โรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส รู้จักโรคยอดฮิตในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) คือ โรคติดต่อทางระบบหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ไม่เฉพาะกับเด็ก

โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสที่มักระบาดช่วงปลายฤดูหนาวถึงฤดูร้อน สามารถติดต่อกันด้วยการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มที่ผิวหนัง หรือเสมหะของผู้ป่วย หรือการใช้ของร่วมกับผู้ที่เป็นโรค และยังสามารถติดเชื้อได้จากทางเดินระบบหายใจ จากการไอ จาม หายใจรดกัน เป็นต้น มีระยะในการฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสนี้ยังเป็นไวรัสชนิดเดียวกับโรคงูสวัดด้วย ดังนั้นหากเคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว ในอนาคตมีโอกาสที่จะเป็นงูสวัดได้เช่นกัน

สังเกตอาการให้ดี นี่ใช่ “อีสุกอีใส” ไหมนะ

หลังจากที่ได้รับเชื้อแล้วจะมีระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน โดยเฉลี่ยอยูที่ 14-16 วันหลังจากสัมผัสผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส โดยผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อโรคได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงก่อนผื่นขึ้น จนผื่นแห้งเป็นสะเก็ดทั้งหมด

อาการของเด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสอาจมีอาการคล้ายกับเด็กที่เป็นโรคมือปากเท้าปาก เช่น

มีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร รวมถึงปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และมีผื่นขึ้นตามใบหน้า ลำตัวและหลัง ลามไปที่คอ หน้า ศีรษะ แขนขา และลามไปได้ทั้งตัว หรือแม้แต่เยื่อบุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุในช่องปาก ลำคอ หรือเยื่อบุตา และจะกลายเป็นตุ่มน้ำขุ่น มีขนาดใหญ่และแตกได้ง่าย หรือฝ่อกลายเป็นสะเก็ด เมื่อโรคหายแล้วจะยังคงมีเชื้อบางส่วนหลงเหลืออยู่ และเชื้อชนิดนี้มักจะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท จึงทำให้มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดในภายหลัง ซึ่งมีความแตกต่างจากโรคมือเท้าปากที่ขึ้นที่มือ เท้า และปากเท่านั้น ซึ่งตุ่มเหล่านี้จะกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆ คล้ายตุ่มหนอง และจะมีอาการคันหลังจากนั้นประมาณ 2-4 วันตุ่มใส ๆ ก็จะเริ่มตกสะเก็ด ในบางรายอาจมีแผลในช่องปากและอาการเจ็บคอร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้

ไม่ร้ายแรงแต่ก็ต้องเฝ้าระวัง

แม้อาการของโรคจะดูไม่รุนแรง แต่ก็สามารถมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากดูแลไม่ถูกต้องอาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็นตามมา โดยเชื่ออาจจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้

โรคอีสุกอีใสหายเองได้หรือไม่

โรคนี้สามารถหายเองได้ จะมีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน และตุ่มจะตกสะเก็ดและค่อยๆ หายไปภายใน 1-3 สัปดาห์ การรักษาที่ดีที่สุดคือ การพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ หากมีไข้ควรรับประทานบาพาราเซตามอล เพื่อลดอาการไข้ ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน ควรอาบน้ำและใช้สบู่ฆ่าเชื้อฟอกผิวหนังให้สะอาด ที่สำคัญควรตัดเล็บให้สั้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการแกะเกา หรือใช้ยาช่วยลดอาการคันได้ 

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นอีสุกอีใส

ควรแยกห้องจากผู้อื่นเพื่อป้องกันการติดต่อ ในเด็กควรหยุดเรียนอย่างต่ำ 1 สัปดาห์

เชื้อไวรัสอีสุกอีใสสามารถถ่ายทอดผ่านแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ได้ อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการหรือเป็นโรคหัวใจได้ โดยเฉพาะแม่ที่ติดเชื้อในขณะตั้งครรภ์ภายใน 20 สัปดาห์แรก ดังนั้นควรเฝ้าระวังอย่างสูงในแม่ตั้งครรภ์

ขณะที่ป่วยไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือข้อควรงด แต่ควรให้เด็ก ๆ ได้ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้มาก ทำความสะอาดร่างกายให้ดี และพักผ่อนให้มาก ๆ

อย่าลืม ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส!

วัคซีนป้องกัน โรคอีสุกอีใส สามารถฉีดได้ในเด็ก1 ขวบขึ้นไป  และมีประสิทธิภาพการป้องกันโรคได้มากถึง 90% แม้วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ผลกว่าร้อยละ 94-99 แต่ผู้ที่ฉีดแล้วยังมีโอกาสเป็นโรคได้แต่อาการจะไม่รุนแรง เริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และกระตุ้นอีกเข็มเมื่ออายุ 2½-4 ปี โดยในเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี เข็มสองฉีดห่างกันอย่างน้อย  3 เดือน ถ้าอายุเกิน 13 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน 

ควรรักษาเบื้องต้นอย่างไร

การรักษาส่วนใหญ่เป็นรักษาตามอาการ เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ ยกเว้นมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หากมีอาการไข้ให้เช็ดตัว กินยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามกินยาแอสไพรินเพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ หากมีอาการคันที่ผิวหนังอาจทายาแก้คัน เช่น คารามาย (Calamine lotion) หรือกินยาต้านฮิสตามีน บรรเทาอาการคัน งดเว้นการแกะหรือเกาตุ่มที่คัน เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ เน้นย้ำว่า ควรแยกผู้ป่วยออกจากบุคคลอื่นจนพ้นระยะติดต่อ รวมทั้งแยกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ เช่น เสื้อผ้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ฯลฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อโรค

เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วจะเป็นได้อีกไหม

โรคอีสุกอีใส โดยทั่วไปเป็นแล้วมักไม่กลับเป็นซ้ำได้อีก ซึ่งหากติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นตลอดชีวิต โดยพบว่าในคนที่มีภูมิต้านทานปกติสามารถเป็นโรคอีสุกอีใสครั้งที่สองได้ แต่อาการมักไม่รุนแรงและไม่ค่อยเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่หากเป็นผู้มีโรคประจำตัวที่ต้องกินยากดภูมิหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความเสี่ยงเป็นซ้ำได้มากกว่า

ขอขอบคุณข้อมูล

  • พญ. นฤมล เมธาเธียร
  • อาจารย์แพทย์หญิงพิมแพร เพ่งพิศ
    สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย
    โรงพยาบาลพญาไท 2

เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม

เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สีอึทารก บอกสุขภาพได้มากกว่าที่คิด
ทารกไม่ยอมนอนกลางคืน หรือลูกจะเป็น Overtired baby