ลูกชอบนอนกัดฟัน กรอด กรอด

ตอนนี้ลูกอายุ 3 ขวบครึ่งแล้ว  เป็นเด็กที่มีบุคลิกร่าเริง  แจ่มใส  และเข้ากับคนอื่นๆ ได้ง่าย แต่ชอบนอนกัดฟันในช่วงกลางคืน จะเป็นอะไรไหมคะ

อาการนอนกัดฟันในเด็กเป็นภาวะที่พบได้ร้อยละ 15 – 33 ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นทุกวัน และอาจสัมพันธ์กับภาวะความเครียดในชีวิตประจำวัน (เช่น การมีน้องคนใหม่และการสอบ) การเจ็บป่วย การขาดสารอาหารบางอย่าง (เช่น วิตามินบี 5 และธาตุ แคลเซียม) การมีพยาธิ ฟันใหม่จะขึ้นหรือฟันเก่าหลุดการได้รับยาหรือสารบางอย่างที่ทำให้คุณภาพการนอนไม่ดี เช่น กาเฟอีน (ชา กาแฟ น้ำอัดลม โกโก้หรือช็อกโกแลต) และแอลกอฮอล์ ส่วนในรายที่เป็นทุกวันอาจเป็นเพราะมีการสบฟันที่ผิดปกติ การเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ หรือเป็นความผิดปกติของการนอนรูปแบบหนึ่ง (sleep disorder)

ผลเสียของการนอนกัดฟันเป็นประจำคือ เคลือบฟันสึก ทำให้ฟันผุง่าย เสียวฟัน ฟันโยก ฟันแตกหรือบิ่น ปวดหน้า ปวดศีรษะ ปวดขากรรไกร ปวดต้นคอ ปวดหู ข้อต่อขากรรไกรสึก และเสียงที่เกิดขึ้นอาจรบกวนการนอนของผู้อื่น

การแก้ไขทำได้โดยการแก้ที่สาเหตุ เช่นการลดความเครียด การทำกิจกรรมผ่อนคลายก่อนเข้านอน (นวดกล้ามเนื้อบริเวณหน้า ประคบอุ่นที่หน้า ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือดีๆ) การรักษาโรคภูมิแพ้ การให้สารอาหารที่ขาด การให้ยาฆ่าพยาธิ การงดอาหารที่มีกาเฟอีน การงดเคี้ยวหมากฝรั่งเพราะอาจทำให้เกิดความเคยชินจนละเมอเคี้ยวตอนนอน หรือการฝึกทำท่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อขากรรไกรโดยใช้ลิ้นดุนระหว่างฟันบนและฟันล่าง (relax jaw muscle)

คุณแม่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อแก้ไขในกรณีที่มีการสบฟันผิดปกติ (แก้ไขโดยการจัดฟัน) และตรวจดูว่ามีฟันที่เสียหายเพราะการกัดฟันแล้วหรือยัง ทันตแพทย์อาจแนะนำให้สวมที่ครอบฟัน (night guard) ก่อนนอน แต่ในกรณีของลูกคุณแม่ เนื่องจากยังอายุน้อยและยังเป็นฟันน้ำนม ส่วนใหญ่จึงไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงลองแก้ที่สาเหตุที่อาจเป็นไปได้และคอยดูไม่ให้มีฟันผุก็พอค่ะ

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

ระวัง!โรคทางเดินปัสสาวะในเด็ก

คุณหมอตรวจปัสสาวะและเจาะเลือด พบการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ และสั่งทำอัลตราซาวนด์ไตเพื่อดูว่าไตผิดปกติหรือไม่ อยากทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อและทำให้ไตผิดปกติ รวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นจากภาวะนี้

 
โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบเป็นภาวะที่พบได้ประมาณร้อยละ 5ในเด็กเล็กๆ ที่มีไข้โดยปราศจากสาเหตุที่ชัดเจน (หมอตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติอื่น เช่น ไม่มีอาการแสดงของหวัด หูไม่อักเสบ คอไม่แดง เป็นต้น) แต่เป็นภาวะที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าเกิดการอักเสบขึ้นที่ไต อาจมีผลในระยะยาวต่อสุขภาพของลูกได้ เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีโอกาสเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษเมื่อตั้งครรภ์ และอาจมีภาวะไตวาย การดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะจึงสำคัญมาก เพราะหากวินิจฉัยไม่ได้ ทำการรักษาช้า และมีการติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะเกิดผลเสียดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

 
อาการที่ทำให้พ่อแม่นำลูกมาพบหมอ ได้แก่ มีไข้ ร้องกวน มีอาการปวดท้องเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีแดงหรือขุ่น ปัสสาวะบ่อยเหมือนไม่สุด แต่บางคนก็มาด้วยอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายเหลว เมื่อตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน คุณหมอจะขอเก็บปัสสาวะลูกเพื่อส่งตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาวและส่งเพาะเชื้อ หากพบว่ามีความผิดปกติคุณหมอจะทำการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะ

 
เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบทุกรายที่มีปัญหาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ควรได้รับการตรวจระบบทางเดินปัสสาวะโดยการทำอัลตราซาวนด์ (ultrasound KUB) เพื่อดูความผิดปกติของรูปร่างไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และทำการตรวจด้วยวิธีการเฉพาะ เพื่อดูว่ามีการไหลย้อนกลับของปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นไปตามท่อไต (หรือไต) หรือไม่ ซึ่งแสดงถึงความผิดปกติที่เรียกว่า Vesico-ureteral reflux (VUR) จะได้ให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เพราะภาวะ VUR จะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อซ้ำๆ จนอาจเป็นอันตรายต่อไตในระยะยาว

 
หากสงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ คุณแม่ก็ควรรีบพาไปพบหมอ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะให้ลูกกินเอง

 

 

 
การรักษา

 
– ให้ยาปฏิชีวนะ ในรายที่กินอาหารไม่ได้ และอ่อนเพลียมาก ควรอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดและฉีดยาปฏิชีวนะ เมื่ออาการดีขึ้น คือไข้ลดและเริ่มกินอาหารได้ ก็เปลี่ยนเป็นยากินต่อจนครบ 7 – 14 วันในรายที่อาการไม่รุนแรง อาจให้เป็นยากินได้เลย อาการควรดีขึ้นภายในสองวัน คือ ไข้ลด แต่ถ้าไม่ดีขึ้น ต้องพิจารณาเปลี่ยนยาตามผลที่ได้จากการเพาะเชื้อ หลังจากให้ยาครบแล้ว ควรให้ต่อในขนาดป้องกันจนกว่าจะตรวจความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะครบหมดแล้ว เพื่อป้องกันการ

 

 

 
ติดเชื้อซ้ำ

 
– ถ้าตรวจพบความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ หมอจะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะขนาดป้องกันต่อเนื่องกันไป และนัดผู้ป่วยมาตรวจการทำงานของไตและกระเพาะปัสสาวะ และตรวจวัดความดันเป็นระยะๆ จนกว่าจะแก้ไขภาวะดังกล่าวจนเป็นปกติ ซึ่งบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขภาวะVUR แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องผ่าตัด เพราะภาวะนี้มักดีขึ้นเองเมื่ออายุมากขึ้น แค่ให้ยาป้องกันการติดเชื้อซ้ำเพื่อไม่ให้เกิดแผลเป็นที่ไตจากการติดเชื้อบ่อยๆ ก็พอแล้ว

 
– ให้ลูกดื่มน้ำมากๆ และปัสสาวะบ่อยๆ เพื่อช่วยขับเชื้อโรค

 
– ให้ยาลดไข้ เช็ดตัว และรักษาประคับประคองตามอาการเช่น ให้กินอาหารทีละน้อยและบ่อยๆ ในรายที่มีปัญหาคลื่นไส้อาเจียน

 

 

 
การป้องกัน

 
– ให้ลูกดื่มนมแม่เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้

 
– ในกรณีที่ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป คุณแม่ต้องดูแลทำความสะอาดหลังมีการขับถ่ายอุจจาระในทันที เพื่อลดโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระจะปนเปื้อนขึ้นไปตามทางเดินปัสสาวะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

เจ็บข้างในปากจังเลยแม่

แผลร้อนใน (Aphthous) เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

 
– ภาวะถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งมักพบว่ามีคนในครอบครัวเป็นด้วย

 
– ภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุบางอย่าง เช่น วิตามินบี 1, 2, 6 และ 12 วิตามินซี สังกะสี เหล็ก โฟลิก ซีลีเนียม และแคลเซียม ซึ่งแก้ไขได้โดยการให้สารที่ขาด

 
– การดื่มน้ำน้อย หรือใช้ยาสีฟันที่มีสาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate -โซเดียม ลอริล ซัลเฟต)ซึ่งทำให้เยื่อบุในปากแห้ง อ่อนแอ และเป็นแผลง่าย

 
– การกินของทอดของกรอบ ซึ่งทำให้เยื่อบุในปากเป็นแผลเพราะความแข็งของอาหารที่เคี้ยว

 
– การกัดหรือแปรงฟันกระแทก และภาวะเครียดหรือพักผ่อนน้อย ซึ่งต้องแก้ไขที่สาเหตุ

 
– การแพ้อาหารบางอย่าง เช่น แป้งสาลี ข้าวโอ๊ต ผลไม้รสเปรี้ยว (ส้ม มะนาว สับปะรด แอŠปเปิ้ลมะเขือเทศ สตรอวŒเบอรŒรี่) นม ช็อกโกแลตถั่ว น้ำส้มสายชู สารกันบูด และสารแต่งกลิ่น เป็นต้น ซึ่งป้องกันได้โดยการงดกินอาหารที่สงสัย

 
– การติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ทำให้มีไข้ เหงือกบวม (โรคเริม) มีผื่นเป็นจุดแดง หรือมีตุ่มน้ำใสตามผิวหนังที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า (โรคมือ – เท้า -ปาก) เด็กๆ ได้รับเชื้อโดยการสัมผัสน้ำลายผ่านทางมือ ของเล่น และการไอ – จามรดกัน ซึ่งป้องกันได้โดยการล้างมือให้สะอาดหลังจากเล่นและก่อนกินอาหารหรือเอามือเข้าปาก

 
ในกรณีที่มีแผลเกิดขึ้นแล้ว โดยทั่วไปจะหายได้เองภายใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่ในช่วงที่เป็นแผลจะรู้สึกเจ็บและทำให้กินได้น้อย คุณแม่ควรให้ลูกกินอาหารอ่อนๆ ไม่ร้อนและไม่มีรสเปรี้ยว การดื่มน้ำแครอทและน้ำแคนตาลูปอาจช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

 
หากเกิดจากไวรัสเริม การใช้ยาต้านไวรัสตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น การใช้ยาชาทาที่แผลจะช่วยให้เจ็บน้อยลงและพอจะกินอาหารได้บ้าง การทายาสเตียรอยด์วันละ 2 – 4 ครั้ง จะช่วยลดการอักเสบและทำให้แผลหายเร็วขึ้น รวมทั้งการให้วิตามินรวม การบ้วนปากด้วยน้ำยา Kamillosan และการกิน echinacea (สมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งมีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป) อาจช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น คุณแม่ลองนำไปใช้ดูนะคะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

นมแพะดีจริงหรือ

อาการแพ้โปรตีนในนมวัวมีหลายรูปแบบ ที่พบบ่อยได้แก่ อาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งทำให้มีผื่นลมพิษหรือผื่นแดงคันขึ้นตามตัว ลูบแล้วสากมือคล้ายกระดาษทราย อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่ทำให้คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก คันตา น้ำตาไหล หายใจหอบเสียงดังวี้ด ไอเรื้อรังและนอนกรน อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย ท้องอืดและปวดท้องโคลิก ส่วนอาการที่พบน้อย แต่รุนแรงคือช็อกและเสียชีวิต ทารกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าแพ้โปรตีนในนมวัว จะมีอาการดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนไปกินนมชนิดอื่น ได้แก่

 
– นม neocate มีโปรตีนเป็นกรดอะมิโนซึ่งมีขนาดเล็กมากจนไม่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้เลย รสชาติดี ราคาแพงมาก ไม่มีขายในเมืองไทย

 
– นม nutramigen หรือ pregestimil เป็นโปรตีนซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากรดอะมิโนเล็กน้อย จึงยังมีโอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ได้ร้อยละ 10 ราคาแพง รสชาติไม่ดีมากๆ มีขายในเมืองไทย

 
– นม nan HA หรือ enfalac HA ทำจากนมวัวที่ผ่านการย่อยโปรตีนขนาดใหญ่บางตัวให้มีขนาดที่เล็กลง จึงทำให้อาการดีขึ้นในบางรายที่แพ้โปรตีนตัวนั้นอยู่พอดี (แต่ส่วนใหญ่จะไม่หาย เพราะยังแพ้โปรตีนขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่) รสชาติพอกินได้ ราคาแพงกว่านมสูตรปกติเล็กน้อย

 
– นม prosobee หรือ isomil ทำจากถั่วเหลือง รสชาติไม่ดี ราคาแพงกว่านมสูตร HA เล็กน้อย แต่ราวร้อยละ 20 ของคนที่แพ้โปรตีนในนมวัวจะแพ้โปรตีนในถั่วเหลืองด้วย

 
– นมแพะ DG โปรตีนบางตัวในนมแพะจะเหมือนกับโปรตีนในนมวัว จึงมีโอกาสแพ้มากกว่ากินนมถั่ว คนที่กินนมแพะได้โดยไม่แพ้แปลว่าโปรตีนที่เขาแพ้เป็นชนิดที่ไม่พบในนมแพะ นมแพะรสชาติดี แต่ราคาค่อน

 
ข้างแพงเพราะต้องผ่านกระบวนการเติมสารต่างๆที่จำเป็นหลายอย่าง เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของทารก (นมแพะสดขาดวิตามินหลายตัว ได้แก่ บี6 บี12 ซีและดี และโฟลิค)

 
ส่วนเด็กอายุมากกว่า 1 ขวบที่แพ้นมวัว ไม่จำเป็นต้องกินนมผงสำหรับทารกแล้ว อาจเปลี่ยนจากนมถั่วหรือนมแพะชนิดผงเป็นชนิดกล่อง UHT ได้ (ยกเว้นรายที่ต้องกินนมสูตรพิเศษ 2 อันดับแรกซึ่งต้องใช้ชนิดเดิมไปจนกว่าจะหายแพ้ โดยร้อยละ 60 จะหายตอนอายุ 4 ขวบ และร้อยละ 80 จะหายตอนอายุ 6 ขวบ)

 
สำหรับเด็กที่ไม่ได้แพ้โปรตีนในนมวัว แต่เมื่อกินนมวัวแล้วมักมีปัญหาท้องอืดหรือย่อยยาก อาจเป็นเพราะย่อยไขมันหรือน้ำตาลแลคโตสจำนวนมากในนมวัวไม่ไหว พอเปลี่ยนมากินนมถั่วหรือนมแพะ อาการจะดีขึ้น เพราะนมแพะมีไขมันและแลคโตสต่ำกว่า ส่วนนมถั่วไม่มีไขมันที่ย่อยยากและน้ำตาลแลคโตสเลย

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

3 โทษของ คาร์โบไฮเดรต หากกินมากเกินไป

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน จำพวกแป้ง คุณแม่ไม่ควรให้ลูกกิน เมนูต้องห้ามŽ พวกนั้นเพราะเป็นอาหารที่มีน้ำตาล เกลือ หรือผงชูรสเป็นส่วนประกอบที่สูงมาก และบางอย่างยังมีสี กาเฟอีน และสารปรุงแต่ง ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ซนมากผิดปกติ หงุดหงิดอาละวาด ไม่ยอมนอน และฝันร้าย

1. ปัญหาด้านการนอน

ถ้าสังเกตว่าพฤติกรรมของลูกเปลี่ยนแปลงไปหลังกลับจากงานปาร์ตี้ซึ่งอุดมไปด้วยขนมเหล่านี้ หรือมีพฤติกรรมที่ยากต่อการควบคุม หรือมีปัญหาเรื่องการนอนเมื่อกินอาหารเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน คุณแม่ลองให้เขาหยุดกินและหาของว่างที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพให้กินแทน เช่น ทำขนมเค้กโดยใช้รสหวานจากผลไม้แทนน้ำตาล ทำไอศกรีมเชอร์เบ็ทจากผลไม้ แล้วดูว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่

2. ฟันผุ

น้ำตาล เป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลเดี่ยว ไม่ใช่สิ่งจำเป็นของชีวิต ไม่กินก็ไม่เป็นไร ในขณะที่ถ้ากินมากจะเป็นอันตราย เพราะเป็นสารให้พลังงานที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย คือไม่มีวิตามินหรือแร่ธาตุที่มีประโยชน์เลย และทำให้ฟันผุ เพราะเป็นแหล่งอาหารของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่อยู่ในช่องปากนอกจากนี้

3. เกิดโรคอ้วน

กระบวนการใช้พลังงานจากน้ำตาลยังต้องอาศัยการทำงานของตับอ่อน ซึ่งหากทำงานมากจนล้า ในระยะยาว อาจทำให้เป็นโรคเบาหวานและสะสมเป็นไขมันจนทำให้อ้วน
หากต้องการพลังงานควรกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีท ซึ่งมีวิตามินและเส้นใยที่เป็นประโยชน์ คุณแม่จึงควรปลูกฝังนิสัยการกินที่ดีให้ลูก และเป็นตัวอย่างที่ดี โดยไม่จัดหาเมนูต้องห้ามติดบ้านไว้ตลอดเวลา สอนให้ลูกไม่ติดของหวาน (เช่น กินนมรสจืด ไม่ใช่รสหวานหรือนมเปรี้ยว) ไม่ปรุงรสในอาหารของทารก เพราะหากลิ้นเคยชินกับรสชาติแล้ว อีกหน่อยจะกินเค็มและหวานมากขึ้นเรื่อยๆ

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

Tags

หัดลูกนั่งกระโถน

การหัดลูกให้นั่งกระโถนควรดูความพร้อมของลูกเป็นสำคัญ ไม่ควรเร่งหรือบังคับ เพราะลูกอาจต่อต้านจนทำให้กลายเป็นปัญหาอั้นการขับถ่ายเด็กแต่ละคนทำได้เร็วช้าต่างกัน โดยส่วนใหญ่ทำได้ในช่วงวัย 2 – 3 ขวบ การสังเกตความพร้อม ได้แก่การที่ลูกสามารถกลั้นฉี่ได้นานกว่า 2 ชั่วโมงโดยผ้าอ้อมไม่แฉะ หรือมีการขับถ่ายเป็นเวลาตรงกันทุกวัน เช่น หลังมื้ออาหาร การแสดงท่าเบ่ง หรือเดินไปหามุมเงียบเพื่อทำธุระ ทำท่ารังเกียจผ้าอ้อมที่เลอะหรือแสดงอาการรังเกียจกลิ่นเหม็นของอึ อยากใส่กางเกงใน ไม่อยากใส่ผ้าอ้อมอีกต่อไป แสดงความสนใจการใช้ห้องน้ำของผู้ใหญ่หรือเด็กโตโดยขอตามเข้าไปดู และพยายามเลียนแบบถ้าหากลูกเริ่มมีลักษณะต่างๆ ดังกล่าว อาจเป็นสัญญาณไฟเขียวให้คุณแม่ลองฝึกลูกได้

 
การฝึกควรเริ่มทำในช่วงที่ลูกไม่เจ็บป่วยหรือมีความเครียดจากสาเหตุอื่น โดยอาจชวนลูกไปเลือกซื้อกระโถนด้วยกัน แล้วเอามาซ้อมนั่งเล่นไปก่อนเช่น นั่งเล่นเวลาดูทีวีหรืออ่านหนังสือ หาหนังสือที่เกี่ยวกับการใช้ส้วมหรือกระโถนมาอ่านให้ฟัง การให้ลูกเล่นสมมติกับตุ๊กตา เช่น ให้ตุ๊กตานั่งกระโถน หมั่นพูดชื่นชมหรือพูดแง่บวกเกี่ยวกับการใส่กางเกงในหรือการใช้ส้วมว่าจะได้เลียนแบบเหมือนพ่อแม่ หลานของหมอเองทำได้สำเร็จตอนเข้าเรียนอนุบาล เพราะเลียนแบบเพื่อน กลัวอายเพื่อน หากจะฝึกให้ลูกนั่งส้วมต้องมีที่นั่งกันเด็กหล่นและที่รองขาเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ให้ลูกใส่กางเกง ในที่ดึงลงได้ง่ายเวลาปวด หากลูกทำได้สำเร็จให้พูด ชื่นชม และถือโอกาสสอนเรื่องการทำความสะอาด และการล้างมือหลังใช้ส้วมทุกครั้ง แต่ถ้าหากลูกต่อต้าน อย่าฝืนหรือตำหนิ เพราะต้อง ไม่ลืมว่าการนั่งส้วมได้เร็วไม่ได้บอกถึงความฉลาดของเด็ก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีที่สุดค่ะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

สอนลูกหัดดื่มจากแก้ว

วิธีฝึกคือควรทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และฝึกบ่อยๆเพื่อให้เกิดความชำนาญจนทำได้คล่อง กรณีที่ลูกดื่มน้ำจากแก้วแล้วมีอาการสำลัก อาจเป็นเพราะเคยชินกับการดูดนมจากขวดซึ่งต้องใช้แรงดูด พอลูกกระดกแก้วได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาดูดน้ำเข้าไปเต็มที่โดยไม่ทันระวัง จึงสำลักได้ (มีอีกกรณีที่คล้ายกันคือดูดนมจากขวดไม่สำลัก แต่ดูดน้ำกลับสำลักเพราะความหนืดของน้ำมีน้อยกว่า เมื่อเด็กดูดน้ำแรงเท่ากับดูดนมจึงทำให้สำลัก)

 
วิธีแก้คือให้คุณแม่คอยประคองก้นแก้วไว้เพื่อไม่ให้ลูกกระดกแก้วมากเกินไป เพียงเอียงให้น้ำมาปริ่มที่ปากแก้ว แล้วบอกให้ลูกค่อยๆจิบน้ำเข้าไปหรือใช้หลอดขนาดเล็กดูด (เช่นหลอดดูดนมกล่อง) น้ำจะได้ไม่เข้าปากทีละมากๆ คุณแม่ฝึกลูกให้ดื่มน้ำจากแก้วได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน เพราะเป็นวัยที่ชื่นชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ยังไม่ถึงวัยต่อต้าน แต่แม้เลยช่วงนี้ไปแล้วก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มฝึก การฝึกใหม่ๆ ย่อมมีหกเลอะเทอะเป็นธรรมดา ให้เตรียมใส่ผ้ากันเปื้อน และหาผ้ามารองพื้นบ้านเอาไว้ด้วย จะได้ทำความสะอาดง่ายขึ้น แต่อย่าทำหงุดหงิดใส่ลูกถ้าเขาทำเลอะ เพราะอาจทำให้เขาไม่อยากฝึกอีกต่อไป

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เด็กฝันร้าย

เพราะเหตุใด ลูกถึงฝันร้ายบ่ˆอยๆ

เราทราบกันมานานแล้วว่าเด็กเล็กก็ฝันร้ายได้เช่นกัน สาเหตุอาจเกิดจากความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น ความไม่ลงรอยกันของพ่อแม่ การเปลี่ยนพี่เลี้ยง การมีน้องใหม่ การเปลี่ยน เตียงหรือห้องนอนใหม่ การดูหนังหรือฟังนิทานที่น่ากลัว การกินอาหารมื้อเย็นมากเกินไปหรือเล่นมากไปการเจ็บป่วยจากไข้หรือผลของยาบางอย่าง

 

เด็กฝันร้าย มีสาเหตุเกิดจากอะไร

วิธีแก้ไขคือแก้ที่สาเหตุ ลดสถานการณ์ตึงเครียดในครอบครัว เมื่อลูกตื่นลองถามเกี่ยวกับฝันร้าย เพื่อให้ลูกได้ระบายออกมาเป็นคำพูด แล้วผู้ใหญ่จึงอธิบายและปลอบให้หายกลัว บอกว่าเป็นแค่ฝันร้ายไม่เป็นจริง ทุกคนก็มีฝันร้าย ลูกอาจต้องการให้มีแสงสว่างเพื่อเพิ่มความมั่นใจด‰้วย

shutterstock_322337921
ลูกหมอเคยตื่นร้องกลางดึกเป็นช่วงๆ สาเหตุที่เป็นคาดเดาได้ไม่เคยซ้ำ เช่น เครียดตอนเริ่มเข้าโรงเรียน เครียดตอนมีน้อง แต่พอให้ความมั่นใจว่าลูกยังได้รับความรักและให้เวลาลูกได้ปรับตัวกับโรงเรียนสักพัก อาการฝันร้ายก็หายไป
นอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้ลูกตื่นขึ้นมาร้องกลางดึกอาจเป็นจากอย่างอื่น เช่น อาการปวดท้อง ปวดฟัน เจ็บไข้ไม่สบาย คัดจมูก หายใจไม่ออก อาการแพ้อาหารบางอย่าง ซึ่งคุณแม่ต้องสังเกตอาการผิดปกติอย่างอื่นด้วยก่อนจะสรุปว่าเป็นแค่ฝันร้าย

 

banner300x250

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา รัตนาโภกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด
ภาพ : ShutterStock

ลูกชอบบ่นขาเป็นตะคริว

วัย 3 ขวบ เป็นวัยกำลังซนชอบบ่นเรื่องขาเป็นตะคริว คุณแม่ถามว่าจะทำอย่างไร

ก่อนอื่นหมอขอถามเพิ่มเติมว่า คุณแม่ได้คลำบริเวณน่องของลูกขณะที่มีอาการแล้วพบว่ามีอาการแข็งเกร็งซึ่งเป็นอาการของตะคริวจริงๆ หรือเป็นคำพูดของลูกเองว่าขาเป็นตะคริว

หมอเข้าใจว่าเด็กวัย 3 ขวบคงยังไม่เข้าใจความหมายของภาษาดีนัก ลูกอาจต้องการบอกว่ามีอาการปวดขาซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในเด็กวัย 3 – 6 ขวบซึ่งลูกของหมอก็เคยเป็น สาเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อมีอาการเมื่อยล้าจากการวิ่งเล่น ปีนป่าย ห้อยโหนเครื่องเล่นที่โรงเรียนในช่วงกลางวัน กล้ามเนื้อของเด็กวัยนี้ยังไม่ทนทานมากนัก จึงทำให้มีอาการปวดในเวลากลางคืน และมักเป็นทั้งสองข้าง แต่ไม่จำเป็นต้องปวดพร้อมกัน สˆวนมากจะปวดที่บริเวณน่อง ต้นขา รอบๆ ข้อเข่า และลูกอาจมีอาการปวดมากจนร้องไห้ได้ โดยเฉลี่ยไม่ควรปวดนานเกิน 20 นาที

การช่วยเหลือคือการพูดคุยให้ความมั่นใจแก่ลูกว่าเป็นอาการปวดที่ไม่อันตราย และบีบนวดเบาๆ ลูกก็จะมีอาการดีขึ้น และหากแม่นวดให้ก่อนมีอาการก็จะเป็นการป้องกันได้เช่นกัน ถือโอกาสแนะนำให้ลูกดื่มนมเพิ่มขึ้น โดยสอนว่านมจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น อาการปวดจะได้หายไป

แต่อย่าพูดตำหนิว่าเป็นเพราะลูกวิ่งซนมากไปตอนกลางวันจึงทำให้มีอาการเช่นนี้ เพราะอาจทำให้ลูกหวาดกลัวการมีกิจกรรมออกกำลังกายต่ˆอไปได้‰ หากลูกมีอาการปวดช่วงกลางวันบ่อยๆ โดยมักเป็นที่ตำแหน่งเดิมและเป็นข้างเดียวตลอด หรือมีอาการเดินกะเผลก ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นอาการปวดที่อันตรายได้

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

ลูกอมข‰้าวจนแม่ชักจะกลุ้ม


คุณแม่ลองเปลี่ยนเมนูอาหารเป็นแบบอื่นที่ไม่จำเจดูหรือยังคะ บางทีลูกอาจเบื่ออาหารเดิมๆ รสชาติจืดชืดแบบอาหารเด็ก และอาจอยากลองรสชาติที่หลากหลายขึ้น ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งรับประทานพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกที่สนามหญ้าเหมือนไปปิกนิก ก็เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น คุยกันไป รับประทานกันไป ลูกอาจเพลินจนหม่ำได้มาก

 
นอกจากนี้คุณแม่อาจเลือกให้อาหารทดแทนตามหลักอาหาร 5 หมู่ เช่น ถ้าลูกเบื่อข้าว ลองเปลี่ยนเป็น ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง มันฝรั่ง ซีเรียล หรือข้าวเหนียว ถ้าไม่ยอมเคี้ยวเนื้อสัตว์ แต่ยอมรับประทานนมและไข่ก็พอไหวค่ะ อย่าไปเครียดกับการกินของลูกมากนัก ทำเป็นแกล้งไม่สนใจ เพราะบางครั้งคะยั้นคะยองอนง้อมากเกินไปก็ยิ่งเล่นตัวมากขึ้น ควรจำกัดเวลารับประทานอาหารไว้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง หรือถ้าลูกเริ่มเขี่ยข้าวเล่นหรือคายทิ้งแล้วก็เก็บเลย ไม่ต้องดุด่าว่ากล่าว พูดธรรมดาๆ ว่า ถ้าไม่กินต่อ แม่ก็จะเก็บแล้ว และแต่ละมื้ออย่าเตรียมอาหารให้ลูกในปริมาณมากเกินไป ลูกจะได้มีกำลังใจในการรับประทาน ถึงหมดก็เติมใหม่ได้ หรือถ้าเหลือแล้วต้องทิ้งก็ไม่เสียดาย มาก ถ้าเขารับประทานทานน้อยในมื้อนี้ ก็จะหิวมากขึ้น ในมื้อต่อไปเอง

 
ในหนึ่งวันไม่จำเป็นต้องรับประทานหมดทุกมื้อหรอกค่ะ มีหนึ่งมื้อที่หม่ำได้หมดก็บุญ เอ๊ย ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ไม่เปิดทีวีในระหว่างมื้ออาหาร เพราะลูกอาจดูเพลินจนลืมเคี้ยว หากยังไม่ถึงเวลามื้อต่อไปแล้วลูกรู้สึกหิว ให้ได้แต่ของว่างที่มีประโยชน์เท่านั้น เช่น ผลไม้ ชีส โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เพื่อให้ลูกมีภาวะโภชนาการที่ดี คุณแม่ควรนำเสนอแต่อาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น นั่นแปลว่าในบ้าน ในตู้เย็นไม่ควรมีขนมที่ไร้คุณประโยชน์ เช่น ขนมถุง มันฝรั่งทอด ช็อกโกแลต ไอศกรีม ทอฟฟี่ น้ำอัดลม

 
ต้องให้ลูกได้เรียนรู้ว่าความหิวเป็นอย่างไร ห้ามญาติสนิทมิตรสหายให้ขนมด้วย เพราะอาจสงสารแล้วแอบให้ขนมจนลูกอิ่ม ต้องอธิบายให้เข้าใจตรงกันว่า ถ้าลูกอ้วนหรือน้ำหนักดีเพราะกินของหวานที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูงเพื่อเพิ่มน้ำหนัก เป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกในระยะยาว เป็นการสร้างนิสัยการกินที่ไม่ดีติดตัวไปตลอดชีวิต ทำให้ลูกอาจเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง

 
ส่วนปัญหารับประทานยากมักเป็นแค่ช่วงหนึ่งในวัยเด็ก ส่วนใหญ่พอโตขึ้นก็กินได้เอง ถ้าลูกต่อต้านโดยไม่ยอมเลยในช่วงแรก ก็ไม่ต้องตกใจ อย่าเพิ่งรีบร้อนตามใจลูก ใช้เวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ก็จะดีขึ้น – ในช่วงนี้หากกังวลว่าลูกจะขาดสารอาหารอาจปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามดูภาวะการเจริญเติบโตว่ายังอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ – ไม่ต้องห่วง ถึงแม้น้ำหนักจะตกเกณฑ์ในช่วงแรก เพราะส่วนใหญ่ส่วนสูงจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ คุณหมออาจสั่งวิตามินและธาตุเหล็กให้ทดแทนไปก่อน

 
ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น คุณแม่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจดูว่ามีปัญหา ฟันผุจากการอมข้าวหรือไม่ ในทางกลับกัน หากลูกมีปัญหาฟันผุหรือเหงือกอักเสบอยู่ ก็ทำให้เคี้ยวข้าวลำบากได้ เช่นกัน

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

อยากให้ลูกเลิกติดขวดนมจัง

การที่ลูกยังติดดูดนมจากขวดก่อนนอน เนื่องจากลูกอาจยังไม่ชำนาญการดื่มจากแก้ว การดูดจากขวดนอกจากดูดได้เร็วกว่าแล้ว ยังเป็นการกล่อมตัวเองให้หลับได้โดยง่าย แต่ข้อเสียที่ตามมาได้แก่ ฟันผุ

 
วิธีการเลิก อาจใช้การอธิบายหรืออ่านหนังสือนิทานให้เข้าใจถึงข้อเสียของการดูดนมดังกล่าว และเสนอแนะว่า ที่ถูกต้องควรดื่มจากแก้วหรือดูดจากกล่อง แล้วแปรงฟันและปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน กล่อมลูกให้หลับโดยการเล่านิทาน ร้องเพลงกล่อม หรือกอดหมอนหรือตุ๊กตา อาจขอให้คุณครูหรือแพทย์ช่วยพูด เพราะเด็กวัยนี้อาจเชื่อฟังครูหรือหมอค่อนข้างมาก บอกลูกว่า เด็กที่โตและเก่งอย่างลูกไม่ต้องใช้ขวดของทารกแล้ว ให้ลองดื่มแบบพ่อแม่อร่อยกว่า (ใช้วิธีชงนมใส่ขวดแบบเจือจาง ลูกจะได้รู้สึกว่านมจากขวดไม่อร่อยอีกต่อไป หรือเปลี่ยนขนาดของจุกนมเป็นขนาดที่เล็กสุดเพื่อให้ดูดยากขึ้น)

 
พาลูกไปเลือกซื้อแก้วประจำตัวที่ถูกใจ แล้วเก็บขวดขึ้นให้หมด อาจเหลือไว้ 1 ขวดเผื่ออยากดูด ให้ใส่น้ำเพื่อดูดได้ ไม่ต้องตกใจหากลูกประท้วงไม่ยอมดื่มนมเป็นเวลานานหลายวัน เพราะความหิวจะกระตุ้นให้ลูกรับประทานข้าวมากขึ้น อาจเลือกวันดีเดย์การเลิกขวดเป็นวันที่ไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัดหรือบ้านญาติ แล้วไม่ต้องเอาขวดไปด้วยก็ได้ ในกรณีที่ลูกยังติดดูดขวดช่วงกลางวันด้วย ให้หากิจกรรมนอกบ้าน เช่น ไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะ พอเข้าบ้านจะได้เหนื่อยแล้วหลับไปเลย หากิจกรรมให้เล่นให้มือไม่ว่าง เช่น ระบายสี ปั้นดิน จะได้ไม่คิดถึงหรืออยากถือขวดแก้เบื่อ ที่สำคัญคือต้องให้เวลาอยู่กับลูกมากขึ้น และให้ความเข้าใจหากลูกโยเย หงุดหงิดกว่าปกติ ไม่ดุด่าหรือทำโทษ หรือใจอ่อนแล้วยอมให้กลับมาดูดต่อ หากทำได้ต่อเนื่อง 3 – 4 วัน ลูกก็จะเลิกได้เอง (แต่บางคนอาจนานถึง 2 สัปดาห์)

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

ลูกไม่กินผัก (อีกแล้ว)

เด็กๆก็มักเป็นแบบนี้ละค่ะ แต่ละช่วงวัยก็จะเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ จากที่เคยรับประทานแทบทุกอย่าง กลายเป็นเด็กช่างเลือกและมักเลือกแต่ขนมหวาน ปฏิเสธสิ่งที่เราอยากให้รับประทาน จนทำให้แม่ๆอย่างเราปวดศีรษะไปตามๆกัน

 
ช่วงนี้ถ้าลูกต่อต้านมากๆ ไม่ยอมรับประทานผักในรูปแบบเดิมที่เคยชอบ คุณแม่ก็ปล่อยๆไปก่อน แต่เวลาทำอาหาร ลองหั่นผักเป็นชิ้นเล็กๆ หรือปั่นให้ละเอียดยิบจนมองไม่ออก หรือชุบแป้งทอด ลองใช้ที่ขูดผักทำให้เป็นเส้นฝอยๆ หรือทำเป็นรูปทรงแปลกๆ รูปร่างน่ารักๆโดยใช้พิมพ์กด แล้วเอาไปทำเป็นอาหารหรือขนมที่เด็กๆชอบ เช่น เค้ก ขนมไข่แครอทและพายผักโขม (หรือเลือกซื้อจากเบเกอรี่ที่เน้นทำเพื่อสุขภาพก็ดี เพราะไม่ใส่น้ำตาลมากเกินไป)

 
อาจให้ลูกมีส่วนร่วมในการเตรียมอาหาร ตั้งชื่อผักเป็นตัวการ์ตูนที่ลูกชื่นชอบ เล่านิทานเกี่ยวกับประโยชน์ของผักให้ลูกฟัง ฝากคุณครูหรือคุณหมอช่วยบอกให้ลูกรับประทานผัก หรือลองทำเป็นอาหารขนาดจิ๋ว ก็อาจจูงใจให้ลูกรับประทานได้

 
เด็กบางคนชอบรับประทานผักจิ้มซอสมะเขือเทศ ครีมซอส หรือโยเกิร์ต (เลือกชนิดที่ไม่มีเกลือหรือน้ำตาลมากเกินไป) ลองให้ลูกเลือกเองว่าจะรับประทานผักอะไร เพราะลูกอาจไม่ชอบการบังคับ เมื่อหมั่นถามทุกวันก็อาจมีเซอร์ไพรส์ให้คุณแม่ดีใจได้ ลองเสนอผักหลายๆชนิด เพราะแม้เป็นผักที่แม่ไม่ชอบแต่ลูกอาจจะชอบ ในกรณีที่ลูกยังไม่ยอมรับประทานอยู่ดี ให้ลองทำหรือซื้อน้ำผักที่มีขายทั่วไปให้ลูกดื่ม อย่างน้อยก็ได้วิตามินบ้างค่ะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกติดทีวี

ลูกติดทีวีมาก เบี่ยงเบนได้ด้วย 10 วิธีสุดเริ่ด!

บ้านไหนมี ลูกติดทีวี หนักมาก ช่วงปิดเทอม  พ่อแม่ต้องอ่าน!!! ควรคิดหากิจกรรมให้ลูกทำ เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อย่าปล่อยให้ทีวีเป็นฝ่ายช่วยเลี้ยงลูกแทนนะคะ…

ลูกติดทีวี ทำให้พัฒนาการถดถอย

ปัญหา ลูกติดทีวี คือการที่ลูกติดพันกับความบันเทิงในการดูโทรทัศน์โดยใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน จนได้รับผลกระทบต่อการตอบสนองทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ต้องการดูมากเกินไป เมื่อไม่ได้ดูก็จะหงุดหงิด โมโหง่าย

โรคติดทีวี
โรคติดทีวีของเจ้าตัวเล็กส่งผลต่อพัฒนาการ

ทั้งนี้การดูทีวี หรือโทรทัศน์นั้น ถือได้ว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลา หรือการที่ลูกดู หรือได้รับข้อมูลจากโทรทัศน์ สิ่งที่พ่อแม่ควรตระหนักเกี่ยวกับการดูโทรทัศน์ของลูก ก็คือ โทรทัศน์ให้ข้อมูลข่าวสารอะไรบ้างแก่ลูกน้อย หรือเด็กในวัยต่างๆ ควรดูโทรทัศน์ได้วันละกี่ชั่วโมง รวมทั้งผลกระทบเกี่ยวกับความรุนแรง และเรื่องทางเพศ และอิทธิพลของสื่อโฆษณา

ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ยิ่งเด็กดูโทรทัศน์มากขึ้น เวลาที่เด็กควรนำไปทำการบ้าน หรือเรียน หรือทำสิ่งอื่นที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาทักษะทางสังคม หรือกิจกรรมการออกกำลังกายก็จะยิ่งลดลง

รวมไปถึงทำให้มีพัฒนาการช้า ชอบเลียนแบบ และกลายเป็นเด็กก้าวร้าวในที่สุด จะแก้ปัญหาอย่างไรดี สมาคมกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กแนะนำว่า…

ลูกไอเรื้อรังไม่หาย ทำยังไงดี

ก่อนเข้าโรงเรียนลูกสุขภาพดีมากแต่พอเรียนอนุบาล 1 ก็เริ่มป่วยบ่อย อาการไข้หรือน้ำมูกไหลจะหายไปหลังจากรับประทานยา แต่อาการไอจะไม่ค่อยหาย และลูกมักอาเจียนเวลาไอมากๆ ด้วย อยากทราบว่าสาเหตุของอาการไอเรื้อรังคืออะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้างคะ

ปัญหาที่ลูกคุณแม่เป็นอยู่ เป็นเรื่องที่หมอเด็กทุกคนเจอบ่อยในชีวิตการทำงานทุกวัน  เพราะโรคที่ทำให้เด็กป่วยอันดับหนึ่งคือโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ  เชื้อโรคที่ทำให้เป็นหวัดมีทั้งไวรัสและแบคทีเรียรวมกันมีมากกว่า 200 ชนิด  ตอนที่ลูกยังไม่ได้เข้าเรียนไม่ป่วย  เพราะไม่มีโอกาสรับเชื้อจากผู้อื่น  แต่เมื่อไปโรงเรียนแล้วก็ติดโรคจากผู้อื่นได้  เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กวัยนี้ยังทำงานไม่เต็มที่  หายจากเชื้อหนึ่งก็เป็นต่ออีกชนิดหนึ่งได้

โดยเฉลี่ยเด็กที่เข้าเรียนปีแรกอาจป่วยได้ 6 – 10 ครั้งต่อปี  แต่หากเป็นการติดเชื้อครั้งใหม่  การเจ็บป่วยควรมีระยะเว้นห่างคือหายสนิทโดยไม่มีอาการหลงเหลืออย่างน้อย 1 เดือน  ก่อนที่จะป่วยครั้งต่อไป  แต่หากลูกของคุณแม่ยังมีอาการไอต่อเนื่อง  และมีอาเจียนเวลาไอมาก  คงเป็นเพราะมีเสมหะที่เหนียวติดอยู่ในคอ  จึงพยายามไอให้ออก  เพื่อจะได้หายใจได้สะดวก  อาจเกิดจากภาวะไซนัสอักเสบ  ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นหวัดนาน  ทำให้เยื่อบุจมูกบวมและอักเสบเรื้อรังหรือพบได้บ่อยในเด็กที่เป็นโรคแพ้อากาศแล้วมีอาการเป็นหวัดติดเชื้อบ่อยๆ

คงต้องถามเพิ่มเติมว่ามีประวัติโรคภูมิแพ้  หอบหืดในครอบครัวหรือไม่  หากแพทย์สงสัยว่าเป็นไซนัสอักเสบ  อาจส่งเอ็กซเรย์โพรงไซนัสเพื่อช่วยในการวินิจฉัย  การรักษาทำได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะให้นานพอและแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นอาการภูมิแพ้  เพื่อไม่ให้เยื่อบุจมูกบวมจนเกิดไซนัสอักเสบซ้ำ

จริงๆ แล้ว  การป้องกันไม่ให้ลูกป่วยเป็นหวัดบ่อยเมื่อเข้าโรงเรียนปีแรก  ย่อมดีกว่าการรักษา  ทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่  วัคซีนป้องกันโรค Strep pneumo และที่สำคัญมาก แต่คนส่วนมากไม่ทราบ  คือการให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อยนาน 6 เดือน  เพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันเต็มที่ หลังจากนั้นเป็นอาหารเสริมร่วมกับนมแม่  ส่วนนมวัวให้เริ่มหลัง 1 ปี  เพื่อลดโอกาสที่โปรตีนนมวัวจะกระตุ้นร่างกายให้เป็นโรคภูมิแพ้

ตัวหมอเองเป็นโรคภูมิแพ้  จึงพยายามให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียว  ไม่ให้นมวัวเลยจนถึงขวบครึ่ง พบว่าลูกเป็นหวัดตอนเข้าเรียนปีแรกเพียง  3  ครั้ง และไม่เคยป่วยเป็นโรคท้องร่วงเลยสักครั้ง  (หากคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้าน  อยากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเต็มที่ ปรึกษาได้ที่กลุ่มนมแม่  โทร. 0-2262-0855-6)

อาการไอเรื้อรังอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง  เช่น  วัณโรค  โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้  ความผิดปกติของหลอดลมแต่กำเนิดบางอย่างที่อาการ ไม่ชัดเจน  ยกเว้นเวลามีการติดหวัดจึงแสดงอาการ  คุณแม่ควรให้แพทย์ซักประวัติการเจ็บป่วยและตรวจร่างกายลูกอย่างละเอียด  เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนที่จะทำการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

ผิวไหม้แดด ดูแลอย่างไรดี

แสงแดดอ่อนๆ มีประโยชน์ ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีที่ทำให้กระดูกแข็งแรง แต่ถ้ามากไปก็ทำให้เกิดอันตรายได้หลายอย่าง เช่น

 
–                 น้ำระเหยออกทางผิวหนังหรือขับออกทางเหงื่อ ซึ่งเด็กเล็กจะได้รับผลเสียมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีพื้นที่ผิวหนังเทียบกับน้ำหนักตัวมากกว่า จึงเสียน้ำออกไปได้มากกว่า ทำให้มีปัญหาอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นหรือเป็นไข้ หากเป็นรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

 
วิธีป้องกัน คือ ต้องกินน้ำให้เพียงพอโดยการจิบบ่อยๆ ไม่ออกกำลังกายหนักๆในช่วงที่อากาศร้อนจัด ไม่อยู่ในที่ที่อากาศอุดอู้ ไม่ถ่ายเท เช่น ในรถที่จอดอยู่กลางแดดและปิดประตูหน้าต่าง แม้เพียงชˆวงเวลาสั้นๆ ก็อาจเสียชีวิตได้

 
นอกจากนี้ต‰้องไม่ห่อตัวทารกให‰หนาแน่นเกินไป ให้ใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี และเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ

 
–                 รังสียูวีเอและยูวีบีเป็นอันตรายต่อผิวหนังและกระจกตา ทำให้ผิวไหม้ตั้งแต่ระดับน้อยๆ ถึงรุนแรงมาก เซลล์ผิวเสียหรือแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย เป็นฝ้า ตกกระ กระตุ้นการเติบโตของไฝ เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง และอาจทำให้โรคผิวหนังบางอย่างมีอาการกำเริบได้ เช่น เริม และโรค porphyria

 
อีกทั้งการกินหรือใช้ยาบางอย่างอาจทำให้ผิวไวต่อแสงและได้รับอันตรายจากแสงมากขึ้น เช่น ยาปฏิชีวนะ และยาทาแก้สิวบางชนิด จึงต้องระวังเรื่องการออกแดดเป็นพิเศษ

 
วิธีป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 11.00 น. – 15.00 น. ใส่เสื้อผ้าแขนขายาว (แต่ระบายอากาศได้ดี) สวมหมวกปีกกว้าง ใส่แว่นกันแดด ทาครีมกันแดดที่มี SPF 15 เป็นอย่างน้อย (มีหลายชนิดที่ใช้ได้ในเด็ก) โดยควรทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15 นาที และทาซ้ำทุก 2 – 3 ชั่วโมง

 
–                 ในกรณีที่มีปัญหาผิวไหม้แบบไม่รุนแรงจะมีเพียงรอยแดงและอาการคัน ถ้ารุนแรงปานกลาง จะมีอาการปวดแสบปวดร้อน และถ้ารุนแรงมาก จะเป็นตุ่มน้ำพองและปวดมาก มักเริ่มแสดงอาการหลังออกแดดประมาณ 2 – 6 ชั่วโมง และแสดงอาการมากที่สุดในช่วง 12 – 24 ชั่วโมง อาการมักดีขึ้นภายใน 4 – 7 วัน โดยผิวจะเริ่มแห้งและลอก

 
การรักษา ทำได้โดยการประคบเย็น นาน 15 – 20 นาที ทุกๆ 2 – 3 ชั่วโมง (อาจใช้น้ำเปล่า น้ำผสมนมรสจืดครึ่งต่อครึ่ง ไม่ใช้นมรสหวานเพราะเดี๋ยวมดจะขึ้น หรือใช้น้ำยา Burow Solution ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยา) ไม่ใช้น้ำแข็งประคบโดยตรง

 
หลังจากประคบแล้วให้ทาครีม โลชั่นว่านหางจระเข้ หรือครีมซัลฟาไดอาซีนที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา ห้ามถูแรงๆ และห้ามทาด้วยเกลือ น้ำมัน น้ำหอม หรือโลชั่นที่มียาชาเป็นส่วนผสม และห้ามโกนขนตรงบริเวณนั้นชั่วคราว เพราะจะทำให้ระคายเคืองผิวหนังมากยิ่งขึ้น

 
ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจใช้ยาสเตียรอยด์ทา และให้ยาแก้ปวดไอบูโปรเฟน หรือยาแก้ปวดที่มีโคเดอีนหากอาการปวดรุนแรงมาก โดยคุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาเป็นรายๆ ไปค่ะ

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

Tags

เด็กกินน้ำตาลเทียมได้ไหม

น้ำตาลเทียมที่นิยมใช้กันในปัจจุบันคือแอสปาร์แตม (Aspartame) ซึ่งเป็นสารที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาล 200 เท่า ทำจากโปรตีน2 ชนิด คือ Aspartic acid และ Phenylalanineและเชื่อมต่อกันด้วยเมทานอล (Methanol) ผู้ผลิตบอกว่าสามารถใช้ได้ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และเด็ก แต่ห้ามกินเกิน50 มก. / กก. / วัน (เพราะเมทานอลในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้ตาบอด) ห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคPKU (Phenylketonuria ซึ่งเป็นความผิดปกติด้านการเผาผลาญ ทำให้ไม่สามารถบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของโปรตีน Phenylalanine หากมีการตรวจเลือดจากส้นเท้าทารกหลังคลอดประมาณ 3 วันก็จะทราบว่าเป็นโรคนี้หรือไม่)
อย่างไรก็ดี มีรายงานการศึกษาวิจัยบางชิ้นที่พบว่าสารแอสปาร์ติกแอซิดมีฤทธิ์ทำลายสมอง กระตุ้นให้เด็กที่เป็นโรคลมชักเกิดอาการชักได้ง่ายขึ้นและลดระดับสารเซโรโทนินในสมอง ทำให้มีอาการหดหู่และซึมเศร้า ส่วนสาร Phenylalanine มีรายงานว่าทำให้มีอาการปวดหัว มึนงง สับสน ความจำเสื่อมง่วงนอน สั่น และแขน – ขาชา ดังนั้นหากมีการใช้น้ำตาลเทียม ให้คุณแม่สังเกตความผิดปกติของลูกด้วย เพราะเด็กอาจไวต่อสารต่างๆ ไม่เหมือนกัน
หมอขอชื่นชมที่คุณแม่เป็นแม่ยุคใหม่ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการควบคุมน้ำหนักลูก และไมˆ่อยากปล่อยให้ลูกอ้วนเกินไป เพราะอาจทำให้เป็นโรคอ้วนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ และทำให้มีปัญหาด้านสุขภาพตามมาอีกมากมาย
สิ่งสำคัญคือการปลูกฝังนิสัยการกินที่ดีแก่ลูกให้กินแต่ของที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งได้แก่อาหารหลัก 5 หมู่ ดื่มนมวันละ 1 – 3 แก้ว (ถ้าน้ำหนักเกิน ควรดื่มนมพร่องมันเนย) และกินผลไม้เป็นอาหารว่าง หลีกเลี่ยงขนมหวาน ขนมถุง ของทอด น้ำอัดลม ไอศกรีม ช็อกโกแลต เค้ก และคุกกี้ (อาจให้กินบ้างในโอกาสพิเศษ แต่ไม่ใช่กินเป็นประจำ) และชักชวนให้ลูกออกกำลังกายแทนการนั่งดูทีวีหรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ หมอเชื่อว่าลูกของคุณแม่จะต้องควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จแน่ๆ ค่ะ

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด

Tags

เอาแล้วสิ ลูกติดเหาจากเพื่อน

               เหาเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ แต่ไม่น่ารัก  อาศัยและวางไข่อยู่บนเส้นผม  บริเวณใกล้โคนผมหรือหนังศีรษะของคน  และดูดเลือดเป็นอาหาร  (ถ้าไม่ได้ดูดเลือด  มันจะตายภายใน 2 สัปดาห์)  เป็นสิ่งที่ติดต่อกันได้ง่ายๆ หากเอาศีรษะมาชิดกัน  นอนบนหมอนหรือที่นอนเดียวกัน  ใช้หวี  ผ้าเช็ดตัว  เสื้อผ้า หรือหมวกร่วมกัน  และแม้กระทั่งกอดหรือเล่นตุ๊กตาตัวเดียวกัน  มักระบาดตามโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็ก
เด็กที่เป็นเหาส่วนใหญ่มักมีอาการคัน  แต่บางคนอาจไม่คันเลยก็ได้  การป้องกันไม่ให้ลูกติดเหาจากเพื่อน  ทำได้โดยการไม่ให้เด็กๆ ใช้สิ่งของดังกล่าวร่วมกัน  ส่วนการรักษาทำได้โดยการใช้ยาฆ่าเหาทาให้ทั่วหนังศีรษะก่อนนอน  แล้วล้างออกในตอนเช้า  ระวังอย่าให้เข้าตาลูก  แล้วใช้หวีซี่เล็กๆ ที่เรียกว่าหวีเสนียดสางเอาไข่ที่ยังเกาะติดให้หลุดออกไปให้มากที่สุด  (ยาฆ่าได้เฉพาะตัวเหาค่ะ)  แล้วทำซ้ำอีกครั้งในอีกหนึ่ง สัปดาห์  (รอให้ไข่ฟักออกมาเป็นตัว)
หลังการรักษา  ต้องตรวจดูทุกวันต่อไปอีก  2 สัปดาห์ว่ายังมีเหาหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่  เพราะถ้ามีจะได้รีบรักษาซ้ำก่อนที่จะแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นมาอีก  อย่าลืมกำจัดตัวเหาและไข่ที่ตกอยู่ตามที่ต่างๆด้วย  เพราะอาจกลับมาติดใหม่ได้  โดยการซักในน้ำร้อนหรือใช้ความร้อนอบแห้ง
ถ้าเป็นของที่ซักไม่ได้ก็เช็ดให้แห้ง  แล้วเก็บใส่ถุงซิปที่ล็อกปิดสนิทเพื่อกันไม่ให้อากาศเข้าเป็นเวลา 2 สัปดาห์  สำหรับพรมหรือเบาะโซฟาที่อาจมีเหาหล่นอยู่  ให้ใช้ เครื่องดูดฝุ่นดูดออกให้มากที่สุด

 

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด
ภาพ : shutterstock

Tags

ฝึกเท่าไหร่ ลูกก็ไม่ยอมดื่มนมจากถ้วย

ลูกไม่ยอมดื่มนมจากถ้วยหัดดื่ม จะดื่มจากขวดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้จะยอมดื่มจากถ้วยหัดดื่มเป็นอย่างดี ทำไมถึงเป็นแบบนี้ และจะทำให้เขายอมดื่มนมจากถ้วยหัดดื่มได้อย่างไร

เวลาที่เหมาะสมในการฝึกให้ลูกหัดดื่มนมจากถ้วยคือช่วงอายุ 6 – 12 เดือน เพราะยังไม่ถึงวัยต่อต้าน และเป็นช่วงที่ลูกตื่นตาตื่นใจกับการกินอาหารอื่นที่ไม่ใช่นม รวมทั้งสนใจเรียนรู้วิธีการกินแบบอื่นที่ไม่ใช่การดูดจากขวด โอกาสสำเร็จจึงมีมาก ถ้าอายุมากกว่านี้จะเริ่มเข้าสู่วัยต่อต้าน เป็นตัวของตัวเอง สนใจการกินน้อยลงเพราะห่วงแต่เล่น ทำให้ฝึกยากขึ้น แต่ถึงจะผ่านช่วงนี้ไปแล้วก็ยังไม่ถือว่าสายเกินไปที่จะเริ่มฝึกให้ลูกดื่มนมจากถ้วย มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

  • พาลูกไปเลือกซื้อถ้วยด้วยกัน

แบบไหนก็ได้ที่ลูกชอบ แต่ควรเลือกชนิดที่ไม่แตกและมีการถ่วงน้ำหนักด้านล่างเพื่อป้องกันนมหกง่าย

  • ให้ลูกเล่นถ้วย

โดยยังไม่ต้องบังคับให้ดื่มนมจากถ้วย เช่น เล่นป้อนนมตุ๊กตา หรือใช้ถ้วยตักน้ำเล่น (โดยคุณแม่คอยดูแลไม่ให้น้ำหกเลอะเทอะหรือเกิดอันตราย) เพื่อให้คุ้นเคยกับการจับหรือถือถ้วยจนชำนาญ

  • ชักชวนให้ลูกดื่มนมจากถ้วย

ทุกโอกาสที่เป็นไปได้และทุกวัน เช่น ถามว่า ใครอยากดื่มนมจากถ้วยพิเศษตอนกินอาหารว่างบ้างเอ่ยŽ แต่ต้องทำบรรยากาศไม่ให้เป็นเหมือนบังคับ เผื่อวันไหนอารมณ์ดีอาจมีเซอร์ไพร้ส์ได้ อย่าบ่นว่าเมื่อลูกทำเลอะเทอะ ให้เขาใส่ผ้ากันเปื้อน ปูกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือเตรียมผ้าไว้คอยเช็ดนมที่หกด้วยก็ได้

  • ไม่คาดหวังปริมาณที่ลูกดื่ม

บางครั้งที่ลูกยอมดื่มนมจากถ้วยปริมาณอาจไม่เท่ากับตอนที่ดูดจากขวดหรือเท่าที่คุณคาดหวังไว้ แต่ถ้าดื่มได้วันละ 2 – 3 ถ้วยก็ถือว่าลูกได้ดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ไม่ควรบังคับให้เขาดื่มมากขึ้น เพราะเขาอาจรู้สึกต่อต้านและยิ่งไม่ยอมดื่ม

  • อุ้มลูกขณะให้นม

เด็กที่ดูดนมขวดจนหลับไปเองโดยที่แม่ไม่ได้อยู่ด้วยมักเลิกขวดนมยาก เพราะอาศัยขวดให้อุ่นใจแทนตัวแม่ แต่เด็กที่แม่อุ้มให้ดูดนมจากขวดมักไม่ติดการดูดขวด ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหานี้ คุณแม่จึงควรอุ้มลูกขณะให้นมจะดีกว่า

  • ต้องใจแข็ง!

หากลองทำทุกอย่างแล้วลูกก็ยังไม่ยอมเลิกนมขวด คุณแม่ต้องใจแข็ง ยอมปล่อยให้ลูกหิวหรือกระหาย ซึ่งเขาจะยอมดื่มนมจากถ้วยบ้างตามความต้องการของร่างกาย โดยคุณแม่อาจเสริมแคลเซียมจากอาหารเพื่อทดแทน เช่น โยเกิร์ต ชีส หรือให้แคลเซียมเม็ดไปก่อนก็ได้

 

บทความโดย: แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด