รู้ไหม…ทารกก็มีหลายบุคลิก

มาเรียนรู้และสังเกตกันเถอะว่าลูกน้อยของคุณมีบุคลิกอย่างไรกันบ้าง เพื่อรับมือลูกน้อยอย่างถูกต้องเมื่อเขางอแง

1. คึกคักว่องไว

สังเกตง่ายๆ เขามักจะดิ้นหนีเมื่อคุณจับมาห่อตัว ไม่ยอมให้จับตัวง่ายๆเสียหรอก

สิ่งกวนอารมณ์ การถูกจับพันธนาการด้วยอ้อมแขนของญาติ หรือแม้แต่นั่งคาร์ซีต

วิธีรับมือ ในแต่ละวันควรปล่อยให้เขาได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระเสรีบ้าง เช่น ให้เขาคลานบนพื้นหลังจากเล่นกอดกัน หรือเมื่อต้องนั่งรถไกลๆ ก็แวะจอดตามสวนสาธารณะให้เขาได้คลานบนหญ้านุ่มๆ

 

2. ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ

สังเกตง่ายๆ เขานั่งเล่นบนเก้าอี้โยกสำหรับเด็กได้นานพอที่คุณแม่จะเก็บกวาดครัวจนเสร็จ

สิ่งกวนอารมณ์ การถูกกระตุ้นมากเกินไป เช่น งานปาร์ตี้ที่คึกคัก เสียงดังโหวกเหวก หรือการเล่นหยอกล้อของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่หยุดหย่อนด้วย

วิธีรับมือ เมื่อมีแขกมาบ้านก็ให้เวลาลูกอุ่นเครื่องเสียหน่อย ปล่อยให้ลูกเล่นอย่างที่เขาพอใจ เพราะการเร่งเร้าให้เขาเล่นกับแขก มีแต่จะทำให้ลูกหงุดหงิดมากขึ้น

 

3. ชอบเป็นจุดเด่น

สังเกตง่ายๆ เขามักจะยิ้ม โบกมือ ตบมือ หรือถีบเท้าทุกครั้งที่รู้ว่ามีคนมอง

สิ่งกวนอารมณ์ ความเบื่อหน่าย เขาจะหงุดหงิดถ้าคุณอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่ยอมเล่นด้วยเสียที

วิธีรับมือ อุ้มลูกมานั่งหน้ากระจกให้เขาเล่นกับเงาสะท้อนของตัวเอง หรือหาของเล่นที่ตอบโต้ด้วยเสียงหรือแสงได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

เส้นเลือดขอดในแม่ท้อง แก้ได้

สาเหตุที่ทำให้ว่าที่คุณแม่เส้นเลือดขอดได้ เพราะระบบเลือดในร่างกายก็มีการไหลเวียนเพิ่มขึ้น จึงทำให้หลอดเลือดดำขยายตัว ขณะเดียวกันน้ำหนักจากมดลูกที่ใหญ่ขึ้นๆ ก็กดทับเส้นเลือด จนเห็นเส้นเลือดดำชัดเจน หรือปูดนูนออกมา มีคำแนะนำ 2-3 ข้อ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอดในแม่ท้อง ดังนี้ค่ะ

  1. อย่ายืนติดต่อกันเป็นเวลานานๆ และหากจำเป็นต้องยืน ควรยืนพักขาสลับซ้าย-ขวาให้บ่อยเท่าที่จะทำได้
  2. หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง
  3. แช่เท้าในน้ำอุ่น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ทำไมต้องเป็นฉัน! ท้องแล้วผิวพรรณไม่สวยเลย

Q. เห็นแม่ท้องคนอื่นยิ่งท้องยิ่งผิวพรรณอิ่มเอิบสวยงาม แต่ถึงคราวฉัน พอท้องกลับมีจุดขึ้นทั้งใบหน้า หน้าอกอย่างกับตกกระเต็มไปหมด ไม่ชอบเลย

ถึงร่างกายของคุณแม่ท้องทุกคนจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากฮอร์โมนต่างๆ ปรับเปลี่ยนไป แต่ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ท้องแต่ละคนก็ต่างกัน อาการรอบจุดสีบนใบหน้า ลำคอ รักแร้ หน้าอก รวมถึงหน้าท้องและต้นขาแตกลาย มีสาเหตุมาจากร่างกายของคุณแม่ผลิตเมลานินมากขึ้น ทำให้เกิดจุดสีบนผิว หรือบางคนก็มีสีผิวเข้มขึ้น รวมถึงรอยแตกลายบริเวณผิวหนัง

อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณในระหว่างตั้งครรภ์นี้ จะค่อยๆ จางลงหลังคลอด แต่หากคุณแม่รู้สึกกังวล ในระหว่างนี้ก็สามารถใช้ครีมกันแดดทาเพื่อช่วยชะลอผิวคล้ำเสียได้ค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

หย่านมแม่

หย่านมแม่ เมื่อไหร่? ยังไงดี?

คุณแม่หลายคน เข้าใจว่า หย่านมแม่ แล้วจะทำให้ลูกน้อยต้องการพึ่งพาคุณแม่น้อยลง ตื่นกินนมเวลากลางคืนลดลง แต่จริงๆ แล้วการหย่านม จะทำให้ลูกน้อยหงุดหงิด และต้องการความสนใจมากกว่าปกติ คุณแม่ควรวางแผนการหย่านม ตามอายุ พัฒนาการ และความพร้อมตามธรรมชาติ

Continue reading “หย่านมแม่ เมื่อไหร่? ยังไงดี?”

ช่วยลูกหกล้มอย่างไรให้ผ่านฉลุย

ก่อนอื่นอย่ามองแค่ว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่นี่คือโอกาสดีที่ช่วยให้ลูกได้จัดการกับความรู้สึกยากลำบาก และช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เพื่อรับมือกับความเจ็บปวดเล็กๆน้อยๆให้เขาได้

อันดับแรก พ่อและแม่ควรสงบสติอารมณ์ไว้ก่อน เพราะเด็กๆมักเกิดอาการใจแป้วเมื่อคุณหน้าเสีย จากนั้นเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นและปลอบเขา แต่ถ้าลูกยังดูแย่อยู่ พาลูกไปทำความสะอาดแผล และทายาปิดพลาสเตอร์ให้ สุดท้ายกล่าวชมว่า เขารับมือกับเรื่องนี้ได้ดีแค่ไหน

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

แค่เลือกเป็น “ ของเล่น “ ไม่ใช่ของเล่นๆ อีกต่อไป

ดร.เคธี ไฮร์ซ พาเส็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่น และผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยเทมเพิล ซึ่งเน้นการวิจัยเรื่องภาษาของทารกเสริมว่า “ ของเล่นไม่ใช่เพียงอุปกรณ์กีฬา หรือ เสริมประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น แต่ของเล่นยังช่วยเพิ่มทักษะทางภาษาช่วยให้เด็กได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ และช่วยผ่อนคลายความวิตกกังวลด้วย ซึ่งเราจะได้ประโยชน์จากของเล่นได้สูงสุดก็ต่อเมื่อเข้าไปเล่นและมีส่วนร่วมกับของเล่นนั้นอย่างสร้างสรรค์ ดร.พาเส็กทิ้งท้ายว่า ของที่เป็นประโยชน์คือ มีอย่าง “ หลากหลาย “ ไม่ใช่ “มากมายก่ายกอง “ หากเราแยกไม่ถูกว่าเป็นแบบไหน ให้สังเกตลูกตอนเลือกของเล่นดู ถ้าเขาดูไขว้เขว ไม่มีสมาธิเพราะสติแตกกับจำนวนของเล่นมากมายตรงหน้าจนไม่รู้จะเลือกชิ้นไหน คงถึงเวลาลดจำนวนของเล่นแล้วล่ะ

บทความโดย: บรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

สุขภาพเด็กวัย 1 - 3 ขวบ

ออกกำลังกายช่วยลดอาการเหวี่ยงของลูกน้อยได้

 

ในช่วงวัย 2-3 ขวบ ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มักจะแสดงอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว อันนี้ก็ไม่ อันโน้นก็ไม่ ปฏิเสธและเอาแต่ใจจนพ่อแม่เดาใจไม่ถูก คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากความสับสนเมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งต่างๆ และทุกคนบนโลกมีตัวตนของตัวเอง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตัวเขา หากคุณพ่อคุณแม่รับมือถูกวิธีอาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อลูกน้อยเติบโตสู่ช่วงอายุ 4-5 ขวบ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องอดทนมากขึ้น ตอบคำถามมากขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้น และให้ความรักลูกน้อยมากขึ้น แต่อีกวิธีหนึ่งที่พอจะช่วยบรรเทาอารมณ์เกรี้ยวกราดของลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พอหายปวดหัวได้บ้างก็คือ “การออกกำลังกาย”

 

คุณแม่ไม่จำเป็นต้องเคี่ยวเข็ญลูกให้เป็นนักกีฬา และคุณพ่อไม่จำเป็นต้องพาลูกเข้าฟิตเนสทุกวัน เพียงแค่พาเขาไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะบ้าง หรือเที่ยวทะเลบ้างในบางโอกาส เพื่อให้เขาได้วิ่งเล่นในที่โล่งกว้างอย่างอิสระ และได้สัมผัสสายน้ำ ผืนดิน และแสงแดด หรือกระทั่งพาลูกน้อยออกไปกระโดดเล่นตามแอ่งน้ำหลังฝนตก การได้ออกกำลังในสถานที่เปิดกว้างและเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติ จะช่วยระบายความตึงเครียดให้ลูกน้อย เพียงเท่านี้ลูกน้อยของคุณแม่ก็จะมีสุขภาพจิตที่ดีและสุขภาพกายที่แข็งแรงแล้วค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

ของเล่นเสริมทักษะที่ดีที่สุดไม่มีขาย แต่มีอยู่แล้วในบ้าน

ของเล่นเสริมทักษะที่ดีที่สุดไม่มีขาย แต่มีอยู่แล้วในบ้าน

ลูกน้อยวัยเตาะแตะเป็นวัยที่ต้องการเรียนรู้การใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าความรู้ที่ซับซ้อน ของเล่นที่จะเสริมทักษะให้ลูกน้อยได้จึงควรเป็นของเล่นที่เขาสามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และพบเห็นได้ทั่วไปในบ้านหรือโรงเรียน ตัวอย่างเช่น แก้วน้ำพลาสติก ขวดน้ำ หม้อ ชาม ช้อนส้อม พิมพ์ดีดเก่าๆ โทรศัพท์เครื่องเก่า เสื้อผ้าเก่าของคุณพ่อคุณแม่ และของใช้เก่าๆ ในบ้านอีกมากมายที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ลูกน้อย

ให้ลูกเล่นอย่างไรดีนะ?

อาจให้ลูกน้อยรินน้ำจากขวดใส่แก้ว ตักลูกมะเขือเทศใส่ชามกดแป้นพิมพ์ดีดเล่น ตัดเสื้อผ้าเก่ามาทำงานศิลปะหรือระบายสีลงไปให้เก๋ไก๋ หรือลองใช้โทรศัพท์พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ การเล่นเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะในการใช้ชีวิตประจำวันของลูกน้อย กระตุ้นให้ลูกใช้ความคิดสร้างสรรค์กับของเล่นที่มีอยู่ใกล้ตัว และประยุกต์หรือดัดแปลงมันเพื่อให้เล่นสนุกได้หลากหลายมากขึ้นตามแบบที่เขาจินตนาการ ผลที่ได้คือลูกน้อยจะมีความสุขกับสิ่งของรอบๆ ตัว และสามารถคิดหาวิธีเล่นได้อย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังช่วยคุณพ่อคุณแม่ประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกด้วยนะคะ

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

เสริมทักษะและสติปัญญาเด็ก

ขวดน้ำ ยอดของเล่นสารพัดประโยชน์

ขวดน้ำพลาสติกเป็นของภาชนะที่หาซื้อง่าย มีอยู่ทุกบ้าน แถมยังใช่เล่นสนุกกับลูกน้อยวัยเตาะแตะได้อีกด้วย ขวดน้ำเอามาเล่นอะไรได้บ้าง ลองมาดูกันเลยค่ะ

 

  • รินน้ำให้เต็มขวด ลองให้ลูกน้อยกรอกหรือรินน้ำให้เต็มขวด หรือตามเส้นที่คุณแม่ขีดไว้ให้ กะให้พอดีกับแรงที่ลูกน้อยจะพอถือได้ การเล่นแบบนี้นอกจากลูกน้อยจะชื่นชอบเพราะได้สัมผัสน้ำเย็นชื่นใจแล้ว ยังได้ฝึกกล้ามเนื้อมือในการหยิบจับสิ่งต่างๆ และฝึกการกะปริมาณและทำตามคำสั่งอย่างง่ายๆ ด้วย

 

  • เทน้ำให้ดีนะ ให้ลูกน้อยเทน้ำออกจากขวด ใส่ภาชนะอื่นให้พอดี หรือพยายามให้หกน้อยที่สุด นอกจากฝึกกล้ามเนื้อมือแล้ว ยังช่วยเสริมทักษะการทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาให้ประสานกันด้วย

 

  • ฝนตกแล้วนะ คุณพ่อคุณแม่ลองเจาะรูไว้ที่ฝาหรือฐานของขวด แล้วเทน้ำใส่ขวด ปล่อยให้น้ำไหลลงมาเหมือนฝนตกหรือฝักบัว กิจกรรมนี้ใช้เล่นกับลูกน้อยตอนอาบน้ำได้ นอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้เจ้าตัวน้อยแล้ว ยังสร้างทัศนคติที่ดีกับการอาบน้ำให้ลูกน้อยด้วยนะคะ

 

  • จับมะเขือลงขวด กิจกรรมนี้อาจเล่นได้สนุกกว่าในเด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไป โดยให้เขาหยิบมะเขือเทศหรือผักชิ้นเล็กๆ ใส่ขวดให้ถึงขีดที่กำหนด และให้ลูกน้อยนับไปด้วย อาจเพิ่มความยากขึ้นเล็กน้อยหากลูกน้อยอยู่ในช่วงอายุ 5 ขวบขึ้นไป โดยคุณแม่เตรียมมะเขือเทศใส่ไว้ในขวดก่อนจำนวนหนึ่ง แล้วถามลูกว่าต้องใส่อีกกี่ลูกถึงจะเต็ม เกมนี้ช่วยฝึกทักษะการกะประมาณสิ่งต่างๆ ด้วยสายตา แม้แรกๆ ลูกจะยังกะปริมาณไม่ใกล้เคียงนัก แต่เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆ สายตาของลูกน้อยจะมีความแม่นยำมากขึ้น

 

  • แต่งขวดให้สดใส ลองชวนลูกน้อยทำงานศิลปะด้วยการทาสีหรือปะติดกระดาษเพื่อตกแต่งขวดให้สวยงาม แล้วนำขวดนั้นไปใช้จริงๆ ในบ้าน อาจใช้เป็นแจกันหรือที่ใส่ดินสอ นอกจากจะช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อยแล้ว ยังเพิ่มความภาคภูมิใจและความมั่นใจให้ลูกน้อยที่สามารถทำของขวัญให้คุณพ่อคุณแม่นำไปใช้ได้จริงอีกด้วย

 

  • ขวดน้อยแปลงร่าง เป็นอีกกิจกรรมที่ช่วงเสริมสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความภาคภูมิใจให้ลูกน้อย เพียงแค่คุณแม่ชวนลูกน้อยจินตนาการว่าขวดน้ำของเราจะแปลงร่างเป็นอะไรได้บ้าง แล้วลองช่วยกันประดิษฐ์ให้ได้ใกล้เคียงตามที่วางแผนไว้ การฝึกทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ จะช่วยเสริมสร้างสมาธิ ความอดทน และความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูกน้อยได้ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกน้อยคิดนอกกรอบ ด้วยการใช้ประโยชน์จากขวดน้ำมากกว่าที่เคยด้วย

 
อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีแต่ขวดน้ำที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เล่นกับลูกได้หลากหลาย ของใช้ชิ้นอื่นๆ ในบ้านก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่ลองช่วยกันหาสิ่งของในบ้านและวางแผนคิดเกมสนุกๆ ร่วมกับลูกน้อยดูสิคะ นอกจากลูกน้อยจะได้เสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ แล้ว ยังช่วยเพิ่มสามใยรักในครอบครัวด้วยค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

เทคนิคเลือกหนังสือนิทานให้วัยเตาะแตะ

เทคนิคเลือกหนังสือนิทานให้วัยเตาะแตะ

หนังสือนิทานเป็นสื่อการเรียนรู้สำคัญสำหรับเจ้าตัวน้อย เขาสามารถเรียนรู้โลกกว้าง วิถีการดำเนินชีวิต และทักษะทางภาษาได้อย่างรวดเร็วผ่านหนังสือนิทานหลากหลายรูปแบบ คงไม่ดีแน่หากลูกน้อยได้ฟังนิทานที่ไม่กระตุ้นให้เขาอยากเรียนรู้ น่าเบื่อ หรือยากเกินความเข้าใจ วันนี้เราจึงมีเทคนิคดีๆ ช่วยคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อหนังสือนิทานให้ลูกน้อยวัยเตาะแตะมาฝากกันค่ะ

เล่มเล็กสะดวกโดนใจ เล่มใหญ่อ่านง่ายดีจัง

แม้ลูกน้อยจะยังอ่านหนังสือเองไม่ได้ แต่หนังสือเล่มใหญ่จะช่วยให้ลูกน้อยได้ฝึกสังเกตรูปลักษณ์ของตัวหนังสือและดื่มด่ำกับภาพได้อย่างดี โดยเฉพาะบิ๊กบุ๊คส์เหมาะมากสำหรับคุณแม่ที่มีลูกหลายคน เพราะเวลาเล่านิทานลูกน้อยจะได้ไม่ต้องยื้อแย่งกันไปมา หรือบ่นว่าคุณแม่ถือหนังสือไปทางอีกคนมากกว่าจนเขามองภาพได้ไม่ชัด ส่วนหนังสือนิทานเล่มเล็กแม้จะไม่เหมาะกับการฝึกทักษะการอ่านของลูกน้อย แต่สะดวกต่อการพกพา คุณแม่สามารถพกไปเล่าให้ลูกน้อยฟังได้ทุกที่ และเหมาะกับการอ่านนิทานให้ลูกน้อยฟังแบบตัวต่อตัวอย่างใกล้ชิด จะเล่มเล็กหรือเล่มใหญ่คุณแม่ก็สามารถเลือกใช้ตามสถานการณ์ได้ค่ะ

เล็กๆ น้อยๆ แต่แสนยิ่งใหญ่

เด็กๆ วัยนี้ชื่นชอบนิทานที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เพราะชีวิตประจำวันอย่างการซื้อของ อาบน้ำ ไปโรงเรียน ฯลฯ แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ใหญ่ แต่สำหรับลูกน้อยที่ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากนัก เรื่องราวเหล่านี้จึงเหมือนการผจญภัยครั้งใหญ่เลยทีเดียว และช่วยสอนให้เด็กเรียนรู้กิจวัตรประจำวันทั้งที่ควรทำและควรระวังให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้นด้วย

คล้องจองหนูร้องตามได้ คำซ้ำก็จำขึ้นใจ

ลูกน้อยมักจะชื่นชอบดนตรีและเพลงโดยธรรมชาติ เพราะจังหวะจะโคนทำให้รู้สึกสนุกสนาน และจำไว้ร้องเล่นตามทีหลังได้ นิทานที่เป็นคำคล้องจองที่มีจังหวะการอ่านอยู่ในตัวจึงเป็นนิทานอีกรูปแบบหนึ่งที่เด็กๆ ชื่นชอบ แล้วคุณแม่จะแปลกใจเมื่อพบว่าเขาสามารถเล่านิทานเป็นคำกลอนเลียนแบบคุณแม่ได้ทั้งที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เช่นเดียวกับนิทานที่มีคำซ้ำหรือประโยคที่คล้ายกันทั้งเรื่อง นิทานเหล่านี้ทำให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ถ้อยคำและการเรียงร้อยประโยค อีกทั้งยังง่ายและสนุกต่อการจดจำเพื่อนำไปเล่าต่อให้เพื่อนๆ ฟังด้วย

เล่มนี้ที่หนูอยากอ่าน

หนังสือนิทานยังมีอีกหลายประเภทและหลากหลายรูปแบบ การเลือกหนังสือนิทานให้ลูกรักที่ดีที่สุดคือการที่คุณพ่อคุณแม่ให้ลูกน้อยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกซื้อด้วย คุณพ่อคุณแม่จะเป็นเพียงผู้แนะนำหนังสือนิทานให้เขา ว่าหนังสือมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร แล้วเขาชอบหรือสนใจมากน้อยแค่ไหน เพราะการอ่านหนังสือนิทานที่เขาชอบจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการและสร้างเสริมนิสัยรักการอ่านให้ลูกน้อยได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เสริมทักษะและสติปัญญาเด็ก

หนังสือก็เล่นได้นะ

 

หนังสือนิทานไม่เพียงมีไว้เพื่ออ่านเท่านั้น แต่มีไว้เล่นได้ด้วย หนังสือนิทานที่เป็นทั้งหนังสือและของเล่นมีอะไรบ้างนะ

 

  • หนังสือนิทานลอยน้ำ หนังสือนิทานที่ใช้พลาสติกเรียบลื่นแทนหน้ากระดาษ ไว้ใช้อ่านและเล่นกับลูกน้อยตอนอาบน้ำได้

 

  • หนังสือป๊อบอัพ หนังสือที่มีภาพประกอบตั้งขึ้นมาเป็นสามมิติ ช่วยเสริมจินตนาการของลูกน้อย อีกทั้งยังใช้เล่นเป็นบ้านตุ๊กตาได้ด้วยนะ

 

  • หนังสือมีผิวสัมผัสหรือกลิ่นต่างๆ หนังสือนิทานที่มีผิวสัมผัสหรือกลิ่นแตกต่างกันในแต่ละหน้า ช่วยให้ลูกน้อยเพลิดเพลินกับการทดลองใช้ประสาทสัมผัสทั้งหู ตา จมูก ปาก และมือในการเรียนรู้ ลูกน้อยจะสนุกกับการจับ ลองลูบไล้หน้ากระดาษ หรือดมกลิ่น ราวกับหนังสือเป็นของเล่นที่สามารถเล่นได้หลายแบบ คุณแม่อาจเสริมให้ลูกน้อยได้เรียนรู้มากขึ้นด้วยการถามความรู้สึกขณะสัมผัสหรือได้ดมกลิ่นหน้ากระดาษ คำถามเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกน้อยเกิดความสงสัยและพยายามเรียนรู้เพื่อค้นหาคำตอบมากขึ้น

 

  • หนังสือกิจกรรม หนังสือนิทานที่มีเกม หรือเว้นที่ว่างให้เด็กได้สร้างสรรค์งานศิลปะด้วยตัวเองลงไปในเล่มด้วย อาจเป็นพื้นที่สำหรับวาดภาพระบายสี แบบฝึกหัดเสริมพัฒนาการ งานประดิษฐ์พร้อมอุปกรณ์ หรือสติ๊กเกอร์ ทั้งหมดนี้มีส่วนให้เด็กเพลิดเพลินกับหนังสือพร้อมได้รับความรู้ไปพร้อมกัน

 

คุณแม่ลองหาหนังสือที่มีความหลากหลายตามความถนัดและสนใจของลูกน้อย เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษา ความคิด และจินตนาการดูนะคะ แต่ถ้ายังไม่รู้จะเลือกหนังสือนิทานแบบไหนดี หรือที่มีอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่เพียงพอ Smart Kids นิตยสารสำหรับเด็กที่แทรกอยู่ในนิตยสาร Real Parenting ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้คุณแม่ได้ค่ะ ภายในนิตยสารเล่มเล็ก เต็มไปด้วยนิทานเสริมสร้างพัฒนาการ เพลงร้องเล่นสนุกๆ เกม กิจกรรมศิลปะ และงานประดิษฐ์ไม่ซ้ำกันทุกเดือน หากคุณแม่สนใจลองหาซื้อกันได้นะคะ รับรองว่าทั้งคุณแม่และคุณลูกจะได้รับทั้งความเพลิดเพลินและความสนุกสนานจากนิตยสารของเราแน่นอนค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง

รักลูกไม่เท่ากัน

ทำอย่างไร? เมื่อลูกคิดว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน

เป็นไปได้หรือไม่ที่คุณพ่อ คุณแม่จะทำให้ลูกรู้สึกว่า รักลูกไม่เท่ากัน ในเชิงจิตวิทยา อาการที่ผู้ใหญ่มีความสัมพันธ์กับเด็กในลำดับขั้นต่างๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นฝาแฝดก็ตาม เด็กๆ อาจจะคิดว่ารักพวกเขาไม่เท่ากัน นั่นเพราะความดื้อ ความซน การเอาตัวรอด และความน่ารักที่แตกต่างกัน

Continue reading “ทำอย่างไร? เมื่อลูกคิดว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน”

เสริมทักษะและสติปัญญาเด็กประถมวัย

แนะนำเว็บไซต์เกมสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน


เกมเสริมทักษะก่อนวัยเรียน จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะเบื้องต้นที่คุณครูจะถามพวกเขาในชั้นเรียน อาทิ การจับคู่ภาพ การแยกสี การนับเลข  วันนี้เรียลพาเรนติ้งขอแนะนำ Section เกมของเด็กก่อนวัยเรียนในเว็บไซต์ education.com


 


เกมส์เติมหน้าพิซซ่า


ให้เด็กๆ ได้ฝึกการจัดวางและจิตนาการแต่งเติมหน้าพิซซ่า



 


เกมจับคู่


เกมสุดฮิต เล่นง่าย บอกลักษณะ สีสัน ของสิ่งของแต่ละชิ้น



และเกมฝึกทักษะอื่นๆ อีกมากมาย ติดตามได้ที่ http://www.education.com/games/preschool/ 


 

บทความโดย: สีวิกา ฉายาวรเดช
ภาพโดย: 

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-46] บทบาทปะป๊าหม่าม๊าที่สมดุล

          บทบาทของปะป๊าหม่าม๊าที่จะแสดงออกกับเจ้าตัวเล็กมีความสำคัญมากเลยนะฮะ ไม่รู้ว่าแต่ละบ้านคุณพ่อคุณแม่แบ่งบทบาทกันอย่างไร แต่สำหรับบ้านนี้มีชนิดที่แบ่งหน้าที่กันชัดเจนตามที่ตกลงด้วยวาจาระดับหนึ่ง และมีชนิดที่แบ่งกันไปตามธรรมชาติตามลักษณะนิสัยของปะป๊าหม่าม๊าเองอีกแบบหนึ่ง

         แบบที่แบ่งหน้าที่กันตามที่ตกลงกันชัดเจนก็เช่น หม่ามี๊ ทำหน้าที่ในการให้นมแม่กับเจ้าปูนปั้น (อันนี้จริงๆ ปะป๊าพยายามลองช่วยหลายหน แต่เจ้าปูนปั้นทำหน้าเบ้ครับ)

         ทำอาหารให้ลูก (ส่วนอาหารผู้ใหญ่ ปะป๊าชอบทำ กินได้บ้างไม่ได้บ้าง ตามฝีมือ เชฟกระโถนเหล็กอันเลื่องชื่อ)

         ทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ของลูก เพราะต้องการความละเอียดอ่อน (อันนี้ปะป๊ายอมแพ้) รวมไปถึงเสื้อผ้าและทุกอย่างที่เกี่ยวกับสุขอนามัยของลูก คุณหม่าม๊าจะเป็นมือหนึ่ง ส่วนปะป๊า เป็นมือรอง ในส่วนบทบาทของปะป๊าที่ได้รับจัดสรรมาก็เช่น ปะป๊าเป็นมือหนึ่งในการ เช็ดอึ เปลี่ยนผ้าอ้อม ถือว่าอะไรอยู่ใต้สะเอวเจ้าปูนปั้น ปะป๊าจัดการ (อันนี้หม่าม๊า ไม่มีท่าที เคยแย่ง แต่เสียงแปดหลอด “ปะป๊า!!!! ปูนปั้น อึ๊อึ” เป็นสิ่งที่ได้ยินประจำ)

         งานเล่นแบบออกกำลัง เช่น ขี่ม้า ลดน้ำต้นไม้ ไปเรียนว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เหล่านี้เป็นของปะป๊า รวมไปถึง งานให้กำลังใจหม่าม๊าก็เป็นงานหนัก แต่ที่หนักใจสุดคือหน้าที่กระเป๋าตังส์ของครอบครัว แต่ทั้งหมด ถือว่าสมดุล เป็นไปตามหลักการ อยากอยู่สบาย “อย่ามีเรื่องกับภรรยา”

         ในบทบาทอีกด้านหนึ่งที่อาจจะมีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนกับบทบาทข้างต้นหรืออาจจะมีความสำคัญกว่าด้วยซ้ำ คือ บทบาทตามธรรมชาติที่แสดงออกเพื่อให้เจ้าตัวเล็กได้เติบโตแบบมีสมดุล เราอาจจะโชคดีที่ปะป๊าหม่าม๊าแสดงบทบาทที่แตกต่างกันออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว และเราได้ไปพบคุณหมอพัฒนาการเด็กมา (อ่านตอน ‘พบคุณหมอพัฒนาการเด็กตอนที่ 1’ และ ‘พบคุณหมอพัฒนาการเด็กตอนที่ 2’) ซึ่งคุณหมอได้สังเกตเห็นบทบาทที่แตกต่างกันนั้น ทำให้เราสานต่อบทบาทนั้นมาจนปัจจุบัน

         โดยบทบาทที่สมดุลจะมีด้าน Rules และ Relationships ซึ่งถ้าเอนไปด้านใดด้านหนึ่งมากๆ ก็จะไม่ดี เช่น ถ้า Rules หนักๆ มีแต่กฏระเบียบ ดุ บังคับ เด็กอาจจะมีระเบียบวินัยแต่เกิดจากความกลัว ความกดดัน ไปปิดกั้นจินตนาการวันหนึ่งก็อาจจะระเบิดออกมาได้แต่ถ้ามีแต่ Relationships ด้านเดียว เด็กอาจจะถูกเอาใจจนเกินไป เด็กอยากได้อะไรก็ได้ แต่มันอาจจะพัฒนาไปสู่ความเอาแต่ใจ ก้าวร้าว เพราะเคยชินกับการตามใจ และจะต้องได้สิ่งที่ต้องการ

         ในวันที่ไปพบคุณหมอ สรุปสั้นๆ ได้ว่า คุณหมอเห็นทั้งคุณพ่อคุณแม่ เล่นและมีกิจกรรมกับปูนปั้นที่ทำให้ลูกมีจินตนาการ อยากเล่น อยากเรียนรู้ แต่สิ่งที่ต่างคือ ปะป๊าจะมี Rules ชัดเจน ก่อนจะไปเล่นอย่างอื่น ปะป๊าจะต้องบอกให้ปูนปั้นจัดการเก็บของเล่นเดิมให้เรียบร้อยก่อน หรือ จะต้องตกลงกันก่อนว่าจะเล่นอะไร อย่างไร และจะต้องไม่ผิดสัญญาเป็นต้น ซึ่งคุณหมอมองว่าเป็นสิ่งที่ดี

         จากที่ไปพบคุณหมอผ่านมาก็เป็นปีแล้วสิ่งที่เห็นชัดและปะป๊าอยากมาเล่าให้ฟังแบ่งปันประสบการณ์เผื่อจะนำไปลองปรับใช้กัน เพราะมันได้ผลจริงๆ

         โดยขอยกตัวอย่างล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คุณยายรับปูนปั้นมาส่งที่บ้านตามปกติ แต่วันนี้ปูนปั้นอ้อน ไม่ยอมไปนอน ไม่ยอมกินนม ไม่ยอมใส่ผ้าอ้อม จะเล่นอย่างเดียว แถมหม่าม๊าเลิกงานช้ามาส่งปูนปั้นนอนไม่ทัน (ก่อนนอน ปกติเราสามคน พ่อ แม ลูก จะเล่น จะอ่านหนังสือ พร้อมกัน แต่ถึงเวลานอน หม่าม๊าจะเป็นคนส่งเข้านอนมือหนึ่ง เพราะตั้งแต่เกิด เจ้าปูนปั้นจะหลับไปกับนมเต้า) วันนั้นประมาณ 6.45 น. คุณยายจะกลับบ้าน ก็ถามปะป๊าว่า“จัดการได้เนอะ” ปะป๊าตอบว่า “สบายมาก”

         พอคุณยายกลับไป ปะป๊า ก็ถามปูนปั้นว่าอยากทำอะไร “ปูนปั้นขอนั่งดู Lion King ได้มั้ย” ปะป๊าบอก “ได้ แต่แค่ 10 นาที แล้วต้องไปกินนมก่อนนอน ตกลงมั้ยครับ” เจ้าปูนปั้นตกลง (แล้วตอนนั่งดู เราจะดูไปด้วยกัน สอนไปด้วยว่า ตัวไหน ทำอะไร เพราะอะไร เพราะเราไม่ทิ้งปูนปั้นไว้หน้าจอคนเดียว และตั้งแต่เกิดเราให้ปูนปั้นดูจอน้อยมากๆ) พอใกล้ๆ ครบ 10 นาที ปะป๊าก็จะเตือนว่า "ถึงเวลา บ๊ายบายทีวีแล้วนะครับ” ปูนปั้นก็ไม่อิดออด ก็บอกบ๊ายบายทีวี แล้วก็เดินไปเอาแก้วน้ำที่ใส่นมมาดูด แต่ปูนปั้นเป็นเด็กนมแม่ 100% มาสองปีเต็มๆ การมาดื่มนมจากแก้วก็จะอิดออดบ้าง แต่ก็สามารถหลอกล่อได้ ผมก็จะตกลงกับปูนปั้นก่อนว่า “มาดื่มนมแล้ว ไปวาดรูปรถไฟรางรถไฟกันมั้ย หยุดดื่มก็หยุดวาดนะ” เท่านั้นเจ้าปูนปั้นก็ตาโตแล้วเราก็เล่นตามนั้น ไม่นานนมก็หมด ปะป๊าก็จะไปขั้นต่อไปว่า “ได้เวลาแปรงฟันแล้วขึ้นนอน Ok มั้ย” ปูนปั้นก็ตอบตกลงแต่ก็จะแฝงการเล่นไปด้วย โดยปะป๊าก็จะถามว่าวันนี้จะให้ใครมานั่งดูปูนปั้นแปรงฟัน จะให้พี่เต่า (ตุ๊กตาเต่าว่ายน้ำสุดโปรด) หรือ McQueen หรือ Thomas มาดู เขาเลือกอันไหน เราก็เอามาวาง เพื่อดูเจ้าตัวยุ่งแปรงฟัน จากนั้นก็พาขึ้นนอนก็จะหลอกล่อด้วยสิ่งที่เขาชอบนั่นแหละฮะ ปะป๊าก็จะถามว่า“วันนี้ก่อนนอนจะอ่านหนังสือเรืองอะไรดี” ปูนปั้นก็จะเลือกมา เราก็อ่านด้วยกัน

         จากนั้นก็จะให้เขาเอาของเล่นอีก 2-3 อย่างมาเล่น พอใกล้ๆ เวลานอน ปะป๊าจะบอกเขาว่า“ใกล้เวลานอนแล้วนะ เตรียมบ๊ายบายทุกอย่าง” ปูนปั้นก็จะไล่บ๊ายบายทุกอย่างแล้วก็เก็บเข้าของเข้าที่ทุกอย่าง เพราะผมสอนเขาแบบนี้ตั้งแต่เริ่มเดินเตาะแตะ จากนั้นปูนปั้นก็ปีนขึ้นเตียง ผมจะให้เขาเลือกเพลง 1 เพลงก่อนปิดไฟนอน ซึ่งผมจะเปิดจาก YouTube ให้ดูซึ่งปกติก็ไม่พ้น เพลงการ์ตูนทั้งหลาย พอจบเพลงผมก็จะบอกว่า “ปะป๊าจะปิดไฟแล้วนะ” ปูนปั้นก็จะ “Ok ครับ” แล้วเราจะพูด “Good Night ครับ Papa loves PoonPun so much” ปูนปั้นก็จะตอบกลับว่า “Good Night ครับ Love Papa so much”  แล้วผมก็จะเปิดเพลงกล่อมนอนที่เขาชอบเป็นเพลงสุดท้าย ไม่ได้ให้ดูจอ เปิดคลอเฉยๆ เพราะปูนปั้นชอบเพลง มนตร์ไทรโยค ของ The Innocent หรือ ไม่ก็นิทานหิ่งห้อย ของเฉลียง เขาก็จะค่อยๆ หลับ เอาจริงๆหลับง่ายกว่าหม่าม๊าส่งนอนอีก เพราะเขาเรียนรู้ตารางในแบบ Rules ของปะป๊า ซึ่งจะเห็นว่า เป็น Rules ที่อยู่บนการละเล่นของเขา ไม่ใช่การบังคับ ง่ายๆ แค่นี้เองฮะ

         โธ่ ก่อนนอน แค่ได้ยินว่า Love Papa so much ทุกวัน คุณว่าใครหลับมีความสุขกว่ากันหนอ

 

ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com ได้ทุกสัปดาห์
 

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

 

บทความโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)
ภาพโดย: 

แม่ท้องฟันผุ เพราะลูกน้อยแย่งแคลเซียมไป…น่าจะจริง!?

เรื่องนี้ดูน่าจะเกี่ยวกัน แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ที่คุณแม่ท้องจะฟันผุง่ายกว่าปกตินั้น สาเหตุมักมาจากตัวคุณแม่เองเพราะในช่วงนี้ คุณแม่ท้องมักกินอาหารบ่อยกว่าปกติ บางคนกินได้ทุกอย่างทั้งอาหารคาว ขนมและของหวาน ของว่างจุบจิบ ยังไม่นับผลไม้และเครื่องดื่มนานาชนิด ถ้ากินแล้วดูแลรักษาความสะอาดไม่ดี ก็จะถูกทั้งน้ำย่อยและกรดออกมาโจมตีทำให้ แม่ท้องฟันผุ ได้ง่ายขึ้น Continue reading “แม่ท้องฟันผุ เพราะลูกน้อยแย่งแคลเซียมไป…น่าจะจริง!?”

แม่ท้องเป็นปากนกกระจอก

Q. แม่ท้องเป็นแผลที่มุมปากคล้ายปากนกกระจอก ควรต้องไปหาหมอหรือเปล่าคะ

ลักษณะแผลที่มุมปากจากโรคปากนกกระจอก และเริมจะคล้ายกันจึงมักทำให้คุณแม่เข้าใจผิดได้ โรคปากนกกระจอกแผลบริเวณมุมปาก จะแห้งและแตกคล้ายตกสะเก็ด เป็นโรคไม่ติดต่อ รักษาง่าย เพียงกินอาหารที่มีวิตามินบี 2 เช่น ข้าวซ้อมมือ ผักและผลไม้ ให้มากขึ้น หรือกินวิตามินบีรวมช่วยก็ได้

ส่วนแผลเริมที่มุมปาก จะเป็นตุ่มน้ำใสๆ ก่อนจะแตกออกแผล หายได้เองภายใน 5-7 วัน แต่ในระยะที่มีบาดแผลสามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ โดยเฉพาะคนใกล้ชิด และเมื่อได้รับเชื้อเริมแล้ว จะเป็นๆ หายๆ โดยจะแสดงอาการช่วงที่ร่างกายอ่อนแอหรือพักผ่อนน้อย การรักษาคุณหมอจะให้ยาทาร่วมกับการปฏิบัติตัวเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

หากคุณแม่ไม่แน่ใจว่าแผลที่มุมปากจะเป็นโรคอะไร ควรรีบไปพบแพทย์ในวันแรกๆ ที่เป็นแผล และระหว่างที่ยังไม่หาย ควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เมื่อแม่ท้องใหญ่ เปลี่ยนจากนอนหงายมานอนตะแคงกันเถอะ

เพราะขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้เกิดการกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่นำเลือดดำจากร่างกายส่วนล่างไหลเวียนกลับสู่หัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เป็นสาเหตุให้ความดันโลหิตของคุณแม่ลดต่ำลงได้ ก็จะมีอาการหน้ามืดเป็นลมตามมาได้ง่าย โดยปกติพอเข้าไตรมาสสองสูตินรีแพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ฝึกนอนตะแคงเพื่อลดการกดทับของเส้นเลือด เพื่อให้ชินกับท่านี้ก่อนจะเข้าไตรมาสสามซึ่งขนาดท้องจะใหญ่ขึ้นอีก

1. ไม่ถนัดนอนตะแคง ตอนหลับก็เผลอกลับมานอนหงายทุกที จะทำอย่างไรดี

คุณหมอมีเทคนิคพลิกแพลงคือ คุณแม่ก็นอนหงาย แต่ให้หนุนหมอนใบเล็กๆ บริเวณสะโพกด้านซ้าย ก็ได้ประโยชน์ใกล้เคียงกับท่านอนตะแคง

2. นอนตะแคงซ้ายหรือขวา ข้างไหนดีกว่ากัน

ข้อนี้คุณหมอแนะนำให้คุณแม่นอนตะแคงซ้ายจะดีกว่า เพราะขณะที่นอนตะแคงซ้าย มดลูกจะไม่กดทับเส้นเลือดใหญ่ เลือดจากหัวใจสูบฉีดได้ดีขึ้น เจ้าตัวเล็กในท้องก็ได้รับออกซิเจนเป็นอานิสงส์ไปด้วย

3. นอนตะแคง แล้วรู้สึกลูกดิ้นแรงขึ้น ลูกสบายจริงหรือ

ความจริงแล้วตรงกันข้ามเลย เวลาที่คุณแม่ท้องนอนตะแคงแล้วรู้สึกว่าลูกน้อยดิ้นแรงขึ้น ถี่ขึ้น จะว่าเขาดีใจก็ได้ เพราะเขาได้รับออกซิเจนและสารอาหารจากการสูบฉีดเลือดจากหัวใจของคุณแม่ที่ทำงานสะดวกต่างหาก

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ฝึกขมุบ “ขมิบ” ไม่ให้ปัสสาวะเล็ดลอด

การฝึกขมิบหรือชื่อเต็มว่า การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรง จะช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง ว่าที่คุณแม่มักปัสสาวะเล็ดตอนไอหรือจามแรงๆ แม้แต่หัวเราะบางคนก็เผลอปัสสาวะเล็ด ก็เพราะทั้งน้ำที่คุณแม่ดื่มไป รวมกับน้ำหนักตัวคุณแม่ พร้อมน้ำหนักของลูกน้อยในท้องอีก ทั้งหมดนี้รวมกันกดทับลงบนกระเพาะปัสสาวะ แล้วจะไม่ให้ปัสสาวะเล็ดลอดได้อย่างไร และยิ่งคุณแม่กลั้นปัสสาวะไว้มากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสเล็ดมากเท่านั้น

ก่อนจะเริ่มต้นฝึก ให้คุณแม่ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นเกร็งกล้ามเนื้อช่องคลอด ถามว่า เกร็งอย่างไร ก็เหมือนตอนที่คุณแม่กลั้นปัสสาวะเลย แล้วเกร็งค้างไว้จนกระทั่งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเริ่มคลายตัวเองแล้วจึงค่อยๆ ผ่อน หลังจากนั้นเกร็งกล้ามเนื้ออีกครั้ง นับ 1-20 บริหารวันละ 5 ครั้ง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง