รักลูกมากเกินไป

แม่ครับ พรุ่งนี้ผมจะถูกประหารแล้วนะครับ

ความรักของแม่ที่มีต่อลูกยิ่งใหญ่เสมอ แต่คุณแม่หลายๆ ท่าน แน่ใจแล้วหรือ? ว่าการเลี้ยงลูกของคุณไม่ได้เป็นการตามใจลูกจนเกินไป อย่าปล่อยให้การเลี้ยงดูลูกด้วยความรักของแม่ที่มีมากเกินเหตุ ย้อนกลับมาทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว จนถึงขั้น ประหาร ลองอ่านบทความนี้เพื่อเป็นข้อคิด และเตือนใจคุณ

 

ประหาร
แน่ใจแล้วหรือ? ว่าการเลี้ยงลูกของคุณไม่ได้เป็นการตามใจลูกจนเกินไป

เลี้ยงลูกผิด จนถึงขั้น ประหาร

แม่ครับ

ลูกชายคนนี้ของแม่จะถูกประหารในวันพรุ่งนี้แล้วนะครับ ผมไม่รู้ว่าทำไมผมต้องกลายมาเป็นอย่างนี้ ผมได้แต่นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต

ตอนที่ผม 3 ขวบ ด้วยความซนของผมวิ่งเร็วเกินไปจนสะดุดก้อนหินจนหกล้ม แม่รีบวิ่งเข้ามากอดผมไว้ ปลอบผมไปพลาง กระทืบเท้าไปที่หินก้อนนั้นไปพลาง

“อย่าร้องนะลูกแม่ ไอ้ก้อนหินหน้าโง่ แกทำให้ลูกของชั้นหกล้มทำไม?”

พอผมได้ฟัง เดิมทีผมพยายามกลั้นเอาไว้แต่ก็ต้องร้องไห้ออกมา

แม่กำลังบอกผมว่า ที่ผมหกล้มความผิดอยู่ที่หินหน้าโง่ก้อนนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าแม่พูดเพื่อปลอบใจผม เพื่อไม่ให้ผมร้องไห้ต่างหาก

ตอนที่ผมอายุได้ 4 ขวบ ผมเอาแต่จ้องดูทีวีโดยไม่ยอมลุกไปกินข้าว แม่เอาข้าวเดินมาป้อนให้ผมกินหน้าทีวี แม่ทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่ต้องลุกไปกินข้าวเองก็ได้ เดี๋ยวแม่ก็เอามาป้อนผมถึงที่ แต่ผมไม่รู้ว่าแม่กลัวว่าผมกินข้าวจะหกเลอะพื้น หรือไม่อยากซักผ้าที่เปื้อนคราบอาหารของผมต่างหาก

ตอนที่ผมอายุได้ 6 ขวบ แม่พาผมไปซื้อของขวัญวันปีใหม่ แม่บอกผมว่าให้ซื้อได้อย่างเดียว ผมซื้อหุ่นยนต์เปลี่ยนร่างได้ แต่พอเห็นเครื่องบินผมก็อยากได้เครื่องบินอีกลำหนึ่ง แม่บอกผมว่าไม่ได้ แม่จะซื้อให้เพียงอย่างเดียว

ผมก็เลยนอนกลิ้งลงไปกับพื้นและร้องไห้เสียงดังจ้า  จนแม่ต้องจ่ายเงินค่าเครื่องบินเสร็จผมจึงยอมหยุดร้องไห้ แม่กำลังสอนให้ผมรู้ว่า หากผมต้องการอะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจ ผมจะใช้ไม้ตายอย่างนี้กับแม่ และผมก็ชนะแม่ทุกครั้ง แต่ผมไม่รู้ว่าที่แม่ยอมผมนั้นก็เพราะแม่ไม่อยากขายขี้หน้าคนอื่นที่กำลังยืนมองดูอยู่ต่างหาก

ประหาร
อย่าปล่อยให้การเลี้ยงดูลูกด้วยความรักของแม่ที่มีมากเกินเหตุ ย้อนกลับมาทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

อ่านต่อ “แม่ครับ พรุ่งนี้ผมจะถูกประหารแล้วนะครับ” คลิกหน้า 2

ไอซ์แพ็ค

วิธีทำไอซ์แพ็คสารพัดประโยชน์ จากเจลผ้าอ้อม

คุณพ่อ คุณแม่อาจจะยังไม่ทราบว่า เจลในผ้าอ้อมของลูกน้อยนั้น สามารถนำมาใช้ดัดแปลงได้สารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะนำมาทำปุ๋ยเพื่อปลูกต้นไม้ นำมาแช่นมให้ลูกเวลาที่ออกไปข้างนอก หรือนำมาประคบเย็น Amarin Baby & Kids มีวิธีเด็ดทำ ไอซ์แพ็ค สารพัดประโยชน์ มาฝากค่ะ

Continue reading “วิธีทำไอซ์แพ็คสารพัดประโยชน์ จากเจลผ้าอ้อม”

โอปอล์อยากชวนคุณแม่ให้รู้จัก ‘โรคไอพีดี’ ป้องกันสำคัญกว่ารักษา

เพราะเป็นคุณแม่มือใหม่ที่มีลูกครั้งแรกก็เจอศึกหนักตั้งแต่ตั้งครรภ์แฝด ทั้งยังเกือบสูญเสียลูกน้อยไป ทำให้คุณแม่โอปอลล์สัญญากับตัวเองว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับลูก เธอต้องเรียนรู้เพื่อทำหน้าที่ปกป้องลูกน้อยให้ดีที่สุด
และการได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยรณรงค์ให้คุณแม่ได้รู้จักและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคไอพีดี ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เธออยากแชร์ ซึ่งเมื่อได้อ่านบทความความของ พ.ญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ทารกแรกเกิด ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ได้น่าสนใจทีเดียว

มารู้จักโรคไอพีดีกันดีกว่าค่ะ
โรคไอพีดี (IPD,Invasive Pneumococcal Disease) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส ชนิดรุนแรงและแพร่กระจาย ประกอบด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, โรคติดเชื้อในกระแสเลือด, โรคปอดอักเสบหรือปอดบวม หรือทำให้เป็นโรคที่พบบ่อยกว่าไอพีดีแต่ไม่รุนแรง เช่นโรคหูชั้นกลางอักเสบ(หูน้ำหนวก), โรคไซนัสอักเสบ, โรคคออักเสบบางครั้งแม้เป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงในเบื้องต้นแต่ถ้ารักษาไม่ถูกต้อง เชื้ออาจลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงและสมองได้
โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงอายุ แต่จะพบบ่อยในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูง หรือเมื่อรักษาหายอาจมีผลแทรกซ้อนตามมาภายหลัง เช่น อาจมีความผิดปกติของระบบประสาท, การได้ยินบกพร่อง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก โดยอุบัติการณ์ของการเกิดโรคไอพีดี (IPD) ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีเป็น 11.7 ต่อแสนประชากร1

โรคไอพีดีติดต่อได้อย่างไร
เชื้อนิวโมคอคคัสมักอาศัยอยู่ในโพรงจมูกหรือคอของคนทั่วไปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ขึ้นกับอายุและสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ตรวจพบเชื้อได้ในสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ โดยที่ผู้ที่เป็นพาหะจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ
แต่จะแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยการ ไอ จามการเอาของเล่นเข้าปาก การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำถ้วยเดียวกันซึ่งเป็นการแพร่กระจายในลักษณะเดียวกับโรคหวัด ฉะนั้นเด็กเล็กที่ไม่มีภูมิต้านทานก็จะติดเชื้อได้ง่าย

อาการของโรค
โรคที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส อาจก่อโรคได้ทั้งแบบชนิดรุนแรง (ไอพีดี)และแบบไม่รุนแรง
1.โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ซึมลง อาเจียน คอแข็งส่วนในเด็กทารกจะมีไข้สูง ซึม ร้องกวนงอแง กระหม่อมโป่งตึงโคม่าไม่รู้สึกตัว ชักและอาจเสียชีวิตถ้าไม่เสียชีวิตก็อาจมีความผิดปกติของระบบประสาท เช่น หูหนวกระดับสติปัญญาต่ำ แขนขาเกร็ง เป็นโรคลมชัก เนื่องจากสมองถูกทำลายการวินิจฉัยโรคนี้ต้องมีการตรวจเพาะเชื้อจากการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง
2.โรคติดเชื้อในกระแสเลือดเด็กจะมีอาการไข้สูง ซึมลง ร้องกวนงอแงความดันโลหิตต่ำหรือช็อค และเสียชีวิตถึง 20%2 เชื้อจากกระแสเลือดอาจกระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดอักเสบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
3.โรคปอดอักเสบ มีไข้สูง ไอ เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ และเหนื่อยหอบถ้ารุนแรงมากอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเนื่องจากภาวะการหายใจล้มเหลว เสียชีวิตได้ 5-7%3 และมีภาวะแทรกซ้อน เช่นเชื้อจากปอดเข้ากระแสเลือด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากขึ้นภาวะหนองที่ช่องปอด ภาวะปอดแฟบ เป็นฝีในปอดทำให้ต้องผ่าตัดระบายหนองหรือตัดเนื้อปอดที่เสียหายหรืออุดตันซึ่งถ้าทิ้งไว้จะเป็นแหล่งของเชื้อโรคภาวะเยื่อหุ้มหัวใจที่อยู่ใกล้กับปอดอักเสบติดเชื้อทำให้การทำงานของหัวใจผิดปกติอาการปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสมักมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วทำให้ผู้ป่วยอาการทรุดหนักได้ภายใน 2-3 วัน บางรายก็อาการไม่ดีขึ้นทั้งๆที่ให้ยาฆ่าเชื้อไปแล้วแต่เป็นเพราะเชื้อดื้อยา
4. โรคหูชั้นกลางอักเสบ เด็กจะมีอาการไข้สูง บ่นปวดหู งอแง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง การติดเชื้ออาจลุกลามไปที่อวัยวะข้างเคียงหรือสมองได้ และสามารถเกิดหูน้ำหนวกเรื้อรัง แก้วหูทะลุ การได้ยินบกพร่อง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็กด้วย

โรคไอพีดีรักษาได้อย่างไร
การติดเชื้อนิวโมคอคคัส สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะถ้าเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง เช่น คออักเสบ หูน้ำหนวก หรือไซนัสอักเสบสามารถให้ในรูปแบบยารับประทานได้แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อไอพีดี จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพราะโรคจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงมิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือเกิดความพิการทางสมองผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลแบบผู้ป่วยในบางครั้งต้องรักษาในไอซียูต้องได้รับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดพร้อมกับการรักษาอาการที่เกิดขึ้น เช่นปัญหาการหายใจล้มเหลวขาดออกซิเจนทำให้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ยากันชัก ยาเพิ่มความดันโลหิต เป็นต้น

เด็กกลุ่มไหนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคไอพีดี
1.เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีเนื่องจากเป็นวัยที่ภูมิต้านทานยังพัฒนาไม่เต็มที่เมื่อติดเชื้อมักจะมีอาการรุนแรง
2.เด็กทุกช่วงอายุที่มีภาวะต่อไปนี้
เด็กฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็กจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงขึ้นถึง 2-3 เท่า3
โรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด โรคไต โรคตับ โรคเบาหวานโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย โรคเลือด sickle cell disease*
เด็กที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ดี*
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง* เช่น ติดเชื้อเอชไอวี* โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เด็กที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่นต้องได้ยาสเตียรอยด์ ยาเคมีบำบัด เป็นต้น
เด็กที่มีน้ำไขสันหลังรั่วหรือได้รับการผ่าตัดใส่วัสดุเทียมของหูชั้นใน
*ภาวะเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อนี้สูงกว่าเด็กปกติถึง 50เท่า3

ข้อปฏิบัติเบื้องต้นในการป้องกันโรคไอพีดีในเด็ก
1. สอนให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ และปิดปากปิดจมูกทุกครั้งที่จาม หรือไอ
2. สอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการสัมผัส กับคนที่เป็นไข้หวัดหรือป่วย
3. ให้ลูกกินนมแม่ซึ่งมีภูมิต้านทานโรคใครให้ลูกกินนมแม่อยู่ให้กินต่อเนื่องไปนานๆ
4. กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
5. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และการพาเด็กไปในที่ๆมีผู้คนแออัด
6. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันอย่างเหมาะสม โดยสามารถปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมเรื่องลูก

เอกสารอ้างอิง
1. Rhodes J, Dejsirilert S, Maloney SA, Jorakate P, Kaewpan A, Salika P, et al. Pneumococcal Bacteremia Requiring Hospitalization in Rural Thailand: An update on incidence, Clinical Characteristics, Serotype Distribution, and Atimicrobial Susceptibility, 2005-2010. PLoS One. 2013;8:e66038.
2. World Health Organization. Pneumococcal vaccines WHO position paper 2012. Wkly Epidemiological Rec 2012; 14: 129-144.
3. Centers for Disease Control and Prevention. Epidemiology and Prevention of Vaccine-Preventable Diseases. Hamborsky J, Kroger A, Wolfe S, eds. 13th ed. Washington DC: Public Health Foundation; 2015.

 

logo                                                                                                                                                   PP-PNP-THA-0030

หนูน้อยวัย 8 เดือน รอดปาฏิหาริย์ แผ่นดินไหว คุมาโมโตะ

ที่มาจาก ThaiPBS

ข่าวจาก ThaiPBS หนูน้อยวัย 8 เดือนรอดชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรงญี่ปุ่น ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจาก 9 คน บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน บ้านเรือนหลายหลังพังถล่มและเกิดไฟไหม้ ขณะที่หน่วยกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากหักพัง

15 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ จัดการประชุมฉุกเฉินคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือทุกอย่างในภารกิจการกู้ภัย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน โดยรัฐบาลจะทุ่มเทความพยายามทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติซ้ำสองจากอา ฟเตอร์ช็อคที่เกิดตามมา นายอาเบะ ยังแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

หนูน้อยแผ่นดินไหว (2)

ขณะที่ หน่วยกู้ภัยญี่ปุ่นกว่า 1,300 นาย พร้อมด้วยทหาร 1,600 นายและตำรวจอีกเกือบ 2,000 นาย ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ทางตอนใต้ ของญี่ปุ่น โดยช่วยเด็กทารกหญิงวัย 8 เดือนออกมาได้ 1 คน

แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.26 น.ตามเวลาท้องถิ่นตรงกับ 19.26 น. ค่ำวานนี้ (14 เม.ย.) ตามเวลาในประเทศไทย วัดความรุนแรงได้ 6.4 และเกิดลึกเพียง 10 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากจังหวัดคุมาโมโตบนเกาะคิวชูไปทางตะวันออกประมาณ 11 กิโลเมตร แต่ไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวไปแล้ว 40 นาที มีแผ่นดินไหวเกิดตามมาอีกวัดความรุนแรงได้ 5.7 และผ่านไปอีก 2 ชั่วโมงครึ่งก็เกิดตามอีกระลอกวัดความรุนแรงได้ 6.4 ขณะที่มีรายงานว่ามีอาฟเตอร์ช็อคเกิดตามมาอีกกว่า 100 ครั้ง เจ้าหน้าที่ต้องประกาศเตือนประชาชนว่าอาจมีอาฟเตอร์ช็อคเกิดขึ้นต่อเนื่องไป อีกหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่า

A patient is evacuated by emergency staff to an hospital in Kumamoto City on April 16, 2016. A strong 7,0 earthquake hit southern Japan early, the US Geological Survey said, a day after another powerful tremor killed at least nine people in the same area. Tens of thousands of people fled their homes after the 6.5-magnitude quake struck the southwestern island of Kyushu on Thursday night, leaving lumps of concrete strewn in the streets. / AFP PHOTO / KAZUHIRO NOGI

อย่างไรก็ตาม แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวทำให้อาคารบ้านเรือนพังถล่ม โดยเมืองมาชิกิ ซึ่งมีประชากรประมาณ 34,000 คน และอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นไหวดินเป็นพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารหลายหลังพังถล่มและเกิดไฟไหม้บ้านเรือน ขณะที่บ้านเรือน 16,000 หลังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ เนื่องจากระบบส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าได้รับความเสียหาย แม้แผ่นดินไหวจะสร้างความเสียหายแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 แห่งทางตอนใต้สุดของเกาะคิวชูและบนเกาะชิโกกุ ซึ่งอยู่ติดๆ กัน ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ขณะที่โรงงานของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในพื้นที่แผ่นดินไหวไม่ว่าจะเป็น ฮอนด้า บริดจ์สโตนและโซนีต้องระงับการผลิตชั่วคราว

หนูน้อยแผ่นดินไหว (1)

ทั้งนี้มีรายงานว่ารถไฟบนเกาะคิวชูต้องหยุดให้บริการหลังเกิดแผ่นดินไหว และมีรถไฟหัวกระสุนตกรางแต่เป็นขบวนรถเปล่าจึงไม่มีใครได้รับอันตราย ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 9 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 900 คน ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 44 คน คาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

japantimeline

ส่วนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว แจ้งว่าไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบและขอให้คนไทยที่พำนักในญี่ปุ่นและนักท่อง เที่ยวไทยใช้ความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด กรณีขอความช่วยเหลือในจังหวัดคุมาโมโตะ ติดต่อกองการต่างประเทศ จังหวัดคุมาโมโตะ (81-96-333-2315)

 

เมื่อลูกทารกชัก เรื่องใหญ่ที่พ่อแม่ควรรู้

แม้อาการชักในทารกไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่สำหรับพ่อแม่มือใหม่หลายท่าน เพียงแค่ได้ยินคำว่า “ชัก” ก็คงตกอกตกใจกันบ้างใช่ไหมคะ เราจะมาเจาะลึกอาการ “ชัก” ในเบบี๋ กับ พญ. พิชญา ไพศาล กุมารแพทย์ด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ว่าอาการชักแบบไหนที่พ่อแม่ควรเฝ้าระวัง และเมื่อลูกมีอาการชัก ควรทำอย่างไร มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

สาเหตุของอาการชักในทารกคือ

  • พยาธิสภาพในสมองเฉียบพลันจากสาเหตุต่างๆ เช่น การติดเชื้อของเยื่อหุ้มสมอง เลือดออกในสมอง สมองขาดเลือด เนื้องอก หรือได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ เป็นต้น
  • พยาธิสภาพในสมองที่เป็นมาแต่กำเนิด เช่น การพัฒนาการของเนื้อสมองผิดปกติ ทั้งจากพันธุกรรมหรือจากภาวะผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์
  • มีภาวะเสียสมดุลของน้ำตาลหรือเกลือแร่บางชนิดในเลือด
  • โรคลมชัก ที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม
  • ภาวะชักจากไข้สูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กทารกอายุ 6 เดือนถึงเด็กอายุ 5 ปี

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโรคลมชักส่วนหนึ่งที่ตรวจแล้วไม่พบสาเหตุอีกด้วย  อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาวะชักจากไข้สูงจะพบได้บ่อยและไม่อันตราย ถ้าลูกมีไข้แล้วชักก็ควรพาไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุเสมอ

อันตรายจากอาการชักมีอะไรบ้าง?

อาการชักส่วนใหญ่มักหยุดได้เองภายในเวลาไม่กี่นาที จึงมักไม่ทำให้เกิดอันตรายโดยตรง แต่ผลกระทบจากการชักพบว่าอาจเกิดจาก

  • การบาดเจ็บขณะชัก เช่น ชักแล้วล้มศีรษะฟาดพื้น ชักขณะทำกิจกรรม เช่น ว่ายน้ำ
  • การบาดเจ็บจากการช่วยเหลือไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาของแข็งเช่น ช้อน หรือนิ้วไปงัดปากลูกเพื่อไม่ให้กัดลิ้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะอาจไปกระตุ้นให้เกิดการสำลักแล้วหยุดหายใจได้ หรืออาจทำให้ฟันหักไปอุดหลอดลมเสียชีวิตได้ การอุ้มลูกขึ้นมาเขย่าๆ หรือการกดปั๊มหัวใจ ก็อาจทำให้กระตุ้นการสำลักได้เช่นกัน
  • การชักซ้ำๆ หรือภาวะชักต่อเนื่องที่นานเกิน 30 นาที จะส่งผลต่อการทำงานของร่างกายทุกระบบ อันนี้เป็นภาวะที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน

อาการชักในเบบี๋เป็นอย่างไร?

การชักในทารกที่พบบ่อย คือ การเกร็งหรือเกร็งและกระตุกทั่วตัว หมดสติ เรียกไม่รู้สึกตัว ตาเหลือก ซึ่งส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่เห็นก็มักจะบอกได้ว่าเป็นอาการชัก แต่ในเด็กทารกจะมีอาการชักบางลักษณะที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้และปล่อยผ่านไป แต่หากเป็นบ่อยๆ จะส่งผลต่อการมีพัฒนาการที่ช้ากว่าปกติได้ด้วย ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ เช่น

  • ชักสะดุ้ง ชักผวา เกิดในระยะเวลาสั้นๆ ดูคล้ายอาการสะดุ้งเวลาตกใจ เกิดซ้ำหลายๆ ครั้ง
  • ชักเหม่อ เช่น กำลังเล่นอยู่ จู่ๆ ลูกก็นิ่งไป ไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนองเป็นระยะเวลาสั้นๆ
  • ชักตัวอ่อน อาจจะทรุดลงทันที หรือมีคอตกแขนตกทันที
  • การกระตุกหรือเกร็งแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นมา โดยไม่ได้เป็นทั้งตัว

เมื่อลูกเบบี๋ชัก พ่อแม่ช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง?

อาการชักส่วนใหญ่หยุดเองได้ในเวลาไม่กี่นาที  สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยได้คือ ระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตรายจากการชัก จัดท่าลูกในท่านอนตะแคงเพื่อลดการสำลัก และไม่เอาอะไรใส่ปากลูกเด็ดขาด ถ้าหยุดชักแล้วอาการปกติดี ก็ค่อยพาลูกไปพบแพทย์ แต่ให้ระวังการชักที่นานเกิน 5 นาทีมักไม่หยุดเอง กรณีนี้ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

อาการชักจากไข้สูงเกิดจากอะไร? ทำให้พัฒนาการช้าจริงหรือ?

สาเหตุไม่แน่ชัด อาจเกิดจากเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการส่งสัญญาณประสาท ปัจจุบันก็พบว่าเกี่ยวข้องการความผิดปกติทางพันธุกรรมร่วมด้วย  ซึ่งอาการชักจากไข้สูงนั้นจากการศึกษาพบว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อระดับสติปัญญา ความสามารถในการเรียนรู้ และพฤติกรรมของเด็ก และมักเกิดกับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปีเท่านั้น จึงไม่ต้องเป็นกังวลมากค่ะ เพราะเมื่อเด็กอายุเกิน 5 ปี เขาจะหายได้เอง

แต่หากลูกมีประวัติชักจากไข้ซ้ำหลายๆ ครั้ง และมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคลมชัก หมอจะทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง เนื่องจากอาจมีโอกาสเป็นโรคลมชักได้มากกว่าคนทั่วไป

 

เปิดเทอมวันแรก

เปิดเทอมวันแรก …โรงเรียนแรกของลูก

เปิดเทอมวันแรก ของลูก เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่สุดของทั้งพ่อแม่ และลูกน้อย  เพราะ วันเปิดเทอมเป็นการไปโรงเรียนวันแรกของลูกที่เขาจะต้องออกไปเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ นอกบ้าน ไม่ได้อยู่กับคนที่คุ้นเคยกับเขาทั้งวัน เรามีคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการพาลูกไปโรงเรียนในวันแรก ให้ผ่านไปได้ด้วยดีมาฝากค่ะ

Continue reading “เปิดเทอมวันแรก …โรงเรียนแรกของลูก”

โรงเรียนแรกของฉัน ความฝันของเรา

ปัจจุบันการเลือกโรงเรียนให้กับลูก ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งในชีวิตทีเดียว โรงเรียนสำหรับเจ้าตัวเล็กตอนนี้แบ่งเป็น 2 แนวทางหลักๆ คือ โรงเรียนที่เน้นวิชาการ กับ โรงเรียนทางเลือก ซึ่งแนวที่เน้นวิชาการก็จะเป็นโรงเรียนที่เราเห็นทั่วไปและมีมาแต่เดิม ส่วนโรงเรียนทางเลือกมาแพร่หลาย มีหลากหลายแนวคิดให้เลือกในช่วงประมาณ 10 ปีหลัง เช่น มอนเตสเซอร์รี่ วอลดอล์ฟ วิถีพุทธ เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะมีแนวโฮมสคูลที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคุณครูสอนลูกเองเต็มเวลา สำหรับครอบครัวเราไม่หนักไปขั้วใดขั้วหนึ่ง เราก็เลยเลือกโรงเรียนแนวกลางๆ ซึ่งก็มีให้เลือกไม่น้อย

TRICK
1) ผู้ปกครองเลือกแนวทางและแนวคิดโรงเรียน แต่ให้ลูกเลือกโรงเรียน (ถ้าผ่านไปเรียนแล้วลูกไม่มีความสุข ต้องมาพิจารณาว่าปัญหาอยู่ที่ตัวแนวคิดหรือตัวโรงเรียน)
2) เตรียมความพร้อมพื้นฐานให้ลูกรู้จักช่วยตัวเอง
3) สร้างแรงจูงใจลูกให้รู้จักการไปโรงเรียนและไม่กลัว
4) พูดคุยกับลูกทุกวันเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำที่โรงเรียน

ทำความรู้จักโรงเรียน

หลังจากเราเลือกแนวโรงเรียนได้แล้ว เราก็พาเจ้าปูนปั้นไปดูบรรยากาศโรงเรียนต่างๆ ที่เราคัดออกมา แล้วเราก็เฝ้าสังเกตพฤติกรรมว่า เจ้าปูนปั้นชอบที่ไหน โดยสังเกตดูความตื่นเต้นต่อสถานที่ เช่น ห้องเรียน สนามเด็กเล่น รวมถึงให้เขารู้จักกับคุณครูที่ต้องอยู่ด้วยกันทุกวันก่อน แล้วสังเกตว่าเขาเข้ากับคุณครูและสถานที่ได้ไหม

คำนึงการรับ-ส่ง

สำหรับครอบครัวเดี่ยวที่เลือกโรงเรียนใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อหรือคุณแม่ที่พร้อมไปรับส่งในเส้นทางที่ต้องไปทำงานอยู่แล้ว มีข้อดีก็คือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินคุณก็จะไปถึงตัวลูกได้เร็ว แต่ข้อเสียคือเด็กจะต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถตอนเช้ามากเกินไปหรือเปล่า? ทั้งกินข้าวและเปลี่ยนชุดนักเรียน และส่วนครอบครัวใหญ่ ก็อาจเลือกโรงเรียนใกล้บ้านโดยให้คุณปู่คุณย่า หรือญาติช่วยไปรับส่งได้ ช่วยทำให้ลูกไม่เหนื่อยกับการเดินทาง

ฝึกช่วยเหลือตัวเองเตรียมพร้อมก่อนเข้าเรียน

เราควรสอนให้เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานให้ได้มากที่สุด คือ ตักข้าวกินเองได้ หัดให้บอกได้ว่า หิวน้ำ ต้องการไปห้องน้ำ ใส่เสื้อผ้าถอดเสื้อผ้า เป็นต้น ส่วนเรื่อง ก.ไก่ ข.ไข่ ปล่อยให้คุณครูสอนที่โรงเรียนก็ได้ครับ ที่บ้านเราใช้วิธีนำชุดนักเรียนมาให้เขาลองใส่เพื่อสร้างบรรยากาศให้เขาอยากไปโรงเรียน และฝึกให้เข้านอนแต่หัวค่ำ ตื่นมาจะได้สดใส

ใช้เวลาปรับตัว

เด็กบางคนสนุกในช่วง 2-3 วันแรก และงอแงมากเป็นเทอมเลยก็มี เพราะแม้โรงเรียนจะเป็นสถานที่ใหม่แสนสนุก แต่พอเขารู้ว่าต้องมาทุกวัน อดเล่นกับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเท่านั้นแหละความดราม่าก็บังเกิด เพราะฉะนั้นในทุกๆ วัน คุณอย่าลืมถามลูกว่า “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง” “เพื่อนชื่ออะไร? คนไหนเป็นอย่างไร?” “คุณครูชื่ออะไร?” เพราะเรื่องราวที่ประทับใจลูก เขาจะเรียบเรียงเล่าออกมาได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นการเรียนเต้นรำหรือร้องเพลง เราก็มักให้ปูนปั้นนำแล้วเราก็ทำตามเขา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้ปูนปั้นภูมิใจและเพิ่มความมั่นใจในตัวเองเข้าไป

 

บทความโดย

พ่อเอก จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์
Blogger เจ้าของนามปากกา บรรทัดที่สิบเอ็ด
คุณพ่อของน้องปูนปั้น ด.ช.ปัญญธัช สิริเฉลิมพงศ์

ภาพ

Shutterstock

รวย

เมื่อลูกมีคำถามว่า “ทำไมคนอื่นถึงรวยกว่าเรา”

“พ่อครับทำไมครูสอนว่ายน้ำถึงรวยกว่าเรา” ลูกชายวัย 8 ขวบถามผมด้วยความสงสัย ในขณะที่ผมไปรับกลับจากเรียนว่ายน้ำ คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจผมคือ ลูกเปรียบเทียบจากอะไร หรือเขารู้ว่าค่าเรียนว่ายน้ำเมื่อเทียบกับรายได้ของคนทั่วไปค่อนข้างแพง แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าไม่น่าใช่ พอรถติดไฟแดงผมจึงถามลูกว่า “ทำไมลูกถึงคิดอย่างนั้นล่ะ” เด็กน้อยตอบกลับมาว่า “ก็คุณครูใช้ไอโฟน 6S รุ่นใหม่ แต่พ่อยังใช้โทรศัพท์ที่เล่นเกมไม่ค่อยได้เลยครับ”

ความช่างซักช่างถามของเด็กมักจะเกิดจากการสังเกตสิ่งรอบตัว

ทัศนคติที่ว่าใช้ของแพงแล้วเป็นคนรวยนั้น มิได้เกิดขึ้นกับเฉพาะแค่เด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่เราเองก็เหมือนกัน เสื้อผ้า เครื่องประดับที่หรูหรา รถยนต์ราคาแพงทำให้เราดูเป็นคนมีฐานะในสายตาของคนอื่น มีแต่ตัวเราเท่านั้นแหละครับ (กับธนาคารเจ้าหนี้) ที่รู้ว่าความหรูหราบนตัวเรานั้นเป็นความมั่งคั่งของเราจริงๆ หรือไม่ ตลอดเส้นทางกลับบ้านในวันนั้นผมเลยได้คุยกันสนุกกับลูกในการทายกันว่าคนใช้ของแพงคนไหนน่าจะเป็นคนรวย

การสอนให้เด็กรู้จักดูแลเงินในสมัยนี้กับสัก 10 – 20 ปีก่อนมีความแตกต่างกันพอสมควร

บ่อยครั้งที่ผมใช้ช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับลูกมาทบทวนความเข้าใจด้านการเงินให้มากขึ้น   เช่น   สมัยก่อนการซื้อของด้วยสินเชื่อยังไม่ค่อยนิยมเหมือนในปัจจุบัน อยากได้อะไรก็ต้องเก็บเงินซื้อ จะสมัครบัตรเครดิตก็มีขั้นตอนมากและไม่ได้อนุมัติผ่านกันง่ายๆ   หรือโปรโมชั่นซื้อก่อนผ่อนทีหลัง กับการใช้จ่ายผ่านธนาคารออนไลน์ เห็นเพียงตัวเลขทางยอดบัญชี ส่งผลให้การยับยั้งชั่งใจในการใช่จ่ายมีน้อยกว่าการนับธนบัตรเป็นใบๆ

อีกทั้งในยุคนี้สื่อโฆษณาเข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของเด็กและผู้ปกครอง สมัยก่อนโทรทัศน์มีเพียง 5 – 6 ช่อง แต่ปัจจุบันทั้งดาวเทียมและดิจิตอลทีวีรวมมีมากกว่า 200 ช่อง รายการส่วนใหญ่ก็แฝงโฆษณาที่ไม่ได้รับการตรวจสอบว่าโฆษณาเกินจริงหรือไม่ และมีการใช้กลยุทธ์ด้านราคา ลดราคา ให้ของแถม กระตุ้นให้เราอยากได้สินค้าที่เกินความจำเป็นได้ง่าย

จะเริ่มพูดคุยกับลูกเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ สำหรับเด็กเล็กแรกเข้าโรงเรียนสามารถเริ่มได้จากเงินค่าขนม ช่วงเข้าเรียนใหม่อย่างชั้นป.1 – ป.2 อาจเริ่มให้เฉพาะค่าขนมเป็นรายวัน มากน้อยขึ้นอยู่กับราคาของแต่ละโรงเรียน ช่วงนี้ก็เป็นการสอนให้รู้จักการใช้ การเก็บ การทอนเงิน การรักษาเงิน หรือการไม่ไปขอเงินจากคนอื่นและควรสอนให้รู้จักธนาคารว่าเราสามารถนำเงินไปฝาก และถอนมาใช้ได้ ดังนั้นทุกๆครั้งที่เราไปกดเงินออกจาก ATM ไม่ได้หมายความว่าเราจะกดออกมาเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เราต้องการ ส่วนข้อดีของการฝากธนาคารคือ ปลอดภัยไม่หาย และได้ดอกเบี้ย

พอลูกเริ่มโตขึ้นมาเป็นชั้น ป.3 ป.4 อาจเริ่มให้รู้จักการบริหารเงินด้วยการให้เงินเป็นสัปดาห์ หรืออาจให้ค่าอุปกรณ์การเรียนเช่น สมุด ไม้บรรทัด ดินสอ ที่จะต้องซื้อใช้ในการเรียน อาจเริ่มด้วยการคำนวณว่าค่าอุปกรณ์การเรียนทั้งเทอมอยู่ 400 บาท เราก็อาจให้ลูกเพิ่มอีกสัปดาห์ละ 20 บาท เพื่อให้เด็กเริ่มรู้จักที่จะแบ่งเงินว่า ส่วนใดเอาไว้ใช้ซื้อของกิน ส่วนใดเอาไว้ใช้ซื้ออุปกรณ์ หรือส่วนใดเอาไว้เก็บไปฝากธนาคาร บางท่านที่ผมเคยพูดคุยด้วยไม่ได้ใช้วิธีให้เงินค่าอุปกรณ์แก่ลูกไปบริหารเป็นสัปดาห์ แต่จะยังคงให้เฉพาะค่าขนมตามปกติ ส่วนค่าอุปกรณ์การเรียนนั้นมีการตั้งงบประมาณไว้เหมือนกันว่าเทอมละ 400 บาท แล้วให้ลูกมาเขียนใบเบิกเงินเป็นครั้งๆ เพื่อสอนให้ลูกรู้จักทำรายการบันทึกและการทำบัญชีเบื้องต้น พอเด็กโตขึ้นมีรายจ่ายมากขึ้นก็ค่อยๆ เพิ่มเงินให้เด็กไปบริหาร ตามค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หากเราทำในลักษณะนี้ก็จะช่วยให้เรามีเวลาพูดคุยกับลูกเรื่องการบริหารเงินให้ถูกต้อง

การสอนให้ลูกรู้คณค่าของเงินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเขาโตขึ้นมาแม้มีเงินทองมากมายขนาดไหน แต่ขาดความรู้เรื่องการหา การใช้ การออม อย่างถูกต้อง ไม่นานเงินที่มีอยู่ก็คงจะถูกใช้ไปจนหมด หรือบางคนอาจถึงขั้นแบกหนี้จนหลังแอ่น ซึ่งจะเป็นเรื่องน่าเสียใจที่เรามีโอกาสสอนเขาแต่เราไม่ได้ทำ ช่วงเวลาของการพูดคุยกันในครอบครัว เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในการสอดแทรกความรู้รอบตัวต่างๆให้แก่เด็กๆ รวมไปถึงเรื่องของเงินๆทองๆ

 

เทคนิคดีๆ สอนลูกออมเพื่อใช้เงินให้เกิดประโยชน์

พอเริ่มรู้จักเงินมากขึ้น ก็ให้เริ่มตั้งเป้าหมายของการออมเพื่อไปใช้ตามที่ต้องการ เด็กที่โตหน่อยซัก ป.3 ป.4 จะเริ่มบวกเลขได้คล่อง การตั้งเป้าง่ายๆเช่น หากมีหนังสือที่อยากซื้อเล่มละ 60 บาท เราได้ค่าขนมวันละ 50 บาท ถ้าใช้ 40 บาท เหลือ 10 บาท ก็ต้องเก็บ 6 วัน แต่ถ้าอยากได้เร็วขึ้นก็ต้องใช้ให้น้อยลง เก็บให้มากขึ้น

 

 

ผู้เขียน : ณัฐพงษ์ อภินันท์กูล นักจัดการการเงินอิสระ CFP สมาคมนักวางแผนการเงินไทย TFPA
ภาพ : Shutterstock

แม่ท้องเตรียมพร้อมบำรุงความแข็งแรงของลูกในครรภ์

โดยทั่วไปอาหารที่เรารับประทานตามปกติ หากทานได้ครบ 5 หมู่ ก็เพียงพอต่อการบำรุงครรภ์แล้วค่ะ ส่วนคุณแม่ท้องบางท่าน หากต้องการยาบำรุงครรภ์เพิ่มเติม เนื่องจากแพ้ท้อง ทานอาหารไม่ค่อยได้ จากหลักฐานทางการแพทย์ยาที่รับประทานแล้วสามารถป้องกันโรคบางโรคได้ และแนะนำให้ทานเสริม

Continue reading “แม่ท้องเตรียมพร้อมบำรุงความแข็งแรงของลูกในครรภ์”

ลูกเรียนหนังสือไม่ได้ทำอย่างไรดี?

เชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อย คงเคยมีประสบการณ์ที่ต้องเข้าไปพบคุณครูของลูก และได้รับข้อมูลที่ชวนให้กังวลว่าลูกมีปัญหาบางอย่างในการเรียนหนังสือ ไม่ว่าจะ “ไม่ตั้งใจเรียน” “เขียนตัวหนังสือโย้เย้ไม่เท่ากัน” “บวกลบเลขไม่ได้” ไปจนถึง “ไม่ยอมเข้าห้องเรียน” ซึ่งถ้าเราปล่อยให้ปัญหาดำเนินไปจนถึงข้อหลังสุดนี่ จะแก้ไขอะไรก็ค่อนข้างยากแล้วค่ะ

วันนี้หมอจึงจะมาเล่าให้ฟังถึงสาเหตุของปัญหาการเรียนที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน ว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้เด็กๆเรียนหนังสือไม่ได้ รวมถึงวิธีสังเกตและการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ซึ่งมีดังต่อไปนี้ค่ะ

  • เรียนไม่ได้เพราะมีปัญหาสมาธิสั้น

จุดสังเกต –ข้อนี้สังเกตไม่ยากนักค่ะ เพราะนอกจากจะมีลักษณะ ไม่ตั้งใจ ไม่ค่อยจดจ่อกับอะไรได้นานแล้ว เด็กจำนวนมากยังมีแนวโน้มเป็นเด็กซน อยู่ไม่นิ่ง ยุกยิก เคลื่อนไหวแทบจะตลอดเวลาและบางคน มีลักษณะใจร้อน รออะไรไม่ค่อยได้ ขี้โมโห อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายร่วมด้วย

วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น –ลดสิ่งเร้าเท่าที่สามารถทำได้ เช่น ทำการบ้านในที่สงบ ไม่เปิดโทรทัศน์ไปด้วยทำการบ้านไปด้วย ปรึกษาคุณครูขอให้จัดที่นั่งด้านหน้าและไกลจากหน้าต่าง

 shutterstock_182289428-672x449

  • เรียนไม่ได้เพราะข้อจำกัดด้านสติปัญญา

จุดสังเกต –ตั้งแต่เล็ก เด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้มักจะมีพัฒนาการที่ค่อนข้างช้ากว่าวัยให้เห็น เช่น พูดช้า เดินช้า ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยกว่าเด็กวัยเดียวกัน และ เวลาสอนอะไรไปก็ดูเหมือนจะเป็นคนเข้าใจอะไรยาก เรียนรู้ช้า ต้องสอนย้ำๆ ซ้ำๆ หลายๆรอบ จึงจะจำได้ บางคนก็เป็นคนที่เรียนรู้แบบ ได้หน้า แล้วลืมหลัง

วิธีช่วยเหลือเบื้องต้นสำรวจว่าในแต่ละวิชา ลูกเข้าใจบทเรียนถึงเรื่องอะไร โดยตามปกติในหลักสูตรจะมีลำดับขั้นของการเรียนรู้อยู่ค่ะ เช่น การอ่าน จะต้องรู้จักพยัญชนะครบ44ตัว รู้จักเสียงของพยัญชนะแต่ละตัวก่อน เมื่อรู้แล้วว่าความสามารถของลุกอยู่ตรงไหน ก็เริ่มสอนจากตรงนั้น และใช้วิธีการสอน คำอธิบายที่ลูกสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่น การใช้รูปภาพ นิทาน หรือ เพลง มาช่วยในการเรียนรู้ค่ะ

อ่านเรื่อง “ลูกเรียนหนังสือไม่ได้ทำอย่างไรดี?” คลิกหน้า 2

ตลาดนมผง

รู้หรือไม่! ตลาดนมผง ราคาปรับเพิ่มขึ้นทุกวัน

ฉบับนี้ขอหยิบยกคำถามในใจของ คุณพ่อ คุณแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คนว่า “เหตุใดราคานมผงจึงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในครอบครัวที่มีบุตรคนเดียวอาจจะไม่ทันสังเกต แต่หากมีลูกน้อยคนที่สองจะทราบว่าไม่สามารถซื้อนมสูตรแรกเกิด (แม้เป็นยี่ห้อเดิม) ในราคาเดิมได้อีกแล้ว เป็นเพราะอะไร? มาติดตามพร้อมๆ กันครับ

นวัตกรรมสมัยใหม่ทำให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาสินค้า และค้นคว้าสูตรใหม่ๆ 

เพื่อสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าต่างๆ รวมถึงสารอาหารที่ส่งผลต่อระบบประสาทและสมองของลูกน้อยซึ่งจะเป็นการสังเคราะห์คุณค่าต่างๆออกมา เพื่อให้นมผงในแบรนด์ต่างๆ มีวิวัฒนาการการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งเพราะผู้บริโภค (คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย) มีความรู้มากขึ้นแต่ละบริษัทต้องรับภาระการจัดทำลิขสิทธิ์ต่างๆ ในฐานะผู้คิดค้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นผลพวงให้ราคาสินค้าในท้องตลาดถูกปรับตัวสูงขึ้น

“ผมเองในฐานะนักการตลาดและนักวิเคราะห์ทางการตลาด ขอฝากบอกไปยังผู้ขายว่าท่านเองก็จำเป็นต้องพัฒนาถึงองค์ความรู้ของแต่ละผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องชัดเจน เพราะผู้บริโภคเองก็มีความรู้ไม่ต่างจากท่าน ต้องให้คำแนะนำในแต่ละสูตรได้ดีครับ ดีกว่าโฆษณาในรูปแบบโจมตีผลิตภัณฑ์คู่แข่ง”

สูตร 1 (แรกเกิด)
Infant Formula (0-1ปี)
สูตรที่ 2 (ต่อเนื่อง)
Follow on Formula (6เดือน-3ปี)
สูตรที่ 3 (ครบส่วน)
Whole Milk
พัฒนาสูตรนมที่สูงขึ้นนั้น จะแปลผกผันกับราคาของนมผง กล่าวคือ เมื่อลูกน้อยรับประทานนมในสูตรที่สูงขึ้นราคาของนมผงจะต่ำลงเมื่อเทียบกับนมผงสูตรแรกเกิดเป็นจำนวนมาก

ตลาดนมผง-2

สภาวะการแข่งขันของตลาดธุรกิจนมผงที่ต่างใช้การสื่อสารทางการตลาดที่ค่อนข้างรุนแรง เพื่อการรับรู้ของผู้บริโภค

ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญครับว่า ตลาดนมผงจะมีการปรับราคาให้สูงขึ้น และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ  อย่าเพิ่งกังวลกันครับ….. เมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก “ผมเองในฐานะคุณพ่อคนหนึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้เลยครับว่า ถ้าเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดเราเองจะพยายามสรรหาสิ่งนั้นมาให้ลูกจนได้” สำหรับวันนี้คุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ หรือท่านที่กำลังวางแผนจะมีลูกน้อยสักหนึ่งคนครับ วันนี้สิ่งที่ดีที่สุดและอาจเรียกได้ว่า เป็นคุณประโยชน์กระแสหลักที่สำคัญของลูกน้อย ก็คือ “นมแม่” ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ ทุกมุมโลกต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันครับว่า เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก

ประหยัดค่านมผง ด้วยน้ำนมแม่

“นมแม่” เป็นสิ่งแรกที่ลูกน้อยควรได้รับเพื่อเป็นรากฐานของการเสริมสร้างพัฒนาการและการเจริญเติบโต ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เพียงพอสำหรับทารก ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินต่างๆ ไม่เพียงแค่นี้นะครับ นมแม่ยังเป็นนมที่สถาบันต่างๆ ได้ให้การศึกษาและยอมรับกันว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในการสร้างภูมิต้านทานสำหรับต่อต้านเชื้อโรค และช่วยลดภาวะความเสี่ยงต่างๆจากการเกิดโรคในลูกน้อยอีกด้วย

 

ท้ายสุดหากท่านที่กำลังอ่านคอลัมน์นี้และกำลังวางแผนจะมีลูกน้อยคนที่ 2 หรือ 3 อย่ากังวลไปนะครับ การลงทุนและการพัฒนาที่ดีที่สุด ควรให้แก่ลูกน้อยครับ แต่หากวันนี้ได้อ่านและวิเคราะห์ตามแล้วนั้น ลองหันมาให้ลูกดื่มนมแม่นะครับ นอกจากจะมีคุณประโยชน์แล้ว

สิ่งสำคัญที่สุด คือการสร้างความผูกพัน การสร้างความรักที่ได้กอด ได้สัมผัสทางกายในขณะที่ลูกน้อยกำลังดูดนม เป็นการสร้างพัฒนาการทางความรู้สึกที่ไม่มีนมหรือผลิตภัณฑ์อื่นใดให้การทดแทนได้ครับ

จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ผมอยากให้ทุกท่านได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์สูงสุดที่ลูกน้อยของท่านสมควรจะได้รับ หากจะกล่าวในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คงไม่อาจปฏิเสธได้ครับว่า นมแม่ เป็นนมที่ได้ชื่อว่า ประหยัดที่สุด และมีคุณประโยชน์สูงสุด ที่ผมกล่าวเช่นนี้นั้น เพราะตามธรรมชาตินั้น ลูกน้อยต้องการการเจริญเติบโตตามโครงสร้างของธรรมชาติ และเชื่อกันว่าคงไม่มีนมผงดัดแปลงชนิดไหนจะให้คุณค่าและสารอาหารที่เทียบเท่าได้กับนมของแม่ หากแต่นมของคุณแม่บางรายที่ไม่สามารถให้ลูกน้อยได้จริงๆ (จากการผิดปกติของสภาพร่างกาย การรับยาหรือสารเคมีในร่างกาย ที่แพทย์วินิจฉัยว่าไม่ควรให้นมแม่แก่ลูก หรืออื่นๆ ) จึงหันมาใช้คุณประโยชน์ทางเลือก อย่างนมผง ซึ่งควรจะเป็นทางเลือกสุดท้ายครับ

 

“ วันนี้สิ่งที่ดีที่สุด ประหยัดในแง่ของเศรษฐกิจ และมีคุณประโยชน์ต่อลูกน้อยที่สุดคือ นมแม่”

 

 

บทความโดย

อ.ศุภชัย เหมือนโพธิ์
อาจารย์ประจำสาขาการตลาด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครีเอทติ้งแวลู จำกัด

ภาพ shutterstock

โรคภัย

จะปกป้องเจ้าไว้ จากโรคภัยนอกบ้าน

เดี๋ยวนี้โรคภัยของเด็กๆที่มีอาการรุนแรงมากขึ้นมีให้พบเห็นได้บ่อยขึ้น อย่างเช่น โรคไข้ซิกา (โรคติดเชื้อจากไวรัสซิกา,โรคที่จากเชื้อแบคทีเรียไมโครพลาสมา หรือ โรคที่เราคุ้นเคยอย่างโรคมือเท้าปาก ดังนั้นการเลี้ยงเจ้าตัวเล็ก นอกจากจะคำนึงถึงเรื่องพัฒนาการแล้ว ที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ การปกป้องเจ้าตัวเล็กจากโรคภัยนอกบ้าน

การเลี้ยงเจ้าปูนปั้น ครอบครัวเรามี 3 เรื่องหลักๆที่เราใช้ในการปกป้องเจ้าปูนปั้นให้ห่างโรคภัยจากนอกบ้าน คือ ความสะอาด การสื่อสาร และการระวังป้องกัน

เคี้ยวน้ำแข็งอันตรายกว่าที่คิด

  1. ความสะอาด : ทุกครั้งที่เล่นเครื่องเล่นในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่นกลางแจ้งหรือตามห้างสรรพสินค้า เมื่อเจ้าปูนปั้นเล่นเสร็จแล้ว เราจะต้องให้ลูกไปล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เพื่อให้แน่ใจว่าสะอาดปราศจากเชื้อโรคกฎนี้ปูนปั้นต้องยืดอย่างเด็ดขาดเพราะถ้าไม่ล้างมือก็อย่าหวังว่าจะได้กินของอร่อยตามสัญญา

Trick : เพื่อการฆ่าเชื้ออย่างรวดเร็ว ภรรยาผมจะพกสเปรย์แอลกอฮอล์ติดกระเป๋าไว้ด้วย ในกรณีที่หาที่ล้างมือไม่ได้ เพราะหากลูกไปสัมผัสโดนเครื่องเล่นที่มีน้ำลาย น้ำมูก ของเด็กๆ ที่ป่วย จะมีโอกาสสูงที่จะป่วยเมื่อเผลอหยิบของกินเข้าปาก แต่หากช่วงไหนมีข่าวระบาดหนัก เราก็จะงดไม่ให้ลูกไปเล่นในสถานที่สาธารณะและสถานที่อากาศไม่ถ่ายเท

  1. การสื่อสาร :เมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียน ความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยก็สูงตามไปด้วย เรานำโซเชียลมีเดีย มาใช้ป้องกันด้วยได้ เช่น มีกลุ่มไลน์ผู้ปกครองเพื่อแจ้งข่าวสารโรคต่างๆ ในกรณีที่มีเด็กในห้องป่วย นอกจากนี้การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน หากมีข้อเสนอแนะให้ทางโรงเรียน เช่น เราเห็นสภาวะแวดล้อมทีไม่ดี มียุงเยอะ ก็จะแจ้งให้โรงเรียนทราบ

Trick :เมื่อมีการสื่อสารที่ดีแล้ว สิ่งที่ผู้ปกครองควรจะร่วมมือกันเพื่อความปลอดภัยของส่วนรวมคือ 1) ถ้าลูกป่วยให้ลูกหยุดเรียน และหากมีผู้ปกครองคนอื่นถามถึงการหยุดเรียน เราก็ชี้แจงข้อมูลให้ทราบ เพื่อช่วยกันป้องกัน 2) ถ้าคุณพ่อคุณแม่ป่วย ให้ป้องกันตัวเอง เช่น ใส่หน้ากากปิดจมูก อย่าคิดว่าคนในครอบครัวไม่เป็นไรหรอกโดยอธิบายให้เขารู้ว่าปะป๊าไม่สบาย

  1. การระวังป้องกัน : ในบ้านเราควรมีใครคนหนึ่งที่คอยติดตามข่าวสาร เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เพื่อระวังป้องกันได้ถูกต้องและทันท่วงที สำหรับครอบครัวเราหม่าม๊าจะรับหน้าที่นี้ และจะคอยตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่แชร์กันเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?

Trick : ที่บ้านควรมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสุขภาพลูกเราง่ายๆ เช่นอุปกรณ์วัดอุณหภูมิหรือปรอทวัดไข้ เพื่อสังเกตความผิดปกติของอุณหภูมิในร่างกาย และถ้าหากลูกมีไข้สูงก็อย่าได้นิ่งนอนใจ แนะนำให้ไปพบแพทย์ครับ

สุดท้ายของการระวังป้องกันคือการทานอาหารให้ครบถ้วน 5 หมู่ทุกมื้อ จริงๆควรปูพื้นฐานในการดื่มนมแม่มา

เรื่องโดย :  พ่อเอก จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ Blogger เจ้าของนามปากกา บรรทัดที่สิบเอ็ด คุณพ่อของน้องปูนปั้น ด.ช.ปัญญธัช สิริเฉลิมพงศ์
ภาพ shutterstock

ท้องนี้พี่กลัวแม่ไม่รัก

ทำอย่างไรดี ท้องนี้พี่กลัวแม่ไม่รัก

Pregnancy 0-13 Weeks “แนะนำน้องให้พี่รู้จักตั้งแต่แม่แพ้ท้อง”

Oheem Pj

 

เรื่องจากคุณ Oheem Pj

ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ชื่อแม่น้ำค่ะ  ลูกชายคนโตชื่อ พี่ทะเล อายุ 5 ขวบ ลูกชายคนเล็กอายุ 1 ขวบ 4 เดือน ชื่อน้องอันดามัน  กว่าจะรู้ว่ามีน้องคนที่ 2 ในท้องก็ 3 เดือนแล้ว ช่วงนั้นมีอาการแพ้ท้องบ้างค่ะ  พอรู้ว่ามีน้องก็ต้องสอนให้พี่ทะเลรักน้อง  คุณแม่กับคุณพ่อบอกพี่ชายว่าแม่น้ำมีน้องตัวน้อยๆ อยู่ในท้อง  เหมือนพี่ทะเลตอนเด็กๆ เลยครับ  ผลตอบรับของพี่ทะเลพอรู้ว่าได้เป็นพี่ก็พูดสั้นๆ ว่า “เลไม่รักน้อง”  เป็นแบบนี้อยู่พักใหญ่ค่ะ

แต่พอถึงเวลาตรวจครรภ์กับคุณหมอ  แม่ก็พาพี่ทะเลไปด้วย  เขาเริ่มมีความเป็นพี่ชายมากขึ้น อยากมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อน้อง “ขอตั้งชื่อน้องนะแม่” แม่ก็ตอบว่า “ได้จ้ะลูก” ทำให้ยิ่งรักน้องมากขึ้น  และเมื่อคลอดน้องแล้วก็รู้สึกว่าพี่น้อง 2 คนรักกันมาก เชื่อไหมคะ ในยามที่แม่น้ำเป็นยักษ์ดุพี่ชาย น้องชายตัวน้อยๆ จะรีบคลานมานอนทับและเอามือลูบหัวตบตัวพี่ชาย

พี่คนโตบอกว่าไม่รักน้อง เป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ ความรู้สึกเด็กจะเหมือนมีคนมาแย่งความรักและทุกสิ่งที่เคยได้ ขาดความมั่นใจในความรักที่ตนเคยได้รับ ครอบครัวต้องใจเย็นและให้เวลาการปรับตัวค่ะ ระมัดระวังการใช้คำพูดเวลาเด็กดื้อ เช่น “ดื้อเดี๋ยวเป็นหมาหัวเน่า, ดูซิน้องไม่เห็นดื้อเลย (น้องยังดื้อไม่เป็นไงคะ)” เป็นต้น กอดและพยายามทำกิจกรรมที่เคยทำกับเด็กให้เหมือนเดิม พ่อหรือแม่ควรให้ความสนใจกับเด็ก บางครั้งอาจต้องอุ้มหรือเอาใจบ้างก่อนแล้วจึงสอนค่ะ เมื่อเด็กปรับตัวได้ ความมั่นใจที่เคยมีกลับมา อาการไม่รักน้องก็จะลดลงค่ะ 

…………………………………………………………………………………………………………………………

Pregnancy 14-27 Weeks   “ท้องใหม่แล้วแต่คนพี่เพิ่ง 6 เดือน”

 

Ausa Jongsuksaiเรื่องโดย Ausa Jongsuksai

ตอนท้องคนที่ 2 ลูกคนโตเพิ่งจะ  6 เดือน  ยอมรับเลยค่ะว่าเหนื่อย  ยิ่งตอนคลอดคนน้องแล้ว  ยิ่งอ้อนพ่ออ้อนแม่ เผลอเป็นแกล้งน้องตลอด  ตอนให้นมน้อง (กินนมแม่ทั้ง 2 คน)  คนโตก็ร้องจะกินบ้างแม่นี่เพลียสุดๆ ค่ะ  ต้องผลัดกันกิน  คนน้องหลับคนพี่กินต่อ  วันๆ ไม่ต้องทำอะไรรบอยู่แต่กับลูก  สบายสุดๆ ค่ะ (ร้องไห้)  ตอนนี้คนโตอายุได้ 1 ขวบ 5 เดือน ส่วนคนเล็กจะ 3 เดือนแล้วค่ะ

ในทางการแพทย์ จะมีการศึกษาถึงระยะห่างของการมีบุตรพบว่า หากระยะดังกล่าวยิ่งสั้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด ทารกแรกคลอดน้ำหนักตัวน้อย คุณหมอจึงขอแนะนำว่า หากเป็นไปได้ ควรเว้นระยะการคลอดอย่างน้อย (จากคลอดคนแรกจนกำหนดคลอดคนที่สอง) ประมาณ 1 ปี โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีความเสี่ยง เช่น คลอดโดยการผ่าตัดคลอด คลอดก่อนกำหนด

แต่บางครั้งคุณแม่ก็มีความจำเป็น เช่น คุมกำเนิดพลาด หรืออายุมากแล้ว คุณหมอขอแนะนำว่า เว้นสักนิดถ้าทำได้ บำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ลดน้ำหนักหลังคลอดให้ได้พอสมควร พักผ่อนให้เพียงพอ พบแพทย์ตรวจทางห้องปฏิบัติการเรื่องอาการซีด การติดเชื้อต่างๆ ก่อนที่จะตั้งครรภ์ รับประทานยาโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ และรับประทานยาบำรุงเลือดและอาหารที่มีประโยชน์ตลอดการตั้งครรภ์  

…………………………………………………………………………………………………………………………

 

Pregnancy 28-41 Weeks “พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ไม่อุ้ม”

พชรพร เมย์

เรื่องโดยคุณพชรพร  เมย์ 

คนโตได้ 2 ขวบก็ท้องคนที่สองค่ะ  พอทราบก็กลัวหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ น้องยังกินนมแม่อยู่ (ดูดจากเต้า) ไปปรึกษาคุณหมอ คุณหมอก็บอกให้กินได้ แต่ก็กังวลเพราะเวลาคนโตดูดนม มดลูกก็จะบีบรัดตัว เกรงจะไม่ปลอดภัยกับน้องที่อยู่ในท้อง และเกรงว่าหากน้องออกมาจะแย่งกันดูด เลยตัดสินใจหย่านม

เรื่องที่สองคือ คุณแม่ไม่สามารถอุ้มเขาได้เหมือนแต่ก่อน เขาจะถามตลอดว่าทำไม คุณแม่ต้องค่อยๆ คุยกับเขาว่าเขากำลังจะมีน้อง ให้เค้าคุยเล่นกับน้อง ให้ฟังเสียงหัวใจน้องผ่านเครื่อง พาไปหาหมอด้วยทุกครั้ง

เรื่องสุดท้าย ตอนคลอดคุณแม่ต้องแอบเตรียมของขวัญที่เขาชอบไว้ พอพี่น้องเจอกันครั้งแรก คุณแม่ต้องยื่นของขวัญให้พร้อมกับบอกเขาว่าน้องเกิดมาแล้ว น้องซื้อของขวัญมาให้พี่ด้วย คนพี่เขาจะดีใจและไม่ต่อต้านน้อง แรกๆ อาจจะมีเรียกร้องความสนใจจากคุณแม่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้รักและหวงน้องมากคะ คอยช่วยเอาผ้าอ้อมไปทิ้ง เช็ดน้ำลายให้น้อง ตอนนี้คนเล็กได้ 3 เดือนแล้ว พี่น้องรักกันดีค่ะ คุณแม่ปลื้มใจ

การไม่อุ้มคงไม่ส่งผลต่อพัฒนาการเด็กโดยตรง อาจจะดีในมุมที่เด็กจะได้ใช้แขนขามากขึ้น แต่ในมุมด้านจิตใจ การไม่อุ้มอาจส่งผลถึงความมั่นใจต่อเด็ก คุณหมอแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ควรปรับสมดุล อุ้มบ้างในบางครั้ง ให้เด็กมีความมั่นใจต่อความรักที่ตัวเองเคยมี สำหรับเรื่องความเอาใจใส่ ไม่ควรลดลงเลยค่ะ กิจกรรมที่เคยทำกับลูกควรทำให้เหมือนเดิมมากที่สุด บางครั้งแม่อาจต้องแบ่งเวลาจากน้องคนเล็กมาให้พี่คนโตได้อยู่ลำพังกับแม่บ้างจนลูกปรับตัวได้

ในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ การให้นมลูกไม่ได้เป็นข้อบ่งห้ามแต่อย่างไร แต่คุณแม่ต้องรับประทานอาหารเพิ่มให้เพียงพอทั้งการสร้างน้ำนม และการตั้งครรภ์  เว้นแต่แม่มีความผิดปกติของการตั้งครรภ์ เช่น เลือดออก เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด กรณีนี้แนะนำให้งดการให้นมบุตร ในระยะใกล้คลอดก็เช่นกัน หากมีอาการแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์เช่น ท้องแข็ง เลือดออก กรณีเหล่านี้ควรเลี่ยงการให้นมเช่นกันค่ะ 

 

ที่ปรึกษา : รศ.พญ.ธารางรัตน์ หาญประเสริฐพงษ์ สูติแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และที่ปรึกษาAbout Us Advanced Maternity Center

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารฯ

ญี่ปุ่นก้าวหน้า

เหตุผล 10 ประการที่ญี่ปุ่นก้าวหน้าระดับโลก

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามีทรัพยากรบุคคลที่มีความก้าวหน้าระดับโลก ความคิดสร้างสรรค์ของชาวญี่ปุ่น ผสานเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงที่ถูกคิดค้น และพัฒนาโดยชาวญี่ปุ่น หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมชาว “ญี่ปุ่นก้าวหน้า” ทางด้านสติปัญญา และบุคลากร

ญี่ปุ่นก้าวหน้า
เหตุผล 10 ประการที่ญี่ปุ่นก้าวหน้าระดับโลก

ญี่ปุ่นก้าวหน้า, ระดับโลก, ญี่ปุ่น, เหตุผล, เทคโนโลยี, ความคิดสร้างสรรค์, ปัญญา, amarinamarinbabyandkids

 

5 เทคนิคสอนเด็ก “ขั้นสุดยอด”

1.ญี่ปุ่น สอนวิชาที่ชื่อว่า “ทางสู่จริยธรรม” ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้เด็กๆ เผชิญชีวิตได้ในอนาคต

2.ญี่ปุ่น ปลูกฝังแนวคิด และเสริมสร้างบุคลิกภาพ ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ และใช้คำสั่งเพียงอย่างเดียว ทำให้เด็กไม่มีการสอบตก ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น

3.ญี่ปุ่น ถึงแม้ประเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีคนใช้ คุณพ่อ คุณแม่ และลูกๆ ช่วยกันรับผิดชอบเรื่องต่างๆ ภายในบ้าน

4.ญี่ปุ่น เด็กๆ ทำความสะอาด พร้อมกับคุณครู วันละ 15 นาทีทุกๆ วัน ที่โรงเรียน ทำให้เกิดความเรียบง่าย และมีนิสัยรักความสะอาด

5.ญี่ปุ่น เด็กๆ จะแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร จึงทำให้ติดนิสัยรักสุขภาพตั้งแต่เยาว์วัย

อ่านต่อ “5 นิสัยที่ดีที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ตอนเด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่” คลิกหน้า 2

รัชนก อินทนนท์

เลี้ยงลูกให้เก่งแบบ น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์

AMARIN Baby & Kids ขอปรบมือดังๆ ให้กับครอบครัวของ น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ ผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการคว้าแชมปันักแบตมินตันหญิงอันดับ 1 ของโลก เป็นผลสำเร็จ   สร้างความประทับใจให้กับคนไทยที่นั่งเชียร์อยู่หน้าจอเป็นประวัติศาสตร์ที่จารึกอยู่ในช่วงเวลาดีๆ นี้ของไทย

เมย์ รัชนก อินทนนท์
เมย์ รัชนก อินทนนท์

กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกแชร์กันอีกครั้งกับเรื่อง 10 เรื่องไม่ลับกับ “ซุปเปอร์เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบตมินตันเยาวชนโลก 3 สมัยซ้อน เผยให้เห็นเรื่องราวการฝึกฝนของน้องเมย์จนเป็นที่ 1 ของโลกได้สำเร็จ

ข่าว รัชนก อินทนนท์
เมย์ รัชนก อินทนนท์

แม้สื่อชาวจีนจะเรียกชัยชนะครั้งนี้ว่า “เหรียญทองของไทยสร้างด้วยมือคนจีน” แต่โค้ชเชี่ย ผู้ฝึกซ้อมน้องเมย์ก็อธิบายให้เข้าใจว่าน้องเมย์ได้เปรียบนักกีฬาจีนที่ฝึกซ้อมจนอ่อนล้าตรงที่ร่างกายมีความพร้อมและยังเติบโตในบรรยากาศของสังคมที่อบอุ่นกว่า

น้องเมย์เองก็เริ่มเล่นแบดมินตันตั้งแต่อายุ 5 ขวบหลังจากวิ่งเล่นอยู่ในโรงงานทำขนมที่คุณแม่ทำงานอยู่จนมีผู้ใหญ่กลัวว่าจะไปเล่นซนจึงมาฝากให้ฝึกฝนแบดมินตันกับโค้ชเซี่ย โรงเรียนฝึกกีฬาทุกแห่งของจีนก็ยึดแนวทางนี้เด็กที่จะเตรียมตัวเล่นกีฬาอาชีพ ต้องเริ่มคุ้นเคยและเก็บชั่วโมงบินยิ่งเร็วยิ่งดี

รัชนก อินทนนท์ ประวัติ
Thailand’s Ratchanok Inthanon bows to the referee after beating P. V. Sindhu of India in their women’s singles semi-final match at the World Badminton Championships in Guangzhou, in the southern China’s Guangdong province on August 10, 2013. Ratchanok Inthanon won 21-10, 21-13. CHINA OUT AFP PHOTO

โค้ชเซี่ยทราบดีว่า ในภาพรวมจุดแข็งของจีนอยู่ที่การฝึกฝนที่หนักและการแข่งขันภายในที่ดุเดือด เพราะนักกีฬาจีนที่เก่งๆ มีมากแต่นั่นก็กลายเป็นจุดอ่อนเช่นกัน คือ ความล้าและความกดดัน น้องเมย์ตีไป ยิ้มไป ยกมือไหว้ไป น้องเมย์ฝึกฝนมาแบบจีนจนแกร่งกล้า แต่น้องเมย์คว้าชัยชนะแบบไทย ด้วยรอยยิ้ม ด้วยความอดทน อ่อนนอกแข็งในที่ชนะใจทุกคน!!

รัชนก อินทนนท์ ผลงาน
เมย์ รัชนก อินทนนท์

10 เรื่อง (ไม่) ลับเฉพาะกับ ซุปเปอร์เมย์ รัชนก อินทนนท์

 

  1. รัชนก อินทนนท์ เป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ปี 2538 โดยเป็นลูกสาวของ คุณพ่อวินัสชัย อินทนนท์ และคุณแม่คำผัน สุวรรณศาลา มีน้องชาย 1 คน ชื่อ ด.ช.รัชพล อินทนนท์ ที่เล่นแบดมินตันเหมือนกัน และนอกจากนี้ เมย์​ยังมีแม่บุญธรรม คือ นางกมลา ทองกร เจ้าของโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดด้วย

 

  1. แม้จะเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนกีฬาชาวไทยดีอยู่แล้ว หลังจากสร้างชื่อในแบดมินตัน โอลิมปิกเกมส์ 2012 จนได้ออกงานตามสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีหลายคน สับสนการเรียกชื่อของเธอติดปากว่า “น้องนก” ซึ่งมาจากชื่อจริงว่า “รัชนก”
  1. นักแบดมินตันในดวงใจ น้องเมย์ เจ้าตัวยกให้ หวัง ยี่ฮาน อดีตนักแบดมินตันมือ 1 โลกของจีน เนื่องจากเห็นว่า เป็นนักกีฬาที่เก่ง และมีลีลาการตบที่สวยงาม รวมถึงมีลูกเล่นเทคนิคต่างๆ ที่ดี และที่สำคัญ​ยังมีอุปนิสัยดีอีกด้วย

 

  1. โค้ชเซี๊ยะ จือหัว ซึ่งเป็นชาวจีน และฝึกสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านทองหยอดมากว่า 20 ปี เผยว่า กว่าน้องเมย์ จะมาถึงวันนี้ได้ไม่ใช่แค่เรื่องพรสวรรค์ แต่เป็นการฝึกฝนอย่างหนัก โดยเธอต้องใช้ชีวิตฝึกซ้อมแบดอยู่ที่โรงยิมตลอด 356 วัน ไม่มีวันหยุด โดยซ้อมหนักสุด 7 ชั่วโมง และน้อยสุด 3 ชั่วโมงต่อวัน ควบคู่ไปกับการเรียน เช่นนี้ทุกวัน นับตั้งแต่อายุ 6 ปี ขณะที่ ปัจจุบัน น้องเมย์ ศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี

 

  1. รัชนก คว้าแชมป์ครั้่งแรกในชีวิต ในรายการ “อุดรธานี โอเพ่น” ภายใต้สังกัด โรงเรียนบ้านทองหยอด เมื่อตอนอายุ 7 ปี ซึ่งเป็นการแข่งขันประเภทหญิงเดี่ยว รุ่นอายุไม่เกิน 9 ปี

 

  1. อวัยวะในร่างกายของตัวเองที่น้องเมย์ชอบมากที่สุด คือ ลักยิ้ม เพราะคิดว่า เวลายิ้มแล้วจะช่วยให้ดูมีเสน่ห์ น่ารัก ส่วนอวัยวะที่ไม่ชอบมากที่สุด คือ คางของตัวเอง เพราะรู้สึกว่าตัวเองคางใหญ่

 

  1. อาหารจานโปรดของสาวน้อยนักตบขนไก่ไทย ได้แก่ ส้มตำ ไม่ว่าจะตำอะไร ประเภทไหน เปิบได้หมด นอกจากนี้ยังชอบกิน ลาบหมู โดยเฉพาะใส่หนังหมูเยอะๆ ส่วนอาหารที่ไม่ชอบ ได้แก่ ผัดเปรี้ยวหวาน

 

  1. เป้าหมายสูงสุดในชีวิตนอกจากในเรื่องของเกมกีฬาที่ต้องการได้แชมป์เหรียญทองโอลิมปิกและการขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกแล้ว น้องเมย์ ยังมุ่งมั่นตั้่งใจว่าต้องการซื้อบ้านให้กับครอบครัว เป็นของตัวเอง โดยหวังว่าจะทำให้สำเร็จจงได้ ในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่กรุงริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล

 

  1. นอกจากจะทำสถิติเป็นนักกีฬาที่คว้าแชมป์แบดมินตันโลกอายุน้อยที่สุด ในระดับซีเนียร์แล้ว ด้วยวัย 18 ปี รัชนก ก็ยังเคยจารึกชื่อ ทำสถิติเดียวกันนี้ ในระดับเยาวชนชิงแชมป์โลก ด้วยวัย 14 ปี ซึ่งเธอสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์มาครองได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน

 

  1. น้องเมย์ จะห้อยสร้อยคอนำโชคประจำกาย ซึ่งเป็นองค์ “พระพิฆเนศ” ติดตัวระหว่างการแข่งขันตลอดเวลา ซึ่ง “แม่ปุก” เป็นผู้เช่ามาให้ตนเอง มานานกว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งก่อนแข่ง เธอจะตั้งจิตอธิษฐาน และขอพรให้ตัวเองสามารถทำผลงานประสบความสำเร็จดั่งปรารถนา
ประวัติ รัชนก อินทนนท์
เมย์ รัชนก อินทนนท์

 

ผลงาน รัชนก อินทนนท์
เมย์ รัชนก อินทนนท์
รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตัน
เมย์ รัชนก อินทนนท์
นักแบดมินตันไทย รัชนก อินทนนท์
เมย์ รัชนก อินทนนท์
นักแบดมินตัน รัชนก อินทนนท์
เมย์ รัชนก อินทนนท์
รัชนก อินทนนท์ แชมป์โลก
Badminton player, Ratchanok Intanon of Thailand displays her medal for victory over opponent Juliane Schenk of Germany during their Women’s Singles Final match of the Yonex-Sunrise India Open 2013 at the Siri Fort Sports Complex in New Delhi on April 28, 2013. Intanon won 22-20,21-14. AFP PHOTO/MANAN VATSYAYANA
แชมป์แบดมินตันโลก
Thailand’s Ratchanok Inthanon celebrates a point while playing against P. V. Sindhu of India (not pictured) during their women’s singles semi-final match at the World Badminton Championships in Guangzhou, in the southern China’s Guangdong province on August 10, 2013. Ratchanok Inthanon won 21-10, 21-13. CHINA OUT AFP PHOTO

 

 

ที่มาจาก
1. กรุงเทพธุรกิจ, อาร์ม ตั้งนิรันดร, “น้องเมย์…ฝึกฝนแบบจีน ชนะแบบไทย” http://www.bangkokbiznews.com/mobile/view/blog/523222

  1. ไทยรัฐออนไลน์, “10 เรื่อง (ไม่) ลับเฉพาะกับ ‘ซุปเปอร์เมย์’ รัชนก อินทนนท์” http://www.thairath.co.th/content/362944

ภาพจาก STR / AFP

เสริมหน้าอก

ปัญหาของผู้หญิงเสริมหน้าอกหลังให้นมบุตร แก้ได้

นายแพทย์ธันยพงษ์ เตชะวัฒนากุล Plastic Surgeon ประจำ Dermaster กล่าวว่า  การทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกนั้นช่วยแก้ปัญหาได้หลายประการไม่ว่าช่วยกระชับเต้านมที่หย่อนคล้อย ปัญหาหน้าอกไม่เท่ากัน ปัญหาหน้าอกใหญ่ ปัญหาหน้าอกเล็ก การผ่าตัดศัลยกรรมทุกอย่างนั้นมีความเสี่ยงถึงแม้จะทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ก็ตาม แต่ผลบางอย่างนั้นก็อยู่เหนือการควบคุมของแพทย์ หรือบางครั้งอาจเป็นเพราะสรีระของตัวคนไข้นั่นเองที่จะทำให้เกิดผลของการศัลยกรรมไม่ได้ดั่งใจ การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนนั้นเป็นวิธีที่แพทย์ส่วนใหญ่นิยมใช้ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายสะดวกเห็นผลได้ชัดเจนและมีข้อแทรกซ้อนน้อยที่สุด วัสดุที่ใช้ในการผ่าตัดเสริมหน้าอกนั้นมีหลายแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันเช่นถุงซิลิโคนที่บรรจุน้ำเกลือ ถุงซิลิโคนที่บรรจุด้วยซิลิโคนเหลว หรือการเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง

 

การผ่าตัดเสริมหน้าอก โดยใช้ถุงซิลิโคนบรรจุซิลิโคนเจล

ที่ใช้ในการผ่าตัดเสริมหน้าอก จะเป็นซิลิโคน Medical Grade ที่มีความคงตัวสูงแม้เราผ่าครึ่งถุงซิลิโคน เนื้อซิลิโคนที่อยู่ข้างใน ก็จะไม่มีการไหลไปไหน นอกจากนี้ถุงซิลิโคนยังมีหลายชั้นและมีคุณสมบัติป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วซึมที่อยู่ด้านใน และลักษณะของเปลือกหุ้มของซิลิโคนก็จะมีหลายลักษณะ อาจจะเป็นผิวเรียบหรือผิวขรุขระ ซึ่งมีผลต่อการเกิดพังพืดหุ้มรอบซิลิโคน ส่วนขนาดซิลิโคนที่จะเลือกใช้สำหรับการผ่าตัดเสริมหน้าอกจะแตกต่างตามความต้องการของคนไข้ และความเหมาะสม ข้อดีของการเสริมด้วยซิลิโคนจะดูเป็นธรรมชาติ ยับย่นได้ยากเนื่องจากซิลิโคนมีความคงตัวสูง สามารถขยับเคลื่อนไหวได้อย่างสบายตัว และยังใช้ระยะเวลาการพักฟื้นสั้น หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเสริมหน้าอกก็จะอยู่กับตัวได้ในระยะยาวและสามารถกลับไปทำกิจกรรมได้ตามปกติ ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

OR 1

การผ่าตัดเสริมหน้าอกโดยใช้ถุงน้ำเกลือ

มีลักษณะคล้ายการผ่าตัดเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนเจล แต่ลักษณะของถุงจะมีความหนาและแข็งกว่าถุงซิลิโคนเจล โดยถุงซิลิโคนจะอยู่ชั้นนอกและถุงจะมีความหนาและแข็งกว่าถุงซิลิโคนเจล โดยถุงซิลิโคนจะอยู่ชั้นนอกและถุงน้ำเกลือจะอยู่ในชั้นใน ระหว่างผ่าตัดหลังสอดถุงซิลิโคนเข้าไปแล้ว สามารถเติมน้ำเกลือเข้าไปตามที่ต้องการได้ ข้อดีของการเสริมด้วยถุงน้ำเกลือจะมีรอยแผลเป็นที่เล็กกว่า สามารถวินิจฉัยการรั่วของถุงซิลิโคนได้ง่าย หากเกิดการรั่วไหล น้ำเกลือจะซึมเข้าร่างกายได้โดยไม่เป็นอันตราย ข้อเสียคืออาจจะมีการรั่วซึมของน้ำเกลือออกมาบริเวณวาวล์  (ฝาเปิด-ปิด เติมน้ำเกลือ ) ทำให้ต้องผ่าตัดแก้ไขใหม่ ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ บางครั้งอาจจะได้ยินเสียงน้ำเกลือกระทบในถุงได้ในปัจจุบันใช้กันน้อย

 

ภาวะเต้าซ้อนหรือ Double bubble

เป็นความผิดปรกติอย่างหนึ่งบริเวณเต้านมหลังการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกบริเวณใต้กล้ามเนื้อหน้าอก เมื่อเสริมซิลิโคนเข้าไปบริเวณเนื้อเยื่อใต้กล้ามเนื้อแล้ว ถุงซิลิโคนใต้บริเวณเต้านมก็จะเกิดการหย่อนลงมาจะมีลักษณะคล้ายเต้านมอีกคู่หนึ่งและอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถเกิดได้คือ คนไข้มีการทำศัลยกรรมหน้าอกมาก่อน เมื่ออายุมากขึ้นหรือหลังจากการตั้งครรภ์ก็สามารถเกิดเป็นเต้าซ้อนได้ เพราะเนื้อเต้านมมีการหย่อนคล้อยตัวลงมานั่นเองอย่างไรก็ตาม กรณี “เต้าซ้อน” อาจไม่ได้เป็นผลมาจากการเสริมซิลิโคนหน้าอกบริเวณหลังกล้ามเนื้อเต้านมเสมอไป หากลักษณะฐานเต้านมก่อนทำศัลยกรรมมีเนื้อน้อย สังเกตได้จากความห่างระหว่างหัวนมกับรอยพับใต้ฐานนมไม่ปรากฏเนื้อนูนขึ้นมา

ลักษณะหน้าอกที่มีโอกาสพัฒนาเป็นเต้าซ้อนหลังการศัลยกรรมเสริมหน้าอก ได้แก่ หน้าอกเดิมมีลักษณะฟีบแบน หรือเรียกว่าไม่มีเนื้อเต้า (Snoopy Breast) มีการเสริมซิลิโคนผิดตำแหน่ง เช่นเสริมในตำแหน่งสูงเกินไปไม่พอดีกับฐานเต้าเดิม หรือเลือกซิลิโคนเสริมใหญ่เกินกว่าฐานเต้านมเดิม การมีแผลเป็นบริเวณเนื้อเต้านม จนกระทั่งการเกิดพังพืดหดรัดหลังการศัลยกรรมหน้าอก (Capsular Contracture)

 

เกิดภาวะแคปซูลหรือผังผืดหดรัด

เมื่อมีการใส่ถุงซิลิโคนเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจะมีการสร้างพังพืดขึ้นมาห่อหุ้มตรงบริเวณนั้นโดยรอบ จะมีลักษณะเหมือนแคปซูล ที่แยกเป็นถุงอยู่ภายในกับเนื้อเยื่อที่อยู่ภายนอก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกในการป้องกันสิ่งแปลกปลอมต่างๆ และสารที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นถุงซิลิโคนจะถูกล้อมไปด้วยพังผืด แต่ถ้าพังผืดมีการหดรัดตัวและมีความหนาก็จะทำให้เต้านมโดยรวมมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง และผิดรูปไม่เป็นธรรมชาติได้ อาการแคปซูลหรือ พังผืดหดรัดซิลิโคน เป็นอาการข้างเคียงที่สามารถพบได้บ่อยมากที่สุดหลังจากการผ่าตัดเสริมหน้าอก มักจะเกิดตอนไหนก็ได้ หรือเร็วที่สุด 1-2 เดือน

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดพังพืดหรือแคปซูลจะคล้ายๆกับปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็น สำหรับบางคนที่ปฏิกิริยาร่างกายไวต่อสิ่งแปลกปลอมก็จะทำให้แผลเป็นขึ้นได้ง่าย ซึ่งการเกิดพังผืดหรือแคปซูลในการเสริมหน้าอก มีดังนี้  มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคบริเวณถึงซิลิโคน จนทำให้เกิดการอักเสบและมีการเกิดพังผืดตามมา ต่อมาตำแหน่งที่วางถุงซิลิโคนส่วนใหญ่จะวางไว้เหนือกล้ามเนื้อ จึงทำให้มีโอกาสเกิดพังพืดได้มากกว่า การมีภาวะเลือดคั่งทำให้เกิดการอักเสบและเกิดพังผืดตามมาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยระดับของการเกิดพังผืดในการเสริมหน้าอกนั้น มีด้วยกันสี่ระดับ ระดับที่หนึ่งเต้านมยังคงนิ่มและดูเป็นธรรมชาติตามปกติ ในระดับที่สองเต้านมแข็งขึ้นเล็กน้อยแต่ยังดูเป็นธรรมชาติอยู่ ในระดับที่สามเต้านมแข็งขึ้น เริ่มผิดรูปร่าง ในระดับที่สี่ เต้านมแข็งแรงและผิดรูปร่างอย่างชัดเจน

วิธีการแก้ไขปัญหาหน้าอกไม่เท่ากันมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับว่าคนไข้มีปัญหาอยู่ในประเภทไหน โดยชั้นแรกควรปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร อีกทั้งยังป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย การแก้ไขการเสริมหน้าอกที่เต้านมต่ำข้าง สูงข้าง ในกรณีที่เสริมหน้าอกแล้วดูต่ำเกินไปจะใช้วิธีการเย็บเต้านมข้างที่ต่ำให้เท่ากับอีกข้างเพราะในกรณีที่ใส่เต้านมต่ำนั้นจะทำให้หัวนมเชิดขึ้น ดูไม่สวยแต่ถ้าหากเสริมหน้าอกไปแล้วเต้านมอยู่สูงเกินไปซึ่งจะจะทำให้หัวนมทิ่มลงมา วิธีแก้ก็จะแตกต่างกัน โดยวิธีการนี้จะใช้การเลาะราวนมลงมา เพื่อทำให้ถุงนมย้อยลงมาในตำแหน่งที่ถูกต้องในส่วนของการแก้ไขปัญหาเต้าซ้อนหรือ Double bubble จากการศัลยกรรมเสริมหน้าอกสามารแก้ไขได้โดยการผ่าตัดเอาเต้าซ้อนออกแล้วอาจต้องทิ้งระยะเวลานานเกือบ สามถึงหกเดือนในการพักฟื้น สำหรับคนที่เป็นพังผืดถ้าเป็นในระยะแรก ๆ จะเริ่มมีผิดรูปบ้างศัลยแพทย์จะใช้การบีบเพื่อให้พังผืดฉีกขาด ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้พังผืดฉีกขาดออกจากกันจะใช้ได้ในกรณีที่พังผืดไม่หนามาก แต่ในกรณีที่แคปซูลหนามากจึงจำเป็นที่ต้องใช้วิธีผ่าตัดโดยการผ่าตัดจะต้องเลาะเข้าไปในแคปซูลและเปิดขยายช่องโดยผ่านพังผืดเดิมในช่องให้กว้างขึ้นหลังจากนั้นก็จะใช้วิธีการฉีกแคปซูลออก และเต้านมให้อยู่คนละจากของเดิม เพื่อป้องกันการเกิดแคปซูลอีกครั้งได้

 

แต่ในปัจจุบันก่อนที่จะศัลยกรรมเสริมหน้าอก ศัลยแพทย์จะทำการฉีคยาเพื่อป้องกันการเกิดแคปซูลหรือพังผืดอยู่แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามรถป้องกันได้ 100 % เพราะร่างกายของคนเราไม่เหมือนกันและมีปฏิกิริยาที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงทำให้บางคนเป็นแคปซูลที่ทรวงอกเนื่องจากบางคนไวต่อสิ่งแปลกปลอมนั่นเองแม้ในปัจจุบันจะมีวัสดุซิลิโคนแบบใหม่ ที่นำมาใช้การทำศัลยกรรมเต้านมที่ช่วยลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดพังผืดให้น้อยลงได้ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเกิดพังผืดหรือแคปซูลทั่วเต้านมได้ 100%และที่สำคัญถ้าหากคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมหน้าอก แล้วเกิดพังพืดหลายครั้ง ควรจะหยุดพักทำศัลยกรรมหน้าอกไปก่อน 1-2 ปีหรือถ้าหาก หลายปีผ่านไป กลับมาเสริมหน้าอก แล้วยังเกิดพังผืดอยู่ก็ไม่ควรที่จะทำ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวเอง ข้อควรระวังคือการผ่าตัดทำศัลยกรรมความงามนั้น ต้องทำโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ควรศึกษา เลือกสถานที่และห้องปฏิบัติการที่ปลอดเชื้อมาตรฐานสากลก่อนการตัดสินใจ www.dermaster-thailand.com Tel: 02 71 444 71

 

ฟอร์ด

ฟอร์ด แนะเคล็ดลับน่ารู้เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์

ในปัจจุบันคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ยังมีความจำเป็นต้องทำงานนอกบ้านและเดินทางอยู่ตลอดเวลา นอกจากรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาตามมาตรฐานและตอบโจทย์ตามความต้องการของเหล่าคุณแม่หัวคิดทันสมัยที่ให้ความสำคัญเรื่องความ ปลอดภัย มาเป็นอันดับหนึ่งแล้ว การป้องกันที่ถูกต้องในระหว่างการเดินทางจึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่สุดเช่นกัน

 

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนีมีคำแนะการเดินทางใช้รถสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งวิศวกรออกแบบรถยนต์ฟอร์ดได้ทำความเข้าใจถึงความต้องการและข้อจำกัดของผู้ขับขี่ที่เป็นสตรีมีครรภ์ เพื่อออกแบบรถยนต์ให้เหมาะสมและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ด้วยการใช้ชุดจำลองสภาวะการตั้งครรภ์ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษมีน้ำหนักรวมกันมากถึง 12 กิโลกรัม เพื่อจำลองถุงน้ำคร่ำ อุปสรรคและความรู้สึกกระอักกระอ่วนขณะเคลื่อนไหวร่างกายของคุณแม่ รวมทั้งท่าทางลักษณะการพักผ่อนต่างๆ ของทารกน้อยในครรภ์

Safe Driving Tips during Pregnancy 1

ร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงระยะเวลาของการตั้งครรภ์ อาการที่สามารถส่งผลกระทบต่อความสามารถในการขับรถของคุณแม่ในช่วงระยะการตั้งครรภ์ ได้แก่ อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน ปวดหลังและภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้เกิดได้ทั้งจากทางพันธุกรรมและการนั่งอยู่กับที่นานๆ ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอและหมั่นยืดขาเมื่อต้องเดินทางระยะไกล

ความ ปลอดภัย ในรถยนต์

ก่อนออกเดินทางคุณแม่ควรใช้เข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องและจัดตำแหน่งสายเข็มขัดนิรภัยที่พาดในแนวทะแยงให้พาดอยู่ระหว่างหน้าอกลงไปตามแนวโค้งของท้อง โดยพาดสายเข็มขัดในแนวนอนให้อยู่เหนือต้นขาและกระดูกเชิงกราน หลังจากนั้นเสียบหัวเข็มขัดเข้ากับตัวล็อกและตรวจสอบอีกครั้งเพื่อไม่ให้สายเข็มขัดรัดแน่นมากจนเกิดความอึดอัดไม่สบายตัว อย่างไรก็ดี คุณแม่ควรป้องกันไม่ให้เข็มขัดนิรภัยขึ้นมาอยู่บริเวณหน้าท้องโดยเด็ดขาด

 

ระหว่างการขับรถคุณแม่ควรแวะจอดพักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเคลื่อนไหวเท้าและหมุนข้อเท้าอย่างช้าๆ รวมถึงขยับนิ้วเท้า เนื่องจากการนั่งเป็นระยะเวลานานสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จะทำให้เท้าและข้อเท้ามีอาการบวมได้ง่าย การได้แวะจอดพักเพื่อยืดเส้นสายหรือทำกายบริหารจะช่วยให้เลือดไหลเวียนลงสู่เท้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และยังสร้างความผ่อนคลายทั้งแก่ตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ และหากคุณแม่มีอาการปวดหลังในระหว่างการขับขี่ คุณแม่สามารถใช้หมอนอิงใบเล็กๆ หรือ ผ้าขนหนูพับทบกันวางหนุนหลัง เพื่อลดความเจ็บปวดและเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นตลอดการเดินทาง

 

นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรับตำแหน่งเบาะนั่งและพนักพิงไปด้านหลังให้มากที่สุดแต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่คุณแม่สามารถเหยียบคันเร่งและเบรกได้ไม่ลำบาก และอยู่ในระยะที่สามารถจับบังคับพวงมาลัยได้อย่างถนัดมือโดยระดับหน้าอกควรห่างจากพวงมาลัย หรือแผงหน้าปัดประมาณ 10 นิ้ว การนั่งในลักษณะดังกล่าวจะทำให้ท้องของคุณแม่อยู่ในตำแหน่งที่มีระยะห่างพอดีและป้องกันการกระแทกจากถุงลมนิรภัยหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

 

สำหรับคุณแม่ในช่วงระยะไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการขับรถและเดินทางคนเดียวหากมีความจำเป็นต้องเดินทาง คุณแม่ควรนั่งที่เบาะหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยมากที่สุดในกรณีที่นั่งเบาะหน้า โปรดปรับตำแหน่งเบาะนั่งและพนักพิงไปด้านหลังมากที่สุด เพื่อป้องกันการกระแทกจากการทำงานของถุงลมนิรภัย

 

ในทุกๆ การเดินทาง คุณแม่ตั้งครรภ์ควรพกพาสำเนาระเบียนฝากครรภ์ติดตัวไปทุกที่ ซึ่งในสมุดจะรวบรวมข้อมูลจำเป็นต่างๆ ไว้ครบถ้วนตั้งแต่ประวัติการตั้งครรภ์ ผลการรักษาไปจนถึงเบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน

 

ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์ประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยและรู้สึกสบายดี คุณแม่ก็ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะครรภ์ของคุณแม่อาจได้รับการกระทบกระเทือนและมีความเสี่ยงของภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด(Placental Abruption)และการคลอดก่อนกำหนด (Preterm Labor) ได้

 

อย่างไรก็ดี การขับรถไม่นับเป็นข้อห้ามปฏิบัติสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่คุณแม่ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น และปฏิบัติตามเคล็ดลับเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกการขับขี่และสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของทุกคนในครอบครัว

วัคซีนโปลิโอ

Kid safety วัคซีนโปลิโอ ชนิดใหม่

ขณะนี้ทั่วโลกได้เปลี่ยนมาใช้ วัคซีนโปลิโอ ชนิดใหม่ โดยวัคซีนที่หยอดใส่ปากเด็กนี้ประกอบด้วยไวรัสเพียง 2 สายพันธุ์ คือ ชนิดที่ 1 และ 3 เท่านั้น เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดที่ 2 ได้ถูกกำจัดหมดไปจากโลกตั้งแต่ปี 2542

 

ทั่วโลกเปลี่ยนมาใช้ วัคซีนโปลิโอ ชนิดใหม่

ประเทศต่าง ๆจำนวน 155 ประเทศทั่วโลก เริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนมาใช้วัคซีนโปลิโอชนิดใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน นับเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญในการกำจัดโรคโปลิโอให้หมดไปจากโลก

การปรับเปลี่ยนวัคซีนโปลิโอครั้งนี้ คือการเปลี่ยนจากวัคซีนแบบเก่าที่ประกอบไปด้วยไวรัสโปลิโอ 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดที่ 1,2,3 มาใช้วัคซีนแบบหยอดใส่ปากชนิดใหม่ที่ประกอบไปด้วยไวรัสเพียง 2 สายพันธุ์ คือ ชนิดที่ 1 และ 3 เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดที่ 2 ได้ถูกกำจัดหมดไปจากโลกตั้งแต่ปี 2542

ดร.สตีเฟน โคชี จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ บอกว่า สาเหตุการปรับเปลี่ยนวัคซีนครั้งนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ไวรัสโปลิโอชนิดที่ 2 เป็นส่วนประกอบในวัคซีนโปลิโออีกต่อไป นอกจากนี้ยังเกรงว่าหากยังมีการใช้วัคซีนแบบเก่าต่อไป เชื้อไวรัสชนิดที่ 2 ในวัคซีนอาจมีการกลายพันธุ์และทำให้เกิดโรคโปลิโอสายพันธุ์ใหม่ขึ้นได้

กระบวนการปรับเปลี่ยนวัคซีนเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ (17 เม.ย.) โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายพันคนใน 155 ประเทศจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งประเทศที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และยังมีประเทศที่ร่ำรวยกว่าอย่าง รัสเซีย และเม็กซิโก รวมอยู่ด้วย

เมื่อปีก่อนมีรายงานผู้ติดเชื้อโปลิโอทั่วโลก 74 ราย ส่วนในปีนี้พบผู้ติดเชื้อเพียง 10 ราย โดยการติดเชื้อส่วนใหญ่พบในประเทศอัฟกานิสถานและปากีสถาน ขณะที่ทวีปแอฟริกาปลอดจากโรคโปลิโอมากว่า 1 ปีแล้ว

วัคซีนโปลิโอ

แผนภาพซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการกำจัดโรคโปลิโอ โดยเมื่อปี 1988 มีประเทศที่มีการระบาดของโปลิโอจำนวนมากทั่วโลก (พื้นที่สีแดง) แต่ในปี 2015 มีพื้นที่การระบาดเหลือเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น

วัคซีนโปลิโอ

ที่มาจาก บีบีซีไทย