เลือกรองเท้าให้เหมาะกับวัยหัดเดิน คุณก็ทำได้!

ชมพูอายุ 1 ขวบ 1 เดือน ยังเดินไม่เก่ง ที่บ้านให้เดินเท้าเปล่า เพราะช่วยให้เขาเดินดีขึ้น แต่แม่อยากให้ชมพูมีรองเท้าสำหรับเวลาไปข้างนอกบ้าง ทว่ายังไม่เคยซื้อรองเท้าให้เด็กเล็ก จะเริ่มต้นอย่างไรดี ไม่ต้องห่วง เราจัดให้ตามคำขอ มีวิธีเลือกรองเท้าคู่แรกให้ลูกวัยหัดเดินมาฝาก

1. ขอขนาดพอดี

พอดีหรือไม่ให้ดูตอนใส่แล้วยืน น้ำหนักตัวจะลงที่เท้าทั้งสองข้าง ขณะเดียวกันลองลูบบริเวณน่องของลูกจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อขาและช่วยให้นิ้วเท้าไม่งอ เพราะเด็กที่ยังไม่คุ้นกับรองเท้ามักจะติดงอนิ้ว เมื่อลูกสวมรองเท้าแล้ว ลองทดสอบความพอดีกันดังนี้

•  ความกว้าง

ทดสอบโดยจับด้านข้างรองเท้าตรงส่วนกว้างที่สุด ลองบีบ ถ้าตัวรองเท้าถูกบีบได้เล็กน้อยแสดงว่ากว้างพอดี ถ้าบีบแล้วพับเข้ามาเลย แสดงว่ากว้างเกินไป และถ้าบีบเข้าหากันไม่ได้เลย แปลว่าคู่นั้นคับไป

•  ความยาว

ใช้นิ้วโป้งของคุณกดไปบนรองเท้าตรงนิ้วที่ยาวที่สุดของลูก (เด็ก / ผู้ใหญ่บางคนนิ้วชี้ /นิ้วกลางยาวกว่านิ้วโป้ง) ตามแนวขวางให้มีที่เหลือราว 1/2 นิ้ว หรือ เท่ากับความกว้างของนิ้วโป้งคุณที่กดลงไป จะเป็นความยาวที่พอดี จากนั้นดูนิ้วอื่นๆ ให้แน่ใจว่าในรองเท้ามีพื้นที่ให้นิ้วเท้าของลูกขยับหรือกระดิกได้สบายๆ

•  ส้นรองเท้า

ใช้นิ้วก้อยของคุณแทรกไประหว่างส้นเท้าและหลังรองเท้า ขนาดที่พอดีคือ คุณควรแทรกนิ้วได้พอดีๆ ถ้าแทรกนิ้วก้อยไม่ได้เลยหรือแน่นไป ถือว่าคู่นั้นเล็กไป จะเสียดสีกับส้นเท้าของลูก ถ้านิ้วก้อยคุณเลื่อนไปได้รอบคู่ แปลว่าคู่นั้นใหญ่ไป

2. ใช้งานได้

ถ้าลูกยังเดินไม่แข็ง ช่วยจูงให้เขาลองเดินกับรองเท้าที่เลือกนั้นสัก 2- 3 ก้าว เพื่อดูว่ารูปรองเท้าเป็นอย่างไรเวลาเดิน ลูกต้องลากเท้าหรือไม่ และส้นเท้าเลื่อนขึ้น – ลง หรือไม่

3. ตรวจดูเท้าหลังลองรองเท้าด้วย

ดูว่าเท้าของลูกไม่มีรอยกด รอยแดง จากรองเท้าไม่พอดี ถ้าสวมถุงเท้าลองถอดถุงเท้าแล้วตรวจดูเท้าลูก ถุงเท้าที่เหมาะกับลูก (และใส่ลอง) คือ ขนาดพอดี คู่ใหญ่หรือเล็กไปจะทำให้เป็นรอย และเสียดสีกับเท้าลูกได้ เนื้อผ้าไม่หนาหรือบางเกินไป ซับเหงื่อได้

4. ไม่ซื้อเผื่อโต

รองเท้าคู่ใหญ่มากจะทำให้เกิดการระคายเคือง และแผลพอง หรือ ทำให้ลูกหกล้มง่ายโดยไม่จำเป็นแถมเดินไม่สะดวก ไม่ส่งเสริมการเดิน เวลาเหมาะที่จะซื้อรองเท้าคู่ใหญ่ขึ้น คือเมื่อส่วนของรองเท้าที่เหลือตรงส่วนนิ้วที่ยาวที่สุดน้อยกว่าครึ่งนิ้วโป้งของคุณ

5. เวลาเหมาะสม

การเลือกรองเท้าต้องอาศัยความร่วมมือจากลูกอย่างมาก ควรเป็นช่วงที่ลูกอิ่มแล้ว ได้นอนแล้ว ช่วงที่คนในร้านไม่พลุกพล่านก็ยิ่งเหมาะ และจะพาตุ๊กตาเพื่อนสนิทของลูกไปด้วย เพื่อยืดเวลาให้เขาอยู่ในร้านนานขึ้นก็ได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ยกท้องฟ้าจำลองไว้ที่ห้อง

ของเล่น : วิบวับประดับฟ้า

 
อุปกรณ์ :

 
– กล่องกระดาษจะเป็นจัตุรัสหรือผืนผ้าก็ได้ กะขนาดที่คุณและลูกก้มคลานแล้วลอดผ่านได้สบายๆ

 
– สีน้ำ หรือกระดาษสี สีฟ้า/ น้ำเงิน สำหรับทำท้องฟ้า และกระดาษสีทอง/สีเงิน/สีอื่นๆ ที่ลูกชอบ เตรียมไว้ใช้ทำดวงดาว

 
– ผ้าพื้น 2 ผืนสำหรับทำเป็นประตู ขนาดพอๆ กับความกว้างและยาวของกล่อง

 
– แปรงทาสี / กรรไกร/ กาว

 

 

 
วิธีทำ

 
– เลือกด้านกล่องที่จะทำเป็นหน้าต่าง ตัดออกทั้งหน้า-หลัง เหลือขอบด้านละประมาณ 2 นิ้ว

 
– เนรมิตกล่องให้เป็นท้องฟ้าด้วยสีน้ำหรือกระดาษ ด้านหนึ่งเป็นสีฟ้า (กลางวัน) อีกด้าน หนึ่งเป็นสีน้ำเงิน (กลางคืน) ตัดกระดาษสีเงิน สีทอง สีที่ชอบเป็นรูปดาวหลายๆ ขนาด ช่วยกันติดแต่งบนท้องฟ้าที่ทาสี/ติดกระดาษสีน้ำเงินไว้

 
– ตัดผ้าทำหน้าต่างทั้ง 2 ด้านของกล่องกระดาษที่ตัดไว้ ความกว้างของผ้าขนาดเท่าช่องที่ตัดออก (เผื่อขอบไว้ 2 นิ้วสำหรับทากาวติดกับกล่องกระดาษด้านใน) ความยาวให้เท่ากับความยาวของกล่องหรือให้ยาวเกินมาระพื้นเล็กน้อยก็ได้ได้เวลาเล่น o ตั้งกล่องกับพื้นชวนลูกนับดาว เบื่อก็พากันคลานเข้า-ออกท้องฟ้ากลางวัน-กลางคืน โผล่มาก็จ๊ะเอ๋กัน ให้ได้เสียงร้องตกใจ / หัวเราะเอิ๊กอ๊ากบันเทิงใจกันไป หรือจะใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบนิทานก็ยังได้

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ภาพโดย: 

Tags

ระบายสีออกนอกเส้น ไม่เห็นเป็นไร

สามีเป็นฝ่ายถูกค่ะ การระบายสีเป็นวิธีที่ดีสำหรับการฝึกความชำนาญในการใช้นิ้วและข้อมือ และยังทำให้มือกับตาทำงานประสานกันดีขึ้นด้วย แต่การบังคับให้เด็กเล็กๆฝึกระบายสีอยู่ในกรอบกลับไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรเลย และไม่เหมาะกับพัฒนาการตามวัยเพราะเขายังควบคุมการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ไม่ดีนัก

 
จริงๆแล้วคุณควรให้ลูกใช้กระดาษเปล่าแทนสมุดระบายสี เพราะการขีดเขียนโดยอิสระจะช่วยเสริมทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กให้ลูก แถมยังเป็นอีกวิธีที่ทำให้เขาสื่อสารแทนคำพูดได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่ยังพูดได้ไม่กี่คำ

 
หากตอนอายุ 4 ขวบ ลูกชายของคุณวาดรูปตามสิ่งที่เห็นได้บ้างแล้ว (อย่างรูปครอบครัว สัตว์เลี้ยงหรือต้นไม้) ก็ถือว่าพัฒนาการของเขาเป็นไปตามปกติแม้จะยังชอบระบายสีออกนอกเส้นอยู่ก็ตาม

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

วิธีจัดการพี่จอมบงการ

พี่มักบงการน้องหรือต่อต้านวิธีเล่นของน้อง ทำไมถึงเป็นแบบนี้น่ะหรือ… ก็อาจเป็นเพราะ พี่อยากอวดว่าตัวเองเก่ง อยากช่วยสอนน้องในสิ่งที่ตัวเองชำนาญแล้ว หรือพยายามเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่

 
เรามีวิธีรับมือหนูน้อยจอมเผด็จการมาฝาก

 
– คอยดูว่าจะเข้ามาแทรกแซงตอนไหนดี ถ้าน้องแสดงท่าทีว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับการบงการของพี่ ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าน้องดูเงียบๆหรือกลัวเวลาพี่อยู่ใกล้ๆ คุณคงต้องยื่นมือเข้าไปช่วยแล้วละ

 
– อย่าแสดงความลำเอียง พ่อแม่มักคิดว่า “น้องเล็ก” เป็นฝ่ายถูกรังแกอยู่ร่ำไป แต่การรีบเข้าไปช่วยแทบทุกครั้งอาจทำให้พี่รู้สึกว่าตัวเองถูกตำหนิแบบไม่ยุติธรรม และน้องก็จะยิ่งกลายเป็นเหยื่อบ่อยครั้งขึ้น

 
– อธิบายให้พี่เข้าใจว่าน้องเล็กต้องหัดคิดหัดทำด้วยตัวเอง เตือนความจำพี่ว่าตอนยังเล็กๆตัวเขาเองก็เรียนรู้เรื่องต่างๆ (ที่ไม่เป็นอันตราย) ด้วยการลองผิดลองถูก น้องก็ต้องเรียนรู้ด้วยวิธีนี้เหมือนกัน

 
– ให้พี่ใช้สัญชาติญาณด้านการสอนในเรื่องอื่น เช่น สาธิตให้น้องเห็นว่าเวลาปวดฉี่พี่ก็ไปเข้าห้องน้ำ น้องจะได้อยากหัดนั่งกระโถน หรือสอนน้องรูดซิปกางเกงเอง พี่จะได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นประโยชน์ และอาจเป็นคุณครู (ของน้อง) ที่อดทนและช่วย “สอน” น้องได้จริงๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

วัยนี้เอาตัวรอดกันเก่งจริงนะ

พอถามว่า “ใครเป็นคนเริ่ม?” ปรากฏว่าเด็กทั้งสองต่างชี้นิ้วไปที่อีกคน

 
บางครั้งเด็กๆ ในช่วงวัย 3-4 ขวบ ก็ชอบหลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงว่า แกได้ทำสิ่งที่ผิด และพยายามหาทางเอาตัวรอดด้วยการโยนความผิดนั้นให้คนอื่น ดร. คีธ คีรนิค ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา อธิบายว่า “นั่นมาจากการที่พวกเด็กๆ เริ่มเรียนรู้ว่า พวกเขาสามารถหลอกลวงคนอื่นๆ ได้”

 
อย่าเพิ่งเครียดไป นิสัยเสียข้อนี้ก็มีวิธีแก้อยู่เหมือนกันนะ

 
1. ทำให้ ‘การยอมรับผิด’ เป็นเรื่องไม่น่ากลัว

 
แม้จะโกรธปี๊ดจนตาลาย แต่คุณแม่ต้องไม่คาดคั้นเจ้าจอมซนเด็ดขาด ลองพยายามหาทางออกที่ละมุนละม่อม กว่าด้วยประโยคแบบ “แม่รู้ว่าหนูเป็นคนทำ แต่ไม่เป็นไรหรอก ไหนลองเล่าให้แม่ฟังหน่อยว่า มันเป็นไงมาไงกันแน่ แล้วเราจะได้มาช่วยกันคิดไง ว่าจะทำยังไงต่อดี” เปลี่ยนประเด็นจากการตั้งหน้าตั้งตาโยนความผิดให้อีกฝ่าย มาเป็นการช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งอย่างหลังนี่หาทางออกได้ง่ายกว่ากันเยอะเลย

 
2. เสนอแผนแก้ไข

 
หลังจากที่เจ้าตัวเล็กยอมรับผิดแล้ว ลองแนะนำเขาว่า “คราวหน้าถ้าหนูเผลอทำอะไรที่แม่ไม่ชอบ หนูมาบอกแม่เลยนะ แล้วเราจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาไง” บอกลูกว่า ถึงคุณจะไม่ชอบใจที่แกทำผิด แต่คุณก็ปลื้มมากๆ ที่แกมีความกล้าพอจะยอมรับและมาบอกคุณ

 
สุดท้าย ถ้ามีเวลาว่าง ก็หยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดมาเผื่อแม่สองจิตรกรน้อยด้วยแล้วกัน แม้คุณอาจต้องใช้เวลามากขึ้นในการลบผลงานชิ้นเอกบนผนังห้อง แต่มันก็ช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ว่า ‘การล้างความผิด’ น่ะ มันก็ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกนะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

“ไอเลิฟยู พ่อ-แม่รักหนูนะ”

“พ่อ-แม่รักหนูนะ” 3 คำสั้นๆ นี้ช่วยสร้างสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลาย แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนขี้อายหรือว่าแสดงความรักไม่เก่งล่ะ จะมีวิธีพูดประโยคหวานๆ แบบนี้ให้มีความหมายได้อย่างไรบ้าง

1. ตามองตา

สายตาก็จ้องมองกัน ระหว่างที่พูดให้จ้องตาลูกไปด้วย ถึงเขาจะเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ แต่ก็รับรู้ความจริงใจของพ่อแม่ได้

2. ขอกอดหน่อย

การสัมผัสเป็นการสื่อสารความรู้สึกได้อีกทางหนึ่ง จะลูบหลัง ลูบหัว โอบกอด หรือหอมแก้ม ระหว่างที่พูด ก็ช่วยส่งผ่านความรักได้มากยิ่งขึ้นทั้งนั้น

3. เรียกชื่อลูก

ถ้าเด็กบางคนมักชินกับการถูกเรียกชื่อเมื่อยามทำความผิด ลองเปลี่ยนการเรียกชื่อลูกให้เป็นความรู้สึกดีๆ ด้วยการเติมประโยคว่า “แม่รักหนู” ตามเข้าไปด้วยสิคะ

4. อย่ามีเงื่อนไข

การบอกรักลูก ไม่จำเป็นต้องพูดตอนที่เขาทำความดีเสมอไปหรอกค่ะ ประโยคแบบ “แม่รักหนู ตอนที่หนูไม่ดื้อ” นั่นทำลูกเข้าใจว่า ความรักของคุณจะมาพร้อมกับเงื่อนไขเสมอ (แล้วแบบนี้มันจะเป็นรักจริงได้ยังไงล่ะจ๊ะ แม่)

5. ตัดคำว่า ‘แต่’ ออกไปเถอะ

สำหรับเด็กๆ ประโยคว่า “แม่รักหนูนะ แต่…” มักจะตามมาด้วยปัญหาและความรู้สึกไม่ดีเสมอ นั่นหมายความว่า คุณกำลังส่งสารที่ไม่ชัดเจนไปให้ลูก เพราะเขาจะทั้งสงสัยและไม่สบายใจว่า ตกลงแล้ว พ่อแม่ยังรักเขาอยู่แน่หรือเปล่าหนอ?

6. บอกรักลูกได้ทุกที่ ทุกเวลา

ไม่ต้องรอจนถึงเวลากล่อมลูกเข้านอนหรอกค่ะ เพราะแบบนั้นหนูๆ ได้ยินจนชินเป็นกิจวัตรไปแล้ว จะบอกตอนนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน หรือตอนแกว่งชิงช้าให้เขาในสนามเด็กเล่นก็ได้ (ให้คนอื่นเขาอิจฉาไปเลยไง)

 

ถ้าพูดจบแล้วอย่าลืมรอฟังคำตอบด้วยนะ เชื่อเถอะ ถ้าคุณชิงพูดออกไปก่อนแล้ว ไม่แคล้วว่าจะได้ฟังถ้อยคำน่ารักๆ อย่าง “หนูก็รักแม่เหมือนกัน” กลับคืนไปแน่นอน แล้วก็…มุกนี้จะเอาไปใช้กับคุณพ่อของลูกด้วยก็ได้นะคะ ไม่ว่ากัน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เมื่อต้องพาลูกเข้าห้องน้ำ (ชวนยี้) นอกบ้าน

คุณแม่คงทำอะไรไม่ได้นอกจากดิ่งไปห้องน้ำสาธารณะที่ใกล้ที่สุดใช่ไหมคะ แล้วถ้าห้องน้ำที่เข้าไปนั้นไม่สะอาดหรืออยู่ในสภาพไม่เป็นใจเสียเลย จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไงกันดีล่ะ

 
– เอากระดาษชำระติดไปเยอะๆ  แบ่งส่วนหนึ่งไว้เช็ดโถส้วม ขณะที่เก็บอีกส่วนไว้เช็ดทำความสะอาดให้ลูก

 
– ไม่แตะได้เป็นดี  ในกรณีที่ดูแล้วว่า โถส้วม(โดยเฉพาะแบบนั่ง) ที่เข้าไปนั้นไม่ถูกสุขอนามัยอย่างรุนแรง  ให้อุ้มเจ้าหนูน้อยเอาไว้ให้เขาทำธุระเสร็จโดยก้นไม่แตะโถ คุณแม่อาจเมื่อยหน่อย แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ

 
– ทำความสะอาดดีๆ เด็กวัยก่อนเรียนมักอยากทำอะไรด้วยตัวเอง ถ้าเขาไม่ยอมให้คุณแม่กดน้ำให้  ก็รีบออกมาจากห้องน้ำ แล้วให้เขาล้างมือ แล้วตบท้ายด้วยเบบี้ไวพส์เช็ดมืออีกรอบเพื่อความมั่นใจดีที่สุด

 
– ช่วยกันแก้ไขด้วยนะ  ร้องเรียนหรือให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในส่วนนั้นเกี่ยวกับสภาพของห้องน้ำ ใครจะรู้…คุณหรือคุณแม่คนอื่นอาจต้องเจอกับสถานการณ์นี้อีกหรือเปล่า จริงไหม-

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ลูกไม่ชอบอ่าน ลูกเรียนช้า

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก มีภาวะดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือเปล่า?

รายงานจากกรมสามัญศึกษาชี้ว่า กว่า 20% ของนักเรียนทุกระดับชั้นในประเทศไทย กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการอ่านและการตีความโจทย์คณิตศาสตร์ ซึ่งมีสาเหตุหนึ่งมาจาก ภาวะเสียการอ่านเข้าใจ หรือ ดิสเล็กเซีย (Dyslexia) อาการที่คุณแม่ชาวไทยอาจยังไม่คุ้นหูนัก เราจึงหยิบข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้มาฝากกันค่ะ

ดิสเล็กเซีย คืออะไร

ดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือภาวะเสียการอ่านเข้าใจ คืออาการเกี่ยวกับระบบประสาท หรืออาการผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในสมอง ทำให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ส่งผลให้เขียนและตีความไม่ได้ ความจำไม่ดี เกิดความสับสนด้านทิศทาง ภาษาและตัวเลข แม้จะสอนหลายๆ ครั้งก็ยังไม่อาจจำหรือทำความเข้าใจได้ อีกทั้งยังขาดอารมณ์ขันและเข้ากับผู้อื่นได้ไม่ดี หากไม่เข้าใจวิธีการแก้ปัญหาจะส่งผลให้เกิดเป็นความกดดันทั้งต่อตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองและครูผู้สอน

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ลูกไม่ชอบอ่าน ลูกเรียนช้า

มีคนเก่งคนดังระดับโลกหลายคนที่เป็นภาวะนี้ แต่ก็ยังมีความสามารถโดดเด่นในสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่น จอห์น เลนนอน สมาชิกวงดนตรี The Beatles ผู้มีผลงานการแต่งบทเพลงมากมาย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกที่ถือเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งของโลก หรือ ปิกัสโซ่ ศิลปินดังที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แม้แต่นักแสดงที่ต้องอ่านเพื่อท่องบทในการทำงานก็มีผู้ที่เป็นภาวะนี้กันด้วยค่ะ เช่น ทอม ครูซ, คีอานู รีฟส์, เคียร่า ไนท์ลีย์ เป็นต้น

อ่านต่อ “อาการของดิสเล็กเซียเป็นอย่างไร” คลิกหน้า 2

“เสียงเพลง” ช่วยเสริมการเรียนรู้ของลูกได้อย่างไร

Q: ทำไมลูกสาววัย 4 ขวบของฉันที่ร้องเพลง A-B-C ได้คล่องมากๆ ยังสะกดชื่อตัวเองไม่ได้สักทีล่ะคะ?

เนื้อหาที่อยู่ในเพลงนั้นเป็นสิ่งที่ทวนซ้ำได้ง่ายกว่า เพราะว่าระบบของสมองจะจดจำจังหวะและเสียงเหล่านั้นไว้ได้โดยไม่ต้องสนใจหน้าที่ของมัน (เปรียบเทียบกับที่ผู้ใหญ่ร้องเพลงภาษาต่างประเทศได้ทั้งเพลง แต่อาจไม่เข้าใจความหมายทุกคำนั่นแหละ)

โลริ คัสโตเดโร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านดนตรีศึกษามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้คำแนะนำว่า ถึงจะยังจับได้แค่จังหวะ ลูกของคุณก็ยังใช้ดนตรีเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ดีได้นะ

1. เชื่อมโยงเสียง

บทเพลงนอกจากจะช่วยให้ลูกจำคำศัพท์ต่างๆ ได้แล้ว ยังเชื่อมโยงเสียงกับความหมายของคำเข้าด้วยกันอีกต่างหาก

2. เปิดโลกกว้าง

อย่างเวลาที่ร้องเพลง ‘ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า’ ก็ลองถามลูกว่า ช้างของหนูตัวใหญ่ขนาดไหน เวลาช้างร้อง ร้องเป็นเสียงอะไร ลูกจะได้ฝึกใช้จินตนาการขณะที่ร้องเพลงไปด้วย

3. เพลงช่วยจำ

เวลาจัดกระเป๋าเตรียมไปโรงเรียนอนุบาลแล้วหนูๆ ชอบลืมโน่นนี่เป็นประจำ ลองเอาข้าวของเหล่านั้นมาแต่งเป็นเพลงง่ายๆ ให้ลูกร้องเวลาที่หัดจัดกระเป๋าเอง คราวนี้นอกจากจะไม่ลืมแล้ว ยังสนุกแถมไล่ความขี้เกียจได้อีกด้วยนะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนกายวิภาคง่ายๆ ให้เจ้าตัวน้อย

            เดี๋ยวก็จ้องดูแผลเวลาเลือดไหลแบบไม่วางตาบ้างล่ะ  ดร. เวอจิเนีย ชิลเลอร์ นักจิตวิทยาคลินิก ประจำศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับเด็กเยล กล่าวว่า ช่วงวัย 4 ขวบเป็นวัยที่เด็กมักจะจินตนาการเกี่ยวกับสิ่งที่แกมองไม่เห็น และเริ่มเข้าใจว่ายังมีโลกอีกใบอยู่ในร่างกายเล็กๆ ของแกด้วย

 
วันนี้เรามีบทเรียนกายวิภาคง่ายๆ สำหรับเด็กวัยก่อนเรียน แบบที่คุณพ่อคุณแม่สอนเองในบ้านได้มาฝากกัน

 
– ฟังเสียงหัวใจกันนะ  ให้ลูกวางมือลงบนหน้าอกด้านซ้ายของเขา เพื่อจับการเต้นของหัวใจ แล้วบอกให้พ่อหนูแม่หนูลองออกไปวิ่งข้างนอกสัก 2-3 นาที แล้วกลับมาแตะหน้าอกใหม่ ลูกก็จะเข้าใจว่า หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเมื่อเรามีการเคลื่อนไหวร่างกาย

 
– ยุบหนอ พองหนอ  นอนเอนหลังลงบนเตียงทั้งคุณแม่คุณลูก เอาตุ๊กตายัดนุ่นตัวนุ่มๆ วางบนท้อง แล้วมองดูมันขยับขึ้นลงตอนที่คุณหายใจเข้าออกสิ

 
– กระดูกเล็ก กระดูกใหญ่ นั่งลงบนพื้น กอดเข่าให้ติดหน้าอก แผ่นหลังจะโค้งจนรู้สึกได้ถึงกระดูกชิ้นเล็กๆ ตรงสันหลัง ให้เขาเปรียบเทียบกับกระดูกแขน กระดูกขาชิ้นใหญ่ๆ หรือลองจับกระดูกซี่โครงที่อยู่ตรงหน้าอกที่โค้งไม่ตรงเหมือนกระดูกส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

 
– เอ้า ยืดเข้า! หยิบหนังยางเส้นใหญ่ๆ มาจับกันคนละข้างแล้วยืดออก กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นในตัวเราก็เป็นแบบเดียวกันนี่แหละ ไม่เชื่อลองมายืดตัวเอามือแตะปลายเท้าดูสิ (แต่ค่อยๆ ทำนะ เดี๋ยวเจ็บหลังแย่)

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สอนลูกผูกเชือกรองเท้า

เด็กส่วนใหญ่จะผูกเชือกรองเท้าได้เองตอน 6 ขวบ แต่บางคนกว่าจะผูกได้ก็เกือบ 8 ขวบแล้ว คุณจะช่วยฝึกลูกอย่างไรดี

 
1. สังเกตความพร้อมของลูก ถ้าเขาใช้กรรไกรค่อนข้างคล่อง ถือกระดุมเม็ดเล็กๆโดยไม่หล่น และวาดรูปแท่งสี่เหลี่ยมผอมๆเหมือนกิ่งไม้ได้ ก็ถึงเวลาที่เขาพร้อมจะฝึกผูกเชือกรองเท้าแล้วเหมือนกัน

 
2. ค่อยๆสอนทีละขั้น สาธิตวิธีผูกเชือกรองเท้าทั้งกระบวนการให้ลูกดูครั้งหนึ่งก่อน แล้วค่อยทำให้ดูทีละขั้นอีกครั้งหนึ่ง ปล่อยให้ฝึกทีละขั้นจนชำนาญ บางทีลูกอาจเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นถ้าไม่ได้สวมรองเท้าอยู่หรือฝึกผูกกับรองเท้าคู่ใหญ่ๆ อย่างรองเท้าของคุณพ่อ

 
3. ให้เวลาลูกฝึกไปเรื่อยๆ การผูกเชือกรองเท้าก็เหมือนกับการขี่จักรยานนั่นแหละ คือไม่ใช่ทักษะที่เป็นแล้วเป็นเลยเหมือนการเดิน ต้องฝึกไปเรื่อยๆถึงจะคล่อง

 
4. อย่าบังคับลูก ถ้าลูกยังทำไม่ได้จริงๆก็รอไปก่อนอีกสัก 1-2 เดือน แต่ถ้าอายุ 8 ขวบแล้ว เขายังทำไม่ได้และมีปัญหาเรื่องทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอื่นๆด้วย เช่น การจับดินสอ ก็ถึงเวลาที่ควรจะปรึกษาคุณหมอเด็กได้แล้วล่ะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ทำไมลูกต้องชิงดีชิงเด่นกันขนาดนี้

ขณะที่เด็กเล็กๆยังชอบทดสอบความสามารถของตัวเอง แต่เด็กวัยนี้กลับสนใจว่าคนอื่นเก่งแค่ไหนหรือประสบความสำเร็จในเรื่องใด และกังวลว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ตัวเองทำได้ดีเพียงใด แถมเด็กวัยนี้ยังเคยลิ้มลองรสชาติความตื่นเต้นของชัยชนะมากกว่าด้วย และมักจะ “ซีเรียส” กับการแข่งขันจริงเอามากๆ หรือถึงกับคิดว่าเรื่องธรรมดาๆอย่างการเก็บจานชามบนโต๊ะ ก็เป็นการแข่งขันอย่างหนึ่ง

 
การแข่งขันแบบพอเหมาะเป็นสิ่งดี เพราะท้าทายให้เด็กๆลองทำสิ่งใหม่ๆ และกระตุ้นให้พยายามจนสุดความสามารถ แต่เด็กที่พยายามเอาชนะ ไม่ว่าจะได้ชัยชนะมาด้วยวิธีใด หรือเด็กที่ทำใจไม่ได้เมื่อคนอื่นทำดีกว่า อาจขาดความมั่นคงทางจิตใจ ทั้งยังอาจ “พลาด” ความสนุกและมองไม่เห็นความสำคัญในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ เพราะมุ่งไปที่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว การทำความเข้าใจว่า ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ลูกชอบแข่งคืออะไร (เช่นอยากให้พ่อแม่ดีใจ) สำคัญที่สุด!

 
คุณอาจช่วยลูกค้นหาจุดสมดุลที่เหมาะสมโดยควบคุมนิสัยชอบแข่งขันของตัวคุณเอง…แทนที่จะเอาแต่กระตุ้นให้ลูกพยายามเป็นคนเด่นที่โรงเรียนหรือในสนาม เชียร์ให้เขาแข่งกับตัวเองโดยทำให้ดีที่สุดจะดีกว่า

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

จบปัญหา พี่น้องทะเลาะกัน

“ไปป์ เลิกพูดตามพี่เดี๋ยวนี้นะ” น้องป๊อป วัย 9 ขวบ ขอร้อง

 
“ไปป์ เลิกพูดตามพี่เดี๋ยวนี้นะ” น้องไปป์ วัย 5 ขวบ ตอบ

 
“พี่พูดก่อน!”

 
“ไปป์พูดก่อน!”

 
ประโยคโต้ตอบทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคุณแม่ แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่าใครจะรู้สึกรำคาญมากกว่ากัน น้องป๊อปหรือตัวเธอเอง

 
เกมเลียนแบบคำพูดเป็นวิธีที่พี่น้องใช้ทรมานซึ่งกันและกันมานานแล้วและไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมความนิยมลงง่ายๆ แต่พฤติกรรมนี้มีที่มาที่ไปมากกว่านั้น คือเมื่อถึงวัยประมาณ 5 ขวบ เด็กจะเริ่มเรียนรู้แล้วว่าตัวเองมีวิธีใช้คำพูดเพื่อให้ได้มาซึ่งปฏิกิริยาโต้ตอบที่รุนแรงจากคนอื่นๆ และรู้สึกว่าตัวเองมีอิทธิพลเหนือกว่าด้วย เขาจะยิ่งชอบใจเป็นพิเศษถ้าเป็นการพูดโต้ตอบกับพี่น้องของตัวเอง ถ้าลูกๆมีพฤติกรรมเหมือนนกแก้วนกขุนทองอย่างนี้ คุณจะรับมืออย่างไรดี

 
– ทำเป็นไม่สนใจ ลูกทั้ง 2 คนต้องการความสนใจจากคุณ ถ้าทำเป็นไม่สนใจทั้งพฤติกรรมและเสียงบ่น ทั้งคู่ก็จะเลิกราหรือยอมสงบศึกอย่างรวดเร็ว (บอกให้ลูกคนที่ถูกเลียนแบบทำเป็นไม่สนใจก่อนเป็นอันดับแรก ถึงจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เขาต้องการ แต่ก็ยังถือเป็นคำแนะนำที่ดีอยู่นั่นเอง)

 
– ลองทบทวนดูว่าลูกๆมักมีพฤติกรรมแบบนี้ตอนไหน เช่น มักเริ่มตอนเบื่อๆ ที่รอกินมื้อเย็นใช่หรือเปล่า ถ้าใช่ก็เตรียมหาหนังสือทายปัญหาอะไรเอ่ยแบบกวนๆไว้หลายเล่มหน่อย จะได้ใช้เล่นเกมกับคำที่สร้างสรรค์กว่าการพูดเลียนแบบกัน

 
– มองโลกในแง่ดี พี่น้องทะเลาะกันเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวคงเคยเจอ และอาจไม่ได้ทำให้เกิดผลในแง่ลบเสมอไป อย่างน้อยเด็กๆก็ได้เรียนรู้ว่าอีกฝ่ายชอบ-ไม่ชอบอะไร และได้ฝึกแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยตัวเอง

 
– รักษาความมีอารมณ์ขันของคุณไว้ หากคิดว่าคุณคงหัวเราะกับเรื่องนี้ได้ในภายหลังหรือเมื่อลูกๆโตกันหมดแล้ว ก็หัวเราะเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยก็แล้วกัน

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกตามติดทุกเทรนด์แฟชั่น คุมอย่างไร?

ลูกวัยทวีนของคุณชอบตื๊อขอซื้อของตามแฟชั่นเหมือนเด็กทั่วไปในวัยนี้หรือเปล่านะ?

อย่าเพิ่งท้อไปเสียก่อน เพราะการหมกมุ่นเรื่องตามเทรนด์ก็มีข้อดีบ้างเหมือนกัน คืออย่างน้อยก็ช่วยให้เด็กๆ ค้นพบความเป็นตัวตนของเขาเองและเข้ากลุ่มกับเพื่อนได้ ซึ่งมีส่วนทำให้เขาเลิกเกาะติดพ่อแม่ได้โดยไม่ทุกข์ใจมากนัก แต่การกำหนดขอบเขตที่เหมาะสมก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่นั่นเอง เรามีวิธีแนะนำดังนี้

1. ให้ลูกเก็บเงินซื้อเอง

โดยการออมเงินค่าขนมหรือทำงานพิเศษแลกกับค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ เช่น ช่วยคุณพ่อล้างรถในวันหยุด เพื่อเก็บเงินซื้อของที่เขาอยากได้จริงๆ หรืออย่างน้อยก็ให้ลูกช่วยออกเงินบ้าง เขาจะได้พิถีพิถันในการเลือกซื้อมากยิ่งขึ้น

2. รู้จักปฏิเสธลูกและอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจ

หากคุณคิดว่าลูกไม่เหมาะกับของบางอย่าง (เช่น กางเกงเอวต่ำ) ก็ต้องห้ามไม่ให้ซื้อ แม้ว่าเขาจะเก็บเงินซื้อเองก็ตาม แต่ต้องอธิบายเหตุผลของคุณด้วย เขาจะได้รู้ว่าคราวนี้คุณเอาจริง และถ้าคุณกำลังใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะพยายามจะเก็บเงินเพื่อการเรียนของลูกหรือผ่อนบ้านผ่อนรถ ก็ต้องบอกเขาด้วยเหมือนกัน

3. เป็นตัวอย่างที่ดี

หากคุณยังซื้อของรุ่นใหม่ล่าสุดให้ตัวเองในทันทีที่วางขาย ก็คงยากที่จะห้ามไม่ให้ลูกทำแบบนั้น คุณแม่ที่ยังห้ามใจตัวเองไม่ค่อยได้อาจเป็นตัวอย่างที่แสดงให้ลูกเห็นว่าของที่เคยอินเทรนด์อาจดูล้าสมัยไร้รสนิยมภายในระยะเวลาอันสั้น เขาจะได้จำไว้เตือนใจ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

พ่อ-แม่ เหงื่อตกลุ้นผลการเรียนของลูก

          ผลการเรียนของลูก เป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ส่วนมากให้ความสนใจ ซึ่งบางทีผลการเรียนดีก็ไม่ได้แปลว่าลูกไม่มีปัญหา  และผลการเรียนแย่ก็ไม่ได้แปลว่าลูกไม่สนใจการเรียนเสมอไป  AMARIN Baby & Kids ขอพาคุณพ่อคุณแม่มาใส่ใจเรื่องผลการเรียนของลูกมากขึ้น ดังนี้

ถ้าลูกได้ A หรือ B 

  1. คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมอ่านความเห็นของคุณครูด้วย ถึงลูกจะทำเกรดได้ดี แต่ลูกอัจฉริยะของคุณอาจเป็นเด็กชอบโชว์ความเก่งหรือมีเรื่องกับเพื่อนๆเป็นประจำ ต้องอย่าละเลยในข้อนี้
  2. คุณพ่อคุณแม่ควรถามลูกว่าได้ A มาง่ายเพียงใด เด็กเก่งประจำห้องอาจรู้สึกว่าบทเรียนช่างง่ายดายจนน่าเบื่อ กรณีนี้ คุณคงต้องหารือกับคุณครูให้เร็วที่สุด ว่าควรจะเปลี่ยนการแผนการศึกษาให้กับลูกดีไหม?
  3. คุณควรแสดงความยินดีกับลูก อย่าทำราวกับว่าความสำเร็จของเขาเป็นเรื่องธรรมดาๆ เขาควรภาคภูมิใจในความสำเร็จนั้น

 14575308-sats-exam-child-features-xlarge_trans-qVzuuqpFlyLIwiB6NTmJwfSVWeZ_vEN7c6bHu2jJnT8
ถ้าลูกได้ C หรือแย่กว่านั้นอีก

  1. นั่งดูสมุดพกด้วยกันอีกสักรอบ ถามลูกว่า เขาคิดว่าเกรดที่ได้สอดคล้องกับความพยายามของเขาหรือเปล่า ไม่ว่าลูกจะยอมรับว่าเขาอาจทำได้ดีกว่านี้ หรือยืนยันว่าเขาได้พยายามจนสุดความสามารถแล้ว นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการปรึกษาหารือเพื่อปรับปรุงผลการเรียนให้ดีขึ้น (ถ้าลูกพยายามเต็มที่แล้วจริงๆคุณก็ต้องย้ำว่าอย่าเพิ่งด่วนยอมแพ้ มาช่วยกันคิดหากลยุทธ์ทบทวนบทเรียนที่จะทำให้เกรดดีขึ้นดีกว่านะ)
  2. คุยกับคุณครู เพราะคุณครูรู้ข้อผิดพลาดในห้องเรียนของลูก จะช่วยแนะนำวิธีแก้ที่ได้ผล
  3. อย่า “จ่าย” เพียงเพื่อให้ได้เห็นเกรด A กับเขาบ้าง เพราะการติดสินบนให้ทำเกรดดีๆ จะกระตุ้นให้เด็กๆพยายามเพียงเพื่อเงิน แทนที่จะเป็นความภาคภูมิใจในตัวเอง
  4. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้สำหรับเทอมต่อไป เช่น ดีขึ้นสักครึ่งเกรด (จาก C เป็น C+) และช่วยกันคิดแผนการเรียนที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น (ลูกอยากเรียนพิเศษ มีติวเตอร์ หรือจะให้คุณพ่อช่วยสอน) อย่าลืมคอยคุมไม่ให้เขาเขวออกนอกแผนด้วยล่ะ

Children-Homework-Exam

อย่าลืมว่าไม่ว่าลูกจะเรียนเก่งหรือไม่นั้น ก็ต้องเสริมทักษะด้านอื่นๆ เช่น การเข้าสังคม  การเรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในรูปแบบอื่นๆ  และหากลูกมีปัญหาเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนไม่ได้จนส่งผลถึงเกรดนั้น  คุณพ่อคุณแม่ควรรีบปรึกษากับคุณครูและแก้ไขหาสาเหตุโดยเร็วค่ะ

banner300x250

เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ AMARIN Baby & Kids

เทคนิคช่วยแม่เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนลูก

-จัดแต่งสถานที่ให้สวยงาม ร่มเย็นและเรียบร้อย หากชอบกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่า คุณก็อาสาช่วยตัดแต่งกิ่งไม้ ปลูกต้นไม้ หรือเก็บเศษขยะในบริเวณโรงเรียนเสียเลย

 
-เล่าให้เด็กๆ ห้องเดียวกับลูกฟังเกี่ยวกับงานหรืองานอดิเรกของคุณ โดยใช้เวลาไม่นานนักและนำอุปกรณ์ที่คุณใช้ทำงานมาให้เด็กๆดู (เช่น หูฟังของคุณหมอและกล้องถ่ายรูปของช่างภาพ) หรือเตรียมงานอดิเรกอย่างง่ายมาให้เด็กๆลองหัดทำ หรือจะหาคนที่มีอาชีพน่าสนใจมาพูดเกี่ยวกับอาชีพนั้นๆก็ได้ อย่างพวกนักดาราศาสตร์ เป็นต้น

 
-จัดกิจกรรมหรืองานโรงเรียน แค่งานเดียวก็ถือว่าช่วยคุณครูหรือประธานสมาคมครูและผู้ปกครองได้มากแล้ว และคราวหน้าคุณก็จะได้ตอบปฏิเสธโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

 
– ช่วยคุณครูตกแต่งห้องเรียน (และรื้อเก็บ) ซึ่งถือเป็นงานปิดทองหลังพระชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้ห้องเรียนดูสวยงามพร้อมต้อนรับเทศกาลแสนพิเศษอย่างคริสมาสต์หรือปีใหม่ (อย่าเพิ่งไปนึกถึงตอนรื้อเก็บก็แล้วกัน) อย่ารอช้า รีบอาสาปีนี้เลย!

 
– ใช้ไฮเทค รวบรวมเบอร์โทรศัพท์และอีเมลแอ็ดเดรสของผู้ปกครองทุกคนในห้อง หรือช่วยคุณครูทำเว็บไซต์เพื่อใช้โชว์งานศิลปะของเด็กๆแบบออนไลน์

 
– ใช้โลว์เทค ช่วยประสานงานหรือจัดเตรียมทริปทัศนศึกษาด้วยการโทรศัพท์ หรือไม่ก็เป็นฝ่ายจัดหาเสบียงสำหรับงานปาร์ตี้หรืองานโรงเรียน

 
– ก็อปปี้ภาพลงวีซีดีให้ผู้ปกครองคนอื่น ถ้าคุณเก็บภาพเจ๋งๆในงานโรงเรียนไว้ได้มาก ผู้ปกครองที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องเทคโนโลยีคงยินดีน้อมรับก็อปปี้ภาพจากคุณอย่างแน่นอน

 
– แค่ไปร่วมงานหรือกิจกรรมก็พอ ถึงจะไม่ได้ร่วมจัด แต่คุณก็ช่วยได้…แค่ไปร่วมงานเท่านั้นเอง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

“แม่ครับ ทำไมเสียงผมเป็นแบบนี้!”

ในช่วงแตกเนื้อหนุ่ม กล่องเสียงและเส้นเสียงของเด็กผู้ชายจะขยายใหญ่ขึ้น ทำให้เสียงแหบห้าวและแตกพร่า เพื่อให้เส้นทางสู่ความเจริญเติบโตของลูกราบรื่นขึ้น คุณควรจะ

 
– ชวนเขาหัวเราะกับเรื่องนี้ การเย้าแหย่แบบประสงค์ดีอาจทำให้ลูกสบายใจขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคุณทำให้เป็นเรื่องตลกๆน่ารักๆ อย่างพูดว่า “ใครมาเป่าทรัมเปทแถวนี้เนี่ย” ไม่ใช่ทำให้เป็นเรื่องน่าอาย อย่างพูดว่า “เสียงเหมือนผู้หญิงเลยนะลูก!”

 
– ใส่ใจในความรู้สึกของเขา ถ้าลูกกังวลกับเสียงที่เปลี่ยนไปมากจริงๆคุณก็ต้องค้นหาให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไรแน่ เขาอาจถูกเพื่อนที่โรงเรียนเย้าแหย่หรือคิดว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง อธิบายให้รู้ว่านี่คือเรื่องปกติและจะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น เดี๋ยวก็หาย

 
– ให้เขาได้ใช้เวลาแบบ “ผู้ชายๆ” บ้าง สนับสนุนให้ลูกไปไหนมาไหนกับคุณพ่อหรือผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเพศชายคนอื่นๆ เด็กผู้ชายวัยนี้ต้องการ “กระจก” ที่จะทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเอง

 
– ระวังเรื่องความรู้สึกของ”คุณ”เอง อย่าทำให้ลูกลำบากใจ (แม้จะรู้สึกแปลกๆที่เขาโตไวกว่าที่คิด) หรือผลักดันให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่เร็วเกินไป ถนอมช่วงเวลาแห่งความเคอะเขินแต่น่าเอ็นดูนี้ไว้เถอะ…เพราะมันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนคุณทำใจแทบไม่ทัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เช็คลิสท์กันก่อน ว่าลูกอาบน้ำเองได้หรือยัง

ลองตอบคำถามเหล่านี้ดู เพื่อเช็คว่าลูกพร้อมจะอาบน้ำเองแล้วหรือยัง…

 
ลูกไม่ค่อย “เล่นไปอาบน้ำไป” เหมือนตอนยังเล็กๆหรือเปล่า หากลูกให้ความสนใจกับแชมพูสระผมมากกว่าของเล่นลอยน้ำแบบต่างๆ เขาก็น่าจะยอมอาบน้ำฝักบัวเองแทนการอาบในอ่าง (โดยคุณเป็นคนอาบให้)

 
ลูกอยากอาบน้ำด้วยฝักบัวเองหรือเปล่า ถ้าใช่… ก็หมายความว่าเขาพร้อมจะอาบน้ำเองได้แล้ว แม้คุณอาจยังต้องคอยอยู่แถวๆหน้าห้องน้ำเผื่อเขาจะต้องการความช่วยเหลือก็ตาม

 
ลูกมีทักษะในการเล่นเครื่องเล่นประเภทปีนป่ายดีแค่ไหน หากลูกรู้วิธีเล่นเครื่องเล่นต่างๆได้อย่างปลอดภัย เขาก็น่าจะทรงตัวบนพื้นห้องน้ำลื่นๆได้ (แต่วางแผ่นกันลื่นไว้ด้วยก็ดีนะ)

 
ลูกจะอาบน้ำเองได้สะอาดเหมือนคุณอาบให้หรือเปล่า เด็กส่วนใหญ่มักอาบน้ำเองได้ตอนอายุ 5 หรือ 6 ขวบ แต่ก็ควรให้ลูกลองดูก่อน เพื่อประเมินว่าเขามีความสนใจและความเอาใจใส่มากพอที่จะอาบได้จนสะอาดหมดจดหรือเปล่า

 
ลูกจดจำคำสั่งได้ดีแค่ไหน เด็กที่ทำตามคำสั่ง 2-3 อย่างได้ในคราวเดียวโดยไม่ต้องเตือนกันบ่อยๆ น่าจะอาบน้ำเองได้จนเสร็จและสะอาดเรียบร้อยดี

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags