๋ยามหน้าร้อน เด็กๆ มักเกิดผดผื่นได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณที่บอบบางเป็นพิเศษ ได้แก่ หน้าผาก หน้าอก คอ ข้อพับ ก้น และส่วนที่เสียดสีกับเสื้อผ้าบ่อยๆ วิธีป้องกันคือ อาบน้ำให้บ่อยขึ้น แต่ไม่ต้องใช้สบู่ทุกครั้ง เพราะจะทำให้ผิวแห้ง เลือกสวมเสื้อผ้าจากผ้าฝ้าย 100% จะช่วยดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ดี ในบริเวณบ้านควรเปิดพัดลมห่างๆ เพื่อระบายความร้อน

ระวัง!

ไม่ควรทิ้งลูกน้อยให้อยู่ในรถยนต์ตามลำพังเด็ดขาด เพราะความร้อนภายในรถจะสูงมากขนเป็นอันตรายถึงชีวิต และถึงแม้จะจอดในร่มและเปิดกระจกก็ตาม ก็ไม่สามารถช่วยลดอุณหภูมิในรถได้

อ่านเพิ่มเติม 4 จุดบอบบางของลูก ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

จุดบอบบางของลูก

จุดบอบบางของลูก ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

พูดถึงเด็กแรกเกิดแล้ว เรามักจะนึกถึงความบอบบางน่าทะนุถนอม ต้องการการปกป้อง ไปดูกันค่ะว่า จุดบอบบางของลูก มีอะไรบ้างที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้และดูแลให้ถูกวิธี

1. หนังศีรษะ

ศีรษะทารกแรกเกิด
จุดบอบบางของทารกแรกเกิด

ทารกอายุระหว่าง 2 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน มักจะมีหนังศีรษะลอก ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากเกินไป โดยมีลักษณะเป็นแผ่นสะเก็ดสีเหลืองหรือน้ำตาล และมักจะหายไปเองเมื่ออายุ 6-7 เดือน

วิธีดูแล ใช้เบบี้ออยล์นวดศีรษะตรงบริเวณที่มีไขมัน จากนั้นใช้แปรงนุ่มๆ แปรงออกอย่างเบามือ และปิดท้ายด้วยการใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนสระผมออก แล้วจึงเช็ดให้แห้ง

อ่านต่อ “จุดบอบบางจุดที่ 2 – เล็บมือ” หน้า 2

ทำไงดีหนูอยากดูดนมแม่อีก

การที่เด็กวัยเตาะแตะยังสนใจในหัวนมแม่อย่างเราอยู่ แสดงว่า เขาแอบน้อยใจ และอิจฉาน้องวัยเบบี๋เล็กๆ ที่ได้ใกล้ชิดกับแม่มากกว่าตัวเขา ถ้าเป็นกรณีนี้ แปลว่านมแม่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแล้ว หากแต่เป็นอกอุ่นๆ ของคุณที่เขาสนใจ ฉะนั้นเวลาที่คุณป้อนนมให้กับน้องคนเล็ก คุณควรเรียกเขามานั่งใกล้ๆ แล้วก็พูดกับเขาว่า “ แม่ให้นมน้องก่อนนะ หนูอยากกินน้ำผลไม้พร้อมกับน้องบ้างไหม” หรือไม่ก็ทำกิจกรรมกับเขาไปด้วย เช่น ระหว่างให้นม ก็อ่านนิทาน และไม่ลืมลูบหัว กอด และคลอเคลียเขาไปด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

ลูกชายเล่นตุ๊กตา ลูกสาวเล่นรถ เบี่ยงเบนทางเพศรึเปล่าเนี่ย

ในช่วงวัยเตาะแตะนี้ หากลูกชายอยากเล่นตุ๊กตา หรือ ลูกสาวชอบเล่นรถ อย่าเพิ่งตกใจไป ควรปล่อยให้เขาเล่นก่อน เพราะจริงๆแล้วการดูแลตุ๊กตาเป็นการแสดงให้เห็นว่าลูกมีทักษะในการเข้าอกเข้าใจคนอื่นนะ ส่วนการที่ลูกสาวชอบเอารถมาเล่นชนกัน ก็แค่การทดลองเพื่อเรียนรู้เรื่องเหตุและผล เท่านั้นเอง เอาเป็นว่าถ้าคุณอยากให้ลูกรู้จักความเป็นเพศหญิงและชายให้มากขึ้น อาจหาโอกาสบอกเขาว่า ผู้หญิง หรือ ผู้ชายควรทำอะไรบ้าง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

แค่ 3 ขวบโกหกเป็นแล้วหรือ

 

การที่เด็กวัยเตาะแตะพูดโกหก เป็นเพราะเขากลัวการถูกลงโทษ คุณพ่อคุณแม่อย่างเรา จึงไม่ควรขู่จนทำให้เขากลัว ถึงขนาดโยนความผิดให้คนอื่น หรือแม้กระทั่งตุ๊กตา หนทางแก้ไขง่ายๆคือ ไม่ตำหนิ หรือ แก้ไขคำพูดของลูก ให้ความรู้สึกละอายเป็นสิ่งที่สอนเขาเอง หากเขาโกหกเพื่อปัดปัญหาให้พ้นตัวอีก คุณอาจจะลองพูดว่า “ แม่รู้ว่าลูกรู้สึกแย่ที่ทำแล้วแตก แต่เรามาช่วยกันเช็ดน้ำที่หกกันนะ แล้วเราหันมาใช้แก้วพลาสติกแทนกันดีกว่าเนอะ ตกจะได้ไม่แตกอีก “ การพูดแบบนี้ เป็นการบอกให้เขารู้ว่า เราเข้าใจว่าเขาเองก็รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่ทำลงไป แล้วจากนั้นก็หาทางแก้ไขความผิดพลาดซะ

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

วัยเตาะแตะมีสัตว์เลี้ยงได้ไหมนะ

การมีสัตว์เลี้ยงถือเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่ จึงควรพิจารณาให้ดี และละเอียดถี่ถ้วน ต้องดูก่อนว่า บ้านของเรามีพื้นที่มากพอให้เด็กและสัตว์เลี้ยงวิ่งเล่นหรือเปล่า แล้วตัวเราเองมีเวลาดูแลทั้งลูกและสัตว์เลี้ยงหรือไม่ เด็กๆเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกันกับสัตว์เลี้ยงได้ดีแค่ไหน ไม่ทำให้มันเจ็บหรือ โกรธ ได้หรือเปล่า ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ แล้วตัดสินใจเลี้ยง ในช่วงแรกควรแยกเด็กจากสัตว์เลี้ยงก่อน เพราะเราคาดเดาอารมณ์ของทั้งคู่ไม่ได้ จากนั้นจัดสถานที่สำหรับเด็ก และสัตว์เลี้ยง เพื่อลดโอกาสที่จะทำร้ายซึ่งกันและกัน ไม่ปล่อยให้เด็กกินอาหารใกล้ๆกับสัตว์เลี้ยง แต่เหนือสิ่งอื่นใด สัตว์เลี้ยงต้องได้รับวัคซีนครบถ้วนตรงตามเวลา

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

สังเกตการพูดของลูก “ติดอ่าง” หรือแค่ “พูดซ้ำๆ”

เมื่อย่างเข้าวัย 4 ขวบ เริ่มประสบปัญหา ลูกติดอ่าง แม่เริ่มเป็นกังวลขึ้นมาทันที ขนาดชื่อพี่ชาย แกยังเรียกเป็น พ – พ – พ – เพชร ตลอดเลย แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมาหลังจากนั้น อาการติดอ่างดังว่า ก็หายไปเสียเฉยๆ จนถึงตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุของอาการติดอ่างได้ พวกเขาเพียงแค่พบว่า อาการนี้มักปรากฏในเด็กวัยก่อนเรียนซึ่งกำลังเริ่มพัฒนาทักษะด้านภาษา และจะหายไปเองภายในเวลา 1 ปี

แต่ถ้าลูกของคุณต้องเผชิญกับปัญหาเมื่อมีอาการติดอ่าง เรามีวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบามาเสนอ

ลูกติดอ่าง

วิธีแก้ปัญหา ลูกติดอ่าง

1. อย่าพุ่งความสนใจไปที่ปัญหา

เพราะมีแต่จะทำให้เด็กรู้สึกแย่ลง การบอกให้เขาพูดช้าๆŽ หรือสูดลมหายใจเข้าก่อนจะพูดŽ ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไรค่ะ

2. ตั้งกฎ “ห้ามขัดจังหวะ” ให้พวกผู้ใหญ่

เด็กๆ อาจเกิดอาการติดอ่าง เมื่อรู้สึกว่า เขาต้องรีบต่อบทสนทนาให้จบ การพูดขัดขึ้นมาทำให้พ่อหนูแม่หนูเสียศูนย์และเร่งสปีดให้ตนเองพูดจบไวขึ้น…แล้วก็ติดอ่างอีกจนได้ ดังนั้นคราวหน้าถ้าเจ้าตัวเล็กกำลังจ้ออยู่แล้วมีใครทำท่าจะอ้าปากพูดขัดขึ้นมาละก็ ช่วยสะกิดเตือนกันหน่อยนะ

3. ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าปัญหานี้ดำรงอยู่นานเกิน 3 เดือน ควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านอาการติดอ่างในเด็กวัยก่อนเรียนโดยเฉพาะ หรือปรึกษากุมารแพทย์ประจำตัวลูกก่อนก็ได้ค่ะ

try to communicate - 5-6 years old boy isolated on white

เจ้าหนูจำไม “นี่อะไร?” “นั่นอะไร?”

ตอนลูกวัยเตาะแตะพูดว่า “นั่นอะไร” “นี่อะไร” ได้ในครั้งแรกมันช่างน่ารัก น่าเอ็นดู แต่พอเริ่มถามคำถามเดิมซ้ำอีกหลายสิบครั้งชักเริ่มไม่ไหวแล้ว แม้จะไม่สบายหู แต่อย่าเพิ่งโมโหไปค่ะ พยายามยิ้มรับและอดทนฟังลูกน้อยเป็นเจ้าหนูจำไมไปก่อน แล้วหันไปพูดคำพูดใหม่สอนเขาแทน จากนั้นพูดกับลูกบ่อยๆ อธิบายสิ่งต่างๆ ที่คุณทำและเติมคำที่เขาพูดบ้าง เช่น ถ้าเขาพูดว่า “ขอนม” คุณก็ตอบไป “ลูกอยากได้นมแก้วใช่ไหมคะ” ทีนี้เป็นการเพิ่มคำศัพท์ในคลังคำของลูกเพิ่ม และให้ทำให้ลูกพูดได้ชัดขึ้น

banner300x250

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก

ลูกพูดขอโทษเป็น สร้างได้ไม่ยาก แค่พ่อแม่ชี้แนะและเป็นตัวอย่าง

แม่ชักมึน ลูกพูดไม่หยุดหย่อน


บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร

3 วิธีง่ายๆ ฝึกวินัยวัยเตาะแตะ

1. เมื่อลูกอยากได้ของเล่น ณ บัดนาว

ให้ปฏิเสธทันทีแล้วปล่อยให้ร้องไห้ จากนั้นเสนอรางวัลอื่นที่ไม่ใช่สิ่งของให้แทน

2. ลูกไม่ยอมใส่เสื้อผ้าเองสักที

เพื่อให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้ เราอาจแค่ติดกระดุมให้สักเม็ดสองเม็ด แล้วปล่อยที่เหลือให้ลูกได้จัดการเอง

3. เมื่อบอกให้ลูกเก็บของเล่น กลับปาลงพื้น

แบบนี้อย่าบังคับหรือ ดุแรงๆ เด็ดขาด ลองเสนอทางเลือกอื่น หรือ บอกผลลัพธ์ที่จะได้รับหากไม่ให้ความร่วมมือ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนเตาะแตะให้รู้สึกผิด และเอ่ยขอโทษ

ก่อนอื่นไม่ว่าสิ่งที่ลูกทำจะเพิ่มระดับความปรี๊ดให้คุณมากแค่ไหน แต่ต้องยับยั้งใจสยบอารมณ์โกรธของตัวเองให้ได้ก่อน หายใจเข้า-ออกลึก ท่องพุทโธ พุทโธ อย่าหลุดเหตุผลนานัปการมาพร่ำบ่นให้เจ้าตัวเล็กสำนึกผิดเด็ดขาด ควรหันมาบอกให้ลูกพูดคำสั้นๆอย่าง “หนูขอโทษ” “ผมผิดเอง” หรือ “ผมไม่ได้ตั้งใจ” ดีกว่า

คำพูดสื่อความรู้สึกขอโทษจะช่วยให้ลูกเข้าใจว่าการขอโทษคือสิ่งที่สำคัญ และเมื่อลูกยอมพูดตามแล้ว ค่อยให้เขาทวนการกระทำที่ไม่ถูกต้องลงไปในคำขอโทษด้วย เช่น “ผมขอโทษที่โยนมันลงพื้น” เพื่อให้ลูกเข้าใจและยอมรับมากขึ้นว่า สิ่งที่เขาทำมันไม่สมควร

อย่างไรเสีย อีกไม่นานคำขอโทษจากปากเขาก็คงตามมา เพียงแต่คุณเองก็ต้องเป็นตัวอย่าง “ที่ดี” ถ้าลูกได้เห็นคุณขอโทษกับสิ่งต่างๆ หรือ คนอื่นๆ รอบตัวเวลาทำผิด รวมถึงแนะนำลูกว่าอานุภาพของการขอโทษช่วยบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวด และรักษาสัมพันธภาพที่ดีของลูกและคนรอบข้างที่เขารักได้อย่างไร ความน่ารักก็คงเกิดกับเด็กๆ ไม่ยากค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เรียบเรียง: กองบรรณาธิการเว็บไซต์

เบ่งหน้าตั้งแต่ก็ยังท้องผูก! อาหารช่วยได้!

อาการท้องผูกเกิดขึ้นเมื่อลำไส้หย่อนสมรรถภาพการทำงาน เนื่องจากร่างกายได้รับอาหารและเส้นใยอาหารไม่เพียงพอ เด็กๆ เวลาท้องผูก มักเกิดจากได้รับนมแม่ หรือ นมผงไม่เพียงพอ วิธีแก้ก็คือ ให้รับประทานอาหารที่มีสารอาหาร และเส้นใยอาหารให้เพิ่มขึ้น เพื่อปรับสภาพภายในลำไส้ ทำให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายคล่องขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายไม่เพียงพอ ยังทำให้พลังการขับถ่ายของลำไส้อ่อนแอลงด้วย จึงควรให้เด็กๆ ได้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ รวมถึงให้ดื่มน้ำในอุณหภูมิห้องหลังจากตื่นนอนตอนเช้าด้วย เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้อีกทางหนึ่ง

อาหารที่ช่วยให้เด็กๆ ถ่ายคล่อง ได้แก่

1. มันเทศ

อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานและมีพลังในการขับถ่าย อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณอุจจาระด้วย เราจึงใช้มันเทศเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กได้ เพียงแต่ต้องแช่น้ำให้หมดยางก่อนนำมารับประทานทุกครั้ง

2. กล้วยหอม

อุดมไปด้วยเพกทิน ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ และน้ำตาลโอลิโกแซกคาไรด์ ซึ่งจะไปช่วยปรับสมดุลในลำไส้ เป็นอาหารที่เหมาะที่สุดช่วยแก้อาการท้องผูกในเด็กได้ เพราะกินง่ายไม่ต้องปรุงเลย

3. โยเกิร์ต

แบคทีเรียกรดแล็กติกในโยเกิร์ตช่วยกระตุ้นให้ลำไส้เล็กบีบตัว จึงแก้อาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี เมื่อภายในลำไส้มีแบคทีเรียชนิดดีเพิ่มขึ้น แบคทีเรียตัวร้ายก็จะลดลงไปด้วย นอกจากแก้อาการท้องผูกแล้ว ยังบรรเทาอาการท้องเสียและป้องกันอาหารเป็นพิษได้อีกด้วย หากกังวลว่าลูกอาจแพ้โยเกิร์ต รอจนเขาครบ 8 เดือนแล้วค่อยให้รับประทานก็ได้ค่ะ

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

“กาว” และ “กรรไกร” ผู้ใหญ่ใช้ได้ เด็กใช้ดี

คุณแม่อาจเป็นกังวลหากเห็นลูกน้อยทากาวหรือถือกรรไกรตัดกระดาษด้วยตัวเอง เพราะเกรงว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ แต่กาวและกรรไกรไม่ได้มีเพียงด้านที่อันตรายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของลูกน้อยในวัย 3-5 ขวบ อย่างที่คุณแม่นึกไม่ถึงทีเดียว

 

    • ปะติดจินตนาการด้วยกาว กาวเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมวัสดุสองชิ้นเข้าด้วยกัน ทำให้สิ่งของมีรูปร่าง และคุณลักษณะเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น ลูกน้อยติดกระดาษสองแผ่นเข้าด้วยกัน อาจทำให้กระดาษใหญ่ขึ้น หนาขึ้น มีสีหลากหลายขึ้น หรือมีรูปลักษณ์ที่แตกไปจากเดิม ลูกน้อยจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงและเริ่มจินตนาการว่ามันคืออะไร หรือจะทำอย่างไรกับกระดาษชิ้นนี้ต่อไป ทำให้ลูกน้อยได้ฝึกใช้ความคิดและจินตนาการผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด

 

    • ตัดแต่งความคิดด้วยกรรไกร ลูกน้อยชอบตัดกระดาษ เพราะในขณะที่เขาถือกรรไกรตัดกระดาษให้เป็นรูปทรงต่างๆ เหมือนเขาได้คิดวางแผนและตัดสินใจชะตาชีวิตของกระดาษแผ่นนั้นด้วยตัวเอง โดยมากลูกน้อยจะตัดกระดาษให้เป็นรูปตามที่เขาจินตนาการไว้ การตัดกระดาษจึงเป็นการฝึกการวางแผน และฝึกฝนทักษะการใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน

 
ทั้งกาวและกรรไกรเป็นอุปกรณ์ชั้นดีที่ช่วยเสริมสร้างความคิดและจินตนาการให้ลูกน้อยได้ ขอเพียงคุณแม่เลือกซื้อกรรไกรที่มีปลายมน ขนาดพอเหมาะกับมือ และเลือกซื้อกาวชนิดแท่งแทนชนิดน้ำที่เลอะเทอะได้ง่าย จากนั้นแนะนำวิธีใช้อุปกรณ์เหล่านี้ให้ลูกน้อย แล้วปล่อยให้เขาได้สร้างความคิดและจินตนาการด้วยตัวเอง โดยมีคุณแม่เฝ้าดูลูกน้อยสร้างสรรค์ผลงานอย่างใกล้ชิด เพียงเท่านี้ลูกน้อยของคุณแม่ก็จะได้ประโยชน์มากมายจากอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นนี้แล้วค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

มาทดลองวิทยาศาสตร์กับลูกกัน ในห้องครัวที่้บ้านคุณเอง!

กิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ที่แนะนำในหนังสือเล่มต่างๆ ล้วนน่าสนใจ แต่อุปกรณ์การทดลองกลับหาซื้อได้ยาก และดูซับซ้อนเกินความเข้าใจของลูกน้อย จนคุณพ่อคุณแม่หลายท่านพากันส่ายหัวให้การทดลองวิทยาศาสตร์ที่ดูจะวุ่นวายและไกลตัว

รู้หรือไม่ว่าห้องครัวธรรมดาๆ สามารถแปลงเป็นห้องแล็บทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ สำหรับลูกน้อยได้เช่นกัน เพราะการทำอาหารซึ่งต้องใช้ทักษะในการผสมวัตถุดิบต่างๆ และแปลงวัตถุดิบให้มีสี ขนาด รสชาติ ผิวสัมผัส หรือรูปทรงที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ต่างจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์เลยสักนิด วันนี้จึงมีกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ในครัวอย่างง่ายๆ มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้นำไปทดลองกับคุณลูกกันค่ะ

1. น้ำแปลงร่าง

การนำน้ำไปใส่ช่องแช่แข็งทำให้ของเหลวกลายเป็นของแข็ง และเมื่อนำน้ำไปต้มในหม้อ น้ำจะค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอจนหมด การทดลองนี้จะทำให้เด็กได้เรียนรู้สถานะของน้ำซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ

2. ตอกไข่ใส่ชาม

ฝึกให้ลูกน้อยสังเกตและคิดหาคำตอบว่าไข่ฟองที่คุณแม่เตรียมไว้ให้เป็นไข่ดิบหรือไข่ต้ม โดยสังเกตจากการลองเขย่าว่าเกิดเสียงหรือไม่ การสัมผัสว่าเย็นเหมือนเพิ่งออกจากตู้เย็น หรืออุ่นเหมือนเคยผ่านการต้ม อาจลองกะเทาะดูเล็กน้อยว่ามีของเหลวไหลซึมออกมาหรือไม่ จะช่วยให้ลูกน้อยฝึกการสังเกต และเรียนรู้สถานะของไข่ที่ต้องผ่านความร้อนจึงจะกลายเป็นของแข็ง แตกต่างจากน้ำที่ต้องใช้ความเย็นเพื่อให้กลายเป็นน้ำแข็งนั่นเองค่ะ

3. น้ำตาลหวาน มะนาวเปรี้ยว แล้วอะไรนะที่มีรสเค็ม

การทดลองนี้คือการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ เพื่อทายรสชาติของอาหารที่มีอยู่ในครัว คุณแม่อาจเริ่มจากให้ลูกน้อยใช้สายตามองและสัมผัสผลไม้สักชนิดหรือเครื่องปรุงสักอย่าง ให้ลองตั้งสมมติฐานหรือลองทายว่ามันน่าจะมีรสชาติอย่างไร จากนั้นลองฟังเสียงจากการเขย่าและดมกลิ่น แล้วทายรสชาติอาหารหรือเครื่องปรุงก่อนจะชิมสักเล็กน้อยกิจกรรมทดลองนี้จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของลูกน้อยให้ทำงานเต็มที่ เสริมสร้างทักษะการสังเกต และเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาค้นหาคำตอบในเรื่องต่างๆ ด้วยค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

3 เทคนิคสอนลูกน้อยจดจำตัวหนังสือ

3 เทคนิคสอนลูกน้อยจดจำตัวหนังสือ

ก. เอ๋ย กอไก่ ทำไมยากจัง ลูกน้อยวัย 3-5 ขวบ เป็นวัยอนุบาลซึ่งต้องเรียนรู้ตัวหนังสือเป็นครั้งแรก ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีตัวอักษรมากมายจนลูกน้อยจำไม่หวาดไม่ไหว วันนี้เรามีเทคนิคช่วยเสริมความจำมาช่วยคุณแม่สอนลูกให้รู้จักตัวอักษรในภาษาต่างๆ กันค่ะ

1. เรียนรู้จากการฟัง

การฟังคุณแม่อ่านหนังสือนิทานที่มีตัวหนังสือน้อยๆ เขียนตัวใหญ่ชัดเจน และมีคำที่โดดเด่นไม่กี่คำ จะช่วยให้ลูกน้อยจดจำตัวอักษรได้มากขึ้น คุณแม่เพียงแค่อ่านช้าๆ และไล่นิ้วมือไปตามตัวอักษร หรือชี้ให้เขาสังเกตชื่อหนังสือนิทาน อาจเริ่มจากการให้ลูกน้อยสังเกตตัวหนังสือที่มีรูปร่างเหมือนกัน แล้วคุณแม่จึงอธิบายว่าอักษรตัวนั้นอ่านว่าอย่างไร วิธีนี้จะช่วยให้ลูกน้อยรู้จักสังเกตลักษณะเด่นของตัวอักษร และช่วยให้จดจำได้ง่ายยิ่งขึ้นค่ะ

2. เรียนรู้จากการอ่าน

คุณแม่สอนลูกน้อยจดจำตัวอักษรไทยได้ง่ายๆ ด้วยการสะกดชื่อหนังสือที่เขาชอบให้ฟัง พลางไล่นิ้วไปทีละตัว แล้วให้ลูกชี้และออกเสียงตาม อาจอ่านทวนซ้ำสักสองครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องกดดันเขามากเกินไปนะคะ เพราะอาจทำให้ลูกน้อยเบื่อและไม่อยากเรียนรู้ต่อได้

3. เรียนรู้จากการเขียน

การคัดตัวอักษรในแบบเรียนเป็นสิ่งที่ลูกน้อยต้องทำที่โรงเรียนอยู่แล้ว หากคุณแม่บังคับให้ลูกต้องคัดตัวอักษรเพิ่มจากนั้นอีก อาจทำให้เด็กเครียดจนเกินไป ขอแนะนำให้คุณแม่ลองเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนดูนะคะ อาจเปลี่ยนดินสอเป็นพู่กัน ไม้ยาว แปรงสีฟัน รองเท้า สำลี มือน้อยของลูกหรือสิ่งของต่างๆ ที่เอามาจุ่มสีได้ และเปลี่ยนกระดาษให้เป็นกระดาษสี ผืนผ้าใบ สนามหญ้า กำแพงบ้าน เสื้อสีเรียบ หรือกระทั่งมือของคุณแม่ แล้วชี้ชวนให้เขาคัดตัวหนังสือด้วยวัสดุอุปกรณ์เหล่านั้น โดยมีคุณแม่ช่วยเขียนบ้าง หรือเขียนเป็นตัวอย่างให้ดูข้างๆ กัน เพียงเท่านี้ลูกน้อยของคุณแม่ก็จะได้เรียนรู้และจดจำตัวอักษรได้อย่างสนุกสนาน อีกทั้งยังช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อยได้ลองทำอะไรนอกกรอบมากขึ้นด้วยค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เปลี่ยน “ข้อห้าม” เป็น “คำแนะนำ”

เปลี่ยน “ข้อห้าม” เป็น “คำแนะนำ” เสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกได้

 

“อย่าเสียงดัง!”

“อย่าร้องไห้นะ!”

“ห้ามโยนของเล่นแบบนั้น!”

“ห้ามวิ่งเล่นในห้องนี้!”

มีอีกสารพัดข้อห้ามที่คุณแม่คงใช้จนเคยชิน แม้คุณแม่จะเตือนลูกน้อยด้วยความหวังดี อยากให้ลูกปลอดภัยและอยากให้บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่คุณแม่รู้หรือไม่ว่าข้อห้ามต่างๆ ของคุณแม่กลายเป็นคำสั่งห้ามความคิดสร้างสรรค์ของลูกวัยนี้โดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ คุณแม่สามารถเปลี่ยนข้อห้ามต่างๆ ให้เป็นคำแนะนำที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันได้ เพียงแต่แนะนำสิ่งที่ลูกควรทำแทนการออกคำสั่ง และเสริมข้อดีของการทำตามคำแนะนำนั้นอีกเล็กน้อย ลองดูตัวอย่างข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

 

 

“อย่าเสียงดัง!” “หนูลองพูดเบาลงอีกนิดได้มั้ยจ๊ะ แม่อยากได้ยินเสียงพี่เขาพูดชัดๆ จ้ะ”
“อย่าร้องไห้นะ!” “แม่รู้ว่าตอนนี้หนูไม่พอใจ แต่เรามายิ้มให้กัน แล้วไปหาไอศกรีมกินกันดีไหมจ๊ะ”
“ห้ามโยนของเล่นแบบนั้น!” “หนูลองค่อยๆ วาง แล้วต่อให้มันสูงขึ้นดีมั้ยจ๊ะ”
“ห้ามวิ่งเล่นในห้องนี้!” “หนูไปวิ่งเล่นที่สนามหน้าบ้านกว้างๆ น่าจะสนุกกว่านะ”
“อย่าตีน้อง!” “น้องชอบให้หนูกอดเบาๆ มากกว่านะจ๊ะ”
“อย่าทำน้ำหกนะ!” “ค่อยๆ เทน้ำ แล้วถือแก้วดีๆ นะจ๊ะ หนูจะได้มีน้ำไว้ดื่มเยอะๆ”

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

Tags

เล่นศิลปะให้ปลอดภัยด้วยสีผสมอาหาร

 
คุณแม่รู้หรือไม่ สีผสมอาหารสามารถเอามาดัดแปลงเป็นอุปกรณ์ศิลปะที่ปลอดภัยและราคาถูกให้ลูกน้อยได้นะคะ เพราะสีผสมอาหารส่วนใหญ่เป็นสีที่ผลิตมาให้มีความปลอดภัย สามารถรับประทานได้ คุณแม่จึงไม่ต้องกังวลหากลูกน้อยเผลอเลียมือหรือสีกระเด็นเข้าปากระหว่างทำงานศิลปะ แถมยังมีให้เลือกซื้อทั้งแบบผงและแบบน้ำ หลายสีหลายราคา มีตั้งแต่ไม่เกิน 5 บาทจนถึง 20 บาท ถ้าเลือกซื้อเป็นแบบผงก็จะประหยัดและนำมาใช้ได้เยอะกว่า แต่ถ้าเป็นแบบน้ำก็จะใช้ง่ายและเก็บรักษาได้ไม่เลอะเทอะค่ะ

 
วิธีผสมสีผสมอาหารให้กลายเป็นสีน้ำทำได้ง่ายๆ เพียงคุณแม่นำสีผสมอาหารมาผสมกับน้ำสะอาด เลือกผสมน้ำและสีตามความเข้มที่คุณแม่ต้องการ ตัวอย่างเช่น หากคุณแม่อยากได้สีเข้มให้ผสมน้ำน้อยและใส่สีเยอะๆ แต่หากอยากได้สีอ่อนคุณแม่ก็เพียงเติมน้ำเยอะๆ และใส่สีน้อยๆ ผสมใส่ขวดพลาสติกเก็บไว้ได้หลายๆ สี

 
นอกจากนี้คุณแม่ยังเพิ่มความสนุกให้ลูกน้อยและประหยัดได้มากขึ้น ด้วยการซื้อสีเพียงแม่สี 3 สี คือ แดง น้ำเงิน และเหลือง แล้วนำทั้งแม่สามสีนั้นมาผสมกันให้เกิดสีต่างๆ ดังนี้

 

    • สีแดง + สีน้ำเงิน = สีม่วง

 

    • สีแดง + สีเหลือง = สีส้ม

 

    • สีเหลือง + สีน้ำเงิน = สีเขียว

 
เพียงเท่านี้คุณแม่จะได้สีน้ำที่ปลอดภัย ซักล้างทำความสะอาดง่าย และราคาประหยัดไว้ให้ลูกน้อยเล่นแล้วค่ะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง