ลูกไม่นอนกลางวัน

ลูกนอนกลางวันน้อย จะเป็นอะไรไหม

ลูกไม่นอนกลางวัน ปัญหาโลกแตกของพ่อแม่ลูกเล็กที่อาจเป็นได้ตั้งแต่ลูกนอนกลางวันน้อย หรือไม่ยอมนอนกลางวันเลย ตื่นทั้งวัน เล่นทั้งวัน จนคุณพ่อคุณแม่อาจเป็นกังวลไม่น้อยว่า ปล่อยไว้จะส่งผลเสียต่อลูกหรือไม่ มาดูกันค่ะ

Q: เคยอ่านเจอว่าเด็กวัย 3 เดือน-3 ขวบควรนอนวันละ 12-16 ชั่วโมง แต่ลูกสาวฝาแฝดวัย 1 ขวบ 2 เดือน นอนช่วงกลางคืน 9-10 ชั่วโมง นอนกลางวันอย่างมากแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ถือว่าน้อยไปหรือเปล่าและจะช่วยให้เขานอนนานขึ้นได้อย่างไร

ลูกไม่นอนกลางวัน น่ากังวลขนาดไหน?

“ลูกควรนอนวันละกี่ชั่วโมง” เป็นคำถามที่ตอบเป็นตัวเลขจำเพาะเจาะจงได้ยากค่ะ เพราะหนังสือแต่ละเล่มเขียนไว้ไม่เหมือนกัน และโดยธรรมชาติแล้วแต่ละคนก็ต้องการเวลานอนไม่เท่ากัน

ลูก1ขวบไม่นอนกลางวัน
ลูกไม่นอนกลางวัน น่ากังวลขนาดไหน?

อย่าไปยึดติดกับตัวเลขเลยค่ะ เด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป บางคนนอนกลางวันแค่วันละ 1-2 ครั้งๆ ละ 1/2-1 ชั่วโมง กลางคืนนอน 8 ชั่วโมง ก็ใช้ได้แล้ว ถ้าลูกนอนน้อยเพราะเป็นธรรมชาติของตัวเขาเอง ไม่ได้มีปัจจัยอื่นมารบกวนการนอนของลูก และเขาก็ดูเป็นเด็กที่มีความสุข อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด งอแง มีพัฒนาการสมวัย เจริญเติบโตตามปกติและสุขภาพแข็งแรง ก็แสดงว่าเขาต้องการนอนแค่นั้นจริงๆ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเรายังต้องนอนกลางวันอยู่หรือเปล่า มีพฤติกรรมของลูกให้ลองสังเกตกันดูดังนี้ค่ะ

ขั้นหงุดหงิด

  • ลูกบ่นไม่ยอมนอน แต่พอเอนหลังปุ๊บก็หลับปั๊บ และหลับยาวเป็นชั่วโมงๆ
  • ลูกเพ่งสมาธิกับกิจกรรมต่างๆ ได้น้อยลง แม้แต่เรื่องที่ถนัด หรือทำเป็นแล้วอย่างการใส่กางเกงก็ทำไม่ได้
  • ลูกตื่นนอนตอนเช้าแบบหงุดหงิดฉุนเฉียว และมีอาการงัวเงียตลอดวัน
  • ลูกงอแงผิดปกติในช่วงหัวค่ำก่อนถึงเวลาเข้านอนตามปกติ

อ่านต่อ “สัญญาณที่แสดงว่าลูกควรนอนกลางวัน” คลิกหน้า 2

สงสัยจัง เรื่องการชงนม

คุณแม่ควรชงนมให้พอดีกับปริมาณที่ลูกดูดแต่ละครั้ง และควรเปลี่ยนขวดและจุกนมทุกครั้ง รวมทั้งขวดน้ำด้วย ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ด้วยวิธีนึ่งทุกครั้ง เพราะการลวกน้ำร้อนยังไม่สะอาดพอ อาจทำให้มีปัญหาเรื่องท้องเสียตามมา ควรใช้น้ำร้อนละลายนมผงก่อน แล้วค่อยเติมน้ำเย็นเพื่อให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการ เพราะความร้อนจะช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนมากับนมผงดังที่เคยมีข่าว ถึงแม้ว่าอาจสูญเสียวิตามินไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะที่เหลืออยู่ก็ยังเกินมาตรฐานความต้องการของร่างกาย

 
ประเทศไทยมีอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี อุณหภูมินอกตู้เย็นเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเชื้อโรค ซึ่งเป็นเชื้อจากปากและฟัน โดยมีอาหารคือนมที่เหลืออยู่ จึงไม่ควรให้ลูกกินนมที่ดูดเหลือไว้เกิน 2 ชม. ในห้องที่ไม่ได้เปิดแอร์ หรือ 4 ชม. ในห้องแอร์ และไม่ควรนำนมที่เหลือไปวางในที่อุ่นนม เพราะจะยิ่งทำให้นมนั้นเสียเร็วยิ่งขึ้น

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกติดใจนมแม่ที่สุด

เขาจะได้รับนมน้อยเกินไปหรือเปล่า ให้กินชีสแผ่นทดแทนนมชงได้ไหม และเด็กวัยนี้ควรมีน้ำหนักตัวสักเท่าไร

 
หมอขอแสดงความยินดีที่คุณแม่สามารถให้ลูกกินนมแม่แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะปัจจุบันมีเด็กไทยแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีโอกาสเช่นนี้ นอกนั้นเป็นเด็กที่ดูดนมชงอย่างเดียวหรือดูดร่วมกับนมแม่

 
การที่ลูกได้ดูดนมแม่อย่างเดียวล้วนๆ ย่อมลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้และโรคอ้วน และทำให้สามารถให้นมแม่ไปได้นานเท่าที่ต้องการเพราะถ้าดูดร่วมกับนมชง เมื่อลูกอิ่มเสียแล้ว การดูดกระตุ้นที่เต้านมก็จะยิ่งน้อยลง ทำให้น้ำนมแม่ลดและแห้งไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งลูกได้ดูดนมแม่นานๆ ก็จะยิ่งแข็งแรงและฉลาด

 
คนเราไม่จำเป็นต้องดื่มนมวัว ยิ่งถ้ามีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวก็ยิ่งควรหลีกเลี่ยงนมวัวในช่วงขวบปีแรกเพื่อลดโอกาสเสี่ยง คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าการปฏิเสธนมวัวจะทำให้ลูกไม่สูง เพราะเราสามารถกินอาหารอื่นที่มีธาตุแคลเซียมทดแทนได้ เช่น ถั่วเหลืองเต้าหู้ ถั่วเมล็ดแห้ง งาดำ บรอกโคลี กะหล่ำปลี ผักคะน้า ปลาป่น ปลากระป๋อง และกุ้งแห้ง เป็นต้น

 
การกินชีสแผ่น (1 แผ่นให้แคลเซียมเท่านม 1 แก้ว) หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากนม ก็ช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเช่นกัน (ไม่แนะนำให้ดื่มนมเปรี้ยวหรือกินโยเกิร์ตรสอื่น เพราะน้ำตาลสูง) นอกจากนี้ยังมีน้ำผลไม้เสริมธาตุแคลเซียมให้เลือกด้วย หรือถ้าลูกเป็นเด็กที่ค่อนข้างกินยาก การเคี้ยวแคลเซียมเม็ดก็ช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเช่นกัน

 
เด็กแรกเกิดถึง 6 เดือนต้องการแคลเซียมวันละ400 มิลลิกรัม อายุ 6 – 12 เดือนต้องการ 600 มิลลิกรัม อายุ 1 – 5 ขวบต้องการ 800 มิลลิกรัม อายุ 6 – 10 ขวบ ต้องการ 800 – 1,200 มิลลิกรัม และอายุ 11 ขวบขึ้นไป ต้องการ 1,200 – 1,500 มิลลิกรัม หากกินเกินปริมาณที่ต้องการ ร่างกายก็จะขับออกมาทางอุจจาระและปัสสาวะ

 
ปริมาณแคลเซียมที่ได้จากน้ำนม ไม่ว่าจะเป็นนมแม่ นมวัว หรือนมถั่วเหลือง จะใกล้เคียงกัน แต่ชนิดที่อยู่ในนมแม่ ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้มากที่สุด คือ 250 – 300มิลลิกรัมต่อนม 8 ออนซ์ (240 ซี.ซี.) แต่คุณแม่ไม่ต้องเครียด ถ้าลองปั๊มนมดูแล้วพบว่าได้นมไม่ถึงครั้งละ 8 ออนซ์เพราะการปั๊มจะได้นมน้อยกว่าให้ลูกดูดจากเต้าโดยตรงค่ะ

 
ถ้าลูกดูดนมแม่วันละ 2 ครั้ง เขาก็จะได้รับแคลเซียมประมาณ 400 – 500 มิลลิกรัม ให้คุณแม่หาอาหารที่มีแคลเซียมสูงเสริมให้อีกนิดหน่อย เขาก็จะได้รับแคลเซียมในปริมาณตามที่ร่างกายต้องการอย่างไรก็ดี แม้ว่าชาวเอเชียจะดื่มนมหรือรับแคลเซียมเข้าร่างกายน้อยกว่าชาวยุโรปอยู่มาก แต่กลับพบปัญหากระดูกพรุนน้อยกว่า แสดงว่าแคลเซียมจากลำไส้มีการดูดซึมแล้วไปจับที่กระดูกได้มากกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะบ้านเรามีแสงแดดมาก จึงช่วยสังเคราะห์วิตามินดีซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้างกระดูกให้แข็งแรง

 
หมอไม่อยากให้คุณแม่ยึดติดกับตัวเลขว่าลูกต้องดื่มนมได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ควรกำหนดอาหารให้เขากินเฉพาะของที่มีประโยชน์เท่านั้น และไม่ให้กินขนมหวานถ้าหิว เขาจะได้กินข้าวหรือนมแม่มากขึ้น ลูกของคุณแม่อาจเป็นเด็กที่ไม่กินจุบจิบ จึงไม่ค่อยอ้วน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีค่ะ ตรงกันข้ามกับเด็กที่น้ำหนักมากเพราะกินของไม่มีประโยชน์และทำลายสุขภาพ ซึ่งน่าเป็นห่วงมากกว่า

 
อย่าหวั่นไหวไปกับคำพูดของคนอื่น เช่น เพราะให้นมแม่นานไป ลูกจึงไม่ชอบนมวัว ก็เลยไม่โตŽ หรือ ถ้ากินนมวัวต้องน้ำหนักดีกว่านี้และสูงกว่านี้แน่Ž เพราะความเป็นจริงคือ ถ้าเด็กจะผอม ให้กินนมอะไรก็ผอมค่ะ กรรมพันธุ์ต่างหากที่เป็นตัวกำหนด

 
แม้แต่ลูกสองคนของหมอก็ยังไม่เหมือนกันเลยค่ะคนโตน้ำหนักตกเกณฑ์ตลอด ทั้งที่กินนมไม่น้อยเลย แต่รับพันธุกรรมของคุณพ่อมา (คุณพ่อน้ำหนักตกเกณฑ์เหมือนกันและกินข้าวไม่ค่อยเก่ง) ตรงกันข้ามกับลูกชายซึ่งน้ำหนักดี เพราะรับพันธุกรรมด้านการกินมาจากหมอซึ่งเป็นคนกินเก่ง (ขอเบิ้ลตลอด)

 
หมอเชื่อว่าลูกของคุณแม่ต้องเป็นเด็กฉลาด ร่าเริง อารมณ์ดี เรียนรู้เร็ว และแข็งแรงมาก ไม่ค่อยเป็นหวัดหรือท้องเสีย เมื่อลูกไม่ป่วย ถึงน้ำหนักตัวจะขึ้นแบบช้าๆไม่หวือหวา แต่ก็ไม่ได้ลดลงเพราะการเจ็บป่วยบ่อยๆเขาจะโตไปได้เรื่อยๆ ค่ะ ไม่ต้องกังวล

 
ถ้าคุณแม่อยากทราบว่าน้ำหนักตัวลูกควรเป็นเท่าไร หมอเคยเขียนไว้ใน Real Parenting ฉบับเดือนกันยายน2548 เรื่อง ลูกกินนมน้อยเกินไปไหมŽ ลองกลับไป

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

สองขวบแล้วยังเดินไม่แข็งเลย

เด็กเดินไม่แข็ง อาจเกิดจาก
ขาดโอกาสฝึกฝน อยู่ในคอกกั้นเด็กหรืออุ้มมากเกินไป ใช้รถหัดเดินหรืออยู่ในรถเข็นเด็กตลอดเวลา หรือเคยหัดเดินแล้วล้มเจ็บ จึงฝังใจไม่กล้าเดินอีก หรือเป็นเด็กที่คลานเก่งและเร็วมาก จึงชอบใช้วิธีคลานมากกว่า ภาวะเจ็บป่วยไม่สบายทำให้พัฒนาการหยุดชะงัก ลูกต่อต้านเนื่องจากพ่อแม่กดดันให้ทำโน่นนี่ตลอดเวลา
วิธีแก้ ควรฝึกให้เด็กมีโอกาสเดินเองด้วยบรรยากาศที่ไม่กดดันและเร่งเร้ามากเกินไป จัดบ้านให้ปลอดภัยเหมาะแก่การหัดเดิน ควรหัดเดินเท้าเปล่าเพราะรองเท้าอาจหนักเกินไป และในช่วงหัดเดินใหม่ๆ เด็กต้องจิกปลายนิ้วเท้าเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย ส่วนถุงเท้าทำให้ลื่นได้ง่าย
โครงสร้างทางร่างกาย เด็กที่อ้วนเกินไปหรือมีแขนขายาวเก้งก้างจะเดินช้ากว่าไม่ต้องแก้ไขอะไร เด็กจะเดินได้เองในที่สุด แต่ถ้าเป็นโรคอ้วนควรควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
มีปัญหาจาก โรคของสมอง ไขสันหลัง หรือ เส้นประสาท ที่ควบคุมการทำงานของขาเช่น ความผิดปกติแต่กำเนิดของสมอง ภาวะขาดออกซิเจนหรือภาวะตัวเหลืองชนิดรุนแรง ทำให้สมองพิการ โรคทางพันธุกรรม อุบัติเหตุ หรือโรคติดเชื้อที่สมองและไขสันหลังวิธีแก้ ฝึกกายภาพบำบัด ใช้อุปกรณ์ช่วยเดินรูปร่างเท้าผิดปกติ เช่น เท้าแปเข้าวิธีแก้ ปรึกษาหมอเฉพาะทางเพื่อตัดรองเท้าดัดเท้า

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

ควรกังวลไหม? หากลูกชอบฉี่รดที่นอน

ลูกอายุ 5 ขวบกว่าแล้ว แต่ยังฉี่รดที่นอนเกือบทุกคืน ทั้งๆ ที่ให้เขาฉี่ตอนก่อนนอนแล้วและไม่ได้ให้กินน้ำหรือนมอีก อุ้มไปนั่งในห้องน้ำตอนกลางดึกก็ไม่ยอมฉี่เพราะง่วงมาก มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าและจะทำอย่างไรดี

การปัสสาวะรดที่นอน พบได้จากสาเหตุต่อไปนี้

1. ความสามารถในการรู้สึกตัวว่าปวดปัสสาวะขณะนอนหลับอยู่ยังพัฒนาไม่เต็มที่

เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเรื่องนี้เร็วช้าแตกต่างกันไป เหมือนกับที่บางคนฟันขึ้นเร็ว บางคนช้า บางคนเดินเร็ว บางคนพูดเร็ว ในเด็กอายุ 5 ขวบ พบว่าร้อยละ 15 ยังปัสสาวะรดที่นอนอยู่ หากตรวจไม่พบสาเหตุความผิดปกติอื่นก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาค่ะ โตขึ้นก็หายเอง (ลดลงร้อยละ 15 ในแต่ละปี ดังนั้น บางคนจึงยังปัสสาวะรดที่นอนเป็นบางวันจนอายุ 12-13 ปี) และมักพบว่ามีประวัติพ่อหรือแม่เป็นแบบนี้เหมือนกันในวัยเด็ก

2. ความผิดปกติของระบบประสาทควบคุมการขับถ่าย

เช่น เนื้องอกสมองบางอย่างทำให้เป็นโรคเบาจืด โรคไขสันหลังอักเสบ ความผิดปกติแต่กำเนิดของไขสันหลัง แพทย์จะตรวจร่างกายพบความผิดปกติอื่นร่วมด้วย

3. ความผิดปกติของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่าย

เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นโรคไต ทราบได้จากการตรวจปัสสาวะ

4. ดื่มน้ำหรือนมจำนวนมาก

หรือกินอาหารบางอย่างที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมและช็อกโกแลต หรือได้รับยาขับปัสสาวะ

5. ภาวะเครียด

เช่น การมีน้องใหม่ พ่อแม่ทะเลาะกัน

การแก้ไขขึ้นกับสาเหตุค่ะ ส่วนกรณีตรวจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน และน่าจะเป็นเพราะความสามารถในการรู้สึกตัวว่าปวดปัสสาวะขณะนอนหลับอยู่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ มีวิธีแก้ไขโดยอธิบายให้เด็กและพ่อแม่เข้าใจว่าเด็กไม่ได้แกล้งทำ ไม่ได้ขี้เกียจลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ แต่เป็นเพราะระบบยังพัฒนาไม่เต็มที่ ไม่ล้อเลียนหรือดุว่า เพราะจะเป็นการทำร้ายจิตใจและทำให้ลูกขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อระบบควบคุมการขับถ่ายพัฒนาเต็มที่ก็จะกลั้นได้เองในที่สุด

อย่างไรก็ดี การฝึกต่อไปนี้อาจช่วยให้ลูกควบคุมการขับถ่ายได้เร็วขึ้นค่ะ

1. ติดตั้งสัญญาณเตือนบนที่นอน

เมื่อตัวรับสัญญาณบนที่นอนเริ่มเปียก จะมีเสียงดังปลุกให้ลูกตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำต่อได้ (สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป หรือบริษัทบางกอก เมดิแคร์ จำกัด โทร. 0-2966-1700, www.bangkokmedicare.com)

2. ทำตารางเพื่อติดสติ๊กเกอร์ดาวสะสมแต้ม

ติดสติ๊กเกอร์ให้ลูกในวันที่เขาไม่ปัสสาวะรดเพื่อเป็นกำลังใจ และมอบรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อสะสมได้ทุก 10 แต้ม

3. ให้ลูกมีส่วนช่วยพ่อแม่

ในการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เอาผ้าปูไปซัก

4. ในกรณีที่ต้องไปค้างคืนที่อื่น

เพื่อไม่ให้ลูกอับอาย อาจปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาระงับอาการเป็นครั้งคราว

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เทคนิคช่วยฝึกลูกขับถ่าย

การฝึกขับถ่ายเหมือนกับพัฒนาการด้านอื่นๆ คือเด็กแต่ละคนทำได้เร็วช้าแตกต่างกัน คนทำได้ช้าไม่ได้แปลว่าไม่เก่งหรือไม่ฉลาด บางคนทำได้ก่อนอายุ 2 ขวบ แต่บางคนอาจทำได้หลัง 3 ขวบเป็นต้นไป อย่าบังคับให้ลูกนั่งกระโถนเด็ดขาด เพราะจะทำให้ลูกต่อต้าน กลั้นอุจจาระไว้ จนกลายเป็นปัญหาท้องผูกตามมา
วิธีฝึกมีให้เลือกหลายอย่าง และควรเลือกให้เหมาะกับลูก คือ
อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาจูงใจ เช่น เรื่องการเลิกใช้ผ้าอ้อมหรือฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่หรือเด็กโต และมีการพูดชื่นชมถึงเด็กที่ทำได้สำเร็จ
ให้ลูกได้เห็นคุณหรือคุณพ่อทำเป็นตัวอย่าง ควรเป็นเพศเดียวกัน ลูกอาจอยากเลียนแบบมากขึ้น
ฝึกกับตุ๊กตา ให้ลูกเล่นตุ๊กตาตัวโปรด ลองหาจังหวะให้เขาชวนตุ๊กตาให้เลิกใส่ผ้าอ้อม แล้วมาขับถ่ายแบบผู้ใหญ่
ให้ลูกเลือกกระโถนเอง อธิบายว่ากระโถนเอาไว้ทำอะไร ให้ลูกได้นั่งเล่นกระโถนบ่อยๆ เพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ กับกระโถน
หลังจากลูกอึใส่ผ้าอ้อมเสร็จ ให้เอาอึไปเขี่ยลงชักโครกให้ลูกดู (แต่ยังไม่กดน้ำชำระ เพราะเด็กบางคนอาจกลัวเสียงดัง หรือรู้สึกกลัวการที่ส่วนของร่างกายถูกดูดลงไปในน้ำ) เพื่อบอกลูกเป็นนัยว่า อึควรลงไปอยู่ในชักโครกมากกว่าที่จะอยู่ในผ้าอ้อม เพราะอาจมีสุนัขมาคุ้ยเขี่ยจนอึออกมาสกปรก
ระหว่างวัน ไม่ใส่ผ้าอ้อมจนกว่าลูกจะร้องขอ นั่นคือเขารู้สึกอยากถ่ายอุจจาระแล้ว ให้ถามว่า “อยากลองนั่งกระโถนหรืออึชักโครกดูไหมจ๊ะ” ด้วยท่าทีที่นุ่มนวล ไม่บังคับ และยิ้มแย้ม (อย่าลืมเตรียมชักโครกให้เหมาะสมกับลูก เช่น มีที่สวมรองนั่ง มีที่วางเท้ากันไม่ให้ลูกกลัวตก)
หากลูกปฏิเสธ คุณไม่ต้องตำหนิหรือบ่นงึมงำ ให้ใส่ผ้าอ้อมให้ลูกอึได้เลย ครั้งต่อไปที่ลูกอยากอึก็ทำแบบเดิม ทำไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งอาจมีเซอร์ไพร้ส์ หรืออาจขอกระโถน เพราะอยากเลียนแบบเพื่อนๆ
หากลูกอึราดกางเกง อย่าตำหนิลูก ไม่เช่นนั้นลูกจะไม่ยอมถอดผ้าอ้อมอีกต่อไป ควรบอกทุกคนที่เกี่ยวข้องถึงวิธีการฝึก ความสม่ำเสมอจะช่วยให้ลูกสำเร็จได้เร็วขึ้น และอย่าลืมสอนลูกล้างมือทุกครั้งหลังขับถ่าย

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

ลูกตื่นร้องไห้ตอนกลางคืน

ไม่ต้องกังวลใจค่ะ เพราะว่าร้อยละ 70 ของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบที่เคยมีหรือยังมีปัญหาตื่นขึ้นมาร้องไห้กลางดึก ไม่ถือว่าผิดปกติ แต่เป็นเพราะว่า ไม่เคยถูกฝึกให้หลับเอง หากต้องการฝึกให้ลูกหลับเองได้ก็มีวิธีค่ะ

 
• วางลูกให้นอนในเตียงตอนที่ลูกเพียงเคลิ้มๆ ไม่ถึงกับหลับ แล้วตบก้นเบาๆ ต่อ ถึงลูกร้องไห้ก็ไม่ต้องอุ้มขึ้นมา แต่ให้พูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หลับฝันดีนะลูก”

 
• กรณีที่เคยให้เข้าเต้าหรือให้ขวดนม ขั้นแรก คือยุติการให้นม แต่ใช้วิธีอุ้มขึ้นมาหรือตบก้นเบาๆ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อาจใช้เวลาไม่กี่วันจนถึง 1 สัปดาห์ มีน้อยมากที่ใช้เวลานานกว่านั้น และเมื่อทำได้สำเร็จ ขั้นต่อไปให้ใช้วิธีเข้าไปอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่ต้องอุ้มขึ้นมาหรือตบก้น

 
• เด็กบางคนมีปัญหาเกี่ยวกับการนอน เช่น

 
– นอนละเมอร้องไห้ มีอาการร้องไห้ไม่ลืมหู ลืมตาหลังจากนอนหลับไปนาน 90 นาที ร้องอยู่นาน 10 – 30 นาที ทำอย่างไรก็ไม่เงียบ แต่จะเงียบเอง ตื่นมาจะจำอะไรไม่ได้ โตขึ้นอาการจะดีขึ้นเองถึงแม้ว่าไม่ได้แก้ไข วิธีแก้ไข อาจทำได้โดยการปลุกลูก 15 นาทีก่อนเวลาตื่นร้อง แล้วยื้อให้ลูกไม่หลับนานประมาณ 5 นาที แล้วจึงค่อยปล่อยให้หลับ ทำต่อเนื่อง 1 – 2 สัปดาห์

 
– นอนฝันร้าย อาจสัมพันธ์กับหลายเหตุ เช่น เล่นมากเกินไปก่อนเข้านอน หรือเครียดจากเรื่องต่างๆ เช่น ย้ายบ้าน มีน้องใหม่ เพิ่งเข้าโรงเรียน หรือดูรายการทีวีที่น่ากลัว วิธีแก้ไข คือ งดการเล่นมากเกินไปก่อนนอน หาวิธีคลายเครียดในชีวิตประจำวัน โดยการสร้างความมั่นใจ ให้ความรัก ความเอาใจใส่ และไม่ให้ดูรายการทีวีน่ากลัว

 
• เด็กบางคนมีปัญหาสุขภาพ เช่น

 
– โรคภูมิแพ้ หายใจลำบาก คัดจมูก ต่อมอดีนอยด์และทอนซิลโต ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนขณะนอนหลับลึก จึงตื่นบ่อย หรือเป็นโรคผิวหนังภูมิแพ้ จะมีอาการคันมาก นอนไม่ได้เช่นกัน วิธีแก้ไข คือ รักษาภาวะภูมิแพ้

 
– บางคนมีอาการ แพ้อาหารหรือยา บางอย่างทำให้นอนหลับไม่ดี วิธีแก้ไข คือ หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้

 
• กรณีที่เคยหลับยาว แต่อยู่มาวันหนึ่งมีปัญหาตื่นขึ้นมาร้อง อาจมีปัญหา ความเครียดหรือกังวลกับการแยกจากแม่ มักพบในกรณีที่เด็กเริ่มโตขึ้น อายุประมาณ 12 – 14 เดือน เนื่องจากแม่ทำงานนอกบ้าน มีเวลาอยู่กับลูกน้อย วิธีแก้ไข คือ ให้แม่ใช้เวลาคุณภาพอยู่กับลูก เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูก หรือลูกอาจตื่นร้องไห้เพราะ ความเจ็บป่วย เช่น ปวดหูเนื่องจากเป็นโรคหูอักเสบ ปวดฟันจากฟันขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

รู้จักโรค ต่อม อดีนอยด์ และ ต่อมทอนซิลโต

ต่อมอดีนอยด์ (อยู่ด้านหลังของโพรงจมูก) และต่อมทอนซิลเป็นส่วนของร่างกายซึ่งมีเม็ดเลือดขาวอยู่เป็นจำนวนมากทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางบริเวณช่องจมูกและปาก วัยเด็กมีโอกาสติดเชื้อได้บ่อย สองต่อมนี้จึงมีขนาดใหญ่กว่าช่วงวัยอื่น ผู้ที่มีปัญหาติดเชื้อหวัดบ่อยจะมีปัญหาต่อมโตมากจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
– หูอักเสบ ไซนัสอักเสบซ้ำซาก เนื่องจากต่อมที่โตจะไปกีดขวางช่องทางที่เชื่อมต่อกับหูชั้นกลางและโพรงไซนัส ทำให้เกิดการติดเชื้อ และเมื่อติดเชื้อบ่อย ต่อมก็จะยิ่งโตขึ้น
– ขัดขวางทางเดินหายใจ ทำให้หายใจเสียงดัง นอนกรน หยุดหายใจขณะนอนหลับ เพราะเมื่อเริ่มหลับลึก ลิ้นจะตกลงไปอุดทางเดินหายใจซึ่งแคบมากอยู่แล้ว เมื่อสมองได้รับออกซิเจนน้อยลงจึงตื่นบ่อย ส่งผลต่อการทำงานของสมองและความจำ ทำให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) หลั่งน้อยเรียนหนังสือไม่ดี พฤติกรรมผิดปกติ เช่น เซื่องซึมหรือซนมาก และเมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง หัวใจจะทำงานหนักจนอาจเกิดหัวใจวายได้
–  ขัดขวางการกลืน ทำให้กลืนอาหารลำบาก เป็นเด็กกินอาหารยาก อาเจียนง่าย

 
– โครงสร้างรูปใบหน้าเปลี่ยนแปลง เนื่องจากหายใจทางจมูกได้น้อย จึงต้องอ้าปากไว้ตลอดเวลา ทำให้ฟันหน้ายื่น การสบฟันผิดปกติ ดั้งจมูกแบน เพดานปากสูงและแคบ พูดเสียงขึ้นจมูก พูดไม่ชัด เป็นเด็กหน้าตายหรือสีหน้าเรียบเฉย ไม่ใคร่มีสุข
ในกรณีลูกของคุณแม่มีอาการหายใจเสียงดังตั้งแต่เล็ก อาจเข้าได้กับกรณีแพ้โปรตีนนมวัว แถมตอนนี้มีอาการไออีก หมอคิดว่าลูกอาจมีอาการของไซนัสอักเสบร่วมด้วย ซึ่งวินิจฉัยได้โดยการเอกซเรย์ และรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้หายสนิท ร่วมกับการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และพ่นยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้อาการภูมิแพ้ที่จมูกดีขึ้น
จากนั้นก็หาสาเหตุให้ได้ว่ามีอะไรอีกบ้างที่ลูกอาจแพ้ ซึ่งทราบได้โดยการทำทดสอบผิวหนังหรือเจาะเลือดเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่ออาการแพ้ ถ้าคิดว่าไม่มีสาเหตุอื่น คุณแม่อาจลองให้ลูกหยุดกินนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว ซึ่งอาการน่าจะดีขึ้น และเมื่อไม่มีการติดเชื้อนานๆ ต่อมอดีนอยด์และทอนซิลก็อาจเล็กลง จนอาการหายใจเสียงดังและนอนกรนดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัดออก แต่หากยังไม่ดีขึ้นแล้วพบว่าลูกมีปัญหาหยุดหายใจขณะนอนหลับ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดต่อมอดีนอยด์และทอนซิลออกในที่สุด

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ shutterstock

Tags

ทำยังไงดี ลูกกลัวหมอสุดๆ

Q: ลูกชายเอาเม็ดถั่วแหย่จมูกเล่นและเกิดหลุดลงไปอุดตันทางเดินหายใจจนต้องรีบพาเข้าห้องฉุกเฉิน ตอนนี้เขาเลยกลัวหมอมากจะทำอย่างไรดีคะ

เด็กส่วนใหญ่กลัวหมอ ยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ฝังใจ เช่น ฉีดยา เย็บแผลให้น้ำเกลือ ถูกจับหรือมัดเพื่อทำการรักษา เคยถูกจับแยกจากแม่ให้อยู่กับพยาบาลเพื่อเจาะเลือดฯลฯ ยิ่งทำให้ลูกกลัวอย่างรุนแรง บางคนถึงขนาดฝันร้าย นอนละเมอ งอแง ติดแม่มากขึ้น แม้แต่พูดถึงหรือขับรถผ่านโรงพยาบาลก็อาจร้องไห้กลัวลนลาน แต่ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 3 – 6 เดือนแต่เด็กบางคนก็กลัวจน 6 – 7 ขวบ หากลูกกลัวมากคุณอาจลองวิธีการต่อไปนี้เพื่อลดความกลัวให้ลูกค่ะ

1. เล่นอุปกรณ์ของเล่นหมอ

ให้ลูกใช้เล่นกับตุ๊กตาหรือคนในบ้าน

2. อ่านหนังสือนิทานเกี่ยวกับการไปโรงพยาบาล

แต่อย่าเลือกชนิดเลือดสาดหรือน่าหวาดเสียว ควรชมเชยว่าลูกเก่งเหมือนฮีโร่หรือตัวละครในนิทาน

3. พูดถึงหมอในแง่ดี

ว่าช่วยให้ลูกหายป่วย จะได้เล่นได้ กินอาหารได้ มีสุขภาพแข็งแรง

4. ไม่ใช้การไปหาหมอมาขู่เวลาลูกดื้อ

ควรอธิบายว่าสิ่งที่หมอทำ เช่น การฉีดยา การให้น้ำเกลือเป็นการช่วยให้ลูกหายป่วย การฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกป่วยเป็นโรคร้ายแรง ไม่ใช่เป็นการลงโทษเพราะลูกดื้อ

5. ขณะนั่งรอตรวจ เด็กควรมีอะไรทำเพลินๆ

เพราะเด็กที่กลัวหมออยู่แล้ว หากต้องนั่งรอคิวนานๆ จะยิ่งทำให้กลัวมากขึ้น เพราะคิดไปต่างๆ นานา ยิ่งได้เห็นเด็กร้องไห้ออกมาจากห้องตรวจอีก ขวัญยิ่งหนีกระเจิง กิจกรรมง่ายๆ ที่ลูกชอบ เช่น ระบายสี อ่านหนังสือนิทาน ดูการ์ตูน เล่นของเล่น ฯลฯ ระหว่างรอตรวจ จะช่วยลดการจดจ่อและการเห็นภาพต่างๆที่กระตุ้นให้กลัวยิ่งขึ้นได้

6. เตรียมของขวัญพิเศษให้เด็กที่กล้าหาญ

คุณหมอบางคนจะเตรียมไว้ให้ หรือคุณแม่อาจเป็นคนเตรียมของที่ถูกใจลูกมาให้หมอเป็นคนให้ก็ได้ หรือแม่อาจตกลงกับลูกว่า หากเขาให้ความร่วมมือดีในการตรวจ จะมีรางวัลให้

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ลูกมักไอตอนกลางคืน

ลองเช็คดูสิว่า เข้าข่าย 3  อาการเหล่านี้หรือเปล่า

 
  1) โรคไซนัสอักเสบ กลางวันอาจไม่ค่อยมีอาการ แต่กลางคืนจะไอมาก เพราะน้ำมูกไหลลงคอ กลายเป็นเสมหะในคอ ทำให้ต้องไอเพื่อขับเสมหะออกมา หมอจะนึกถึงโรคนี้ถ้าลูกมีประวัติเป็นหวัดบ่อยๆ น้ำมูกใสบ้าง เหลืองเขียวบ้าง คัดจมูกเรื้อรัง บางครั้งมีไข้ อาจมีอาการปวดหัวหรือไม่มีก็ได้ อาจมีนอนกรน หายใจเสียงดัง มีเลือดกำเดาไหล ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น การวินิจฉัยทำได้โดยการถ่ายภาพเอ็กซเรย์ รักษาโดยการกินยาแก้อักเสบอย่างต่อเนื่อง และหากเป็นโรคภูมิแพ้ก็ต้องรักษาร่วมกันไปด้วย เพื่อไม่ให้กลับเป็นซ้ำ

 
2) โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิไวเกิน (ภูมิแพ้) หรือหอบหืด ซึ่งไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจากการแพ้สารจากการกินหรือการสูดดม มักมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว ตอนกลางวันไม่มีอาการ อาจเป็นเพราะไม่ได้เจอกับสิ่งที่แพ้ แต่กลางคืนเข้าห้องนอน อยู่บนเตียงนอน อาจมีฝุ่นหรือไรฝุ่นที่อยู่ตามตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม หรือพรม เมื่อสูดหายใจเข้าไปจึงกระตุ้นให้ไอหรือหอบได้

 
หมอเคยพบคนไข้ภูมิแพ้ที่แพ้นมวัว และแนะนำให้หยุดกิน ตอนกลางวันเขายอมกินนมถั่วจากกล่อง แต่กลางคืนติดดูดขวด และต้องเป็นนมวัวที่เคยชินเท่านั้น ผลคือตอนกลางวันไม่ไอ แต่ไอเฉพาะกลางคืนเช่นกัน รักษาโดยการกินยาหรือสูดยาพ่นขยายหลอดลม ป้องกันโดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ คุณหมออาจสั่งยาให้ใช้ต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการ เช่น การกินยาแก้แพ้ (ยาเซทเทอริซีน ซิงกูแลร์) การสูดยาพ่นสเตียรอยด์

 
3) ภาวะการไหลย้อนกลับของน้ำย่อยหรืออาหาร จากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร (gastroesophageal reflux disease: GERD) คือ มีแรงดันจากกระเพาะอาหารมากกว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหูรูด ซึ่งหดรัดอยู่ที่บริเวณรอยต่อของกระเพาะอาหารกับหลอดอาหาร ทำหน้าที่กันไม่ให้อาหารหรือน้ำย่อยไหลย้อนกลับ

 
ผู้ป่วยมักมีประวัติอาเจียนง่าย มีอาการแสบร้อนกลางอก ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ รู้สึกมีรสขมอมเปรี้ยวในปากเพราะกรดและของเหลวในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมา ที่มีอาการไอ ก็เพราะกรดที่ไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติของทางเดินหายใจ ทำให้หลอดลมหดเกร็งตัวจนเกิดอาการไอ และที่มีอาการไอตอนกลางคืน ก็อาจเป็นเพราะกินอาหารเย็นมากกว่ามื้ออื่นๆ พอถึงเวลานอนแล้วอาหารยังย่อยไม่หมด เมื่อนอนราบจึงมีโอกาสที่จะไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายกว่า

 
การวินิจฉัยทำได้โดยการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านระบบลำไส้ เพื่อตรวจภาวะความเป็นกรดบริเวณหลอดอาหาร รักษาโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด แล้วแต่ความรุนแรงของโรค

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เคี้ยวน้ำแข็งอันตรายกว่าที่คิด

เคี้ยวน้ำแข็งอันตรายกว่าที่คิด

Q: ลูกชายวัย 4 ขวบชอบกินน้ำแข็งมาก ต้องกินทุกวันเคี้ยวกรุบๆ สนุกสนานมาก (มันเขาล่ะ) แต่ดิฉันได้ยินมาว่า เด็กที่เคี้ยวน้ำแข็งบ่อยๆ มีแนวโน้มจะขาดธาตุเหล็กใช่หรือไม่คะ

การเคี้ยวน้ำแข็งนอกจากทำให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น เป็นมารยาทบนโต๊ะอาหารที่ไม่สุภาพ บางครั้งเคี้ยวพลาดไปกัดลิ้นตัวเองอาจสำลักก้อนน้ำแข็งเหมือนสำลักอาหาร เป็นอันตรายกับเคลือบฟัน ทำให้ฟันบิ่น  เมื่อเนื้อฟันกร่อนจนถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้รากฟันเสียหาย ยิ่งถ้าเป็นน้ำแข็งยูนิตหรือน้ำแข็งในตู้เย็นปกติจะมีความแข็งมากกว่าน้ำแข็งขนาดเล็กแบบก้อนกรวดที่ขายในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด

เด็กที่ขาดธาตุเหล็กอาจจะชอบกินอะไรแปลกๆ เช่น ชอบกินดิน  ไม่เกี่ยวกับกินน้ำแข็ง และเด็กที่ชอบกินน้ำแข็งก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเกิดเพราะได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ สูญเสียเลือดเรื้อรัง เป็นต้น

คนที่ชอบกินน้ำใส่น้ำแข็งหรือน้ำเย็นไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ยกเว้นเวลาไอหรือน้ำมูกไหล อาจทำให้อาการเป็นมากขึ้นเล็กน้อยเพียงแต่คอยดูแลเรื่องความสะอาดของน้ำแข็ง แต่ถ้าฝึกให้ลูกกินน้ำธรรมดาได้น่าจะดีกว่า เวลาไปไหนมาไหนจะได้ไม่ลำบาก ไม่ต้องวิ่งหาน้ำเย็นมาให้ลูกกิน

ส่วนใหญ่ที่ลูกชอบกินน้ำเย็นหรือน้ำใส่น้ำแข็งเพราะผู้ใหญ่เคยไปให้เขาลองกินแล้วติดใจ ทีนี้ก็เลยเรียกร้อง แล้วยิ่งถ้าได้เคี้ยวน้ำแข็งอาจรู้สึกสนุกปาก หรือเป็นเพราะเคยทำแล้วผู้ใหญ่หัวเราะหรือขำที่เห็นเด็กทำ ก็เลยติดใจกลายเป็นนิสัย

วิธีแก้ไขคือ  อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการเคี้ยวน้ำแข็งจะส่งผลเสียอะไร เพราะอายุสี่ขวบกว่าแล้วน่าจะพอเข้าใจ อาจให้คุณหมอฟันหรือคุณครูช่วยพูด พยายามหากิจกรรมที่น่าสนใจให้ลูกทำ จะได้ลืมเรื่องการเคี้ยวน้ำแข็ง อย่าพูดตำหนิ พูดแซว หรือต่อว่า ทุกคนในบ้านควรหลีกเลี่ยงการกินน้ำแข็งให้ลูกเห็น ไม่เช่นนั้นอาจตื๊อขอกินด้วย แต่หากไม่อยากฝืนใจลูกควรเลือกน้ำแข็งชนิดที่ไม่แข็งมากและเป็นก้อนขนาดเล็กๆ

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ภาพ: Shutterstock

ลูกอาเจียน หลังกินยา

ลูกอาเจียน หลังกินยา ต้องป้อนยาซ้ำหรือไม่?

หากคุณแม่กำลังป้อนยาลูกอยู่ แต่ ลูกอาเจียน หลังกินยา ถ้าเป็นแบบนี้ควรทำอย่างไร ต้องป้อนยาซ้ำหรือไม่? Amarin Baby & Kids มีคำตอบจากคุณหมอมาฝากค่ะ

ไขข้อสงสัย ถ้า ลูกอาเจียน หลังกินยา ต้องป้อนยาซ้ำหรือไม่?

การพิจารณาป้อนยาซ้ำในกรณีที่ ลูกอาเจียน หลังกินยา ไม่มีคำแนะนำที่เป็นมาตรฐานแน่นอน

เพราะโดยทั่วไปถ้าหากลูกน้อยของคุณไม่ได้เป็นโรคที่มีปัญหาเรื่องการย่อยและการดูดซึม เช่น โรคไวรัสลงกระเพาะ หากป้อนยาเข้าไปแล้วนาน 30 นาที คาดว่ายาน่าจะดูดซึมเข้าร่างกายไปแล้ว (คล้ายคลึงกับคำแนะนำเวลากินยาก่อนอาหาร ควรกินตอนท้องว่าง ก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที) ดังนั้นหากอาเจียนหลังจากกินยาไปแล้วนาน 30 นาที จึงไม่ต้องป้อนใหม่ แต่กรณีต่อไปนี้…อาจต้องพิจารณาให้ยาอีกครั้ง

ลูกอาเจียน
ลูกอาเจียนหลังกินยา ต้องป้อนยาซ้ำหรือไม่?
  • เป็นโรคที่กระเพาะอาหารทำงานน้อยลง อาจเป็นไปได้ว่ายาอาจจะยังไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ยิ่งถ้าเห็นเศษอาหารที่กินมาก่อนอาเจียนนานหลายชั่วโมงแล้วออกมาด้วย อาจต้องให้ยาใหม่อีกครั้ง แต่ลดขนาดยาลงเหลือครึ่งหนึ่ง

 

  • หากอาเจียนทันที ควรป้อนยาขนาดเดิมอีกครั้ง หากอาเจียนไม่ทันที แต่ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที ควรป้อนยานั้นในขนาดที่ลดลงครึ่งหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า การตัดสินใจป้อนยาใหม่ เมื่อ ลูกอาเจียน หลังกินยา หรือไม่ >> เป็นเรื่องที่ยุ่งยากลำบากใจพอสมควร เพราะหากให้ยามากเกินไปก็กลัวผลข้างเคียงของยา แต่หากได้ยาไม่ครบก็อาจทำให้ไม่หายจากโรค นอกจากนี้ ยังทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่จำเป็น เช่น กรณีของยาปฏิชีวนะที่อาเจียนออกไป ต้องไปซื้อยามาเพิ่มอีกขวดหนึ่งเพื่อกินให้ครบ …ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ป้อนยาลูกอย่างไรโดยไม่อาเจียน คือ ⇓

อ้าว! ลืมกินยา

ขึ้นกับว่าเป็นยากินวันละกี่ครั้ง เช่น หากเป็นยากินวันละครั้ง หรือ 2 ครั้ง ควรกินทันทีที่นึกขึ้นได้ โดยพิจารณาว่า ต้องกินหลังอาหารหรือไม่ใช่ตอนท้องว่างหากยามีฤทธิ์กัดกระเพาะ หรือต้องกินตอนท้องว่าง ในกรณีที่อาหารอาจรบกวนการดูดซึมของยา เพราะหากต้องรอกินในมื้อถัดไป จะมีช่วงเวลาที่ไม่มียาคุมอาการนานเกินไป อาจทำให้ผลการรักษาไม่ดี

 
หากเป็นยาที่กินวันละ 3 – 4 ครั้ง การรอกินในมื้อถัดไปก็ไม่ทำให้เสียหายอะไร เพราะเป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงค่ะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

ให้ลูกดื่มน้ำผักแทนกินผักได้หรือไม่

Q: ลูกไม่ชอบกินผักเอามากๆ เลยค่ะ แต่บางครั้งก็ยอมกินน้ำผักที่มีขายทั่วๆ ไป อยากทราบว่าจะมีประโยชน์ทดแทนกันได้หรือเปล่า

ทดแทนกันไม่ได้ค่ะ เพราะขั้นตอนการผลิตน้ำผักในกล่องทำให้วิตามินที่เป็นประโยชน์ถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว คงเหลือไว้แต่ความหวานกับวิตามินบางตัวเท่านั้น ส่วนน้ำผักที่คั้นกันสดๆ ที่เราเห็นกันตามซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องระวังเรื่องสารเคมีตกค้างและความสะอาดเพราะอาจไม่ได้ล้างสะอาดเพียงพอ รวมถึงมือของผู้ผลิตอาจไม่สะอาดก่อนที่จะมาจับผักผลไม้

ดังนั้นหากเป็นไปได้…

1. คุณควรทำเองที่บ้าน

โดยซื้อหนังสือสูตรทำน้ำผักผลไม้แล้วทำกันสดๆ ให้ลูกกินทุกวัน เป็นแบบปั่นหรือสมู้ตทีจะมีประโยชน์กว่าแบบคั้นแยกกาก เพราะลูกจะได้เส้นใยจากผักผลไม้ด้วย

2. หาสูตรทำผักเป็นอาหาร

ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกชอบกิน เริ่มจากผักที่กินง่ายๆ ไม่เหม็นเขียว เอามาปั่นให้ละเอียดคลุกกับเนื้อสัตว์แล้วทอด หรือยัดไส้แตงกวาทำแกงจืด เป็นต้น

3. อ่านหนังสือที่สอนเกี่ยวกับการกินผักให้ลูกฟัง

ฝากคุณครูหรือคุณหมอให้ช่วยพูดอีกแรงให้ลูกกินผัก

ที่สำคัญคือ คุณควรกินผักอย่างสม่ำเสมอให้ลูกดูเป็นแบบอย่างด้วยนะคะ

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

รู้จัก นมสกัดจากเนื้อไก่

ข้อดีของนมที่สกัดจากเนื้อไก่ คือ ใช้ทดแทนนมวัว นมแพะ หรือนมถั่วในกรณีที่ลูกมีปัญหาแพ้นมดังกล่าว ราคาไม่แพงเหมือนกับนมสำหรับเด็กแพ้จากต่างประเทศ และรสชาติพอใช้ กินไม่ยาก เป็นสารอาหารที่ผลิตโดยกรรมวิธีพิเศษจากเนื้ออกไก่นำมาต้ม แล้วทำให้ละเอียดโดยการปั่นแล้วแช่แข็งทันที การเก็บจึงต้องมีตู้แช่แข็ง และมีจำหน่ายที่โรงพยาบาลศิริราชเท่านั้น

 
นมดังกล่าวมีการเติมวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ คล้ายกับที่เติมในนมผง ซึ่งใช้ค่าต่างๆ ที่อยู่ในนมแม่เป็นมาตรฐาน แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างสารเลียนแบบสารอาหารที่มีอยู่ในนมแม่ได้ครบถ้วนทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ดีเอชเอ (ชนิดที่ลูกเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่ชนิดเติมอยู่ในนมผงซึ่งเป็นสารสังเคราะห์) เม็ดเลือดขาว ฮอร์โมน เอนไซม์  หรือภูมิต้านทานโรค

 
การกินนมแม่จึงมีประโยชน์มากกว่านมไก่ แต่หากลูกแพ้อาหารบางอย่างที่ส่งผ่านทางน้ำนมแม่จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ แม่จึงต้องงดอาหารที่ทำให้ลูกแพ้

 
ผลข้างเคียงของนมไก่ ยังอยู่ในขั้นติดตามเก็บข้อมูลอยู่ค่ะ เพราะเพิ่งเริ่มผลิตใช้มาประมาณ 10 กว่าปี ในเรื่องของไข้หวัดนก น่าจะปลอดภัย เพราะผ่านกระบวนการกำจัดเชื้ออย่างดี ส่วนเรื่องฮอร์โมนตกค้าง ต้องตามดูกันต่อไป

 
เคยมีกรณีที่เด็กกินนมไก่แล้วพบว่าในปัสสาวะมีตะกอนของแคลเซียมออกซาเลตเพิ่มขึ้น เกิดเป็นตะกอนสีส้มติดอยู่ที่ผ้าอ้อม (ตะกอนแคลเซียมออกซาเลตพบในโรคนิ่ว) ทำให้ต้องหยุดกินไปค่ะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

เด็กกับผลกระทบจากคลื่นโทรศัพท์

สงสัยเรื่องคลื่นโทรศัพท์กับทารกค่ะ ถ้าคุยโทรศัพท์ใกล้ๆ ลูก จะเป็นอันตรายไหม

คลื่นโทรศัพท์ที่คุณแม่ถาม น่าจะหมายถึงโทรศัพท์มือถือ หากเป็นโทรศัพท์บ้านไม่มีปัญหาค่ะ แต่ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือ เวลาที่ใช้งานจะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่งออกมาจากตัวเครื่องปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน พลังงานที่เกิดขึ้นรวมถึงความร้อนจากตัวเครื่องจะมีผลต่อการทำงานของเซลล์ร่างกายทำให้แบ่งตัวเพิ่มขึ้น (ตามปกติเซลล์ร่างกายมีการแบ่งตัวอยู่แล้ว)

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากเซลล์แบ่งตัวมากเกินไปจะส่งผลให้กลายเป็นมะเร็งสมองหรือมะเร็งหูหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบกันอยู่ค่ะ

บางรายงานการศึกษาพบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือนานกว่า 10 ปี  เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งหูมากขึ้น 4 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ การใช้โทรศัพท์มือถือพูดคุยโดยแนบกับหูเป็นเวลานานพบว่า ทำให้มีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลียและสมาธิแย่ลง แต่บางรายงานสรุปว่าการใช้โทรศัพท์มือถือไม่เพิ่มความเสี่ยงใดๆ ตอสุขภาพอย่างไรก็ดีเนื่องจากระยะเวลาในการติดตามผลการศึกษายังไม่นานพอ จึงยังสรุปไม่ได้แน่นอน

เนื่องจากเด็กยังมีสมองที่กำลังพัฒนา และมีกะโหลกศีรษะบางกว่าผู้ใหญ่ หากได้รับคลื่นจากโทรศัพท์มือถือตั้งแต่เด็ก ทำให้มีโอกาสได้รับคลื่นแม่เหล็กสะสมเป็นจำนวนมากกว่าผู้ใหญ่ และอาจมากพอจนเกิดอันตรายต่อสุขภาพ จึงมีคำแนะนำดังนี้ค่ะ

  1. เด็กอายุน้อยกว่า 16 ปี ใช้โทรศัพท์มือถือกรณีจำเป็นเท่านั้น
  2. หากจำเป็นต้องใช้ ให้ใช้เวลาไม่นานเกิน 6 นาทีต่อครั้ง
  3. ควรใช้อุปกรณ์เสริมในการพูดโทรศัพท์ เพื่อให้ตัวเครื่องอยู่ห่างจากสมองและหู
  4. การฟังเพลงจากโทรศัพท์ เหมือนกับการฟังจากวิทยุหรือหูฟัง ให้ระวังระดับความดังของเสียงที่มากและนานเกินไปจนเป็นอันตรายต่อหูทำให้หูตึงได้

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ภาพ: shutterstock

เด็กๆ เป็นไมเกรนได้หรือไม่

Q: ลูกอายุ 7 ขวบมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว ไม่ทราบว่าเด็กวัยนี้มีโอกาสเป็นไมเกรนหรือไม่คะ

เป็นไปได้ค่ะ เพราะโรคไมเกรนเป็นสาเหตุของอาการปวดหัวข้างเดียวแบบเป็นๆ หายๆ ที่พบบ่อยที่สุด แต่ก็อาจเป็นโรคอื่นได้ด้วยเช่น  โรคไซนัสอักเสบ ปัญหาเรื่องสายตา โรคเนื้องอกสมอง

ดังนั้นคุณแม่ควรสังเกตว่าลูกมีอาการที่เข้าข่ายโรคใดมากที่สุดและหากสงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคอื่น การตรวจร่างกายอย่างละเอียดและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมจะช่วยให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง

โรคไมเกรน มักมีประวัติพันธุกรรม โดยเฉพาะทางฝ่ายแม่ เกิดจากการที่เส้นเลือดด้านหนึ่งของศีรษะหดตัวอย่างรุนแรงแล้วขยายตัว เมื่อมีเลือดมาคั่งบริเวณดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการปวดตุ้บๆ

การที่เส้นเลือดหดตัวอาจเกิดจากการกระตุ้นจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารบางอย่าง ความเครียด บางคนอาจมีอาการนำก่อนมีอาการปวด เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาจปวดนานหลายชั่วโมงหรือเป็นวัน วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือ  การนอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมักมีอาการดีขึ้น การกินยาแก้ปวดช่วยลดอาการปวดลงได้

โรคไซนัสอักเสบ คือการอักเสบของโพรงไซนัสข้างจมูก มักเป็นในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อยๆ อาการปวดหัวเกิดจากการที่มีหนองขังอยู่ในโพรงดังกล่าว

โรคสายตาสั้น ยาว เอียง เนื่องจากมองเห็นไม่ชัด ทำให้ต้องเพ่งกล้ามเนื้อรอบตาต้องทำงานหนัก ทำให้มีอาการปวดได้

โรคเส้นเลือดโป่งพองในสมอง พบได้น้อยมาก วินิจฉัยยากมาก อาการปวดหัวข้างเดียวแยกได้ยากจากโรคไมเกรน แต่อาการปวดจะไม่สัมพันธ์กับปัจจัยกระตุ้นอย่างชัดเจนเหมือนกับโรคไมเกรน นึกอยากปวดตอนไหนก็ปวด

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ไข่กับคลอเลสเตอรอล

ไข่เป็นอาหารดี ราคาถูก เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด เช่น โปรตีน ไขมัน วิตามิน (เอ บี ดี อี เค) และแร่ธาตุ แต่การกินอาหารทุกอย่างควรกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่ยึดหลัก “ยิ่งมากยิ่งดี” สิ่งที่ควรคำนึงถึง ได้แก่

 
โปรตีน – มีบางคนแพ้โปรตีนจากไข่ ทำให้กินไม่ได้ ส่วนคนที่มีปัญหาโรคไต ไม่ควรกินโปรตีนมากเกินไป ดังนั้นหากกินโปรตีนชนิดอื่นอยู่แล้ว ยังได้จากโปรตีนจากไข่เข้าไปอีก จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

 
ไขมัน – ในไข่มีคอเลสเตอรอลสูง 146 – 232  มิลลิกรัมต่อฟอง ขึ้นกับขนาดของไข่ ร่างกายควรได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน อย่าลืมว่าลูกกินอาหารอย่างอื่นที่มีคอเลสเตอรอลอยู่แล้ว เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ หรือกินแป้งและน้ำตาล ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นคอเลสเตอรอลได้อีก

 
ดังนั้นปริมาณไข่ที่แนะนำ คือ ไม่ควรเกินวันละ 1 ฟอง (หากเป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม ต้องลดเหลือไม่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์) เพราะว่าการมีระดับคอเลสเตอรอลสูง จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน

 
หากลูกกินไข่อย่างเดียวจนอิ่มแล้ว อาจทำให้ไม่ได้รับอาหารอื่น เช่น ผัก ผลไม้ หรือโปรตีนชนิดอื่น ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่ไม่มีในไข่ ดังนั้นจึงควรฝึกให้ลูกกินอาหารให้หลากหลาย

 
การบริโภคไข่ในเด็ก ต้องตระหนักอีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่ควรให้เด็กกินไข่ที่ไม่สุกเต็มที่ เช่น ไข่ดาวยางมะตูม ไข่ลวก ไข่ที่ตอกใส่โจ๊ก เพราะอาจมีเชื้อโรคตกค้าง ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบติดเชื้อ ถ่ายเป็นมูกเลือด

 
ส่วนความเชื่อที่ว่าไข่ดิบมีประโยชน์มากกว่าไข่สุกนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะในไข่ดิบมีสารอะวิดินที่ไม่ถูกทำลายโดยความร้อน ซึ่งจะไปรบกวนการดูดซึมวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags