ลูกไม่ชอบเล่นกับเพื่อน เตาะแตะ ไม่มีเพื่อน

ลูกเตาะแตะไม่เล่นกับวัยเดียวกัน?!

Q. ลูกอายุ 1 ขวบ 6 เดือน เวลาออกไปนอกบ้านจะไม่ยอมเข้ากลุ่ม เด็กอื่นๆ เข้ามาใกล้ก็ไล่ไม่ยอมให้เข้าใกล้ แต่ตอนอยู่บ้าน อยู่กับแม่ เขาก็น่ารักช่างพูดช่างคุย เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนี้ จะช่วยปรับนิสัยลูกได้อย่างไรคะ

สำหรับลูกของคุณแม่ ป้าหมอสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกรณีที่ไม่ชอบบรรยากาศการเล่นที่อาจแก่งแย่งของเล่นกัน หรือ อาจเป็นเพราะลูกอยู่ในวัยที่ไม่สนใจเล่นกับเด็กคนอื่น ซึ่งไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี การพาลูกออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกสามารถเล่นกับเด็กคนอื่นได้อย่างมีความสุขค่ะ

สังคมปัจจุบันเป็นสังคมเดี่ยวที่สมาชิกในครอบครัวมักมีกันแค่พ่อ แม่ ลูก ปัญหาที่ตามมาคือ ลูกอาจไม่ชอบเล่นกับเด็กคนอื่นๆ วัยเดียวกัน  ซึ่งก็มีหลายสาเหตุให้คิดถึง ได้แก่

ลูกไม่ชอบเล่นกับเพื่อน เตาะแตะ ไม่มีเพื่อน

1. ธรรมชาติตามวัยของลูก

เด็กก่อนวัยสองขวบจะยังชอบเล่นคนเดียวอยู่  จึงไม่สนใจที่จะเล่นกับเด็กคนอื่น  แต่เมื่อเลยสองขวบไปแล้ว  จะเริ่มอยากเล่นกับเพื่อนใหม่วัยเดียวกันแล้ว

2. ลูกเคยชินกับการอยู่กับผู้ใหญ่

ซึ่งผู้ใหญ่มักเป็นฝ่ายยอม คุ้นเคยกับเวลาต้องการอะไร ก็ได้ทุกอย่าง จึงไม่ได้เรียนรู้การแบ่งปัน  การรอคอย หรือ การยื้อแย่ง  เมื่อต้องไปเจอกับเด็กด้วยกัน

3. ไม่เคยได้รับการฝึกฝนให้เข้าสังคม

หรือไม่เคยเล่นกับเด็กคนอื่นๆ จึงไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร  อยู่บ้านไม่มีคนเล่นด้วยเพราะพ่อแม่งานยุ่ง หรือ เล่นกับลูกไม่เป็น

อ่านต่อ “สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่เล่นกับเพื่อน ข้อ 4-8” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

สอนลูกเก่งอังกฤษ

พ่อเอก แชร์วิธี สอนลูกเก่งอังกฤษ ตั้งแต่แรกเกิด

หากคุณพ่อคุณอยากให้เจ้าตัวเล็กสามารถพูดได้หลายๆภาษา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี และก็ไม่รู้ว่าวิธีที่ทำถูกต้องไหม? ตามมาชม พ่อเอก เจ้าของ @หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง ที่จะมาเผยวิธี สอนลูกเก่งอังกฤษ ได้ตั้งแต่แรกเกิด ในรายการ Kids Talk ช่วง Exclusive Interview นี้กันเลยค่า

พ่อเอก แชร์วิธี สอนลูกเก่งอังกฤษ

ผมคิดว่าหลายๆครอบครัว คิดไว้ว่าอยากให้เจ้าตัวเล็กสามารถพูดได้หลายๆภาษา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี และก็ไม่รู้ว่าวิธีที่ทำถูกต้องไหมเราคงได้ยินหรือได้อ่านเจออยู่เรื่อยๆ เรื่องที่ว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษาได้หลายๆภาษาโดยไม่สับสนและเป็นการเรียนรู้ตามธรรมชาติ แต่เราก็คงแอบกังวล ไม่ได้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า “เด็กจะไม่สับสนแล้วกลายเป็นเด็กพูดช้าหรือ?” น่าจะเป็นหนึ่งคำถามในใจ ของครอบครัวใครต่อใคร ครอบครัวเราเองก็เคยสงสัย แต่ตอนนี้ไม่แล้วฮะ

เอาเป็นว่า ครอบครัวเราทดลองจริงๆ ทำจริงๆ ผลเป็นอย่างไร ผมเอามาเล่าให้อ่านกันดีกว่าครับ เพราะมีหลายๆครอบครัวที่แวะไปที่เพจของเจ้าปูนปั้นและมักจะถามไถ่ว่า ‘เราสอนเขาอย่างไร’ จริงๆเราเคยเล่าเรื่องไปแล้วหนหนึ่งที่นี่ชื่อตอน‘ปูนปั้นตี๋น้อยอินเตอร์

ปูนปั้น เด็ก 3 ภาษา

ปูนปั้นในวัย 2 ขวบ เกือบครึ่งตอนนี้ สามารถสื่อสารพูดคุยได้ 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีนกว้างตุ้ง พูดคุยได้ในระดับที่ ปะป๊าอย่างผมก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ เวลาที่เจ้าปูนปั้นพูดภาษาจีนกวางตุ้งกับคุณยาย เพราะปูนปั้นสามารถโต้ตอบกับคุณยายได้โดยไม่มีคำไทยให้ผมเดาความ และเช่นกัน เมื่อถึงคิวปูนปั้นพูดภาษาอังกฤษกับผม ก็ทำเอาคุณยายต้องทำหน้างงเหมือนกัน (ลองแวะไปดูสัก 1-2 clip ประกอบดูนะฮะ  >> ปูนปั้นเด็ก 3 ภาษา <<  และ >> ก่อนนอนต้องอ่านหนังสือ << )

วิธี สอนลูกเก่งอังกฤษ ที่เราทำ ไม่ใช่เรื่องยากเลย ที่แต่ละครอบครัวจะลองทำตาม หรือลองเอาไปปรับใช้กันฮะ

  • เริ่มต้นที่ คุณพ่อกับคุณแม่แบ่งกันว่าใครจะสื่อสารภาษาอะไรกับปูนปั้น:ภรรยากับผมตกลงกันตั้งแต่ตอนตั้งท้องเจ้าปูนปั้นเลยว่าใครจะสื่อสารภาษาไหนกับปูนปั้น โดยเราตกลงกันว่าหม่าม๊าจะใช้ภาษาไทยในการพูดคุยกับปูนปั้น ส่วนปะป๊าจะใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้นตั้งแต่ปูนปั้นลืมตาออกมาดูโลก ปูนปั้นก็จะได้ยิน 2 ภาษาเลยตั้งแต่วันนั้น

 

  • ต่อมาก็ เพิ่มเติมภาษาที่ 3-4-5 ได้ตามต้องการ:คุณยายก็จะเป็นผู้ที่ พุดคุยกับปูนปั้นเป็นภาษากวางตุ้ง แม้จะไม่ใช่ตั้งแต่เกิดแต่มาเพิ่มเติมภายหลัง เนื่องจาก ครอบครัวเราอยู่กัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก พอคลอดครบ 4 เดือนหม่าม๊าต้องกลับไปทำงาน เราก็ต้องเอาเจ้าปูนปั้นเข้าเนอร์สเซอร์รี่ และคุณยายจะเป็นคนขับรถไปรับกลับบ้านตอนเย็น ซึ่งคุณยายก็จะพูดกวางตุ้งกับเจ้าปูนปั้นตลอดทางกลับบ้าน ตั้งแต่วัยประมาณ 4 เดือน

“อ่านให้ฟัง” หรือ “อ่านเอง” ถูกใจวัยช่างพูดทั้งนั้น

ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เจ้าตัวเล็กต้องเข้าโรงเรียนมีเพื่อนมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ต้องทำแล้ว อย่างนี้ควรจะอ่านหนังสือให้ลูกฟังต่อไป หรือเน้นขีดๆ เขียนๆ ฝึกทักษะจริงจังไปเลยดี เราหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันค่ะ

 

ยังอยากให้พ่อแม่อ่านนิทานให้ฟังอยู่

ลูกยังอยากฟังนิทานจากพ่อแม่เสมอ เพราะช่วงเวลาที่คุณได้อ่านนิทานให้เขาฟัง เจ้าตัวเล็กจะรู้สึกถึงความอบอุ่นปลอดภัย นิทานก่อนนอนถือว่าเป็นเครื่องมือกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกได้เป็นอย่างดี ส่วนการพัฒนาเรื่องภาษาและการอ่านนั้น การที่พ่อแม่ยังคงอ่านนิทานหรือหนังสือที่ลูกสนใจ ให้เขาฟังต่อไป ย่อมเป็นผลดีต่อลูกแน่นอน เพราะลูกวัยนี้ก็ยังต้องการรู้จักคำศัพท์ และความหมายของคำมากขึ้น เพื่อเพิ่มทักษะทางภาษาและการสื่อสารของเขานั่นเอง

ถ้าคุณมีเวลาก็จัดหานิทานที่หลากหลายและมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม มีเนื้อหายาวขึ้น มีคำศัพท์เยอะขึ้นมาอ่านให้ฟัง แต่ภาษาที่ใช้ยังต้องเข้าใจง่าย และคำศัพท์ไม่ยากเกินไป สังเกตดูก็จะเห็นว่าลูกมีสมาธิฟังให้นานขึ้น สนุกกับเรื่องมากขึ้น และจะสนใจซักถามความหมายของคำใหม่ๆ ที่เขาได้ยินเป็นระยะๆ

 

ขออ่านเองบ้างนะ

ในวัยนี้ถึงเวลาที่ต้องกระตุ้นให้ลูกหัดอ่านเองควบคู่ไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกหนังสือที่มีตัวหนังสือน้อย และจำนวนหน้าไม่เยอะเกินไป อย่างเช่น บทเพลงร้องเล่น นิทานคำคล้องจอง มาชวนลูกผลัดกันอ่าน “แม่อ่านก่อน ลูกอ่านตามนะ” บางครั้งถ้าลูกสนใจว่าคำที่เขาชอบเขียนอย่างไร ขณะที่ลูกอ่านคุณอาจชี้คำในหนังสือไปด้วยก็ได้ ยิ่งถ้าเด็กๆ เคยฟังเพลงกล่อมเด็กมาก่อน เขาจะรู้สึกสนุกสนานกับเสียงคล้องจองมากขึ้น

นอกจากนี้ สังเกตให้ดีคุณจะเห็นเจ้าตัวเล็กยังพยายามจะอ่านซ้ำๆ โดยอาศัยความจำ และถ้าคุณอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เขายังเป็นเบบี๋ละก็ คุณจะได้พบเหตุการณ์เช่นนี้ บางครั้งที่คุณอ่านหนังสือเล่มโปรดของเขาผิดบางตอน จะมีเสียงเล็กๆ ท้วงว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่…ต้อง…..” ขึ้นมาเลยละ นี่เป็นเพราะการเรียนรู้จดจำคำจากนิทาน หรือ บทเพลงร้องเล่น นิทานคำกลอนคล้องจองไพเราะ แม้แต่เพลงเด็กๆ ที่คุณใช้ขับกล่อมเขาเรื่อยมาตั้งแต่ยังแบเบาะนั่นเอง ส่งผลดีช่วยกระตุ้นให้ลูกน้อยวัยช่างจดจำ เจื้อยแจ้วเจรจาให้มีทักษะการอ่านได้เร็วขึ้น

 

หนังสือแบบนี้สิ โดนใจวัยอนุบาลเลย

  • นิทานคำคล้องจอง พล็อตเรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำ กินข้าวแต่งตัว เรื่องราวในโรงเรียน หรือเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

 

  • หนังสือที่เล่นได้ ในช่วง 3 ขวบ เด็กบางคนยังชอบหนังสือที่บีบหรือจับเล่นได้ รวมถึงหนังสือที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน หรือหนังสือที่มีลูกเล่นต่างๆ เช่น ป๊อปอัพ สไลด์ มิกซ์แอนด์แมทซ์ เป็นต้น

 

  • หน้าปกดึงดูดชวนอ่าน เจ้าตัวเล็กยังคงสนใจหน้าปกที่ดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือภาพประกอบ ส่วนด้านในภาพประกอบต้องชัดเจน มีขนาดใหญ่ ไม่ซับซ้อนเกินไป

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง 

พัฒนาการภาษา

10 เทคนิคส่งเสริม พัฒนาการภาษา ให้ลูกวัยเตาะแตะ

มารู้จักกันสักนิด วัยเตาะแตะมี พัฒนาการภาษา และการสื่อสารเพียงใด จะได้รู้ว่าควรส่งเสริมทักษะภาษาและการสื่อสารอย่างไรจึงเหมาะกับวัย

พัฒนาการภาษาและการสื่อสารลูกน้อยวัยเตาะแตะ ถือเป็นวัยเริ่มต้นการอ่าน เพราะแม้เขาจะอ่านไม่ได้ และยังพูดไม่เก่ง สื่อสารได้เป็นคำๆ แต่เขาสามารถจดจำใบหน้า และเสียงของคุณแม่ได้อย่างรวดเร็ว นี่คือโอกาสทองของการสร้างความผูกพันกับหนังสือและการอ่าน เพราะเมื่อไหร่ที่พ่อแม่อ่านนิทานให้ลูกน้อยวัยนี้ฟัง เขาจะเริ่มเข้ามาใกล้ชิด และนั่งฟังอย่างถูกมนต์สะกดทีเดียว มีเทคนิคการอ่านหลากหลายให้คุณนำไปปรับใช้กับเจ้าตัวเล็ก

วัยเตาะแตะ มี พัฒนาการภาษา และการสื่อสารอย่างไร

พัฒนาการภาษา เด็ก 1-2 ขวบ

  • บอกจำนวนได้
  • รู้คำศัพท์ราว 300-500 คำ
  • จำหนังสือเล่มโปรดจากปกได้
  • ทำท่าเหมือนอ่านหนังสือเป็น
  • รู้ว่าถือหนังสืออย่าไร
  • ชี้หรือบอกชื่อสิ่งของที่รู้จักจากภาพในหนังสือได้
  • ชอบฟังเรื่องหลากหลาย
  • เข้าใจประโยค
  • สามารถพูดประโยคยาว 4-5 คำได้

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

พัฒนาการทางภาษา เด็ก 3 ขวบ

  • บอกชื่อสีต่างๆ ได้ถูกต้อง
  • พอเข้าใจเรื่องการนับจำนวนและอาจนับได้นิดหน่อย
  • เข้าใจคำสั่งง่ายๆ
  • จดจำเรื่องที่ฟังได้พอสมควร
  • สามารถพูดประโยคยาว 5-6 คำได้

อ่านต่อ>> 10 เทคนิคส่งเสริมทักษะภาษาให้เหมาะกับวัย คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านอย่างไร ให้เตาะแตะติดหนึบ

 

  •  นิทานสนุก ดึงดูดใจ มีลูกเล่นต่างๆเรียกร้องความสนใจให้กับเด็กๆได้ ไม่ว่าจะ นิทานสัมผัสได้ นิทานมีเสียงเช่นเสียงร้องของสัตว์ หรือ เสียงธรรมชาติ นิทานฟองน้ำ (เอาไว้อ่านตอนอาบน้ำ) หรือ นิทานมีกลิ่น โดยพยายามเลือกให้หลากหลายเข้าไว้ แล้วสลับกันอ่าน ทั้งหนังสือผ้า หนังสือป๊อป-อัพ หรือ หนังสือปกแข็ง ส่วนภาพต้องสีสันสดใส เขย่าแล้วมีเสียง หรือกดปุ่มต่าง ๆ

 

  • น้ำเสียงที่เล่า เร้าใจหน่อย ไม่ถึงกับต้องตื่นเต้นใส่เอฟเฟคทุกบรรทัด แต่ควรมีจังหวะจะโคน มีระดับเสียงสูงต่ำบ้าง ขณะเล่าออกเสียงให้ดังฟังชัดด้วย

 

  • ออกท่าออกทางบ้าง ช่วยให้ตัวละครในเรื่องที่เล่ามีชีวิต หรือจะมีพร็อพประกอบด้วยก็ยิ่งสนุก

 

บทความโดย กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

 

Tags

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง หนังสือนิทาน หนังสือเด็ก

หนังสืออะไรนะ? ถูกใจลูกเตาะแตะ วัยชอบฟัง

มีหนังสือแบบไหนบ้างนะที่จะถูกใจลูกวัยเตาะแตะ เพราะเขายังอ่านหนังสือไม่ออกนี่นา เรามาดูกันเถอะ!

  • หนังสือนิทานภาพ

ที่มีสัดส่วนของภาพมากกว่าตัวหนังสือ สีสันสดใส รูปภาพมีขนาดใหญ่และเข้าใจได้ง่าย ส่วนตัวหนังสือเป็นแค่คำ บทกวี หรือประโยคสั้นๆ จบในตัวเอง หากเป็นปกแข็งก็จะช่วยให้ทนไม้ทนมือวัยช่างสำรวจนี้ด้วย

  • หนังสือที่มีคำหรือประโยคซ้ำๆ

ถ้าคุณเลือกหนังสือประเภทนี้ พออ่านไปได้สักพัก ลูกน้อยจะเริ่มคาดเดาได้ว่า หน้าต่อไปจะต้องมีคำหรือประโยคอะไร เขาจึงเริ่มอ่านไปกับคุณได้ และหนังสือบางเรื่อง เช่น เรื่องอาหาร หลังอ่านจบแล้ว ยังช่วยลูกๆ ไปทำกิจกรรมต่อ เช่น กินอาหารตามในเรื่องก็ยังได้ด้วย

  • หนังสือไม่มีคำ

หนังสือประเภทนี้จะมีแต่ภาพไม่มีเนื้อเรื่อง ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ไม่มีเรื่อง แต่เพราะเนื้อเรื่องทั้งหมดได้ถูกเล่าอยู่ในภาพแล้วต่างหาก พ่อแม่ก็เพียงแต่อ่านให้ฟัง โดยการเล่าไปตามภาพที่เห็นนั่นเอง กลับกันคุณอาจชวนลูกน้อยให้เล่าเรื่องจากภาพให้คุณฟังบ้างก็ได้ เช่น หารูปภาพมาวางในหน้าหนังสือ แล้วค่อยๆ ให้ลูกบอกว่ามีอะไรในรูปบ้าง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

อ่านก่อนนอนกับลูกวัยทวีน ใครว่าทำไม่ได้

เพราะลูกวัยทวีนมีการพัฒนาความคิดแบบนามธรรมอย่างชัดเจน มีความเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น และสนใจค้นหาอัตลักษณ์ (ความเป็นตัวเอง) สิ่งที่ตอบสนองความต้องการค้นหาตัวเองได้ วัยรุ่นไม่เกี่ยงหรอกที่จะอ่านไม่ว่าจะอ่านในโลกดิจิตอลหรืออ่านจากหนังสือ ขอเพียงเรายังยึดโยงจิตใจรักการอ่านของลูกได้อย่างต่อเนื่อง

ทำอย่างไรถึงจะผูกใจรักการอ่านอย่างสม่ำเสมอให้ลูกวัยทวีน เรามีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากค่ะ

1 อ่านด้วยกัน

เพราะการอ่านก็ยังทำให้เกิดข้อสงสัยได้ และแม้ลูกจะโตในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาไม่รู้ หรือไม่มีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้นการอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ลูก เพื่อให้เขามีโอกาสซักถาม นอกจากคุณจะได้อธิบายเรื่องต่างๆให้ลูกฟังแล้ว ยังทำให้คุณได้รับรู้อารมณ์ความรู้สึกและความสนใจของเขาอีกด้วยเพียงแค่นั่งอ่านใกล้ๆ กัน หนังสือก็เป็นสะพานเชื่อมให้คุณกับลูกได้ใช้เวลาร่วมกันแล้ว

 

2  อ่านก่อนนอนก็ยังทำได้

เพียงแต่เปลี่ยนจากนิทานเป็นหนังสือที่ลูกเลือกเอง หรือจะสลับกับหนังสือที่คุณชอบบ้างก็ได้ อ่านด้วยกันครั้งละ 1 บท และไม่ต้องทำเป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนตอนที่ลูกยังเป็นเด็กเล็ก เอาแค่ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมอื่นๆบ้าง

 

3 เปิดโอกาสหรือเลือกตามที่ลูกสนใจ

หากบ้านไหนยังไม่รู้จะอ่านอะไรกับลูกวัยเริ่มรุ่นดีแนะนำให้เริ่มต้นจากสังเกตความสนใจของลูกในแต่ละช่วงเวลา และค่อยหาประเภทของหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ลูกสนใจ หรือหนังสือประเภทนี้ ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำค่ะ

 

วรรณกรรมคลาสสิก วรรณกรรมคลาสิกได้ผ่านกาลเวลาเพื่อพิสูจน์คุณค่าอันเหมาะสำหรับคนในทุกยุคทุกสมัยทั้งเรื่องราวผ่านตัวละครและการดำเนินเรื่องที่ได้รับการร้อยเรียงอย่างดี ส่งผลต่อพัฒนาด้านจิตใจและอารมณ์ของผู้อ่านเป็นอย่างมาก รวมทั้งการได้สัมผัสความงดงามในภาษา ถ้าเป็นโคลงกลอนยังช่วยในเรื่องการฝึกจับใจความ เพิ่มคลังคำศัพท์ เป็นการสร้างรสนิยมการอ่านที่ดีอีกด้วยวรรณกรรมคลาสสิกของไทยได้แก่ รามเกียรติ์ พระอภัยมณี อิเหนา รวมถึงนิทานพื้นบ้านที่ยังถูกหยิบยกเอามาเล่าต่อจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ปลาบู่ทอง แก้วหน้าม้า นางสิบสอง เป็นต้น ส่วนวรรณกรรมคลาสสิกของต่างประเทศที่ควรหาให้ลูกอ่านได้แก่ แมงมุมเพื่อนรัก โต๊ะโตะจังเด็กหญิงข้างหน้าต่าง บ้านเล็กในป่าใหญ่ วินนี่ วิทเดอะพูห์ เจ้าชายน้อย กัลลิเวอร์ผจญภัย ต้นส้มแสนรัก เป็นต้น

 

หนังสือการ์ตูน  พอพูดถึงหนังสือการ์ตูนพ่อแม่หลายคนคงร้องยี้ ไม่อยากให้ลูกอ่านเพราะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่การปลูกฝังให้ลูกรักการอ่าน ควรเริ่มจากสิ่งที่เขาสนใจ ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นกล่าวว่า การที่เด็กอ่านการ์ตูนและอ่านซํ้าไปซํ้ามานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะช่วยในเรื่องทักษะทางภาษา และถ้าเด็กอ่านด้วยความชอบและสนใจก็จะช่วยให้เขาสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วมากขึ้น  ยิ่งเป็นการ์ตูนสมัยใหม่ที่มีเรื่องราวซับซ้อน ก็จะทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์หาเหตุผลไม่ต่างจากการอ่านหนังสือประเภทอื่นๆ

 

ดังนั้นทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดใจและเปิดโอกาสให้ลูกอ่านหนังสือที่เขาสนใจ แต่ก็ต้องหมั่นสังเกตหนังสือการ์ตูนที่ลูกอ่านด้วยว่าเหมาะสมกับวัยหรือเปล่า

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการ นิตยสารเรียล พาเรนติ้ง 

น้องณดล พี่ณดา พี่น้องสุดน่ารักของแม่กบ-พ่อบรู๊ค

                นับเป็นครั้งที่ 5 แล้วที่นิตยสารเรียลพาเรนติ้งได้มีโอกาสมาพบกับครอบครัวแม่กบ พ่อบรู๊ค และน้องณดาอีกครั้ง แถมครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆ เพราะครอบครัวปุณณกันต์มีสมาชิกคนใหม่มาเพิ่ม นั่นคือ น้องณดล-ด.ช.ปุญณดล ปุณณกันต์ วัย 7 เดือน น้องชายคนโปรดของพี่ณดา ที่ใครเห็นเป็นต้องเอ็นดูในความน่ารักของพี่น้องคู่นี้ มาอัพเดทกันค่ะว่าคุณกบ-สุวนันท์ มีเคล็ดลับดูแลลูกๆอย่างไรบ้าง และการเป็นคุณแม่ลูกสองนั้นเหนื่อยแค่ไหน

 

RP: ช่วงที่ตั้งท้องน้องณดลมีการดูแลตัวเองและน้องณดาอย่างไรบ้างคะ เพราะน้องณดายังเล็กอยู่

กบ-สุวนันท์: กบเลี้ยงณดาเอง ไม่มีพี่เลี้ยง ทั้งอาบน้ำ ป้อนข้าว พาเข้านอน ไปรับไปส่งที่โรงเรียน คือใช้เวลากับณดาเยอะมากๆ จนลืมไปเลยว่าตัวเองท้องอยู่ (หัวเราะ) ถามว่าดูแลตัวเองตอนท้องยังไง ต้องบอกว่า แทบจะไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษเลย แต่ณดลก็แข็งแรงมากๆ ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ

RP: อย่างนี้มีการเตรียมตัวให้น้องณดาอย่างไรบ้าง เพราะกลายมาเป็นพี่สาวคนโตแล้ว

กบ-สุวนันท์: ตั้งแต่รู้ว่าท้องก็บอกณดาเลยค่ะว่า ณดาจะมีน้องแล้วนะ จะเป็นพี่ใหญ่แล้วนะ คือได้ยินมาว่าเราต้องเตรียมตัวคนที่เป็นพี่ให้เยอะๆ เพราะคนพี่จะมีปัญหา กบว่ากบก็เตรียมตัวดีมากแล้ว คือให้ณดามีส่วนร่วมตลอด เปิดรูปให้ดูว่าน้องเป็นอย่างนี้นะ หาหนังสือนิทานเกี่ยวกับพี่น้อง เขาก็พูดถึงน้อง ผูกพันกับน้อง แต่พอถึงเวลาคลอดออกมาจริงๆยังมีปัญหาอยู่ดี แต่ก็ถือว่าน้อย

RP: คุณกบแบ่งเวลาดูแลลูกคนโตกับคนเล็กอย่างไรบ้างคะ

กบ-สุวนันท์: ถ้ามีลูกสองคน เกือบทุกบ้านจะเลือกคนโตก่อน เพราะเขารู้เรื่องแล้ว ลูกคนเล็กยังเป็นเบบี๋ ถูกเลี้ยงโดยทางกายภาพมากกว่า คือ กิน นอน อึ ฉี่ อยู่อย่างนี้ ยังพอให้คนอื่นช่วยเลี้ยงก่อนได้ แต่ก็พยายามให้นมด้วยตัวเอง ส่วนพี่คนโต กบจะให้เวลากับเขามากๆ กอดเขาบ่อยๆ กบจะพูดกับณดาเสมอๆว่า “แม่รักณดาเหมือนเดิมนะคะ แม่รักน้องดลด้วย ณดารักคุณพ่อใช่ไหม ณดารักคุณแม่ รักคุณยาย รักน้องดล เห็นไหม ณดาคนเดียวรักได้ตั้งหลายคน ให้คุณแม่รักณดาด้วย รักน้องดลด้วย รักคุณพ่อ ดูสิหัวใจคุณแม่ใหญ่มากเลยนะ หัวใจณดาก็ใหญ่เหมือนกัน”

RP: ปกติพี่น้องคู่นี้ชอบเล่นอะไรกันบ้างคะ เห็นน้องณดลจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษเวลาพี่ณดาอยู่ด้วย

กบ-สุวนันท์: ส่วนใหญ่พี่ณดาจะเอาของมาหลอกล่อน้อง อ่านหนังสือให้น้องฟัง ชอบกอดน้อง อุ้มน้อง เวลากลับมาจากโรงเรียน พอน้องตื่นก็จะไปหา แล้วชวนคุยว่า “น้องดลพี่ดาอยู่นี่นะคับ สุดหล่อๆ มามะ พี่ดาอยู่นี่ไม่ต้องกลัว” เหมือนตัวเองตัวใหญ่มากอ่ะ (หัวเราะ) แล้วน้องดลชอบเล่นกับณดามาก คือถ้าคนอื่นมาเล่นให้ตายก็ไม่ยิ้ม ณดามาเล่นแป๊บเดียว หัวเราะกิ๊กกั๊ก บางทีก็จะส่งเสียงตอบโต้เหมือนเขาคุยกันค่ะ

RP: มีเรื่องไหนที่คุณกบรู้สึกประทับใจในตัวณดาเป็นพิเศษคะ

กบ-สุวนันท์: ณดาเป็นเด็กน่ารักมาก อ่อนโยนและเซ้นซิทีฟ ตัวอย่างเช่น ณดาจะชอบนอนหนุนแขนกบ วันไหนที่กบเหนื่อยมากๆ ก็จะบอกเขาว่า คุณแม่เจ็บแขนมากเลย เขาจะรีบถามขึ้นมาว่า คุณแม่เจ็บแขนเหรอคะ มาเดี๋ยวหนูเป่าให้ หรือแม้แต่เราทำอะไรให้เขา เช่น หวีผม เขาก็จะบอกว่า คุณแม่ขอบคุณนะคะที่หวีผมให้หนู หนูจะได้สวยๆ ใช่ไหมคะ หรือพูดว่า อุ๊ยคุณแม่ เราลืมบอกรักกันที่สุดในโลก ณดารักคุณแม่ที่สุดในโลกนะคะ คือเวลาเด็กตัวเล็กๆ พูดมันน่าชื่นใจมากเลยค่ะ

RP: อย่างนี้คุณพ่อหลงแย่เลย

กบ-สุวนันท์: หลงมากค่ะ (หัวเราะ) เขาจะพูดกับคุณพ่อว่า ขอบคุณคุณพ่อนะคะที่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ณดารักคุณพ่อที่สุดในโลกเลยค่ะ เมื่อไหร่คุณพ่อจะกลับบ้าน ณดาคิดถึงคุณพ่อจะแย่อยู่แล้วนะ เดี๋ยวคุณพ่อกลับมาจากทำงาน ณดาจะวิ่งไปกอดคุณพ่อเลยนะคะ ณดาจะกอดคุณพ่อแน่นๆ เลยนะคะ อย่างนี้พ่อก็ไม่ต้องไปไหน ไม่รู้คุณแม่สอนดีหรือยังไง (หัวเราะ)

RP: เรียลพาเรนติ้งฉบับนี้มีธีมเล่มว่า Discover the World ก้าวแรกสู่โลกกว้าง เลยอยากทราบว่าคุณกบวางแผนเตรียมตัวเด็กๆในอนาคตอย่างไรบ้างคะ

กบ-สุวนันท์: กบอยากปลูกฝังเรื่องความเข้มแข็งและรู้สิ่งที่ควรทำไม่ควรทำ เขาต้องรู้จักล้มแล้วลุกได้เอง เพราะเขาจะไม่ชนะเหมือนอยู่ที่บ้าน คือเขาจะต้องเข้มแข็ง อดทนต่อสิ่งที่ดีและไม่ดี กบคิดว่าควรเสริมข้างในให้แข็งแรงก่อน กบอ่านหนังสือหลายเล่ม โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการรู้ตัวตนและภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) กบถือไว้เลยว่าเล่มนี้ต้องอ่านเยอะๆ เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับเด็กๆสมัยนี้ กบจะพยายามให้เขาตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเองโดยการให้เขารู้ว่าเรารักเขา เขาเป็นที่รักของเรา เขามีคุณค่า เขามีความสามารถในการทำอะไรก็ได้ ให้เขามั่นใจในตัวเอง รู้จักยอมรับในข้อผิดพลาดของตัวเอง และพัฒนาปรับปรุงตัวเองเพราะกบทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่จะค่อยๆสร้างให้เขา กบว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาไปอยู่โลกภายนอกได้ จะพยายามทำให้ลูกอยู่ได้โดยไม่มีเรา นอกจากนี้ คนเราจะเติบโตไปจุดสูงสุดไม่ได้ถ้าไม่มีใครให้การสนับสนุน เพราะฉะนั้นกบจะพยายามส่งเสริมให้เขารู้จักมีเพื่อน มีสังคม รู้จักรับและให้ ทำให้คนอื่นเมตตาและเอ็นดูเรา แล้วเขาจะอยู่ได้ค่ะ

RP: อยากให้คุณกบฝากกำลังใจไปให้ผู้อ่านที่เป็นคุณแม่ทุกคนค่ะ

กบ-สุวนันท์: กบรู้ว่าความเป็นแม่มันหนักและเหนื่อย บางคนไม่เคยเป็นจะไม่รู้ กบเชื่อว่าคุณแม่ทุกคนทำได้ แล้วที่สำคัญการเลี้ยงคนคนหนึ่งให้เติบโตให้ได้ดี เราต้องมีเวลาค่อยๆรดน้ำ พรวนดิน ค่อยๆใส่ปุ๋ย ค่อยๆประคับประคองให้เขาเติบโตขึ้นมา กบเชื่อว่าหน้าที่นี้สำคัญที่สุด ไม่มีใครทำได้นอกจากคนเป็นแม่ เพราะฉะนั้นต้องให้กำลังใจคุณแม่ทุกๆคนค่ะ ให้มีกำลังใจแล้วฮึด คุณแม่ทุกคนทำได้ คุณเก่งมาก ทำต่อไป สู้ๆ ค่ะ

 

พบกับบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับที่ 122 เดือนเมษายน 2558

 

บทความโดย: นันทิดา สุวรรณาทิพย์ และนันทวรรณ์ ภู่ศรี
ภาพโดย: กันต์ ช่างภาพ: จักรพงษ์ นุตาลัย ผู้ช่วยช่างภาพ: กัญชนิกา เมืองวงษ์

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-47] เตรียมปูนปั้นไปโรงเรียน

เตรียมปูนปั้นไปโรงเรียน

        ปูนปั้นกำลังจะไปโรงเรียนจริงๆ แล้วฮะ เพราะโรงเรียนที่ปะป๊าหม่าม๊าพูดอยู่เรื่อยๆว่าพาปูนปั้นไปโรงเรียนจริงๆ ก็คือเนอร์สเซอร์รี่ เท่านั้นครับ การเตรียมตัวคุณลูกเข้าโรงเรียนก็ดูเป็นเรื่องใหญ่อีกขั้นหนึ่งของคุณพ่อ คุณแม่ แต่อย่านอยด์กันไปเยอะเลยนะฮะ ให้ลูกพอช่วยตัวเองได้บ้างก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผมว่าที่โรงเรียนเขาจะมีกิจกรรมการสอนพัฒนาลูกๆ เราอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปกดดันจะให้ลูกสมบูรณ์แบบไปหมด ลูกจะพานเศร้าไม่อยากไปโรงเรียนเอานะเออ

บังเอิญไปอ่านกระทู้เจอห้องที่คุยๆ กันแล้วบางทีผมสงสารเด็ก เพราะความคาดหวังของพ่อแม่ที่นอยด์กับลูกตัวเองไม่พอ ยังไปนอยด์ข้ามไปครอบครัวอื่น เช่น ลูกฉันสามารถแยกสีได้แล้ว ลูกบ้านคุณพูด ก ไก่ ลูกคุณยังทำไม่ได้ แบบนี้เข้าโรงเรียนไป คุณครูต้องมัวไปใส่ใจลูกบ้านโน้น แล้วลูกเราจะต้องถอยหลังไปหรือเปล่าอะไรแบบนี้เป็นต้น

ผมว่าเราคิดมากไปนะฮะ เด็กๆ แต่ละคนมีพัฒนาการมากน้อยไม่เท่ากัน อย่างเด็กคนนึงอาจจะแยกสีไม่ได้ แต่อาจจะร้องเพลงเก่ง ถ้าแบบนี้จะมาถ่วงเด็กที่ร้องเพลงเก่งหรือป่าว ซึ่งก็คงไม่ใช่ และเรื่องราวหลายๆ เรื่องมันเป็นการเรียนรู้โดยธรรมชาติ ต่อให้คุณครูไม่สอน เด็กๆ คุยไปคุยมาเขาก็เรียนรู้กันเองถ้าเรามองในแง่ดี ลูกเราจะได้ เข้าไปเรียนรู้จากเด็กคนอื่นที่มีอะไรเก่งกว่าลูกเรา และลูกเราจะได้ไปแบ่งปันสิ่งที่เก่งกว่าเด็กคนอืน เท่านี้เอง การไปโรงเรียนของลูกก็กลายเป็นเรื่องสวยงาม

เราอยู่ในยุคที่คาดหวังว่าลูกจะได้เรียนรู้อย่างมีความสุขกว่ารุ่นเราที่โดนอัดให้ท่องจำ แต่เราก็มักหลงลืม โดยเอาเรื่องสนุกๆ มาอัดๆ ให้เด็กจนกลายเป็นเรืองไม่สนุกไปเสียเอง

       กลับมาที่การเตรียมตัวไปโรงเรียน ปะป๊าหม่าม๊าก็ต้องเตรียมปรับเวลา หาวันลากิจ เพราะที่โรงเรียนต้องการให้ ไปสังเกตการณ์ปูนปั้นในช่วงสัปดาห์แรกของการไปโรงเรียน โดยมีเวลากลับเร็วกว่าช่วงเวลาปกติ เพื่อให้เด็กค่อยๆ ปรับตัวไม่ตื่นกับสถานที่ใหม่ๆ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่กับผู้ปกครองเต็มเวลามาก่อน

ผมได้คุยกับคุณแม่ท่านหนึ่งมีมุมมองที่น่าสนใจ คุณแม่ท่านนั้นบอกว่าในรุ่นที่ลูกเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ความรู้สำคัญที่จะติดตัวไปในยุคที่โลกมันเปิดกว้างไปหมด แต่ในอีกด้านนั่นจะกลายเป็นสนามการแข่งขันขนาดใหญ่โตกว่าเดิม มีผู้เล่น ผู้แข่งขันที่ไม่จำกัด ดังนั้นความรู้ที่สำคัญคงเป็นเรื่อง จำนวนภาษาสากลที่พูดได้ และ ความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำมาปรับใช้ได้ ดังนั้นการเปิดให้ลูกได้เรียนรู้อย่างอิสระ คงจะเป็นวิถีทางที่ดีกว่าการกลับไปที่การบ่นเรื่องลูกแยกสีเป็นไม่เป็น ในขณะที่เรามองว่าเรื่องสีเป็นเรื่องศิลปะสร้างสรรค์ แต่เราก็ไปตีกรอบเสียแล้วว่า เจ้าควรจะต้องท่องสีได้ก่อนเข้าโรงเรียน มิฉะนั้นเจ้าจะไม่มีวันได้เป็นอัจฉริยภาพ เคยได้ยินมั้ยฮะว่า นักดนตรียุคคลาสสิคบางท่านไม่รู้ตัวโน้ตหรือศิลปินอย่างคีทาโร่ก็ไม่เก่งทฤษฎีดนตรีเลย และแต่งเพลงโดยการฟังเสียงเอา

หรืออีกหนึ่งบทความที่ผมเคยอ่านเจอชื่อ “ลูกเรียนไม่เก่ง …แล้วไงครับ” ของ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ขออนุญาตคัดลอกบางส่วน หากทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยนไป ผมต้องขออภัย แต่อยากให้ลองคิดกันเองครับ

“พวกเรามาทบทวนกันก่อนว่า อยากให้ลูกเรียนเก่งไปทำอะไรเพื่อเขาจะได้เอ็นทรานซ์ได้ ซึ่งไม่ได้ให้หลักประกันเลยว่าจะไม่ตกงาน จะไม่ใช้ยาเสพติด จะไม่ติดเชื้อเอดส์ จะไม่ตั้งครรภ์ก่อนวัย จะไม่ทำแท้ง จะไม่พนันบอล และอื่นๆ เพื่อให้เขามีอาชีพมั่นคง ไม่จริงหรอกครับ เรียนเก่งแล้วไม่มีงานทำมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีงานทำแล้วประคองงานไว้ไม่ได้ก็มีเยอะ ประคองงานไว้ได้แล้วไม่มีความสุขก็มีอีกเยอะ มีเงินเยอะ แต่ไม่มีความสุขยิ่งเยอะใหญ่ยกตัวอย่างอาชีพแพทย์ แพทย์สมัยนี้ตกงานทันทีหลังเรียนจบนะครับ ไม่ได้บรรจุเข้ารับราชการ ประกอบวิชาชีพไปถูกฟ้องไปก็เยอะ

แทนที่จะเรียนเก่ง น่าจะเรียนให้มี “ความสุข” มากกว่าการเรียนให้มีความสุขมีประโยชน์ดังนี้คือ ทำให้เด็กรักตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง เมื่อเป็นเด็กเล็กก็ดูแลตนเองได้ เมื่อเป็นวัยรุ่นก็กล้าแสดงออกในทางที่เหมาะสม เมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็รู้จักหาทางเลือกของชีวิต รู้ทีหนีทีไล่ รู้รุก รู้รับ รู้ชนะ รู้แพ้ รู้สู้รู้ถอย และไม่ฆ่าตัวตาย กว่าจะถึงเวลาที่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเราซึ่งเป็นพ่อแม่หากไม่แก่ ก็ตายไปแล้ว มองมาเห็นลูกใช้ชีวิตแบบหลังย่อมดีกว่าแบบแรกแน่นอน

ก่อนอื่นมานิยามคำว่า เก่งก่อน เก่งในที่นี้หมายถึง ทำคะแนนได้สูงในระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เด็กอาจจะไม่ได้ทำหน้าที่ทางจิตวิทยาของแต่ละวัยได้ครบถ้วนหรือพอเพียงในทางตรงกันข้าม เด็กเรียนไม่เก่งแต่มีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจเรื่องหน้าที่ทางจิตวิทยาประจำวัย ก็จะได้ลูกซึ่งเป็นเด็กเรียนไม่เก่งที่มีความสุข หากเด็กโตเข้าสังคมได้ทุกรูปแบบ เขาไม่เพียงมีความสามารถหางานอะไรก็ได้ และปรับตัวเข้ากับงานหรือครอบครัวแบบไหนก็ได้ แต่เขายังมีความรักตนเอง ภาคภูมิใจตนเอง ความรักตนเองเป็นภูมิคุ้มกันต่อสิ่งเลวร้ายต่างๆ พวกเรามักคิดว่า งานหลักของเด็กเล็กคือคัดไทย งานหลักของเด็กโตคือบวกเลข ทำให้เราหลงทาง เสียเวลา และคาดหวังลูกในทางที่ไม่ถูกไม่ควรกันค่อนประเทศ เมื่อลูกไม่ได้ดั่งใจก็คาดหวังสูงยิ่งขึ้นอีก เด็กจึงไม่รักตนเอง เกลียดตนเอง ไม่ภูมิใจในตนเอง และขาดภูมิคุ้นกันไปในที่สุด

ถามตนเองอีกครั้งสิครับ ว่าอยากได้ลูกแบบไหน”

ขออนุญาตตัดมาเท่านี้ แล้วเราต้องตอบแล้วหละครับ ว่าอยากเตรียมตัวลูกให้เป็นแบบไหนครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

Tags

เมื่อลูกรักอยากเป็นคนดัง

“เป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ” ดร.เอ็ดเวิร์ด คริสตอป นักจิตวิทยาเด็กจากแคนซัสซิตี สหรัฐอเมริกา บอกอย่างนั้น “เพราะเป็นสิ่งบอกว่าความสามารถในการจินตนาการของลูกเพิ่มขึ้น แสดงว่าสมองของลูกมีการพัฒนา แต่การที่เขาเปลี่ยนแปลงไปมาเดี๋ยวอยากเป็นอย่างคนนั้น อีกแป๊บอยากเป็นอย่างคนนี้ ก็เป็นไปตามเรื่องที่เขากำลังสนใจอยู่ ซึ่งวัยนี้มีความสนใจหลากหลายอยู่

 

“ อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่คุณต้องระวังอยู่บ้าง นั่นคือ “เด็กๆ ยังไม่รู้หรอกว่า การเป็นนางแบบต้องรักษารูปร่างอย่างมาก ต้องขยันออกกำลังกายและกินอาหารได้วันละนิดเดียว ถ้าอยากเป็นนักร้องเขาต้องซ้อมหนักและมีวินัยกับตัวเองมาก แต่ถ้าลูกแค่อยากร้องเล่นๆ ให้คุณฟังก็แล้วไป” ค่อยๆดูอยู่ห่างๆและคอยแนะนำถ้าลูกเกิดสนใจขึ้นมาอย่างจริงๆจังๆดีกว่า

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

รักของเด็กแรกรุ่น เป็นอย่างไรกันนะ

ความรักสำคัญต่อคนทุกเพศทุกวัย ลองมาดูกันว่าเด็ก ๆ เมื่อเริ่มวัย 8 -10 ขวบ เขาคิดอย่างไรบ้างกับคำว่า “ความรักและการแต่งงาน”

ความรักก็เหมือนหิมะถล่ม คุณต้องวิ่งสุดชีวิต” จอห์น 9 ขวบ

 

รักคือผู้ชายกับผู้หญิง สัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอด ทั้งตอนที่ป่วยไข้และเป็นโรคร้าย” แองจี้  10 ขวบ

 

รักคือการได้ออกไปกินเบอร์เกอร์และเฟรนช์ฟรายด้วยกัน” จอร์ช 9 ขวบ

 

ถ้าเราสั่งเด็กผู้ชายคนไหนแล้วเขาทำตาม  ก็แปลว่าเขารักเราแล้ว” คริสทีน 9 ขวบ

 

เป็นโสดน่าจะดีกว่าเพราะไม่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก แต่ถ้าต้องแต่งงาน หนูจะโทรเรียกแม่มาทำให้ค่ะ” เคิร์สเทน 10 ขวบ

 

ความรักสำคัญที่สุดในโลกก็จริง แต่บางครั้งเบสบอลก็สำคัญกว่านะ” เกรก 8 ขวบ

 

ถึงจะพยายามหนี แต่ความรักก็ตามหาเราเจอเสมอ ผมหนีความรักมาตลอด แต่พวกผู้หญิงก็ชอบไล่ตามผมอยู่เรื่อย” เดฟ 8 ขวบ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการ นิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

วัยทวีนมีการบ้านมากไปหรือเปล่า

51% บอกว่า ไม่เยอะเกินไปหรอก กำลังพอดีนะ

 

“เด็กๆ ควรเรียนรู้การจัดการกับการบ้านด้วยตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในชั้นสูงๆ ต่อไปการบ้านคือความรับผิดชอบที่สำคัญ ถ้าลูกทำได้ ก็เท่ากับว่าเขาจะจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ แม้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่ก็ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในสังคมได้เลยนะคะ” คุณแม่ลูกสอง เชอร์รี่ เบิร์ลส์

 

49% บอกว่า เยอะเกินไปแล้ว!

 

“ผมกับภรรยาแยกทางกัน ผมจะมีเวลาอยู่กับลูกแค่อาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมง คืนหนึ่งที่เราอยู่ด้วยกันกลายเป็นว่าลูกสาวผมต้องใช้เวลาทำการบ้านถึงสองชั่วโมงเต็ม ยิ่งถ้าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ การบ้านยิ่งเพิ่มขึ้น ต้องใช้เวลาทำนานมากขึ้นไปอีก เราต่างก็เครียด ผมอยากอยู่กับลูกส่วนลูกอยากรีบทำการบ้านให้เสร็จ กลายเป็นว่าเราแทบไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันเลย เพราะเจ้าการบ้านนี่แหละ” คุณพ่อไมเคิล ฮาร์เรน
แล้วคุณพ่อคุณแม่ชาวไทยล่ะคะ คิดว่าการบ้านของลูกมากเกินไปหรือเปล่า…

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

 

สอนเด็กขี้อายให้พูดคล่อง

สอนเด็กขี้อายให้พูดคล่อง

ถ้าเป็นเทคโนโลยีแล้ว ลูกของคุณปราดเปรื่องสุดๆ เล่นคอมพิวเตอร์ได้คล่องแคล่ว แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง แค่จะถามราคาของที่อยากได้พวกเขายังไม่กล้าด้วยซ้ำ! เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ เด็กๆ ก็พูดน้อยลง ไม่ว่าจะพูดทางโทรศัพท์หรือเจอกันต่อหน้าต่อตา ซึ่งทั้งหมดนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลย และควรจะหาแบบฝึกหัดให้ลูกได้ฝึกฝนเป็นประจำ เพื่อสร้างทักษะการสื่อสารที่จำเป็นในอนาคต ลองเคล็ดลับเหล่านี้ดู

1. เริ่มจากสถานการณ์ง่ายๆ

เช่น คุณมีขนมมาฝากเพื่อนบ้านที่ลูกรู้จัก ให้ลูกเป็นคนเอาไปให้ เตรียมบทพูดนำทางให้เขาหน่อย “สวัสดีครับ วันก่อนที่บ้านไปเที่ยวมา คุณแม่มีขนมมาฝากคุณป้าครับ”

2. หัดสั่งอาหาร

กรณีนี้คุณต้องสังเกตดูก่อนว่าร้านนั้นคนเยอะหรือเปล่าพนักงานกำลังยุ่งอยู่ไหม ถ้าหากร้านว่าง ไม่มีคน ก็เป็นโอกาสดีที่จะให้ลูกได้ลองหัดสั่งอาหารเอง คุณเลือกรายการอาหาร ลูกเป็นคนทวนคำสั่งกับพนักงานเสิร์ฟ ครั้งแรกๆ ลูกอาจจะตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ครั้งต่อๆ ไปก็จะดีขึ้นค่ะ

3. ให้รับหรือฝึกใช้โทรศัพท์

สอนคำง่ายๆ อย่าง “สวัสดีครับ ต้องการพูดกับใครครับ” หรือถ้าลูกเริ่มมั่นใจขึ้นแล้วค่อยให้โจทย์ยากขึ้น เช่น อาจจะให้ลองสั่งอาหารทางโทรศัพท์ดู จดเมนูไว้ล่วงหน้าในกระดาษก่อน ให้ลูกลองอ่านทวนให้ฟังและพูดในแบบของเขา

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

รู้ไหม…ทารกก็มีหลายบุคลิก

มาเรียนรู้และสังเกตกันเถอะว่าลูกน้อยของคุณมีบุคลิกอย่างไรกันบ้าง เพื่อรับมือลูกน้อยอย่างถูกต้องเมื่อเขางอแง

1. คึกคักว่องไว

สังเกตง่ายๆ เขามักจะดิ้นหนีเมื่อคุณจับมาห่อตัว ไม่ยอมให้จับตัวง่ายๆเสียหรอก

สิ่งกวนอารมณ์ การถูกจับพันธนาการด้วยอ้อมแขนของญาติ หรือแม้แต่นั่งคาร์ซีต

วิธีรับมือ ในแต่ละวันควรปล่อยให้เขาได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระเสรีบ้าง เช่น ให้เขาคลานบนพื้นหลังจากเล่นกอดกัน หรือเมื่อต้องนั่งรถไกลๆ ก็แวะจอดตามสวนสาธารณะให้เขาได้คลานบนหญ้านุ่มๆ

 

2. ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ

สังเกตง่ายๆ เขานั่งเล่นบนเก้าอี้โยกสำหรับเด็กได้นานพอที่คุณแม่จะเก็บกวาดครัวจนเสร็จ

สิ่งกวนอารมณ์ การถูกกระตุ้นมากเกินไป เช่น งานปาร์ตี้ที่คึกคัก เสียงดังโหวกเหวก หรือการเล่นหยอกล้อของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่หยุดหย่อนด้วย

วิธีรับมือ เมื่อมีแขกมาบ้านก็ให้เวลาลูกอุ่นเครื่องเสียหน่อย ปล่อยให้ลูกเล่นอย่างที่เขาพอใจ เพราะการเร่งเร้าให้เขาเล่นกับแขก มีแต่จะทำให้ลูกหงุดหงิดมากขึ้น

 

3. ชอบเป็นจุดเด่น

สังเกตง่ายๆ เขามักจะยิ้ม โบกมือ ตบมือ หรือถีบเท้าทุกครั้งที่รู้ว่ามีคนมอง

สิ่งกวนอารมณ์ ความเบื่อหน่าย เขาจะหงุดหงิดถ้าคุณอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่ยอมเล่นด้วยเสียที

วิธีรับมือ อุ้มลูกมานั่งหน้ากระจกให้เขาเล่นกับเงาสะท้อนของตัวเอง หรือหาของเล่นที่ตอบโต้ด้วยเสียงหรือแสงได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

เส้นเลือดขอดในแม่ท้อง แก้ได้

สาเหตุที่ทำให้ว่าที่คุณแม่เส้นเลือดขอดได้ เพราะระบบเลือดในร่างกายก็มีการไหลเวียนเพิ่มขึ้น จึงทำให้หลอดเลือดดำขยายตัว ขณะเดียวกันน้ำหนักจากมดลูกที่ใหญ่ขึ้นๆ ก็กดทับเส้นเลือด จนเห็นเส้นเลือดดำชัดเจน หรือปูดนูนออกมา มีคำแนะนำ 2-3 ข้อ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอดในแม่ท้อง ดังนี้ค่ะ

  1. อย่ายืนติดต่อกันเป็นเวลานานๆ และหากจำเป็นต้องยืน ควรยืนพักขาสลับซ้าย-ขวาให้บ่อยเท่าที่จะทำได้
  2. หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง
  3. แช่เท้าในน้ำอุ่น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ทำไมต้องเป็นฉัน! ท้องแล้วผิวพรรณไม่สวยเลย

Q. เห็นแม่ท้องคนอื่นยิ่งท้องยิ่งผิวพรรณอิ่มเอิบสวยงาม แต่ถึงคราวฉัน พอท้องกลับมีจุดขึ้นทั้งใบหน้า หน้าอกอย่างกับตกกระเต็มไปหมด ไม่ชอบเลย

ถึงร่างกายของคุณแม่ท้องทุกคนจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากฮอร์โมนต่างๆ ปรับเปลี่ยนไป แต่ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ท้องแต่ละคนก็ต่างกัน อาการรอบจุดสีบนใบหน้า ลำคอ รักแร้ หน้าอก รวมถึงหน้าท้องและต้นขาแตกลาย มีสาเหตุมาจากร่างกายของคุณแม่ผลิตเมลานินมากขึ้น ทำให้เกิดจุดสีบนผิว หรือบางคนก็มีสีผิวเข้มขึ้น รวมถึงรอยแตกลายบริเวณผิวหนัง

อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณในระหว่างตั้งครรภ์นี้ จะค่อยๆ จางลงหลังคลอด แต่หากคุณแม่รู้สึกกังวล ในระหว่างนี้ก็สามารถใช้ครีมกันแดดทาเพื่อช่วยชะลอผิวคล้ำเสียได้ค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

หย่านมแม่

หย่านมแม่ เมื่อไหร่? ยังไงดี?

คุณแม่หลายคน เข้าใจว่า หย่านมแม่ แล้วจะทำให้ลูกน้อยต้องการพึ่งพาคุณแม่น้อยลง ตื่นกินนมเวลากลางคืนลดลง แต่จริงๆ แล้วการหย่านม จะทำให้ลูกน้อยหงุดหงิด และต้องการความสนใจมากกว่าปกติ คุณแม่ควรวางแผนการหย่านม ตามอายุ พัฒนาการ และความพร้อมตามธรรมชาติ

Continue reading “หย่านมแม่ เมื่อไหร่? ยังไงดี?”

ช่วยลูกหกล้มอย่างไรให้ผ่านฉลุย

ก่อนอื่นอย่ามองแค่ว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่นี่คือโอกาสดีที่ช่วยให้ลูกได้จัดการกับความรู้สึกยากลำบาก และช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เพื่อรับมือกับความเจ็บปวดเล็กๆน้อยๆให้เขาได้

อันดับแรก พ่อและแม่ควรสงบสติอารมณ์ไว้ก่อน เพราะเด็กๆมักเกิดอาการใจแป้วเมื่อคุณหน้าเสีย จากนั้นเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นและปลอบเขา แต่ถ้าลูกยังดูแย่อยู่ พาลูกไปทำความสะอาดแผล และทายาปิดพลาสเตอร์ให้ สุดท้ายกล่าวชมว่า เขารับมือกับเรื่องนี้ได้ดีแค่ไหน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง