เมื่อต้องพาลูกเข้าห้องน้ำ (ชวนยี้) นอกบ้าน

คุณแม่คงทำอะไรไม่ได้นอกจากดิ่งไปห้องน้ำสาธารณะที่ใกล้ที่สุดใช่ไหมคะ แล้วถ้าห้องน้ำที่เข้าไปนั้นไม่สะอาดหรืออยู่ในสภาพไม่เป็นใจเสียเลย จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไงกันดีล่ะ

 
– เอากระดาษชำระติดไปเยอะๆ  แบ่งส่วนหนึ่งไว้เช็ดโถส้วม ขณะที่เก็บอีกส่วนไว้เช็ดทำความสะอาดให้ลูก

 
– ไม่แตะได้เป็นดี  ในกรณีที่ดูแล้วว่า โถส้วม(โดยเฉพาะแบบนั่ง) ที่เข้าไปนั้นไม่ถูกสุขอนามัยอย่างรุนแรง  ให้อุ้มเจ้าหนูน้อยเอาไว้ให้เขาทำธุระเสร็จโดยก้นไม่แตะโถ คุณแม่อาจเมื่อยหน่อย แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ

 
– ทำความสะอาดดีๆ เด็กวัยก่อนเรียนมักอยากทำอะไรด้วยตัวเอง ถ้าเขาไม่ยอมให้คุณแม่กดน้ำให้  ก็รีบออกมาจากห้องน้ำ แล้วให้เขาล้างมือ แล้วตบท้ายด้วยเบบี้ไวพส์เช็ดมืออีกรอบเพื่อความมั่นใจดีที่สุด

 
– ช่วยกันแก้ไขด้วยนะ  ร้องเรียนหรือให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในส่วนนั้นเกี่ยวกับสภาพของห้องน้ำ ใครจะรู้…คุณหรือคุณแม่คนอื่นอาจต้องเจอกับสถานการณ์นี้อีกหรือเปล่า จริงไหม-

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ลูกไม่ชอบอ่าน ลูกเรียนช้า

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก มีภาวะดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือเปล่า?

รายงานจากกรมสามัญศึกษาชี้ว่า กว่า 20% ของนักเรียนทุกระดับชั้นในประเทศไทย กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการอ่านและการตีความโจทย์คณิตศาสตร์ ซึ่งมีสาเหตุหนึ่งมาจาก ภาวะเสียการอ่านเข้าใจ หรือ ดิสเล็กเซีย (Dyslexia) อาการที่คุณแม่ชาวไทยอาจยังไม่คุ้นหูนัก เราจึงหยิบข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้มาฝากกันค่ะ

ดิสเล็กเซีย คืออะไร

ดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือภาวะเสียการอ่านเข้าใจ คืออาการเกี่ยวกับระบบประสาท หรืออาการผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในสมอง ทำให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ส่งผลให้เขียนและตีความไม่ได้ ความจำไม่ดี เกิดความสับสนด้านทิศทาง ภาษาและตัวเลข แม้จะสอนหลายๆ ครั้งก็ยังไม่อาจจำหรือทำความเข้าใจได้ อีกทั้งยังขาดอารมณ์ขันและเข้ากับผู้อื่นได้ไม่ดี หากไม่เข้าใจวิธีการแก้ปัญหาจะส่งผลให้เกิดเป็นความกดดันทั้งต่อตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองและครูผู้สอน

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ลูกไม่ชอบอ่าน ลูกเรียนช้า

มีคนเก่งคนดังระดับโลกหลายคนที่เป็นภาวะนี้ แต่ก็ยังมีความสามารถโดดเด่นในสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่น จอห์น เลนนอน สมาชิกวงดนตรี The Beatles ผู้มีผลงานการแต่งบทเพลงมากมาย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกที่ถือเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งของโลก หรือ ปิกัสโซ่ ศิลปินดังที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แม้แต่นักแสดงที่ต้องอ่านเพื่อท่องบทในการทำงานก็มีผู้ที่เป็นภาวะนี้กันด้วยค่ะ เช่น ทอม ครูซ, คีอานู รีฟส์, เคียร่า ไนท์ลีย์ เป็นต้น

อ่านต่อ “อาการของดิสเล็กเซียเป็นอย่างไร” คลิกหน้า 2

“เสียงเพลง” ช่วยเสริมการเรียนรู้ของลูกได้อย่างไร

Q: ทำไมลูกสาววัย 4 ขวบของฉันที่ร้องเพลง A-B-C ได้คล่องมากๆ ยังสะกดชื่อตัวเองไม่ได้สักทีล่ะคะ?

เนื้อหาที่อยู่ในเพลงนั้นเป็นสิ่งที่ทวนซ้ำได้ง่ายกว่า เพราะว่าระบบของสมองจะจดจำจังหวะและเสียงเหล่านั้นไว้ได้โดยไม่ต้องสนใจหน้าที่ของมัน (เปรียบเทียบกับที่ผู้ใหญ่ร้องเพลงภาษาต่างประเทศได้ทั้งเพลง แต่อาจไม่เข้าใจความหมายทุกคำนั่นแหละ)

โลริ คัสโตเดโร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านดนตรีศึกษามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้คำแนะนำว่า ถึงจะยังจับได้แค่จังหวะ ลูกของคุณก็ยังใช้ดนตรีเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ดีได้นะ

1. เชื่อมโยงเสียง

บทเพลงนอกจากจะช่วยให้ลูกจำคำศัพท์ต่างๆ ได้แล้ว ยังเชื่อมโยงเสียงกับความหมายของคำเข้าด้วยกันอีกต่างหาก

2. เปิดโลกกว้าง

อย่างเวลาที่ร้องเพลง ‘ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า’ ก็ลองถามลูกว่า ช้างของหนูตัวใหญ่ขนาดไหน เวลาช้างร้อง ร้องเป็นเสียงอะไร ลูกจะได้ฝึกใช้จินตนาการขณะที่ร้องเพลงไปด้วย

3. เพลงช่วยจำ

เวลาจัดกระเป๋าเตรียมไปโรงเรียนอนุบาลแล้วหนูๆ ชอบลืมโน่นนี่เป็นประจำ ลองเอาข้าวของเหล่านั้นมาแต่งเป็นเพลงง่ายๆ ให้ลูกร้องเวลาที่หัดจัดกระเป๋าเอง คราวนี้นอกจากจะไม่ลืมแล้ว ยังสนุกแถมไล่ความขี้เกียจได้อีกด้วยนะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนกายวิภาคง่ายๆ ให้เจ้าตัวน้อย

            เดี๋ยวก็จ้องดูแผลเวลาเลือดไหลแบบไม่วางตาบ้างล่ะ  ดร. เวอจิเนีย ชิลเลอร์ นักจิตวิทยาคลินิก ประจำศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับเด็กเยล กล่าวว่า ช่วงวัย 4 ขวบเป็นวัยที่เด็กมักจะจินตนาการเกี่ยวกับสิ่งที่แกมองไม่เห็น และเริ่มเข้าใจว่ายังมีโลกอีกใบอยู่ในร่างกายเล็กๆ ของแกด้วย

 
วันนี้เรามีบทเรียนกายวิภาคง่ายๆ สำหรับเด็กวัยก่อนเรียน แบบที่คุณพ่อคุณแม่สอนเองในบ้านได้มาฝากกัน

 
– ฟังเสียงหัวใจกันนะ  ให้ลูกวางมือลงบนหน้าอกด้านซ้ายของเขา เพื่อจับการเต้นของหัวใจ แล้วบอกให้พ่อหนูแม่หนูลองออกไปวิ่งข้างนอกสัก 2-3 นาที แล้วกลับมาแตะหน้าอกใหม่ ลูกก็จะเข้าใจว่า หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเมื่อเรามีการเคลื่อนไหวร่างกาย

 
– ยุบหนอ พองหนอ  นอนเอนหลังลงบนเตียงทั้งคุณแม่คุณลูก เอาตุ๊กตายัดนุ่นตัวนุ่มๆ วางบนท้อง แล้วมองดูมันขยับขึ้นลงตอนที่คุณหายใจเข้าออกสิ

 
– กระดูกเล็ก กระดูกใหญ่ นั่งลงบนพื้น กอดเข่าให้ติดหน้าอก แผ่นหลังจะโค้งจนรู้สึกได้ถึงกระดูกชิ้นเล็กๆ ตรงสันหลัง ให้เขาเปรียบเทียบกับกระดูกแขน กระดูกขาชิ้นใหญ่ๆ หรือลองจับกระดูกซี่โครงที่อยู่ตรงหน้าอกที่โค้งไม่ตรงเหมือนกระดูกส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

 
– เอ้า ยืดเข้า! หยิบหนังยางเส้นใหญ่ๆ มาจับกันคนละข้างแล้วยืดออก กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นในตัวเราก็เป็นแบบเดียวกันนี่แหละ ไม่เชื่อลองมายืดตัวเอามือแตะปลายเท้าดูสิ (แต่ค่อยๆ ทำนะ เดี๋ยวเจ็บหลังแย่)

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สอนลูกผูกเชือกรองเท้า

เด็กส่วนใหญ่จะผูกเชือกรองเท้าได้เองตอน 6 ขวบ แต่บางคนกว่าจะผูกได้ก็เกือบ 8 ขวบแล้ว คุณจะช่วยฝึกลูกอย่างไรดี

 
1. สังเกตความพร้อมของลูก ถ้าเขาใช้กรรไกรค่อนข้างคล่อง ถือกระดุมเม็ดเล็กๆโดยไม่หล่น และวาดรูปแท่งสี่เหลี่ยมผอมๆเหมือนกิ่งไม้ได้ ก็ถึงเวลาที่เขาพร้อมจะฝึกผูกเชือกรองเท้าแล้วเหมือนกัน

 
2. ค่อยๆสอนทีละขั้น สาธิตวิธีผูกเชือกรองเท้าทั้งกระบวนการให้ลูกดูครั้งหนึ่งก่อน แล้วค่อยทำให้ดูทีละขั้นอีกครั้งหนึ่ง ปล่อยให้ฝึกทีละขั้นจนชำนาญ บางทีลูกอาจเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นถ้าไม่ได้สวมรองเท้าอยู่หรือฝึกผูกกับรองเท้าคู่ใหญ่ๆ อย่างรองเท้าของคุณพ่อ

 
3. ให้เวลาลูกฝึกไปเรื่อยๆ การผูกเชือกรองเท้าก็เหมือนกับการขี่จักรยานนั่นแหละ คือไม่ใช่ทักษะที่เป็นแล้วเป็นเลยเหมือนการเดิน ต้องฝึกไปเรื่อยๆถึงจะคล่อง

 
4. อย่าบังคับลูก ถ้าลูกยังทำไม่ได้จริงๆก็รอไปก่อนอีกสัก 1-2 เดือน แต่ถ้าอายุ 8 ขวบแล้ว เขายังทำไม่ได้และมีปัญหาเรื่องทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอื่นๆด้วย เช่น การจับดินสอ ก็ถึงเวลาที่ควรจะปรึกษาคุณหมอเด็กได้แล้วล่ะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ทำไมลูกต้องชิงดีชิงเด่นกันขนาดนี้

ขณะที่เด็กเล็กๆยังชอบทดสอบความสามารถของตัวเอง แต่เด็กวัยนี้กลับสนใจว่าคนอื่นเก่งแค่ไหนหรือประสบความสำเร็จในเรื่องใด และกังวลว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ตัวเองทำได้ดีเพียงใด แถมเด็กวัยนี้ยังเคยลิ้มลองรสชาติความตื่นเต้นของชัยชนะมากกว่าด้วย และมักจะ “ซีเรียส” กับการแข่งขันจริงเอามากๆ หรือถึงกับคิดว่าเรื่องธรรมดาๆอย่างการเก็บจานชามบนโต๊ะ ก็เป็นการแข่งขันอย่างหนึ่ง

 
การแข่งขันแบบพอเหมาะเป็นสิ่งดี เพราะท้าทายให้เด็กๆลองทำสิ่งใหม่ๆ และกระตุ้นให้พยายามจนสุดความสามารถ แต่เด็กที่พยายามเอาชนะ ไม่ว่าจะได้ชัยชนะมาด้วยวิธีใด หรือเด็กที่ทำใจไม่ได้เมื่อคนอื่นทำดีกว่า อาจขาดความมั่นคงทางจิตใจ ทั้งยังอาจ “พลาด” ความสนุกและมองไม่เห็นความสำคัญในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ เพราะมุ่งไปที่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว การทำความเข้าใจว่า ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ลูกชอบแข่งคืออะไร (เช่นอยากให้พ่อแม่ดีใจ) สำคัญที่สุด!

 
คุณอาจช่วยลูกค้นหาจุดสมดุลที่เหมาะสมโดยควบคุมนิสัยชอบแข่งขันของตัวคุณเอง…แทนที่จะเอาแต่กระตุ้นให้ลูกพยายามเป็นคนเด่นที่โรงเรียนหรือในสนาม เชียร์ให้เขาแข่งกับตัวเองโดยทำให้ดีที่สุดจะดีกว่า

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

จบปัญหา พี่น้องทะเลาะกัน

“ไปป์ เลิกพูดตามพี่เดี๋ยวนี้นะ” น้องป๊อป วัย 9 ขวบ ขอร้อง

 
“ไปป์ เลิกพูดตามพี่เดี๋ยวนี้นะ” น้องไปป์ วัย 5 ขวบ ตอบ

 
“พี่พูดก่อน!”

 
“ไปป์พูดก่อน!”

 
ประโยคโต้ตอบทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคุณแม่ แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่าใครจะรู้สึกรำคาญมากกว่ากัน น้องป๊อปหรือตัวเธอเอง

 
เกมเลียนแบบคำพูดเป็นวิธีที่พี่น้องใช้ทรมานซึ่งกันและกันมานานแล้วและไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมความนิยมลงง่ายๆ แต่พฤติกรรมนี้มีที่มาที่ไปมากกว่านั้น คือเมื่อถึงวัยประมาณ 5 ขวบ เด็กจะเริ่มเรียนรู้แล้วว่าตัวเองมีวิธีใช้คำพูดเพื่อให้ได้มาซึ่งปฏิกิริยาโต้ตอบที่รุนแรงจากคนอื่นๆ และรู้สึกว่าตัวเองมีอิทธิพลเหนือกว่าด้วย เขาจะยิ่งชอบใจเป็นพิเศษถ้าเป็นการพูดโต้ตอบกับพี่น้องของตัวเอง ถ้าลูกๆมีพฤติกรรมเหมือนนกแก้วนกขุนทองอย่างนี้ คุณจะรับมืออย่างไรดี

 
– ทำเป็นไม่สนใจ ลูกทั้ง 2 คนต้องการความสนใจจากคุณ ถ้าทำเป็นไม่สนใจทั้งพฤติกรรมและเสียงบ่น ทั้งคู่ก็จะเลิกราหรือยอมสงบศึกอย่างรวดเร็ว (บอกให้ลูกคนที่ถูกเลียนแบบทำเป็นไม่สนใจก่อนเป็นอันดับแรก ถึงจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เขาต้องการ แต่ก็ยังถือเป็นคำแนะนำที่ดีอยู่นั่นเอง)

 
– ลองทบทวนดูว่าลูกๆมักมีพฤติกรรมแบบนี้ตอนไหน เช่น มักเริ่มตอนเบื่อๆ ที่รอกินมื้อเย็นใช่หรือเปล่า ถ้าใช่ก็เตรียมหาหนังสือทายปัญหาอะไรเอ่ยแบบกวนๆไว้หลายเล่มหน่อย จะได้ใช้เล่นเกมกับคำที่สร้างสรรค์กว่าการพูดเลียนแบบกัน

 
– มองโลกในแง่ดี พี่น้องทะเลาะกันเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวคงเคยเจอ และอาจไม่ได้ทำให้เกิดผลในแง่ลบเสมอไป อย่างน้อยเด็กๆก็ได้เรียนรู้ว่าอีกฝ่ายชอบ-ไม่ชอบอะไร และได้ฝึกแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยตัวเอง

 
– รักษาความมีอารมณ์ขันของคุณไว้ หากคิดว่าคุณคงหัวเราะกับเรื่องนี้ได้ในภายหลังหรือเมื่อลูกๆโตกันหมดแล้ว ก็หัวเราะเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยก็แล้วกัน

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกตามติดทุกเทรนด์แฟชั่น คุมอย่างไร?

ลูกวัยทวีนของคุณชอบตื๊อขอซื้อของตามแฟชั่นเหมือนเด็กทั่วไปในวัยนี้หรือเปล่านะ?

อย่าเพิ่งท้อไปเสียก่อน เพราะการหมกมุ่นเรื่องตามเทรนด์ก็มีข้อดีบ้างเหมือนกัน คืออย่างน้อยก็ช่วยให้เด็กๆ ค้นพบความเป็นตัวตนของเขาเองและเข้ากลุ่มกับเพื่อนได้ ซึ่งมีส่วนทำให้เขาเลิกเกาะติดพ่อแม่ได้โดยไม่ทุกข์ใจมากนัก แต่การกำหนดขอบเขตที่เหมาะสมก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่นั่นเอง เรามีวิธีแนะนำดังนี้

1. ให้ลูกเก็บเงินซื้อเอง

โดยการออมเงินค่าขนมหรือทำงานพิเศษแลกกับค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ เช่น ช่วยคุณพ่อล้างรถในวันหยุด เพื่อเก็บเงินซื้อของที่เขาอยากได้จริงๆ หรืออย่างน้อยก็ให้ลูกช่วยออกเงินบ้าง เขาจะได้พิถีพิถันในการเลือกซื้อมากยิ่งขึ้น

2. รู้จักปฏิเสธลูกและอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจ

หากคุณคิดว่าลูกไม่เหมาะกับของบางอย่าง (เช่น กางเกงเอวต่ำ) ก็ต้องห้ามไม่ให้ซื้อ แม้ว่าเขาจะเก็บเงินซื้อเองก็ตาม แต่ต้องอธิบายเหตุผลของคุณด้วย เขาจะได้รู้ว่าคราวนี้คุณเอาจริง และถ้าคุณกำลังใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะพยายามจะเก็บเงินเพื่อการเรียนของลูกหรือผ่อนบ้านผ่อนรถ ก็ต้องบอกเขาด้วยเหมือนกัน

3. เป็นตัวอย่างที่ดี

หากคุณยังซื้อของรุ่นใหม่ล่าสุดให้ตัวเองในทันทีที่วางขาย ก็คงยากที่จะห้ามไม่ให้ลูกทำแบบนั้น คุณแม่ที่ยังห้ามใจตัวเองไม่ค่อยได้อาจเป็นตัวอย่างที่แสดงให้ลูกเห็นว่าของที่เคยอินเทรนด์อาจดูล้าสมัยไร้รสนิยมภายในระยะเวลาอันสั้น เขาจะได้จำไว้เตือนใจ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พ่อ-แม่ เหงื่อตกลุ้นผลการเรียนของลูก

          ผลการเรียนของลูก เป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ส่วนมากให้ความสนใจ ซึ่งบางทีผลการเรียนดีก็ไม่ได้แปลว่าลูกไม่มีปัญหา  และผลการเรียนแย่ก็ไม่ได้แปลว่าลูกไม่สนใจการเรียนเสมอไป  AMARIN Baby & Kids ขอพาคุณพ่อคุณแม่มาใส่ใจเรื่องผลการเรียนของลูกมากขึ้น ดังนี้

ถ้าลูกได้ A หรือ B 

  1. คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมอ่านความเห็นของคุณครูด้วย ถึงลูกจะทำเกรดได้ดี แต่ลูกอัจฉริยะของคุณอาจเป็นเด็กชอบโชว์ความเก่งหรือมีเรื่องกับเพื่อนๆเป็นประจำ ต้องอย่าละเลยในข้อนี้
  2. คุณพ่อคุณแม่ควรถามลูกว่าได้ A มาง่ายเพียงใด เด็กเก่งประจำห้องอาจรู้สึกว่าบทเรียนช่างง่ายดายจนน่าเบื่อ กรณีนี้ คุณคงต้องหารือกับคุณครูให้เร็วที่สุด ว่าควรจะเปลี่ยนการแผนการศึกษาให้กับลูกดีไหม?
  3. คุณควรแสดงความยินดีกับลูก อย่าทำราวกับว่าความสำเร็จของเขาเป็นเรื่องธรรมดาๆ เขาควรภาคภูมิใจในความสำเร็จนั้น

 14575308-sats-exam-child-features-xlarge_trans-qVzuuqpFlyLIwiB6NTmJwfSVWeZ_vEN7c6bHu2jJnT8
ถ้าลูกได้ C หรือแย่กว่านั้นอีก

  1. นั่งดูสมุดพกด้วยกันอีกสักรอบ ถามลูกว่า เขาคิดว่าเกรดที่ได้สอดคล้องกับความพยายามของเขาหรือเปล่า ไม่ว่าลูกจะยอมรับว่าเขาอาจทำได้ดีกว่านี้ หรือยืนยันว่าเขาได้พยายามจนสุดความสามารถแล้ว นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการปรึกษาหารือเพื่อปรับปรุงผลการเรียนให้ดีขึ้น (ถ้าลูกพยายามเต็มที่แล้วจริงๆคุณก็ต้องย้ำว่าอย่าเพิ่งด่วนยอมแพ้ มาช่วยกันคิดหากลยุทธ์ทบทวนบทเรียนที่จะทำให้เกรดดีขึ้นดีกว่านะ)
  2. คุยกับคุณครู เพราะคุณครูรู้ข้อผิดพลาดในห้องเรียนของลูก จะช่วยแนะนำวิธีแก้ที่ได้ผล
  3. อย่า “จ่าย” เพียงเพื่อให้ได้เห็นเกรด A กับเขาบ้าง เพราะการติดสินบนให้ทำเกรดดีๆ จะกระตุ้นให้เด็กๆพยายามเพียงเพื่อเงิน แทนที่จะเป็นความภาคภูมิใจในตัวเอง
  4. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้สำหรับเทอมต่อไป เช่น ดีขึ้นสักครึ่งเกรด (จาก C เป็น C+) และช่วยกันคิดแผนการเรียนที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น (ลูกอยากเรียนพิเศษ มีติวเตอร์ หรือจะให้คุณพ่อช่วยสอน) อย่าลืมคอยคุมไม่ให้เขาเขวออกนอกแผนด้วยล่ะ

Children-Homework-Exam

อย่าลืมว่าไม่ว่าลูกจะเรียนเก่งหรือไม่นั้น ก็ต้องเสริมทักษะด้านอื่นๆ เช่น การเข้าสังคม  การเรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในรูปแบบอื่นๆ  และหากลูกมีปัญหาเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนไม่ได้จนส่งผลถึงเกรดนั้น  คุณพ่อคุณแม่ควรรีบปรึกษากับคุณครูและแก้ไขหาสาเหตุโดยเร็วค่ะ

banner300x250

เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ AMARIN Baby & Kids

เทคนิคช่วยแม่เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนลูก

-จัดแต่งสถานที่ให้สวยงาม ร่มเย็นและเรียบร้อย หากชอบกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่า คุณก็อาสาช่วยตัดแต่งกิ่งไม้ ปลูกต้นไม้ หรือเก็บเศษขยะในบริเวณโรงเรียนเสียเลย

 
-เล่าให้เด็กๆ ห้องเดียวกับลูกฟังเกี่ยวกับงานหรืองานอดิเรกของคุณ โดยใช้เวลาไม่นานนักและนำอุปกรณ์ที่คุณใช้ทำงานมาให้เด็กๆดู (เช่น หูฟังของคุณหมอและกล้องถ่ายรูปของช่างภาพ) หรือเตรียมงานอดิเรกอย่างง่ายมาให้เด็กๆลองหัดทำ หรือจะหาคนที่มีอาชีพน่าสนใจมาพูดเกี่ยวกับอาชีพนั้นๆก็ได้ อย่างพวกนักดาราศาสตร์ เป็นต้น

 
-จัดกิจกรรมหรืองานโรงเรียน แค่งานเดียวก็ถือว่าช่วยคุณครูหรือประธานสมาคมครูและผู้ปกครองได้มากแล้ว และคราวหน้าคุณก็จะได้ตอบปฏิเสธโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

 
– ช่วยคุณครูตกแต่งห้องเรียน (และรื้อเก็บ) ซึ่งถือเป็นงานปิดทองหลังพระชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้ห้องเรียนดูสวยงามพร้อมต้อนรับเทศกาลแสนพิเศษอย่างคริสมาสต์หรือปีใหม่ (อย่าเพิ่งไปนึกถึงตอนรื้อเก็บก็แล้วกัน) อย่ารอช้า รีบอาสาปีนี้เลย!

 
– ใช้ไฮเทค รวบรวมเบอร์โทรศัพท์และอีเมลแอ็ดเดรสของผู้ปกครองทุกคนในห้อง หรือช่วยคุณครูทำเว็บไซต์เพื่อใช้โชว์งานศิลปะของเด็กๆแบบออนไลน์

 
– ใช้โลว์เทค ช่วยประสานงานหรือจัดเตรียมทริปทัศนศึกษาด้วยการโทรศัพท์ หรือไม่ก็เป็นฝ่ายจัดหาเสบียงสำหรับงานปาร์ตี้หรืองานโรงเรียน

 
– ก็อปปี้ภาพลงวีซีดีให้ผู้ปกครองคนอื่น ถ้าคุณเก็บภาพเจ๋งๆในงานโรงเรียนไว้ได้มาก ผู้ปกครองที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องเทคโนโลยีคงยินดีน้อมรับก็อปปี้ภาพจากคุณอย่างแน่นอน

 
– แค่ไปร่วมงานหรือกิจกรรมก็พอ ถึงจะไม่ได้ร่วมจัด แต่คุณก็ช่วยได้…แค่ไปร่วมงานเท่านั้นเอง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

“แม่ครับ ทำไมเสียงผมเป็นแบบนี้!”

ในช่วงแตกเนื้อหนุ่ม กล่องเสียงและเส้นเสียงของเด็กผู้ชายจะขยายใหญ่ขึ้น ทำให้เสียงแหบห้าวและแตกพร่า เพื่อให้เส้นทางสู่ความเจริญเติบโตของลูกราบรื่นขึ้น คุณควรจะ

 
– ชวนเขาหัวเราะกับเรื่องนี้ การเย้าแหย่แบบประสงค์ดีอาจทำให้ลูกสบายใจขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคุณทำให้เป็นเรื่องตลกๆน่ารักๆ อย่างพูดว่า “ใครมาเป่าทรัมเปทแถวนี้เนี่ย” ไม่ใช่ทำให้เป็นเรื่องน่าอาย อย่างพูดว่า “เสียงเหมือนผู้หญิงเลยนะลูก!”

 
– ใส่ใจในความรู้สึกของเขา ถ้าลูกกังวลกับเสียงที่เปลี่ยนไปมากจริงๆคุณก็ต้องค้นหาให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไรแน่ เขาอาจถูกเพื่อนที่โรงเรียนเย้าแหย่หรือคิดว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง อธิบายให้รู้ว่านี่คือเรื่องปกติและจะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น เดี๋ยวก็หาย

 
– ให้เขาได้ใช้เวลาแบบ “ผู้ชายๆ” บ้าง สนับสนุนให้ลูกไปไหนมาไหนกับคุณพ่อหรือผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเพศชายคนอื่นๆ เด็กผู้ชายวัยนี้ต้องการ “กระจก” ที่จะทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเอง

 
– ระวังเรื่องความรู้สึกของ”คุณ”เอง อย่าทำให้ลูกลำบากใจ (แม้จะรู้สึกแปลกๆที่เขาโตไวกว่าที่คิด) หรือผลักดันให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่เร็วเกินไป ถนอมช่วงเวลาแห่งความเคอะเขินแต่น่าเอ็นดูนี้ไว้เถอะ…เพราะมันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนคุณทำใจแทบไม่ทัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เช็คลิสท์กันก่อน ว่าลูกอาบน้ำเองได้หรือยัง

ลองตอบคำถามเหล่านี้ดู เพื่อเช็คว่าลูกพร้อมจะอาบน้ำเองแล้วหรือยัง…

 
ลูกไม่ค่อย “เล่นไปอาบน้ำไป” เหมือนตอนยังเล็กๆหรือเปล่า หากลูกให้ความสนใจกับแชมพูสระผมมากกว่าของเล่นลอยน้ำแบบต่างๆ เขาก็น่าจะยอมอาบน้ำฝักบัวเองแทนการอาบในอ่าง (โดยคุณเป็นคนอาบให้)

 
ลูกอยากอาบน้ำด้วยฝักบัวเองหรือเปล่า ถ้าใช่… ก็หมายความว่าเขาพร้อมจะอาบน้ำเองได้แล้ว แม้คุณอาจยังต้องคอยอยู่แถวๆหน้าห้องน้ำเผื่อเขาจะต้องการความช่วยเหลือก็ตาม

 
ลูกมีทักษะในการเล่นเครื่องเล่นประเภทปีนป่ายดีแค่ไหน หากลูกรู้วิธีเล่นเครื่องเล่นต่างๆได้อย่างปลอดภัย เขาก็น่าจะทรงตัวบนพื้นห้องน้ำลื่นๆได้ (แต่วางแผ่นกันลื่นไว้ด้วยก็ดีนะ)

 
ลูกจะอาบน้ำเองได้สะอาดเหมือนคุณอาบให้หรือเปล่า เด็กส่วนใหญ่มักอาบน้ำเองได้ตอนอายุ 5 หรือ 6 ขวบ แต่ก็ควรให้ลูกลองดูก่อน เพื่อประเมินว่าเขามีความสนใจและความเอาใจใส่มากพอที่จะอาบได้จนสะอาดหมดจดหรือเปล่า

 
ลูกจดจำคำสั่งได้ดีแค่ไหน เด็กที่ทำตามคำสั่ง 2-3 อย่างได้ในคราวเดียวโดยไม่ต้องเตือนกันบ่อยๆ น่าจะอาบน้ำเองได้จนเสร็จและสะอาดเรียบร้อยดี

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

บ้านนี้ยินดีต้อนรับเพื่อนๆลูกจ้า

            แต่ลองคิดดูเถอะ…ถึงอย่างไรเด็กๆก็อยากมาเล่นสนุกกันอยู่ดี คุณคงทำได้แค่คอยควบคุมความประพฤติให้พอเหมาะเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้น เรามาทำให้เด็กๆรู้สึกว่า “บ้านนี้ยินดีต้อนรับ” กันดีกว่า

 
– กักตุนอาหารว่างที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ดูแล้วเด็กๆน่าจะชอบ เช่น ผลไม้รสดีที่หั่นเตรียมเป็นคำๆไว้ในตู้เย็น โยเกิร์ตไขมันต่ำ และชีสสติ๊ก

 
– เตรียมสิ่งสร้างความบันเทิงไว้ให้พร้อม เด็กๆจะได้ไม่เอาแต่นั่งอยู่หน้าจอ(ทีวีหรือคอมพิวเตอร์) ทางเลือกที่น่าสนใจมีตั้งแต่แป้นบาสและแผ่นฟริสบี้ ให้เด็กๆได้ขยับแข้งขยับขากันบ้าง ไปจนถึงเกมประเทืองปัญญาต่างๆและอุปกรณ์ศิลปะ ให้เด็กๆได้ใช้ความคิดและจินตนาการอย่างเต็มที่

 
– เคารพในความเป็นส่วนตัวของเด็กๆ คุณไม่จำเป็นต้องคอยดูแลลูกวัยทวีนทุกย่างก้าวก็จริงอยู่ แต่ก็ควรจับตาดูแบบนานๆครั้ง หรือปล่อยให้เขามีความเป็นส่วนตัวในขอบเขตที่พอเหมาะ เช่น คอยชะโงกดูทุกๆครึ่งชั่วโมง (แต่ถ้าเด็กๆกำลังท่องอินเตอร์เน็ตกัน คุณก็ต้องคอยดูบ่อยๆหน่อย) และควรรีบสำรวจดูหากรู้สึกว่าเด็กๆชักจะเงียบผิดปกตินานไปแล้ว

 
– ไม่ต้องพยายามมากเกินไป ถึงจะอยากให้เด็กๆชอบสักแค่ไหน คุณก็ต้องไม่ลืมบทบาทหลักของตัวเอง…ก็การเป็นพ่อแม่อย่างไรล่ะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เข็นลูกทำการบ้าน… อย่างไรดี

ถ้าอยากช่วยลูกทำการบ้านให้สำเร็จ คุณก็ต้องพยายามหาคำตอบให้ได้ว่าเขามี “นิสัยเกี่ยวกับการทำการบ้าน” ประเภทไหน

 
– รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม การบ้านเป็นเพียงจุดแวะระหว่างทาง ซึ่งมีจุดหมายปลายทางที่การนั่งจ้องจอทีวีหรือจอคอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง ถ้าลูกจัดอยู่ในประเภทนี้ อย่าให้รางวัลสำหรับการทำการบ้านเสร็จเร็วเป็นอันขาด แต่ควรกำหนดระยะเวลาที่เขาจะต้องใช้ในเรื่องเรียน และถ้าเขาทำการบ้านเสร็จก่อนหน้านั้น ก็ให้นั่งอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดเวลาที่ตั้งไว้

 
– ผัดวันประกันพรุ่ง ถึงลูกจะกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว คุณก็ไม่อาจแงะปากให้เขาเล่าเรื่องที่โรงเรียนได้สักคำ แต่พอถึงเวลาที่ต้องทำการบ้าน เจ้าตัวดีกลับอยากโม้เรื่องชั่วโมงเลข เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องภาวะโลกร้อนให้คุณฟัง! ถ้าลูกมักแสดงพฤติกรรมแบบนี้ ก็อาจตีความได้ว่าเขารู้สึกกังวลหรือมีการบ้านเยอะจนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี คุณต้องช่วยลูกคิดและจดรายการการบ้านทั้งหมดที่เขาต้องทำ ช่วยกันจัดตารางเวลาสำหรับสัปดาห์ต่อไปในคืนวันอาทิตย์และจดสิ่งที่ต้องทำไว้ในตารางนั้น เขาจะได้รู้ว่าวันไหนต้องทำอะไรบ้าง

 
– ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการบ้านอะไร สิ่งที่ลูกทำก็ไม่เคยดีพอ ยาวพอหรือต้องไม่ถูกใจคุณครูอย่างแน่นอน คุณต้องพยายามกำหนดลิมิตเรื่องเวลาที่ใช้ทำการบ้าน และต้องดูให้แน่ว่าการบ้านนั้นคืออะไร จะได้ให้ความมั่นใจแก่ลูกได้ว่าเขาทำถูกต้องและครบถ้วนดีแล้ว

 
– อยู่ไม่ติดที่ คุณอยากเอากาวติดไว้ที่เก้าอี้ลูกเสียเหลือเกิน เพราะเขานั่งอยู่กับที่ไม่เป็นเลย เดี๋ยวก็เตร่เข้ามาในครัวเพื่อดูว่าอาหารเย็นคืออะไร ไม่ก็ออกไปแซวเพื่อนเล่นของน้องสาวถึงหน้าบ้าน ถ้าลูกคุณเป็นแบบนี้ อย่าให้เขาทำการบ้านในห้องนอนเพราะเป็นสถานที่ที่ทำให้เสียสมาธิง่ายที่สุด เด็กบางคนชอบเปลี่ยนที่ทำการบ้านทุก 15 นาที หรือยอม “พักยก” น้อยครั้งลงถ้าได้นั่งทำการบ้านอยู่ใกล้ๆกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ บางคนก็ไม่ชอบความเงียบและต้องฟังเพลงคลอไปด้วย ถึงจะมีสมาธิทำการบ้านได้สำเร็จ ลองหาวิธีหรือรูปแบบที่เหมาะกับลูกคุณดูนะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วิธีช่วยลูกโตทำเรื่องยากให้ “สำเร็จ”

เด็กวัยทวีนมักอยากเรียนกีตาร์เพราะอยากเป็นเหมือนกับนักดนตรีที่ตัวเองชอบ หรืออยากเล่นกีฬาบางอย่างกับเพื่อนๆ จะร่ำร้องอ้อนวอนให้คุณเสียเงินพาไปสมัครเรียนหรือซื้ออุปกรณ์ให้ แล้วในที่สุด คุณก็ต้องคะยั้นคะยอให้ลูกฝึกฝนและไปเรียน ทั้งๆ ที่ตอนแรกนั้นเขาเป็นคนที่คิดอยากจะเรียนเองโดยที่คุณไม่ได้บังคับหรือชักจูงอะไรเลย

ที่เป็นแบบนี้เพราะเด็กๆ มักไม่ทันคิดถึงความรับผิดชอบที่ตามมา พอหมดสนุกก็เลยหมดความสนใจไปดื้อๆ แต่ถ้ายอมให้ลูกถอนตัวเร็วเกินไป เขาก็อาจเข้าใจว่าการยอมแพ้เมื่อเจออุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดา วิธีโน้มน้าวใจที่คุณอาจลองนำไปใช้ ได้แก่

1. ช่วยกันคิดว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง

ในบางครั้งเหตุผลที่ทำให้ลูกเลิกล้มความตั้งใจอาจเป็นครูฝึกที่ชอบตำหนิหรือข่มขู่ ลองถามพ่อแม่คู่อื่นๆ ดูว่าลูกเคยบ่นถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า และไปนั่งเรียนกับลูกหรือไปดูเขาฝึกซ้อมสักครั้ง การทำให้ลูกเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาใหม่ อาจทำได้โดยหาครูฝึกคนใหม่หรือทีมใหม่ให้เขาเท่านั้นเอง

2. สร้างความประทับใจให้ลูก

โดยพาลูกไปชมการแข่งขันกีฬาหรือการแสดงดนตรีประเภทที่เขาเลือกเรียน เขาจะได้เห็นผลลัพธ์จากการฝึกฝนอย่างหนักด้วยตาของตัวเอง และย้ำว่าคนที่เขาปลื้ม ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี นักเต้น หรือนักกีฬา คงจะไม่เก่งกาจถึงเพียงนี้ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกซ้อมมานานเป็นปีๆ

3. อย่าติดสินบนหรือให้รางวัลเป็นอันขาด

เพราะลูกจะไม่กระตือรือร้นด้วยตัวของเขาเอง

4. รอดูท่าทีลูกไปก่อน

โดยขอให้ลูกยอมทำกิจกรรมที่ตัวเองเลือกต่อไปสักระยะ เช่น จนกว่าจะปิดเทอม หรือจบโปรแกรมที่คุณจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว จากนั้นทั้งคุณและลูกก็ช่วยกันประเมินว่า เขาควรจะเรียนหรือฝึกต่อไปหรือไม่ การคุยกันให้เข้าใจจะช่วยให้เขามองสถานการณ์ตามความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญกว่านี้ในอนาคต

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วิธีเริ่มคุยเรื่องเซ็กซ์กับลูกวัยใส

คุณแม่ก้อยหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษามาฝากน้องกวาง-ลูกสาววัย 8 ขวบ 2-3 เล่ม และบอกให้ถามได้ทุกอย่างที่อยากรู้ ฟังเหมือนเปิดเผยและเชิญชวนให้เริ่มเรียนรู้เรื่องน่าอายนี้ ใช่มั้ยล่ะ แต่น้องกวางก็ไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องดังกล่าวเลยสักคำ ในที่สุดคุณแม่ก้อยเลยต้องรวบรวมกำลังใจเพื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกสักครั้ง เอ้า..เป็นไงเป็นกัน!

เด็กก่อนวัยรุ่นมักอายจนไม่กล้าตั้งคำถาม แม้พ่อแม่จะเชิญชวนด้วยความจริงใจสักแค่ไหนก็ตาม แล้วจะหาทางออกอย่างไรดี…

1. ซ้อมบทกับเพื่อนสักคน

แต่ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดครบทุกขั้นตอนหรอกนะ (เราคิดว่าเพื่อนคนนี้คงรู้ดีอยู่แล้วว่าเด็กทารกเกิดมาได้ยังไง!) แค่ลองเกริ่นสัก 2-3 ประโยคพอให้หายอึดอัดใจก็แล้วกัน

2. ค่อยเป็นค่อยไป

ไม่เร่งรัดตัวเอง อย่าพูดแบบม้วนเดียวจบ แต่พูดถึงเรื่องนี้เป็นระยะๆ ลูกจะได้รู้ว่าคุณพร้อมทุกเมื่อถ้าเขาอยากจะคุยด้วย

3. ใช้เสียงหัวเราะเป็นตัวช่วย

ยอมรับเถอะว่านี่คือเรื่องพูดยากสำหรับทั้งคุณและลูกนั่นแหละ ฉะนั้นน่าจะใช้วิธีดูหนังสือไปด้วยกัน และบอกลูกว่าคุณคิดอย่างไร เช่น “ดูสิ รูปนี้ดูแล้วแม่เขินจัง!”

4. ตั้งคำถามปลายเปิดกับลูก

เพราะเขาจะยอมพูดมากขึ้นถ้าคุณถามว่า “เพื่อนๆ ที่โรงเรียนเขาพูดถึงเรื่องเซ็กซ์กันยังไงบ้างล่ะจ๊ะ” ไม่ใช่ถามว่า “หนูคิดว่าเด็กส่วนใหญ่รู้หรือเปล่าว่าจริงๆ แล้วเซ็กซ์คืออะไร”

5. เลือกพูดให้ “ถูกที่”

ขอแนะนำให้คุยเรื่องนี้กันในรถ ทั้งลูกและตัวคุณเองจะได้ไม่ต้องสบตากันให้ลำบากใจทั้งสองฝ่าย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คุณครูไม่รักหนู!

คุณควรตอบโต้อย่างไรดี หากลูกกลับมาบ้านแล้วบ่นว่าคุณครูไม่ชอบเขาเลยสักนิด

อันดับแรก อย่ามองข้ามเรื่องการเข้าใจผิด การมีปัญหาอื่นๆ ที่โรงเรียน หรือแม้แต่การประพฤติตัวไม่ดีของลูกเอง แต่บางครั้งคุณครูกับลูกศิษย์บางคู่ก็ ศรศิลป์ไม่กินกันŽ แบบไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น คุณจะช่วยลูกได้โดย

1. คุยกับลูก

อธิบายว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้าเขาจะต้องเจอคุณครูอีกหลายแบบหลากสไตล์ และต้องพยายามปรับตัวปรับใจตัวเองอย่างสุดความสามารถและอย่าพูดถึงคุณครูในเชิงลบเป็นอันขาด

2. พยายามมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนมากขึ้น

เช่น ขอไปเยี่ยมชมการเรียนการสอนในห้องเรียนที่คุณครูคนนั้นเป็นผู้สอน สุดท้าย เฉพาะในกรณีที่คุณกังวลว่าจะส่งผลกระทบถึงการเรียนของลูกมากจริงๆ เท่านั้น และบอกให้คุณครูคนนั้นทราบก่อนด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

Tags

หนูเกลียดโรงเรียน !Ž

            การเรียนการสอนมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การทดสอบกลายเป็นวิธีหลักที่ใช้วัดว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรบ้าง และมักเปลี่ยนไปเน้นที่ ข้อด้อยŽ แทนข้อเด่นŽ ของตัวเด็ก แถมยังมีความกดดันทางสังคมมากขึ้นด้วย ลูกจึงอาจไม่อยากไปโรงเรียนเหมือนเคย คุณจะช่วยลูกได้โดย

 
ระบุปัญหาที่แท้จริง ชวนลูกคุยเพื่อทบทวนดูว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขากังวลใจหรือเครียด และช่วยกันคิดหาวิธีแก้ หากปัญหาอยู่ที่การจดโน้ตไม่ทัน ก็หาเพื่อนมาแลกเปลี่ยนสมุดโน้ตกันหลังเลิกเรียน หรือหากไม่มีสมาธิก่อนถึงเวลาอาหารเที่ยง ก็ให้เขากินอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูงๆ และในปริมาณที่มากขึ้น (จะได้อิ่มท้องนานขึ้น) หรือถ้ารู้สึกว่าไม่ค่อยมีเพื่อน ก็ให้ชวนเพื่อนมาเล่นกันที่บ้าน

 
ปรึกษาคุณครู เล่าปัญหาของลูกให้คุณครูฟัง แต่อย่าผลักภาระให้คุณครู อาจเริ่มบทสนทนาด้วยประโยค ดิฉันจะช่วยอะไรได้บ้างคะŽ ตรงไปตรงมากับลูก อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า บางวิชาอาจน่าเบื่อหรือยาก เขาเลยไม่ชอบ แต่การไปโรงเรียนก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ดี และถ้าลูกอยากเป็นอะไร สักอย่างในชีวิต ให้อธิบายว่า ถ้าเรียนไม่จบลูกก็คงจะทำความฝันให้กลายเป็นจริงไม่ได้ รับรองว่าลูกจะมีกำลังใจขึ้นอีกเป็นกองเลย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags