ลูกขาโก่ง

ลูกขาโก่ง ภัยแฝงในเด็ก ทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร

account_circle
event
ลูกขาโก่ง
ลูกขาโก่ง

ลูกขาโก่ง ภัยแฝงในเด็ก ทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร

ลูกขาโก่ง แบบไหนปกติ แบบไหนควรหาหมอ ลูกแรกเกิดขาโก่ง ควรหาหมอหรือไม่ มาหาคำตอบกันค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ หรือครอบครัวไหนที่เพิ่งจะมีลูกน้อย แล้วสังเกตเห็นว่า ลูกขาโก่ง อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ เพราะโดยปกติแล้วเด็กทุกคนจะมีขาที่โก่งตามธรรมชาติอยู่แล้วเมื่อแรกเกิด แต่เมื่อโตขึ้นขาจะค่อย ๆ ตรงขึ้นได้เองและควรมีขาที่ตรงเมื่ออายุประมาณ 2 ปี ดังนั้นถ้าเด็กมีอายุมากกว่า 2 ปีแล้วแต่ยังคงมีขาที่โก่งอยู่ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคขาโก่ง เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นานและไม่รักษา อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและบุคลิกภาพของลูกน้อยได้ค่ะ

 

โรคขาโก่ง (Bowed Leg)

โรคขาโก่ง (Bowed Leg) เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของทารกหรือเด็กเล็ก เนื่องจากปัจจัยด้านน้ำหนักและกรรมพันธุ์

อาการของโรคขาโก่ง

สำหรับลูกน้อยคนไหนที่เป็นโรคขาโก่งนั้น ส่วนมากจะมีอาการหัวเข่าทั้ง 2 ข้าง แยกห่างออกจากกัน แม้จะอยู่ในท่าทางการยืนที่เอาข้อเท้าเข้ามาชิดติดกันก็ตาม

ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการทำให้ ลูกขาโก่ง

คุณพ่อและคุณแม่หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า เพราะอะไรถึงทำให้ลูกขาโก่ง โดยปัจจัยที่ส่งผล มีดังนี้

  • น้ำหนักเกิน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ทารกขาโก่งได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อ้วนท้วม และมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ส่งผลให้กระดูกเกิดการกดทับกันบริเวณด้านในเข่าและทำให้ขาโก่ง
  • กรรมพันธุ์ เป็นกรณีที่เกิดขึ้นค่อนข้างยาก แต่ก็มีโอกาสเป็นได้ โดยปัจจัยนี้ จะมีผลให้ลักษณะกระดูกของลูกน้อยผิดรูป ซึ่งทำให้ลูกน้อยของคุณมีอาการขาโก่งไปเองตามธรรมชาติ
ลูกขาโก่ง
ลูกขาโก่ง ทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร

สาเหตุ ของอาการขาโก่ง

โรคขาโก่งนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยสาเหตุหลักนอกเหนือจากน้ำหนักแล้ว คือ

  • เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยการขดตัวนอนของทารกในท้องคุณแม่ จนกระทั่งออกมาลืมตาดูโลก จึงทำให้ขามีลักษณะโก่งหรือโค้งได้ ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป
  • ท่าทางการเดิน จากการศึกษาด้านการแพทย์พบว่า การเดินเร็ว ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการขาโก่งได้เช่นกัน เนื่องจากเด็กเล็กจะยังเดินได้ไม่คล่องแคล่วและมั่นคงพอ
  • กระดูกแตกหัก หรือผิดรูป ในกรณีที่ลูกน้อยเคยหกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ขึ้น อาจส่งผลให้รูปกระดูกเปลี่ยนไปจากเดิม และทำให้เกิดอาการขาโก่งได้

โรคอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ ลูกขาโก่ง

นอกจากโรคขาโก่งจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งด้านร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังมีโรคอื่นที่ส่งผลให้ผู้ใหญ่หรือเด็กขาโก่งได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น โรคกระดูกอ่อน โรคเบล้าท์ โรคอ้วนในเด็ก หรือโรคพาเจท ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถสร้างความเสี่ยงให้มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและเหมาะสม

  • โรคกระดูกอ่อน

โรคกระดูกอ่อน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายในการสร้างกระดูก เนื่องจากขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง แตกหักง่าย และไม่สามารถรองรับน้ำหนักร่างกายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อรูปกระดูกที่เปลี่ยนรูปไป และเป็นสาเหตุของการเกิดโรคขาโก่ง หรือขางอได้ โดยอาการของโรคกระดูกอ่อน คือ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนล้า ลุกนั่ง หรือเดินได้ไม่คล่องแคล่วเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ

  • โรคเบล้าท์

โรคเบล้าท์ คือ ภาวะที่เกิดจากเด็กมีน้ำหนักตัวมากจนเกินไป ส่งผลให้กระดูกไม่สามารถรองรับน้ำหนักของร่างกายได้ โดยเมื่อเป็นโรคนี้แล้วจะทำให้เด็กขาโก่ง แต่จะแตกต่างจากโรคขาโก่งตรงที่ ส่วนใหญ่โรคเบล้าท์จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการขาโก่งแค่ข้างเดียวเท่านั้น เนื่องจากความผิดปกติของกระดูกส่วนหน้าแข้ง ซึ่งหากลูกน้อยคนไหนเป็นอยู่ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

  • โรคอ้วนในเด็ก

โรคอ้วนในเด็กถือเป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งนอกจากจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย โดยโรคชนิดนี้มักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักมาจากสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เด็กมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน และทำให้เด็กขาโก่ง และเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันพอกตับ และอื่น ๆ เป็นต้น

  • โรคพาเจท

โรคพาเจท หรือโรคกระดูกเรื้อรัง เป็นภาวะที่เกิดจากกระบวนการสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาแทนที่กระดูกเก่า แต่กระดูกชิ้นดังกล่าวเปราะบาง ไม่แข็งแรง และแตกหักง่าย ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในบริเวณกระดูกเชิงกราน กระดูกสันหลัง และกระดูกขา โดยโรคพาเจทมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35-40 ปีขึ้นไป และมักจะมาจากปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ ซึ่งอาการของโรคนี้ คือ เจ็บหรือปวดบริเวณที่เป็นโรคพาเจท หากปล่อยไว้นาน อาจเสี่ยงให้เกิดโรคเข่าโก่ง โรคข้อเข่าเสื่อมและโรคอื่น ๆ ตามมาได้

ลูกขาโก่ง ทำอย่างไร รักษาอย่างไร

สำหรับคุณพ่อหรือคุณแม่ที่สงสัยว่าขาโก่งรักษาได้ไหม หรือมีวิธีการป้องกันอย่างไรได้บ้างนั้น เนื่องจากโรคขาโก่งจะทำให้แผ่นกระดูกด้านในถูกกดทับ ผลที่ตามมานอกจากขาโก่ง คือ การเสียบุคลิกภาพได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น ช่วยให้เกิดวิธีการรักษาที่หลากหลาย และให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูได้เป็นอย่างดี ดังนี้

  • การบริหารกล้ามเนื้อส่วนขา

สำหรับใครที่เป็นโรคขาโก่ง หรือ Bowed Leg แล้วมีอาการไม่มากนัก การบริหารกล้ามเนื้อส่วนขานับเป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษาที่ง่าย และทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และจัดกระดูกให้กลับมาเข้ารูปดังเดิม โดยเริ่มจากการแยกปลายเท้าออกจากกันประมาณ 45 องศา ในขณะที่ส้นเท้ายังยืนชิดติดกันอยู่ จากนั้นพยายามดันตัวให้ตรงที่สุดเป็นเวลา 5 นาที ซึ่งจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 3 ครั้ง เพื่อให้การบริหารกล้ามเนื้อนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ปรับท่าทางการเดิน

การปรับท่าทางการเดิน มีส่วนช่วยในการรักษาลูกขาโก่งได้เช่นกัน โดยให้ลูกน้อยนั้นเดินให้ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า รวมถึง ในขณะที่ยืนนั้น ให้พยายามหลีกเลี่ยงการยืนขาโก่ง ซึ่งวิธีดังกล่าว อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาในการทำทีละขั้นตอน เพื่อให้กระดูกสามารถปรับรูปใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายมากที่สุด

  • การผ่าตัด

ในกรณีที่อาการขาโก่งในเด็กค่อนข้างจะเห็นได้อย่างชัดเจน การผ่าตัดถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาโรคขาโก่งได้ เพื่อให้กระดูกบริเวณใต้เข่ากลับมาตรง ดังนั้น จึงนิยมใช้วิธีการผ่าตัดโดยการตัดแต่งกระดูกให้เข้ารูปแล้วจึงปล่อยให้กระดูกค่อย ๆ กลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งการผ่าตัดนั้น ทางแพทย์จะให้ผู้ป่วยได้พักฟื้นและใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวภายในครึ่งเดือนแรก ก่อนที่จะเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุด

เคล็ดลับการดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดโรคขาโก่ง

เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยขาโก่ง การดูแลรักษาสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ด้วยการเสริมสร้างสุขภาพจากโภชนาการที่ดี การออกกำลังกาย ตลอดจนการบำรุงด้วยแคลเซียมและวิตามิน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมสำหรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

  • เสริมสุขภาพด้วยโภชนาการ

การเสริมสุขภาพด้วยโภชนาการที่ดีอย่างการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยในเรื่องต่าง ๆ เช่น การให้พลังงาน หรือเสริมสร้างระบบร่างกายได้เป็นอย่างดี

  • ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

สำหรับเคล็ดลับการดูแลร่างกายนั้น การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ และส่วนอื่น ๆ ได้มีการขยับเขยื้อน ทำให้สุขภาพแข็งแรงและช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคขาโก่งได้ด้วย

  • บำรุงร่างกายด้วยแคลเซียมและวิตามิน

สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กขาโก่ง คือ การมีกระดูกที่เปราะบางและแตกหักง่าย จึงทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้  ดังนั้น การบำรุงร่างกายด้วยแคลเซียมและวิตามินจะช่วยให้กระดูกกลับมาแข็งแรงและป้องกันไม่ให้ลูกขาโก่งหรือมีภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ตามมา

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลสินแพทย์, โรงพยาบาลพญาไท

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

พัฒนาการเด็ก ช่วงอายุ 1 – 3 ปี เวลาทองแห่งการพัฒนา

รวม 15 จักรยานขาไถ ช่วยฝึกทักษะการทรงตัวเด็กเล็ก ยี่ห้อไหนดี

เทคนิคเตรียมสมองลูกให้พร้อมคิดนอกกรอบ แม่ต้องเริ่มก่อน 2 ขวบ

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up