ชวนลูกสนุกกับของเล่นทำมือ

ของเล่น : ฉากซ่อนหา

 
วัสดุ+อุปกรณ์ : กล่องกระดาษขนาด 2×3 ฟุต กระดาษสี ปากกา ริบบิ้น กรรไกร กระดาษกาว

 
วิธีทำแสนง่าย:

 
– ถ้าเป็นกล่องทั้งใบ ให้ตัดออก 2 ด้าน หรือถ้ามีกระดาษกล่องแผ่นเดียวก็พับครึ่ง ให้ตั้งฉากได้

 
– เจาะวงกลมขนาดเท่าแผ่นซีดีบริเวณกลางฉากด้านใดด้านหนึ่ง หรือกะความสูงให้พอดีกับหน้าคุณ ตอนนั่งอยู่หลังฉากนี้ และตกแต่งวงกลมที่ตัดออกมา ด้วยกระดาษสี ปากกา เช่น ทำเป็นรูปดอกไม้ หรือวาดเป็นหน้าสัตว์ แมว กระต่าย ฯลฯ ก็ได้

 
– ติดริบบิ้นที่หลังวงกลมที่ตกแต่งแล้ว และติดปลายริบบิ้นอีกด้านเข้ากับตัวกล่อง (ด้านใน) ที่เจาะช่อง ให้แผ่นวงกลมปิดช่องพอดี ตกแต่งฉากด้วยริบบิ้นอีกเล็กน้อย

 
– ติดกระดาษกาวบริเวณขอบฉาก และช่องที่เจาะเพื่อเสริมความแข็งแรง

 
ได้เวลาเล่น: เรียก/ชวนลูกให้เปิด หรือขยับแผ่นดอกไม้ที่ปิดช่องไว้ พอเขาเปิดออกก็จ๊ะเอ๋กัน (ตามระเบียบ) ผลัดกันเล่นบ้างก็ไม่ผิดกติกา เล่นเสร็จแล้วพับเก็บไว้ใกล้ๆ มือ ต้องการความตื่นเต้นเมื่อไรก็หยิบออกมาเล่นได้ทันที

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เพื่อนสนิทŽ ติดลูกอย่างกับตังเม

ตอนที่ฉันไปรับลูกกลับบ้าน คุณครูเล่าว่า ปูเป้จะเล่นแต่กับน้องอ้นเท่านั้น แล้วแกก็จะงอแงมากถ้าหากเขาไปเล่นกับเด็กคนอื่นŽ คุณแม่ป้อมของหนูน้อยปูเป้ทั้งประหลาดใจและเริ่มกังวลไปพร้อมกัน ตัวแค่นี้ก็มีอาการเหมือนๆ จะมีแฟนแล้วหรือ แล้วลูกสาวของเธอควรมีเพื่อนคนอื่นๆ อีกไหมนะ

 
เด็กก่อนวัยเรียนหลายคนอาจมีอาการ ติดเพื่อนสนิทŽ กันคนละนิดละหน่อย แต่อย่าเพิ่งรีบคิดว่านั่นเป็นแรงดึงดูดอันตรายหรืออะไรทำนองนั้นนะคะ ความจริงแล้วเด็กวัยนี้ชอบมีเพื่อนคนพิเศษเพียงคนเดียวมากกว่าถูกล้อมด้วยเพื่อนกลุ่มใหญ่ เพราะเขาจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้เล่นกับคนที่คาดเดาปฏิกิริยาตอบสนองได้

 
แพทริเซีย แรมเซย์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและการศึกษาจากวิทยาลัยเมาท์ฮอลยอล์ค ในฮาร์ดเลย์ใต้ แมสซาชูเซตส์ อธิบายเสริมว่า เด็กๆ มักพบว่า การที่พวกเขามุ่งความสนใจไปยังเพื่อนเพียงคนเดียวนั้น ง่ายกว่าการต้องสังคมกับคนเยอะๆ

 
ดังนั้นถ้าลูกของคุณเล่นกับเพื่อนแล้วมีความสุขดี ก็ปล่อยเขาไปก่อนเถอะค่ะ แต่ถ้าเพื่อนซี้ของลูกชักเริ่มไม่สนุกไปกับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขนาดนี้ละก็ สงสัยคงต้องมองหาเพื่อนใหม่ให้ลูกอีกสักคนสองคนแล้ว (แต่อย่าชวนมาเล่นทีละเยอะๆ ล่ะ) ไม่ต้องกลัวว่าเจ้าตัวเล็กจะลำบากใจหรอกนะ เพราะเด็กๆ วัยนี้ไม่ได้ยึดติดกับกฎเกณฑ์หยุมหยิมแบบผู้ใหญ่ ความรู้สึกของหนูเป็นของจริง ไม่ได้แกล้งหลอกแน่ๆ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนแปลงได้บ่อยๆ อยู่เหมือนกันเท่านั้นเอง (อ้าว)

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ถึงโตแล้ว ก็อยากอยู่ใกล้แม่นะ

แต่คุณแม่ยืนยันว่าน้องชมพู่วัย 6 ขวบไม่เคยมีปัญหาเรื่องการไปโรงเรียนมานานเป็นเดือนๆ แล้ว ทำไมตอนนี้ถึงกลับมาติดคุณแม่อีก เธอก็งงอยู่เหมือนกัน

 
ความกังวลยามห่างจากพ่อแม่อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยทารก แต่เด็กโตหลายๆ คนก็กลับมามีอาการแบบนี้ได้อีก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต เช่น กลับไปเรียนหลังจากหยุดไประยะหนึ่ง (แม้กระทั่งระยะสั้นๆ) หรือคุณแม่พาน้องที่เพิ่งเกิดใหม่กลับมาบ้าน ซึ่งแม้แต่เด็กที่เคยมีความมั่นคงทางจิตใจก็ยังมีปัญหาได้ในฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นนอนไม่ค่อยหลับ บ่นว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ขออยู่บ้านเพราะไม่อยากไปโรงเรียน หรือเกาะติดคุณแม่ไม่ยอมห่าง

 
คุณจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูก (ที่มีความกังวล) ได้โดย

 
– ค้นหาต้นตอของปัญหา ถ้าถามลูกสักนิด คุณอาจได้รู้ว่าเขากังวลเพราะกลัวจะเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นกับคุณในตอนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือกลัวว่าตัวเองจะหลงทางถ้าคุณไม่มารับ

 
– รับรู้ความกลัวของลูก อย่าพูดเพียงแค่ หนูไม่ต้องกลัวอะไรหรอก !Ž แต่ควรแสดงให้ลูกเห็นว่าคุณรับรู้ว่าเขากังวลเรื่องอะไร (แม่รู้ว่าหนูกลัวมากแค่ไหนนะจ๊ะลูกŽ) และพยายามทำให้ชีวิตประจำวันของลูกเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ให้มากที่สุด การทำกิจกรรมแต่ละอย่างให้เป็นกิจวัตร เช่น เข้านอนเป็นเวลา และทำตารางให้ลูกเห็นชัดๆ ว่าใครจะเป็นคนไปรับเขาที่โรงเรียนในแต่ละวัน จะช่วยให้เขามั่นใจมากยิ่งขึ้น (ถ้าลูกยังกังวลอยู่เหมือนเดิม ขอแนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเด็ก)

 
– อย่าล่ำลาแบบเยิ่นเย้อ แค่โอบกอดและพ

Tags

เมื่อเพื่อนรักของลูกย้ายบ้าน

            ฮีธถามหาเพื่อนคนนี้กับแม่เสมอๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ตาม

 
เด็กในช่วงอายุ 3-5 ขวบ เป็นวัยที่พวกเขาเริ่มมีความผูกพันกับเพื่อนฝูง ด็อกเตอร์คาเรน เดอบอรด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพัฒนาการเด็กแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธ คาโรไลน่า อธิบายว่า เมื่อเพื่อนย้ายบ้านหรือจากไปไกล เขาย่อมจะรู้สึกคิดถึง แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนหายไปไหน เพราะยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องระยะทางความห่างไกล สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลูกไม่ให้เศร้าใจได้ก็คือ

 
– ให้ลูกไปสัมผัสกับสังคมใหม่ๆบ้างพาลูกไปลงเรียนดนตรี กีฬา หรือพาไปเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ ก่อนและหลังจากที่เพื่อนของลูกย้ายไป วิธีเหล่านี้ช่วยเปิดโลกกว้าง ให้ลูกไม่ยึดติดกับเพื่อนคนใดเพียงคนเดียวในอนาคต

 
– บอกเมื่อใกล้วันบอกลูกให้รู้ข่าวนี้ ก่อนหน้าที่เพื่อนลูกจะย้ายจากไปจริงสัหนึ่งสัปดาห์ก็พอ

 
– อย่าเพิ่งไปสะกิดต่อมเศร้าลูกอาจไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องเศร้าก็ได้  รอดูท่าทีลูกก่อน แต่ถ้ามีท่าทางเสียใจ ให้คุณพูดเรียบๆ ชวนคุยแต่เรื่องดีๆ เช่น เจนนี่ย้ายไปบ้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเชียวนะลูก

 
– ทำสมุดภาพหรือวีดีโอที่ระลึกให้กันตัดแปะภาพถ่ายลงสมุด หรือบันทึกภาพกิจกรรมที่เคยทำร่วมกันให้เพื่อนสักชุด (ทำสำเนาเก็บไว้ให้ลูกคุณเองด้วยล่ะ) นี่เป็นวิธีเรียกความทรงจำของเด็กๆ ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งกว่าการโทรศัพท์คุยกันอีกนะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อพบคุณครูลูก

– พกรายการคำถามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอ่อนเลข หรือปัญหาเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ คุณกังวลเกี่ยวกับเรื่องอะไรของลูกบ้าง ก็จดไว้ล่วงหน้าเลย จะได้ไม่ลืมคุยหรือถามครูเมื่อถึงเวลา

 
– ทำใจกว้างเข้าไว้ ข้อสังเกตบางอย่างของคุณครูอาจทำให้คุณประหลาดใจ แต่ต้องพยายามรับฟังเอาไว้ก่อน เพราะความประพฤติที่บ้านของลูกอาจต่างจากความประพฤติที่โรงเรียนก็ได้ และอาจขอตัวอย่างจากคุณครู เช่น ถามว่า “ที่คุณครูบอกว่าลูกดิฉันชอบเล่นแรงๆตอนพักกลางวันน่ะค่ะ ช่วยอธิบายได้มั้ยคะว่าเขาทำอย่างไรบ้าง”

 
– พกคำแนะนำของคุณครูกลับบ้านด้วย ทั้งเรื่องการเตรียมตัวสอบ การช่วยลูกเรื่องการบ้าน และการปรับปรุงทักษะการเข้าสังคมของลูก

 
– กลับไปเล่าให้ลูกฟัง บางโรงเรียนก็ให้เด็กเข้าพบคุณครูพร้อมกับผู้ปกครองด้วย แต่ถ้าโรงเรียนที่ลูกคุณเรียนอยู่ไม่ได้มีนโยบายแบบนี้ คุณก็เล่าให้เขารับรู้ด้วยเลยว่าพูดถึงเขาในเรื่องอะไรกันบ้าง (อย่าลืมคำชมจากคุณครูล่ะ!)

 
คุณครูพูดแบบนี้ หมายความว่า…

 
คุณครูพูดว่า: “ลูกคุณมีความสามารถมากกว่าที่เห็นนะคะ”

 
เธอหมายความว่า: “ทุกวันนี้เขาพยายามเรียนแค่พอผ่านเท่านั้นเอง”

 
คุณครูพูดว่า: “เราต้องเน้นเรื่องทักษะการเข้าสังคมและปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆค่ะ”

 
เธอหมายความว่า: “ลูกคุณมีปัญหาเรื่องการผูกสัมพันธ์กับเพื่อนๆ”

 
คุณครูพูดว่า: “ที่บ้านต้องช่วยเสริมทักษะด้านการเรียนด้วยค่ะ”

 
เธอหมายความว่า: “กรุณาช่วยลูกเตรียมตัวสอบด้วย เพราะเขายังทำเองไม่ได้เลย”

 
คุณครูพูดว่า: “ลูกคุณไม่ค่อยกระตือรือร้นสักเท่าไรนะคะ”

 
เธอหมายความว่า: “เขามีส่วนร่วมในชั้นเรียนน้อยมาก ในขณะที่เพื่อนๆแย่งกันซักถามอย่างสนใจ”

 
คุณครูพูดว่า: “เขาต้องใช้ความพยายามในการอ่านอยู่เหมือนกันนะคะ”

 
เธอหมายความว่า: “ถ้าไม่อยากให้มีปัญหาเรื่องการอ่านตอนขึ้นชั้นประถม คุณต้องช่วยลูกและให้เขาฝึกทักษะนี้บ่อยๆด้วย”

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

บอกลาแบบ ไร้น้ำตา (และความหงุดหงิด)

ยิ่งถ้าได้ไปเล่นที่บ้านเพื่อนๆ ด้วยแล้ว  จะให้เก็บของกลับบ้าน อย่าหวังเสียให้ยาก  ถ้าไปดึงไปบังคับ คราวนี้ก็ถึงเวลาร้องไห้งอแง อาละวาดกันละ ถ้าไม่อยากให้วันแสนสุขจบลงด้วยน้ำตา (และอารมณ์ขุ่นมัว) คุณพ่อคุณแม่คงต้องหาวิธีเตรียมรับสถานการณ์แล้วล่ะ

 
คุยกันก่อน

 
ตกลงกับลูกเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ให้เขาเข้าใจว่า เมื่อถึงเวลาที่พ่อแม่บอกว่า กลับบ้าน นั่นหมายถึง เขาต้องเลิกเล่น และเตรียมตัวบอกลาได้แล้ว อาจจะกำหนดเป็นประโยคชัดๆ ไปเลยก็ได้ เช่น “ถ้าแม่บอกว่า ให้หนูเก็บของ แปลว่าเรากำลังจะกลับบ้านกันแล้วนะ” ให้ลูกรับปากเอาไว้ก่อน เขาจะได้ไม่มาโยเยผัดเวลาเมื่อต้องกลับบ้านกันจริงๆ

 
เตือนล่วงหน้า

 
ก่อนถึงเวลากลับบ้านสัก 5 นาที คุณแม่อาจจะเดินเข้าไปสะกิดพ่อหนูแม่หนูทั้งหลาย ว่าใกล้ถึงเวลาแล้วนะ  เขาจะได้เตรียมตัวทัน ถ้ากำลังเล่นเกมสนุกๆ ก็ต้องเตรียมจบเกมโดยไม่ลืมบอกว่า “ไว้พรุ่งนี้มาเล่นกันใหม่นะ”

 
เปลี่ยนการจากลาให้กลายเป็นเรื่องสนุก

 
ลองเล่นเกม “ใครจะไปถึงประตูบ้าน/สนามเด็กเล่น ก่อนกัน” ดูสิ หรือจะให้เด็กๆ นับถอยหลังเสียงดังๆ ทำให้เขารู้สึกว่า เวลาเลิกเล่นก็สนุกได้ไม่แพ้ตอนเริ่มเล่นหรอกนะ

 
ให้รางวัลกับคำว่า “เจอกันใหม่นะ”

 
ถ้าลูกเป็นเด็กดี ยอมเลิกเล่นโดยไม่งอแง อย่าลืมบอกเขาว่า คุณแม่ดีใจมาก และคราวหน้าจะพาเขามาเล่นอีกแน่ๆ เป็นคำสัญญาและรางวัลไปในตัว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สอนลูกใช้ห้องน้ำนอกบ้านตามลำพัง

             แต่ถึงอย่างไรก็ต้องถึงเวลานั้นเข้าสักวัน เพราะพ่อหนูคงไม่อยากเข้าห้องน้ำหญิงพร้อมกับน้องสาวและคุณแม่ไปเรื่อยๆ แน่

 
เมื่อถึงวัยประมาณ 6 ขวบ ลูกของคุณจะเริ่มแสดงท่าทีว่าอยากใช้ห้องน้ำตามลำพัง เพราะเป็นวัยที่มีความมั่นใจมากพอจนอยากลองฉายเดี่ยวดูบ้าง

 

 

 
ก่อนถึงวันนั้น คุณควรจะ

 
– เช็คทักษะในการใช้ห้องน้ำของลูก เขาควรจะเช็ดหรือทำความสะอาดได้ดีพอ ติดตะขอหรือรูดซิปกางเกงได้ เอื้อมถึงก๊อกน้ำและกล่องทิชชู (และจำได้ว่าควรล้างมือและเช็ดให้เรียบร้อยโดยที่คุณไม่ต้องเตือน!)

 
– สอนกฎพื้นฐานบางอย่างให้ลูกรับรู้และทำตามนั้น เช่น ไม่ควรเอ้อระเหยอยู่ในห้องน้ำ เสร็จธุระแล้วก็รีบออกมาหาแม่ อย่ากดสบู่เล่น ห้ามพูดคุยกับคนแปลกหน้าเป็นอันขาด และไม่ควรจ้องมองคนอื่นเขา

 
– เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก อาจเริ่มฝึกจากห้องน้ำในร้านอาหารซึ่งเป็นแบบห้องเดียวก่อน แล้วค่อยขยับเป็นห้องน้ำตามโรงภาพยนตร์หรือห้างสรรพสินค้า แต่คุณต้องไปด้วยทุกครั้ง โดยยืนรอที่หน้าประตูและบอกลูกว่าถ้าต้องการให้ช่วยก็เรียกได้

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ให้ลูกทำดี ไม่ต้องมีสินบน

สินบนเล็กๆ น้อยๆ แต่ได้ผลเสมอแบบนี้แสนจะยั่วใจคุณแม่ใช่ไหมคะ แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เจ้าตัวเล็กนั้นแสนจะเรียนรู้เร็ว ไม่นานพ่อหนูแม่หนูก็จับทางได้ว่า แค่ตั้งท่าทำตัวไม่ดีทีไรก็ได้ขนมที่หวังไว้ทุกที อย่างนี้ท่าจะไม่ไหว

 
ดอกเตอร์ซัล เซอร์เวอร์ ผู้เขียน How to Behave So Your Preschooler Will, Too!Ž แนะนำว่า แทนที่จะให้สินบน ลองมาใช้วิธีเหล่านี้ดีกว่า เปลี่ยนสินบนเป็นรางวัล ถ้าหนูอยู่ข้างๆ แม่ตลอดเวลาแล้วไม่ดื้อไม่ซน ขากลับเราจะแวะสนามเด็กเล่นกันแป๊บหนึ่งก็ได้Ž

 
ข้อควรจำก็คือ พูดถึงรางวัลก่อนที่พฤติกรรมไม่พึงประสงค์จะเกิด ไม่อย่างนั้นคุณแม่คงต้องตกอยู่ในวังวนของสินบนไม่จบไม่สิ้นเสียที คิดล่วงหน้า ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

 
คุณแม่ทุกคนย่อมรู้จักลูกของตัวเองดีที่สุด ถ้าอย่างนั้นมาทบทวนเตรียมตัวกันไว้ลูกเริ่มงอแงเมื่อคุณต้องทำงานเกินสองอย่างหรือเปล่า นัดไปหาหมอยิ่งเร่งให้ความอดทนของหนูพังครืนใช่ไหม ถ้าไม่วางแผนเตรียมไว้ให้เหมาะว่าจะทำอะไรก่อนหลัง คุณก็ต้องมานั่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ทุกทีไปนั่นแหละ ไม่ต้องให้รางวัลทุกครั้งหรอก

 
ถ้าคุณไม่อยากได้ยินคำทวงประเภทถ้าทำแล้วหนูจะได้อะไรŽ กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกควรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ก็หยุดให้สินบนพร่ำเพรื่อกันเถอะเก็บขนมอร่อยๆ ไว้แก้สถานการณ์ที่ตึงเครียดกว่านี้ดีกว่า

 
หนูไม่ได้อยากได้ของขวัญชิ้นโตๆ เสมอไปนะจ๊ะแม่

 
รางวัลที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ ก็คือ การมีพ่อแม่มานั่งเล่นอยู่ด้วยกัน เมื่อลูกได้ทำกิจกรรมต่างๆ โดยมีพ่อแม่คอยให้ความสนใจอยู่ใกล้ๆ เขาก็จะรู้เองว่า การเป็นเด็กดีนั้นให้ผลตอบแทนดีกว่าสินบนเป็นไหนๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หนูอยากเจาะหู !

แม่สาวน้อยอาจมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยว แต่คุณก็ต้องแน่ใจได้ด้วยว่า ลูกมีความรับผิดชอบพอจะดูแลหูที่เพิ่งไปเจาะมาได้เองด้วย ประเด็นอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงมีดังนี้

 
เลือกสถานที่เจาะอย่างชาญฉลาด เด็กส่วนใหญ่มักเจาะหูตามห้างสรรพสินค้า แต่ถ้าเจาะกับคุณหมอ ก็จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัยกว่า

 
พร้อมรับมือกับปฏิกิริยาของลูก การเจาะหูอาจทำได้โดยใช้ก้านตุ้มหูเจาะหรือใช้ปืนยิง และอาจมีเลือดออกบ้างเล็กน้อยแม้จินตนาการของลูกมักน่ากลัวกว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เด็กแต่ละคนก็ทนรับความเจ็บปวดได้ไม่เท่ากัน

 
อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าต้องดูแลหู (หลังเจาะ) อย่างไรบ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เขาจะต้องทำความสะอาดบริเวณรอบๆ รอยเจาะวันละ 2 ครั้งโดยการเช็ดด้วยแอลกอ-ฮอล์นานหลายสัปดาห์ ต้องใส่ต่างหูที่ใช้เจาะนาน 6 สัปดาห์ และต้องคอยหมุนต่างหูเพื่อไม่ให้รอยเจาะตันด้วย หากสาวน้อยยังต้องให้คุณเตือนเรื่องการแปรงฟัน ก็คงต้องบอกให้เธอรอต่อไปอีกสักหน่อย (จนกว่าจะรู้จักรับผิดชอบมากกว่านี้) ยืนกรานว่าเจาะหูข้างละรูก็พอแล้ว เพราะการเจาะที่บริเวณใบหูด้านบนซึ่งเป็นกระดูกอ่อน อาจทำให้แผลแห้งยาก และอาจติดเชื้อง่าย

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เข็นลูกทำการบ้าน… อย่างไรดี

ถ้าอยากช่วยลูกทำการบ้านให้สำเร็จ คุณก็ต้องพยายามหาคำตอบให้ได้ว่าเขามี “นิสัยเกี่ยวกับการทำการบ้าน” ประเภทไหน

 
– รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม การบ้านเป็นเพียงจุดแวะระหว่างทาง ซึ่งมีจุดหมายปลายทางที่การนั่งจ้องจอทีวีหรือจอคอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง ถ้าลูกจัดอยู่ในประเภทนี้ อย่าให้รางวัลสำหรับการทำการบ้านเสร็จเร็วเป็นอันขาด แต่ควรกำหนดระยะเวลาที่เขาจะต้องใช้ในเรื่องเรียน และถ้าเขาทำการบ้านเสร็จก่อนหน้านั้น ก็ให้นั่งอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดเวลาที่ตั้งไว้

 
– ผัดวันประกันพรุ่ง ถึงลูกจะกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว คุณก็ไม่อาจแงะปากให้เขาเล่าเรื่องที่โรงเรียนได้สักคำ แต่พอถึงเวลาที่ต้องทำการบ้าน เจ้าตัวดีกลับอยากโม้เรื่องชั่วโมงเลข เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องภาวะโลกร้อนให้คุณฟัง! ถ้าลูกมักแสดงพฤติกรรมแบบนี้ ก็อาจตีความได้ว่าเขารู้สึกกังวลหรือมีการบ้านเยอะจนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี คุณต้องช่วยลูกคิดและจดรายการการบ้านทั้งหมดที่เขาต้องทำ ช่วยกันจัดตารางเวลาสำหรับสัปดาห์ต่อไปในคืนวันอาทิตย์และจดสิ่งที่ต้องทำไว้ในตารางนั้น เขาจะได้รู้ว่าวันไหนต้องทำอะไรบ้าง

 
– ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการบ้านอะไร สิ่งที่ลูกทำก็ไม่เคยดีพอ ยาวพอหรือต้องไม่ถูกใจคุณครูอย่างแน่นอน คุณต้องพยายามกำหนดลิมิตเรื่องเวลาที่ใช้ทำการบ้าน และต้องดูให้แน่ว่าการบ้านนั้นคืออะไร จะได้ให้ความมั่นใจแก่ลูกได้ว่าเขาทำถูกต้องและครบถ้วนดีแล้ว

 
– อยู่ไม่ติดที่ คุณอยากเอากาวติดไว้ที่เก้าอี้ลูกเสียเหลือเกิน เพราะเขานั่งอยู่กับที่ไม่เป็นเลย เดี๋ยวก็เตร่เข้ามาในครัวเพื่อดูว่าอาหารเย็นคืออะไร ไม่ก็ออกไปแซวเพื่อนเล่นของน้องสาวถึงหน้าบ้าน ถ้าลูกคุณเป็นแบบนี้ อย่าให้เขาทำการบ้านในห้องนอนเพราะเป็นสถานที่ที่ทำให้เสียสมาธิง่ายที่สุด เด็กบางคนชอบเปลี่ยนที่ทำการบ้านทุก 15 นาที หรือยอม “พักยก” น้อยครั้งลงถ้าได้นั่งทำการบ้านอยู่ใกล้ๆกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ บางคนก็ไม่ชอบความเงียบและต้องฟังเพลงคลอไปด้วย ถึงจะมีสมาธิทำการบ้านได้สำเร็จ ลองหาวิธีหรือรูปแบบที่เหมาะกับลูกคุณดูนะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วิธีช่วยลูกโตทำเรื่องยากให้ “สำเร็จ”

เด็กวัยทวีนมักอยากเรียนกีตาร์เพราะอยากเป็นเหมือนกับนักดนตรีที่ตัวเองชอบ หรืออยากเล่นกีฬาบางอย่างกับเพื่อนๆ จะร่ำร้องอ้อนวอนให้คุณเสียเงินพาไปสมัครเรียนหรือซื้ออุปกรณ์ให้ แล้วในที่สุด คุณก็ต้องคะยั้นคะยอให้ลูกฝึกฝนและไปเรียน ทั้งๆ ที่ตอนแรกนั้นเขาเป็นคนที่คิดอยากจะเรียนเองโดยที่คุณไม่ได้บังคับหรือชักจูงอะไรเลย

ที่เป็นแบบนี้เพราะเด็กๆ มักไม่ทันคิดถึงความรับผิดชอบที่ตามมา พอหมดสนุกก็เลยหมดความสนใจไปดื้อๆ แต่ถ้ายอมให้ลูกถอนตัวเร็วเกินไป เขาก็อาจเข้าใจว่าการยอมแพ้เมื่อเจออุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดา วิธีโน้มน้าวใจที่คุณอาจลองนำไปใช้ ได้แก่

1. ช่วยกันคิดว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง

ในบางครั้งเหตุผลที่ทำให้ลูกเลิกล้มความตั้งใจอาจเป็นครูฝึกที่ชอบตำหนิหรือข่มขู่ ลองถามพ่อแม่คู่อื่นๆ ดูว่าลูกเคยบ่นถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า และไปนั่งเรียนกับลูกหรือไปดูเขาฝึกซ้อมสักครั้ง การทำให้ลูกเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาใหม่ อาจทำได้โดยหาครูฝึกคนใหม่หรือทีมใหม่ให้เขาเท่านั้นเอง

2. สร้างความประทับใจให้ลูก

โดยพาลูกไปชมการแข่งขันกีฬาหรือการแสดงดนตรีประเภทที่เขาเลือกเรียน เขาจะได้เห็นผลลัพธ์จากการฝึกฝนอย่างหนักด้วยตาของตัวเอง และย้ำว่าคนที่เขาปลื้ม ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี นักเต้น หรือนักกีฬา คงจะไม่เก่งกาจถึงเพียงนี้ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกซ้อมมานานเป็นปีๆ

3. อย่าติดสินบนหรือให้รางวัลเป็นอันขาด

เพราะลูกจะไม่กระตือรือร้นด้วยตัวของเขาเอง

4. รอดูท่าทีลูกไปก่อน

โดยขอให้ลูกยอมทำกิจกรรมที่ตัวเองเลือกต่อไปสักระยะ เช่น จนกว่าจะปิดเทอม หรือจบโปรแกรมที่คุณจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว จากนั้นทั้งคุณและลูกก็ช่วยกันประเมินว่า เขาควรจะเรียนหรือฝึกต่อไปหรือไม่ การคุยกันให้เข้าใจจะช่วยให้เขามองสถานการณ์ตามความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญกว่านี้ในอนาคต

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

วิธีเริ่มคุยเรื่องเซ็กซ์กับลูกวัยใส

คุณแม่ก้อยหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษามาฝากน้องกวาง-ลูกสาววัย 8 ขวบ 2-3 เล่ม และบอกให้ถามได้ทุกอย่างที่อยากรู้ ฟังเหมือนเปิดเผยและเชิญชวนให้เริ่มเรียนรู้เรื่องน่าอายนี้ ใช่มั้ยล่ะ แต่น้องกวางก็ไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องดังกล่าวเลยสักคำ ในที่สุดคุณแม่ก้อยเลยต้องรวบรวมกำลังใจเพื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกสักครั้ง เอ้า..เป็นไงเป็นกัน!

เด็กก่อนวัยรุ่นมักอายจนไม่กล้าตั้งคำถาม แม้พ่อแม่จะเชิญชวนด้วยความจริงใจสักแค่ไหนก็ตาม แล้วจะหาทางออกอย่างไรดี…

1. ซ้อมบทกับเพื่อนสักคน

แต่ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดครบทุกขั้นตอนหรอกนะ (เราคิดว่าเพื่อนคนนี้คงรู้ดีอยู่แล้วว่าเด็กทารกเกิดมาได้ยังไง!) แค่ลองเกริ่นสัก 2-3 ประโยคพอให้หายอึดอัดใจก็แล้วกัน

2. ค่อยเป็นค่อยไป

ไม่เร่งรัดตัวเอง อย่าพูดแบบม้วนเดียวจบ แต่พูดถึงเรื่องนี้เป็นระยะๆ ลูกจะได้รู้ว่าคุณพร้อมทุกเมื่อถ้าเขาอยากจะคุยด้วย

3. ใช้เสียงหัวเราะเป็นตัวช่วย

ยอมรับเถอะว่านี่คือเรื่องพูดยากสำหรับทั้งคุณและลูกนั่นแหละ ฉะนั้นน่าจะใช้วิธีดูหนังสือไปด้วยกัน และบอกลูกว่าคุณคิดอย่างไร เช่น “ดูสิ รูปนี้ดูแล้วแม่เขินจัง!”

4. ตั้งคำถามปลายเปิดกับลูก

เพราะเขาจะยอมพูดมากขึ้นถ้าคุณถามว่า “เพื่อนๆ ที่โรงเรียนเขาพูดถึงเรื่องเซ็กซ์กันยังไงบ้างล่ะจ๊ะ” ไม่ใช่ถามว่า “หนูคิดว่าเด็กส่วนใหญ่รู้หรือเปล่าว่าจริงๆ แล้วเซ็กซ์คืออะไร”

5. เลือกพูดให้ “ถูกที่”

ขอแนะนำให้คุยเรื่องนี้กันในรถ ทั้งลูกและตัวคุณเองจะได้ไม่ต้องสบตากันให้ลำบากใจทั้งสองฝ่าย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คุณครูไม่รักหนู!

คุณควรตอบโต้อย่างไรดี หากลูกกลับมาบ้านแล้วบ่นว่าคุณครูไม่ชอบเขาเลยสักนิด

อันดับแรก อย่ามองข้ามเรื่องการเข้าใจผิด การมีปัญหาอื่นๆ ที่โรงเรียน หรือแม้แต่การประพฤติตัวไม่ดีของลูกเอง แต่บางครั้งคุณครูกับลูกศิษย์บางคู่ก็ ศรศิลป์ไม่กินกันŽ แบบไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น คุณจะช่วยลูกได้โดย

1. คุยกับลูก

อธิบายว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้าเขาจะต้องเจอคุณครูอีกหลายแบบหลากสไตล์ และต้องพยายามปรับตัวปรับใจตัวเองอย่างสุดความสามารถและอย่าพูดถึงคุณครูในเชิงลบเป็นอันขาด

2. พยายามมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนมากขึ้น

เช่น ขอไปเยี่ยมชมการเรียนการสอนในห้องเรียนที่คุณครูคนนั้นเป็นผู้สอน สุดท้าย เฉพาะในกรณีที่คุณกังวลว่าจะส่งผลกระทบถึงการเรียนของลูกมากจริงๆ เท่านั้น และบอกให้คุณครูคนนั้นทราบก่อนด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

Tags

หนูเกลียดโรงเรียน !Ž

            การเรียนการสอนมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การทดสอบกลายเป็นวิธีหลักที่ใช้วัดว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรบ้าง และมักเปลี่ยนไปเน้นที่ ข้อด้อยŽ แทนข้อเด่นŽ ของตัวเด็ก แถมยังมีความกดดันทางสังคมมากขึ้นด้วย ลูกจึงอาจไม่อยากไปโรงเรียนเหมือนเคย คุณจะช่วยลูกได้โดย

 
ระบุปัญหาที่แท้จริง ชวนลูกคุยเพื่อทบทวนดูว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขากังวลใจหรือเครียด และช่วยกันคิดหาวิธีแก้ หากปัญหาอยู่ที่การจดโน้ตไม่ทัน ก็หาเพื่อนมาแลกเปลี่ยนสมุดโน้ตกันหลังเลิกเรียน หรือหากไม่มีสมาธิก่อนถึงเวลาอาหารเที่ยง ก็ให้เขากินอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูงๆ และในปริมาณที่มากขึ้น (จะได้อิ่มท้องนานขึ้น) หรือถ้ารู้สึกว่าไม่ค่อยมีเพื่อน ก็ให้ชวนเพื่อนมาเล่นกันที่บ้าน

 
ปรึกษาคุณครู เล่าปัญหาของลูกให้คุณครูฟัง แต่อย่าผลักภาระให้คุณครู อาจเริ่มบทสนทนาด้วยประโยค ดิฉันจะช่วยอะไรได้บ้างคะŽ ตรงไปตรงมากับลูก อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า บางวิชาอาจน่าเบื่อหรือยาก เขาเลยไม่ชอบ แต่การไปโรงเรียนก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ดี และถ้าลูกอยากเป็นอะไร สักอย่างในชีวิต ให้อธิบายว่า ถ้าเรียนไม่จบลูกก็คงจะทำความฝันให้กลายเป็นจริงไม่ได้ รับรองว่าลูกจะมีกำลังใจขึ้นอีกเป็นกองเลย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกสนุกกับการฝึกทรงตัว

ในวัยประมาณ 5 ขวบ เด็กหลายคนจะฝึก “เดินต่อเท้า” แบบนี้ได้จนชำนาญ เพราะกล้ามเนื้อต่างๆ ทำงานประสานกันดีพอที่จะทรงตัวเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่ล้ม และจะชอบฝึกทักษะใหม่ๆแบบนี้ในทุกโอกาสที่ทำได้

 
คุณอาจสังเกตได้ด้วยว่าลูกต้องมองที่เท้าของตัวเองในขณะที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ถึงจะ “เดินไต่เชือก” ต่อไปได้โดยตลอดรอดฝั่ง เพราะถ้าหลับตา เขาก็จะต้องล้มคว่ำลงมาอย่างแน่นอน ก่อนถึงวัยราวๆ 7 หรือ 8 ขวบ เขายังไม่อาจแม้กระทั่งยืนทรงตัวโดยวางเท้าข้างหนึ่งไว้ข้างหน้าเท้าอีกข้าง ถ้าไม่ได้มองที่เท้าของตัวเองหรือหลับตา เพราะการทรงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหลับตา ต้องใช้เวลาในการฝึกสักระยะ จึงจะทำได้ดีหรือชำนาญ

 
พัฒนาการที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างการเดินต่อเท้า มีความสัมพันธ์กับความสามารถด้านกีฬาของเด็กๆ ฉะนั้น ถ้าลูกของคุณเชี่ยวชาญในด้านการทรงตัว เมื่อโตขึ้นเขาก็น่าจะเป็นนักฟุตบอลที่คล่องแคล่วหรือไม่ก็นักยิมนาสติก แต่ถ้าเขายังไม่เคยลองเล่นแบบนี้เลยสักครั้งก็ไม่ต้องแปลกใจหรือกังวล เพราะอีกไม่กี่ปีเขาก็ต้องเล่นเป็นจนได้อย่างแน่นอน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ภาพ: shutterstock

ลูกปลื้มเด็กวัยเดียวกัน

อ๋อ เห็นเด็กน้อยน่ะเอง ชอบจริงนะเจ๋งŽ แม่แจ๋มชินเสียแล้ว เพราะในบรรดาของมากมายที่เรียกความสนใจลูกได้ เด็กทารกด้วยกันนี่แหละดึงดูดใจลูกก่อนเสมอ ว่าแต่เพราะอะไรนะ

 
วิกตอเรีย ยูชา ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก จากองค์กรเอกชนที่ทำงานกับเด็กเล็กในกรุงวอชิงตัน ดีซี อธิบายอาการแบบนี้ของเด็กวัย 6 เดือน โดยใช้หลายทฤษฎีประกอบดังนี้

 
– ระดับสายตาเดียวกัน เด็กเล็กตัวแค่นี้ จะหันหน้าหันหลัง เต็มที่ก็ยังไม่ครบรอบ มองไปมองมา พอเจอเพื่อนรุ่นเดียวกันก็อยู่หมัด เพราะสบตากันได้พอดี

 
– อยากลองความสามารถในตัว แม้ลูกจะอายุแค่ 6 เดือน แต่ก็มีความสามารถเฉพาะของตัวเอง ความสนใจอยากสัมผัสกระตุ้นให้เด็กวัยนี้ชอบยื่นมือออกไปจับ แตะไปถึง จูบ กอด แต่ทำอย่างนี้กับสิ่งของจะน่าสนใจเท่ากับเด็กด้วยกันได้รึ

 
– เพราะความสนใจ รอบตัวเด็กวัยนี้เป็นของใหม่ น่าสนใจไปหมด ลูกจะทำความรู้จักกับสิ่งรอบตัวด้วยสายตา และยิ้มให้ได้กับทุกอย่าง เพื่อนที่อยู่รถเข็นคันข้างๆ เป็นของใหม่ให้ทำความรู้จัก เป็นไรไป ถ้าจะหันหน้าไปส่งสายตาและยิ้มกว้างให้

 
ทีนี้ถ้าเห็นลูกกำลังสนใจหนุ่มหรือสาวน้อยคนไหน มีจังหวะก็พาเขาเข้าไปใกล้ๆ หน่อย ให้เขาได้ทักทายกัน ทั้งลูกและคุณอาจได้เพื่อนใหม่อีกด้วยนะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

วัย1-3 ไม่ชอบเล่นด้วยกัน จริงหรือ

บ่ายคล้อย พอตัวเล็กตื่นนอน ได้เวลาที่แม่นิดเพื่อนข้างบ้านพาน้องม่ำลูกชายวัยขวบครึ่งเท่ากับเจ้าตัวเล็กแวะมาหา เมื่อมาถึงก็ปล่อยทั้งคู่ให้อยู่ด้วยกันพร้อมกับของเล่น แม่หน่อยคิดว่าเขาจะเล่นด้วยกัน แต่กลับตรงกันข้าม (แต่ไม่ทะเลาะกันนะ) จึงอดสงสัยไม่ได้ เพราะอะไรกันหนอ

นี่เป็นธรรมชาติของวัยเตาะแตะ ถ้าคุณแม่สังเกตดีๆ จะเห็นว่า ถึงเขาไม่เล่นหัวกัน แต่เขาต่างมองกัน และพอใครทำอะไร อีกคนจะทำตาม คนหนึ่งตบมือ อีกคนตบบ้าง ทางนี้ล้มตัวต่อไม้ ทางนั้นทำบ้าง นี่แหละเป็นวิธีเรียนรู้จากการเล่น โดยเลียนแบบอย่างเด็กคนอื่น เหมือนการเลียนแบบทั้งจากพ่อแม่และผู้ใหญ่รอบข้างเขา

เป็นโอกาสดีของตัวเล็กและม่ำ ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่รอบตัวจากเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะง่ายกว่าเลียนแบบผู้ใหญ่เป็นไหนๆ พอได้ 2 ขวบแล้ว ถึงเวลานั้นเขาก็เล่นด้วยกันเองค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ปุจฉา…ทำไมตอนกลางคืนถึงมืดจัง

          บริเวณที่เราอาศัยอยู่จึงเคลื่อนตัวห่างจากดวงอาทิตย์จนกระทั่งแสงไม่สามารถส่องถึงเราได้อีกต่อไป โลกใช้เวลาหมุนรอบตัวเองทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง จึงเกิดความมืดในช่วงกลางคืนประมาณ 12 ชั่วโมง โลกจะสว่างขึ้นอีกครั้งเมื่อบริเวณที่เราอาศัยอยู่เคลื่อนตัวเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น
ทดลองดูได้…ไม่ยากเลย ปิดไฟและม่านหรือมู่ลี่ทั้งหลายในห้องให้มืดๆ ส่องไฟฉาย (ดวงอาทิตย์) ไปที่ลูกโลกหรือลูกบอล (ติดสติ๊กเกอร์ไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งเพื่อทำเครื่องหมายแสดงถึงบริเวณที่เราอาศัยอยู่) แล้วค่อยๆ เคลื่อนไฟฉายให้แสงส่องรอบลูกโลกหรือลูกบอล ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของด้านที่มืดและสว่าง (ซึ่งเปรียบเสมือนช่วงกลางคืนและกลางวันนั่นเอง)

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง