ร่างกาย อารมณ์ สมอง ภูมิต้านทาน คุณแม่ควรเตรียมพร้อมสิ่งไหนให้ลูกก่อน!

คุณแม่ทั้งหลายเคยสงสัยกันไหมคะว่า?… ถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการที่แข็งแรง พร้อมรับการเรียนรู้ใหม่ๆ ในแต่ละวัน เราควรต้องเตรียมความพร้อมสิ่งไหนให้ลูกก่อนกัน “ร่างกาย อารมณ์ สมอง หรือภูมิต้านทาน” และเมื่อเร็วๆ นี้เราได้มีการ Live กันสดๆ บน Facebook Amarin Baby & Kids โดย รศ.นพ. สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ หัวหน้าหน่วยโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาไขข้อข้องใจในเรื่องดังกล่าว พร้อมคุณแม่คนดัง คุณทาทา ยัง บรรยากาศในวันนั้นนอกจากจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผู้ชมสามารถนำไปปรับใช้กับลูกได้แล้ว ยังสนุกสนานไปกับการฟังประสบการณ์การเลี้ยงลูกของคุณแม่ทาทาอีกด้วย  และวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาให้ได้อ่านกันอีกครั้งค่ะ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเตรียมตัวเข้าโรงเรียนครั้งแรก สามารถเตรียมความพร้อมให้ลูกได้ด้วยการฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองให้ได้ เช่น กินข้าวได้เอง ฝึกให้บอก (คุณครู) ถ้าจะเข้าห้องน้ำ หรือเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เอง เป็นต้น  ส่วนการฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับโรงเรียน ก็อาจจะพาลูกไปโรงเรียนเพื่อให้เขาซึมซับบรรยากาศ หรือให้เขาเป็นคนเลือกโรงเรียนด้วยตัวเอง  ถ้าลูกร้องไห้ตลอดเวลาที่ไปโรงเรียน พ่อแม่ไม่ต้องกังวล เป็นเรื่องปกติ บางคนไม่ได้ร้องแค่วันเดียว แต่ร้องเป็นเทอมก็มี แต่คุณหมอไม่แนะนำให้นั่งเฝ้า ควรบอกให้เขาเข้าใจว่าเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนเดี๋ยวเราจะมารับ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูก

shutterstock_123061720_low_nwm

และการเรียนรู้ของลูกเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เริ่มตอนเข้าเรียนเท่านั้น วัยคลาน ก็ถือเป็นวัยของการเรียนรู้เช่นกัน คุณแม่ทาทาได้มาแชร์ประสบการณ์ลูกวัยนี้ว่า

“ในการเลี้ยงลูกทาทากับสามีจะคุยกันตลอดว่าเราจะเลี้ยงลูกให้มีความสุข จะไม่กังวลจนเกินพอดี เน้นการเรียนรู้ตามวัยและเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด และพัฒนาการของน้องเรย์ตอนนี้ที่เห็นบ่อยที่สุด คือการชอบหยิบสิ่งของเข้าปากตลอดเวลา  มือของแม่นี่ชอบมาก (หัวเราะ) แม่ไม่ห้าม เพราะวัยนี้เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ ต้องให้เขาลองก่อน ดังนั้นของที่ใกล้มือและปากของลูก พยายามเน้นให้สะอาดไว้ก่อน”

คุณหมอสังคมให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่า

“เพราะเด็ก 5 – 6 เดือน เป็นวัยที่มีการใช้ปากพิสูจน์ทุกอย่าง ค้นคว้าด้วยปาก จับอะไรได้เข้าปากก่อน เด็กจะได้รู้รสชาติ ลักษณะสิ่งของ คุณแม่หลายคนกังวลใจเรื่องความสะอาดเพราะกลัวว่าเชื้อโรคจะทำให้ลูกป่วย ดังนั้นวิธีป้องกัน คือ ทำให้ของที่อยู่ใกล้มือนั้นเป็นของที่สะอาด และปลอดภัย รวมถึงต้องเป็นของที่ไม่แตกง่าย ไม่แหลมคมด้วย จะช่วยให้การเรียนรู้ของลูกในช่วงวัยนี้ผ่านไปได้ด้วยดีครับ”

คุณหมอสังคมยังกล่าวว่า “ก่อนที่ลูกจะพร้อมมีพัฒนาการในด้านต่างๆ  ต้องเริ่มจากศูนย์กลางของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม คือ สุขภาพลำไส้ เพราะลำไส้ของลูกน้อยจะทำหน้าที่มากกว่าแค่การย่อยอาหาร แต่ยังส่งผลต่อการเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของสมองผ่านการดูดซึมสารอาหารต่างๆ และยังส่งผลต่อภูมิต้านทานตามธรรมชาติ และอารมณ์ด้วย ลำไส้ทำหน้าที่ 4 ภารกิจด้วยกัน

ภารกิจที่ 1: ลำไส้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของร่างกาย

ลำไส้ทำหน้าที่ย่อยอาหารหลากหลายประเภทและช่วยให้สารอาหารแต่ละอย่างถูกดูดซึมพร้อมนำไปใช้งาน สารอาหารบางอย่างมีความซับซ้อนและไม่สามารถย่อยได้ด้วยเอนไซม์ที่ร่างกายผลิต จุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้จึงทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในกระบวนการย่อยสลายนี้ และมีส่วนช่วยในกระบวนการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก ซึ่งจะถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของกระดูก สมองและเม็ดเลือด

ภารกิจที 2: ลำไส้ต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บและช่วยป้องกันอาการแพ้ต่างๆ

ลำไส้ คืออวัยวะด้านภูมิต้านทานที่ีใหญ่ที่ีสุดในร่างกาย เพราะเป็นที่อยู่ของเซลล์ภูมิต้านทานถึง 70% ถ้าภูมิต้านทานตรงนี้ดี จะต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดี เป็นภูมิแพ้น้อยลง

ภารกิจที่ 3: ลำไส้ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง

ร่างกายของลูกต้องการสารอาหารในปริมาณและเวลาที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ  ลำไส้นอกจากจะทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการของสมองแล้ว ลำไส้ยังถูกเรียกว่า “สมองที่สอง” เพราะมีเซลล์ประสาทอยู่กว่า 100 ล้านเซลล์ ที่เชื่อมโยงกับสมองโดยตรง

ภารกิจที่ 4: ลำไส้ควบคุมดูแลอารมณ์สำหรับความเป็นอยู่ที่ดีในแต่ละวัน

ที่ลูกหลับสบายหลังให้นม เพราะการผลิตเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่รู้จักกันในชื่อ “ฮอร์โมนความรู้สึกดี” ร้อยละ 95 ของเซโรโทนินที่ผลิตขึ้นในลำไส้  ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเรื่องอารมณ์ พฤติกรรม การนอนหลับ และความอยากอาหารในร่างกาย

ตอนนี้น้องเรย์เริ่มที่จะหัดกลืน นอกจากนมแม่แล้ว ทาทาพยายามป้อนอาหารเสริมให้กิน  คุณหมอแนะนำว่าอาหารเสริมที่ดี เช่น ข้าวบดผสมกับน้ำต้มผัก ที่แนะนำให้เป็นซุปผักเพราะช่วยเพิ่มเติมเรื่องสารอาหาร พอลูกเริ่มชินกับอาหาร ก็อาจเพิ่มในส่วนของวัตถุดิบที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ไข่แดง ตับ เป็นต้น เพราะอาหารที่ดีที่สุดของลูก คือ นมแม่ เมื่อดูโครงสร้างของนมแม่จะเห็นได้ว่ามี 1. แลคโตส 2. ไขมัน 3. โอลิโกแซคคาไรด์ 4. โปรตีน เป็นต้น จากการศึกษาพบว่า โอลิโกแซคคาไรด์ คือใยอาหารที่เป็นพรีไบโอติก มีหน้าที่ช่วยในการขับถ่าย และเมื่อลงไปในลำไส้จะไม่ถูกย่อย แต่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ดี ช่วยเสริมใยอาหารกอส แอลซีฟอส  ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเติบโตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดสมดุลในลำไส้ ช่วยลดเชื้อก่อโรค จึงช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ที่ดี ซึ่งสุขภาพลำไส้ที่ดี ก็เป็นองค์ประกอบต่อการการเติบโตของร่างกาย พัฒนาการของสมอง ส่งผลต่อภูมิต้านทานตามธรรมชาติ และส่งผลให้ลูกอามรมณ์ดีด้วย

แม่จะสังเกตได้อย่างไรว่าลูกมีสุขภาพลำไส้ที่ดี เพราะลูกยังเล็กไม่สามารถบอกได้ คุณหมอแนะนำว่า

“คุณแม่สามารถสังเกตได้ เพราะถ้าลำไส้ดี จะย่อยอาหารดี ดูดซึมดี ส่งอาหารไปเลี้ยงทั้งร่างกาย ลูกจะมีพัฒนาการที่ดี ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง เมื่อภูมิต้านทานดีลูกเจ็บป่วยน้อยลง ระบบขับถ่ายดี ไม่ท้องอืด ร้องไห้งอแง ไม่ร้องโคลิค ถ้าลูกอารมณ์ดี กินอิ่ม นอนหลับ แปลว่าสุขภาพลำไส้ดี เมื่อเขาอารมณ์ดี เขาจะสามารถรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้ดี เอาตัวรอดได้ เมื่อขึ้น เจอสังคมที่กว้างขึ้น ลูกจะเรียนรู้เรื่องการปรับตัว และใช้ชีวิตในสังคมได้ครับ”

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าคุณแม่หลายๆคน คงได้เคล็ดลับเตรียมความพร้อมให้กับหนูๆกันแล้ว ไม่ว่าหนูน้อยจะเป็นวัยเริ่มเข้าเรียน หรือวัยคลานเตาแตะ แต่จะเห็นได้ว่าการเตรียมความพร้อมรอบด้านให้เขาในทุกช่วงวัย เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคุณแม่ และยังได้รับความรู้เรื่องสุขภาพลำไส้ อวัยวะที่เราเคยมองข้าม หลายคนอาจจะไม่รู้ถึงความสำคัญมาก่อน ก็ได้เห็นว่าสุขภาพลำไส้มีผลต่อลูกน้อยขนาดไหน และการทานนมแม่ ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ หรือพรีไบโอติก รวมถึงใยอาหาร Gos/LC Fos ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ เป็นองค์ประกอบต่อการการเติบโตของร่างกาย พัฒนาการของสมอง และอารมณ์ ส่งผลต่อภูมิต้านทานตามธรรมชาติค่ะ

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up