body safety

No-Go Zone 4 จุด ห้ามใครจับ!    

การสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่อง Body Safety หรือ การสอนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกายสำหรับเด็ก เป็นเรื่องพื้นฐานที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ การสอนให้รู้จัก “โซนสงวน” หรือ จุดส่วนตัวที่ห้ามให้คนอื่นจับ สัมผัส ยกเว้นพ่อแม่ ผู้ดูแลตอนอาบน้ำหรือ เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือแพทย์ที่จำเป็นจริง ๆ ต้องเห็นจริง ๆ ที่สำคัญ ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้สิทธิในการปฏิเสธการถูกเนื้อต้องตัว หรือ โดนสัมผัสที่แบบที่พวกเขาไม่ต้องการ รวมถึงการขอความช่วยเหลือเมื่อมีคนละเมิดขอบเขตส่วนตัว

การเรียกชื่อให้ถูกต้องแบบไม่ต้องเขินอายก็เป็นสิ่งจำเป็น จู๋ จิ๋ม หน้าอกหรือนม เรียกให้ถูกต้อง บ้านไหนเคยใช้คำเรียกน่ารัก สอนการเรียกชื่อแบบถูกต้องเผื่อไว้ด้วยก็จะดี เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน สามารถเล่าเหตุการณ์แบบถูกต้อง และ บอกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที รวมถึงสอนชื่อบุคคลที่ไว้ใจได้ในครอบครัว ซึ่งหมายถึง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ ใครที่พ่อแม่ไว้ใจ หากอยู่ในสถานที่อื่นที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย เช่น โรงเรียน หรือ ที่สาธารณะ ควรต้องไปบอกใคร ป้อนข้อมูลให้กับพวกเขาไว้ล่วงหน้า เพราะเราไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เลย

4 จุด ตรงไหนที่ห้ามใครมาจับ

ปาก-อก-เป้า-ก้น  ให้เด็ก ๆ ร้องเป็นเพลง หรือท่องไว้ให้ขึ้นใจได้ตั้งแต่เด็ก ว่า 4 จุดนี้ ห้ามใครมาจับ

1. ปาก

2. หน้าอก

3. บริเวณระหว่างหรือหน้าขา

4. ก้น

โซนที่ห้ามจับ

สอนลูกให้เฝ้าระวังความสำคัญของส่วนต่างๆในร่างกาย ใช้สีในการบอกความรุนแรง เช่น สีแดงคือห้ามเด็ดขาด สีส้มต้องได้รับความยินยอมหรือขออนุญาตก่อน สีเขียว สามารถสัมผัสได้ในแบบที่พวกเขาสบายใจ แต่ถ้าไม่อยากให้จับก็บอกได้ทันที

โซนสีแดง (Private Parts) : อวัยวะเพศ , หน้าอก , ก้น , และ บริเวณระหว่างขา

ถึง 4 จุดนี้จะห้ามใครมาจับโดยเด็ดขาด แต่ก็มีข้อยกเว้น บอกเด็ก ๆ ว่าใครบ้างที่สามารถจับส่วนนี้ได้ เช่น พ่อ แม่ หรือ ผู้ดูแลตอนอาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ (อาจเป็นคุณครูที่โรงเรียน) แล ะแพทย์หรือคุณหมอ โดยมีผู้ปกครองอยู่ด้วย หรือ หากผู้ปกครองต้องออกนอกห้อง ให้บอกเด็ก ๆ ไว้ว่าคนนี้มาช่วยเหลือ และ ไว้ใจได้

โซนสีส้ม (Semi-Private) : ใบหน้า, คอ, ไหล่, ท้อง, ขา, เท้า

บริเวณเหล่านี้ในร่างกายสามารถจับต้องได้ แต่ควรได้รับความยินยอม หรือ ขออนุญาตก่อน

โซนสีเขียว (Public) : แขน , มือ (สัมผัสได้ แต่ถ้าไม่สบายใจก็บอกได้นะ)

สอนให้เด็กเรียนรู้วิธีปฏิเสธ ให้เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่” เมื่อมีคนสัมผัสในจุดที่ไม่ควร รวมถึงสอนการขอความช่วยเหลือ เมื่อมีใครแตะต้องในจุดสงวน หรือ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย การสอนเรื่องนี้เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้เด็ก รู้จักสิทธิในร่างกายตัวเอง และ ป้องกันตัวเองจากอันตรายได้

body safety

1. ร่างกายนี้เป็นของหนู (My Body is mine)

ย้ำเสมอว่า ร่างกายนี้เป็นของหนู หนูมีสิทธิ์ขาดในร่างกายตัวเอง สอนให้เด็กเข้าใจว่าร่างกายเป็นของตัวเอง และ ตนเองมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะให้ใครสัมผัสหรือไม่ ส่วนลับของร่างกาย (Private Parts) เรียกให้ถูกต้อง สอนว่านี่คือส่วนลับที่ห้ามให้ใครสัมผัส (ยกเว้นพ่อแม่ตอนอาบน้ำ) และ เด็ก ๆ เองก็ห้ามไปสัมผัสส่วนลับของคนอื่นด้วยเหมือนกันนะ

พ่อแม่ควรกำหนดเครือข่ายความปลอดภัย (Safety Network) บอกชื่อผู้ใหญ่ที่เด็กไว้ใจได้ 3-5 คน (เช่น พ่อ แม่ ครู ยาย) ที่เด็กสามารถบอกเล่าได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องกลัวว่าถูกตำหนิ และ พร้อมรับฟังหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือไม่สบายใจ

2. กฎของ “ที่ลับ” (Underwear Rule)

สอนให้เด็ก ๆ เข้าใจภาพได้ง่ายๆ ผ่านการเล่าเรื่องหรือจะยกตัวอย่างเป็นนิทานก็ได้ หรือบอกง่ายๆว่า “ส่วนไหนที่ชุดชั้นในหรือเสื้อผ้าปกปิดไว้ คือ ส่วนที่ห้ามใครดูหรือสัมผัสโดยเด็ดขาด” ยกเว้นคุณพ่อคุณแม่ตอนอาบน้ำ หรือ เช็ดตัวให้ หรือคุณหมอ เวลาตรวจร่างกายโดยมีพ่อแม่อยู่ด้วย

หลักการสอนเด็กง่าย ๆ ให้รู้จักเรื่องขอบเขตส่วนตัว และความปลอดภัยในร่างกาย ว่าส่วนที่ชุดชั้นในปกปิดไว้ เป็นส่วนที่คนอื่นไม่ควรจับ และ เด็กก็ไม่ควรจับคนอื่นในส่วนนั้นเช่นกัน

3. สอนให้รู้จัก “สัมผัสที่ดี” และ “สัมผัสที่ไม่ดี”

สอนให้พวกเขารู้จักสัมผัสที่ดี คือ ความรู้สึกที่ทำให้อบอุ่น เช่น การกอดจากพ่อแม่ การแปะมือ (High-five) การลูบหัวชื่นชมจากญาติที่ลูกเต็มใจ และ รู้จักสัมผัสที่ไม่ดี หรือ การถูกสัมผัสแล้วทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด เจ็บ ตกใจ หรือ สัมผัสในที่ลับ ซึ่งความรู้สึกนี้ในเด็กเล็กจะอาจยังอธิบายความรู้สึกได้ไม่ดีนัก

พ่อแม่สามารถยกตัวอย่างความรู้สึกให้ลูกฟังไว้ก่อน เช่น หากมีความรู้สึกไม่ดี ร่างกายเราจะแสดงออกแบบนี้ เช่น ขนลุก ใจสั่น หรือ ใจเต้นแรงคล้ายจะป่วย รู้สึกเหมือนอยากจะเข้าห้องน้ำ รู้สึกอยากจะร้องไห้ เหงื่อออกมือจนมือแฉะ กลัวจนขาแขนสั่น หรือ อยากจะร้องไห้

รวมถึงสัมผัสที่น่าสงสัยเช่น การกอดหรือหอมที่ “นานเกินไป” หรือ “รุนแรงเกินไป” แม้จะเป็นคนใกล้ชิดก็ตาม

4. ไม่มี “ความลับ” กับพ่อแม่

ความไว้ใจและเชื่อใจเป็นสัมพันธภาพในครอบครัว การสร้างสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ทำให้เด็ก ๆ จะไม่กลัว และ กล้าที่จะบอกพ่อแม่ก่อนใครเสมอ เพราะพวกเขาไว้ใจและเชื่อถือได้ว่าพ่อแม่อยู่เคียงข้าง ลองบอกเด็ก ๆ ว่าคนที่ไม่หวังดีมักจะบอกเด็กว่า “นี่คือความลับของเรานะ อย่าบอกพ่อแม่นะ” หากใครพูดแบบนี้ให้รีบมาบอกพ่อแม่ทันที หรือ เรื่องไหนที่ใครบอกว่าเป็นความลับแล้วทำให้หนูรู้สึกอึดอัด กังวล หรือ ไม่สบายใจ เรื่องนั้นไม่ใช่ความลับ และต้องบอกพ่อแม่ทันที

ลองบอกลูก ๆ ว่าความลับมีหลายอย่าง ทั้งความลับที่ปลอดภัย และความลับที่ไม่ปลอดภัย (Good Secrets vs. Bad Secrets) ความลับที่ดีที่สนุก เช่น การเซอร์ไพรส์วันเกิด ส่วนความลับที่ไม่ดี คือความลับที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ กลัว หรือ เหมือนกำลังจะทำอะไรผิด ต้องรีบบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจทันที

5. หลักการ 3 ขั้นตอน “ปฏิเสธ – หนี – บอก”

หากมีใครมาสัมผัสร่างกายในแบบที่ลูกไม่ชอบ ฝึกให้ลูกปฎิเสธให้เป็น ฝึกให้ลูกกล้า “ปฏิเสธ” (Empowerment) สำหรับผู้ใหญ่บางคนการปฎิเสธยังเป็นเรื่องยาก ในเด็กเล็กจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ควรฝึกฝนให้ลูกรู้จักการปฎิเสธในสิ่งที่ควรปฎิเสธ และ มั่นใจในการตัดสินใจ ยกตัวอย่างสถานการณ์และคำพูดที่ควรพูด เมื่ออยากปฏิเสธ เช่น “ขอป้ากอดหน่อยได้ไหม” แต่ลูกไม่อยากให้กอดให้ใช้คำว่า “หนูขอแปะมือแทนได้ไหมคะ” ผู้ใหญ่เองก็ควรรับฟัง และเข้าใจเด็ก ๆ ด้วย

รวมถึงบางครั้งพ่อแม่เอง ก็อาจเผลอ และบอกเด็ก ๆ ให้แสดงความรัก โดยลืมถามความสมัครใจของพวกเขาก่อน เช่น “ไปหอมลุงสิ” หรือ “ไปกอดป้าหน่อย” อาจจะต้องเปลี่ยนระบบความคิดของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน ลองถามพวกเขาถึงความเต็มใจฝึกให้พวกเขาตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่บังคับทั้งที่ลูกไม่อยากทำ หากลูกไม่อยากกอด ให้เปลี่ยนเป็นการไหว้ หรือแปะมือแทน เพื่อให้ลูกรู้ว่าเขามีสิทธิ์ปฏิเสธการสัมผัสที่เขาไม่ต้องการได้เสมอ

“ปฏิเสธ – หนี – บอก” 3 คำ จำให้ดี

  1. NO บอกว่า “ไม่” สอนลูกให้ใช้เสียงหนักแน่นเมื่ออยู่ในภาวะคับขันอันตราย ปฎิเสธทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่เราไว้ใจหรือรู้จัก มาขอสัมผัสในส่วนที่เป็นโซนสีแดง
  2. GO หนีให้ห่าง วิ่งหรือเดินออกจากสถานที่ หรืออยู่ให้ไกลให้ห่างคนนั้น
  3. Tell บอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ หรือบุคคลในบ้าน เช่น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หากอยู่ที่โรงเรียนให้แจ้งคุณครู โดยทันที บอกจนกว่าผู้ใหญ่จะรับฟังและช่วยเหลือ

สำคัญที่สุด คือ การสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และ ทำให้ลูกรู้สึกว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขากล้าเลือกที่จะบอกพ่อแม่ก่อน เพราะพ่อแม่จะอยู่ข้างเสมอ และ จะไม่โกรธ หรือตัดสินพวกเขาเลย

ข้อมูลอ้างอิง
https://incacs.org/teaching-body-safety-young-kids/

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

Tags