โทรทัศน์ – เกม มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

มาดูกันดีกว่าว่าโทรทัศน์กับวิดีโอเกมมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างที่ต้องระวัง

 

โทรทัศน์
การดูรายการดีๆ น่าสนใจบางครั้งก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน ทั้งยังทำให้คุณและลูกมีหัวข้อสนทนาน่าคิดน่าเรียนรู้ได้ด้วย แต่ มีข้อควรคำนึง คือ เรื่องการเลือกรายการที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญ ทุกๆ  รายการที่ลูกดูควรผ่านสายตาของพ่อแม่ด้วย คุณควรมีโอกาสได้รับรู้เนื้อหาทั้งหมด จะได้รู้ว่ารายการใดไม่หมาะกับวัยของลูก เช่น รายการที่มีเนื้อหาหรือภาพรุนแรง เป็นต้น

 
นอกจากนี้ระวังโฆษณาขนมต่างๆ ที่มักจะมาคั่นในรายการที่ดีและลูกชอบ เนื้อหารายการไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ได้เห็นโฆษณาขนมเป็นสิบรอบในรายการหนึ่งๆ ก็จูงใจให้เด็กๆ รบเร้าพ่อแม่ให้ซื้อขนมเพื่อให้ได้ของแถมที่มากับขนมนั้น และแน่นอน ขนมกรุบกรอบที่มีทั้งรสหวาน มัน และเค็ม ก็ทำให้ลูกมีปัญหาน้ำหนักเกินได้

 
วิดีโอเกม
เกมที่ส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ขยับตัว เช่น  วิ่งตีเทนนิส หรือเกมเต้น จะทำให้เด็กได้ออกกำลังกาย ได้ขยับตัว ก็นับว่ามีประโยชน์ ข้อควรระวัง คือ เวลาเล่นเกม อย่าปล่อยให้ลูกกินขนมไปด้วย นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นผู้เลือกเกมที่มีเนื้อหาไม่รุนแรงจนเกินไปให้กับลูก เพราะมีผลงานวิจัยออกมาแล้วว่าเกมที่มีเนื้อหารุนแรงจะทำให้เด็กๆ เครียด หงุดหงิดง่าย และมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อครูและเพื่อนๆ โดยเลียนแบบการกระทำของตัวละครในเกมนั่นเอง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกวัยทวีนไม่ชอบเหมือนเพื่อน จะเข้ากลุ่มได้ไหมนะ

Q: ลูกเริ่มเข้าวัยรุ่นแล้วค่ะ กลุ่มเพื่อนเริ่มชวนกันไปงานปาร์ตี้วันเกิด เต้นรำ ร้องเพลง เล่นเกม…แต่ลูกดิฉันไม่ชอบเลยจริงๆ ทำอย่างไรดีคะ

ไม่จำเป็นต้องกดดันลูกหรอกค่ะ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ ไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ หากลูกกังวลว่าจะดูแย่ในสายตาเพื่อนๆ ว่าไม่เข้าพวก ไม่เข้ากลุ่ม คุณก็ต้องทำให้ลูกรู้ว่า คนเราชอบอะไรไม่เหมือนกัน และแน่ละ ต้องมีเด็กอื่นๆ ที่ไม่ชอบไปงานแบบนี้เช่นกัน

แต่ถ้าไม่อยากให้ลูกมัวแต่กังวลใจในคืนที่เพื่อนๆ จัดงานปาร์ตี้ คุณอาจให้ลูกชวนเพื่อนสนิท 2 – 3 คนไปกินพิซซ่ากันข้างนอก หรือไปดูหนัง หรือทำกิจกรรมอื่นที่ลูกชอบ ถ้าจะเพิ่มเติมเหตุผลให้ดูรัดกุมมากขึ้น (ในสายตาเพื่อนของลูก) คุณอาจจะตั้งกฎประจำบ้านว่า ไม่อนุญาตให้ลูกไปงานปาร์ตี้บ้านเพื่อนจนกว่าจะอายุครบ 15 ปี หรือไม่ก็หาเหตุผลอะไรก็ได้ที่ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ (คุณจะได้สบายด้วยไง!)

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

เทคนิคดึงดูดลูกๆให้สนใจหนังสือ

1.  อย่าบังคับว่าต้องนั่งอ่าน ลูกอาจจะอยากนอนอ่านสบายๆ  กลิ้งไปกลิ้งมาบ้าง  เอาเป็นว่าท่าไหนก็ได้ ขอให้อ่านก็แล้วกันนะลูกนะ

2. เลือกเรื่องสั้นๆ ให้ก่อน และไม่จำเป็นต้องให้ลูกอ่านเป็นเวลา 20 – 30 นาที เพราะเขาอาจรู้สึกยาวนานเกินไปจนทำให้ว้าวุ่นใจเสียสมาธิ เริ่มจากอ่านสัก 7 – 9 นาทีก็พอ

3. เลือกเรื่องสนุกๆ น่าอ่าน ถ้าทุกครั้งที่อยู่กับหน้าหนังสือต้องเป็นหนังสือเนื้อหายากๆ มีข้อคิด หรือเกี่ยวกับบทเรียนทุกครั้งไป เด็กที่ไม่ชอบหนังสือมีแต่จะอึดอัด เซ็งจนไม่อยากอ่านให้ลูกได้อ่านเรื่องสนุกๆ ไม่มีสาระบ้างก็ได้อนุญาตให้ลูกเลือกหนังสือที่อยากอ่านเองอาจจะเป็นการ์ตูนก็ได้ (แต่คุณแม่ช่วยสกรีนเนื้อเรื่องสักนิดก็ดีนะคะ)

 4. อ่านบนเนตก็ได้เหมือนกัน ตอนนี้มีการ์ตูนหรือหนังสือดีๆ บนอินเทอร์เน็ตเยอะแยะให้ลูกค่ะ

 

อ่านจากทางคอมพิวเตอร์บ้างก็ได้ข้อดีคือ ลูกจะได้ทักษะการพิมพ์และการค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นของแถม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เข้าใจรักแรกของลูก

ไม่ทันจะเป็นหนุ่มเลย ลูกชายของคุณก็แอบปิ๊งสาวโต๊ะข้างๆ เสียแล้ว ข้างลูกสาวก็แอบกรี๊ดกร๊าดหนุ่มน้อยหน้าใส คุณแม่เริ่มไม่สบายใจ เอ๊ะ เร็วไปหรือเปล่านะ?

ในช่วงวัยนี้อารมณ์ของลูกยังไม่ถึงขนาดหลงใหลหรือตกหลุมรักใครหรอกค่ะ เด็กๆ เพียงแต่เริ่มจะสังเกตเพศที่ต่างไป  และเรียนรู้ที่จะพึงพอใจในสิ่งที่เห็น สิ่งที่คุณต้องทำก็คือรับฟังและรับรู้ว่าลูกกำลังเริ่มสนใจเพศตรงข้าม โดยไม่มีทีท่าตกใจหรือกังวลเกินเหตุ ยกตัวอย่างง่ายๆ

ถ้าลูกมาเล่าว่า “เคนนี่หล่อมากเลยค่ะแม่ แถมเขายังเตะบอลเก่งสุดๆด้วยนะคะ หนูช้อบชอบเขาละ” คำตอบของคุณควรจะเป็น “เก่งแค่ไหนจ๊ะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม” ไม่ใช่เอ็ดใส่ว่า “ลูกยังเด็กเกินกว่าจะชมเด็กผู้ชายคนไหนนะ!” และถ้าหากลูกชายมาขอซื้อสร้อยราคาแพงให้สาวที่ไหน คุณก็ประนีประนอมไปว่า “แม่ว่าเอาของอย่างอื่นน่าจะเหมาะกว่านะ ลองช็อกโกแลตสักชิ้นไหมจ๊ะ”

สำหรับคุณแม่คนไหนที่ลูกมาบอกตรงๆ ว่า “หนูมีแฟนแล้วค่ะ” คำแนะนำคือ ค่อยๆ อธิบายว่า “ไม่ใช่หรอกจ้ะลูกรัก แฟนน่ะต้องเป็นกันตอนหนูโตกว่านี้อีกหน่อย สำหรับตอนนี้แม่ว่าหนูกับเคนนี่เป็นเพื่อนกันมากกว่าจ้ะ”

สุดท้ายนี้ แม้ว่าสื่อส่วนใหญ่จะนำเสนอความสัมพันธ์ของเด็กๆ ในรูปแบบ “แฟน” มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ควรจะเชื่อแบบนั้นไปด้วยหรอกนะคะ ดูแลลูกน้อยให้น่ารักตามวัยน่าจะดีกว่าค่ะ

คำเตือนถึงคุณแม่!

ส่วนใหญ่แล้วเด็กวัยนี้จะไม่ไปไกลมากนัก แต่ถ้ากังวล ลองเตือนลูกว่า “แม่ว่าตอนนี้ลูกแค่เล่นด้วยกันก็พอแล้ว อย่าไปไกลถึงขั้นกอดเลยจ้ะ” จำไว้ว่าเตือนอย่างละมุนละม่อมแต่หนักแน่น ไม่หักหาญความรู้สึกไว้ก่อน ดีกว่าปล่อยไปแล้วส่งผลเสียในภายหลังนะคะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหารให้กับลูก

เพื่อนชวนลูกไปกินอาหารที่บ้าน หรือทุกวันอาทิตย์เรามีนัดไปกินข้าวบ้านคุณตาคุณยายหรือไปกินอาหารนอกบ้าน ด้วยกันทั้งครอบครัว มีหลายโอกาสที่เด็กๆ ต้องมีมารยาทในการกิน แต่ตอนนี้กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของเจ้าหนูยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไร วัยนี้แล้วปล่อยไปไม่ดีแน่

 
• มีสิ่งดึงดูดความสนใจ ถ้าต้องไปกินอาหารตามร้านนอกบ้าน ระหว่างรออาหารคุณอาจจะต้องอนุญาตให้ลูกพกเกมเล็กๆ สักเครื่อง หรือหนังสือสักเล่ม เพื่อให้ลูกได้เล่นหรือได้อ่านเพลินๆ ไปด้วย การรออย่างเดียวอาจทำให้เด็กๆ วัยนี้เบื่อและรู้สึกหงุดหงิดได้ค่ะ

 
• ให้ลูกเคยชินเรื่องมารยาทตั้งแต่โต๊ะอาหารที่บ้าน ควรมี “มื้ออาหารของครอบครัว” ที่สมาชิกทุกคนในบ้านจะมานั่งโต๊ะพร้อมหน้ากินอาหารร่วมกัน ลูกก็ได้เรียนรู้ว่าต้องตักข้าวก่อน ใช้ช้อนกลางตักอาหาร และเมื่อไปร่วมโต๊ะกับญาติผู้ใหญ่ ลูกควรจะได้รู้ว่าคุณตาคุณยายจะได้รับเกียรติเป็นคนแรกที่ตักอาหารให้ เป็นต้น

 
• เตี๊ยมกันก่อนได้ การไปกินอาหารบ้านคนอื่น ลูกอาจจะได้เจออาหารใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ลองมาก่อน ซึ่งเด็กหลายๆ คนจะให้ลองของใหม่ก็แสนยาก บางคนพอลองแล้วไม่ชอบก็ออกอาการกันตรงนั้นเลย คายทิ้ง ปัดตก หรือไม่แตะเลยก็มี แต่เรื่องนี้คุณสามารถซักซ้อมกับลูกก่อนได้ว่าเขาควรพูดอย่างไรจึงจะเหมาะสม เช่น ถ้าคุณตาตักอาหารที่ลูกไม่รู้จักให้ และลูกไม่มั่นใจว่าจะชอบหรือเปล่า ให้พูดว่า “ขอนิดเดียวพอครับคุณตา ขอบคุณครับ” และถ้าหากลูกชอบอาหารนั้นค่อยขอเพิ่มนะ

 

 

บทความโดย:กองบรรณาธิการเรียล พาเรนติ้ง

ทำไงดี ลูกชอบอั้น เพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำที่โรงเรียน

“หนูไม่อยากเข้าห้องน้ำที่โรงเรียนเลยมันยังไง ยังไง ก็ไม่รู้ หนูอึ๊ไม่ได้จริงๆ ค่ะ” แล้วลูกก็ไม่ยอมที่จะเข้าห้องน้ำที่อื่น นอกจากที่บ้าน! ไปไหนก็กลั้นไว้ตลอด จะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้คงไม่ได้การแล้ว

เข้าใจความรู้สึก

แต่ลูกไม่ได้เป็นคนเดียวหรอกนะ “ห้องน้ำที่โรงเรียนอาจจะไม่เหมือนห้องน้ำที่บ้าน ลูกเคยแต่นั่งชักโครก พอต้องนั่งยองๆ เลยรู้สึกแปลกๆ ลูกอาจต้องใช้เวลาบ้าง แม่ก็เคยเป็นแบบหนู แต่พอกลั้นนานๆ เข้ากลายเป็นไม่ยอมถ่าย หลายๆ วันยิ่งอึดอัดไม่สบาย แม่ก็เลยคิดว่าทำไมต้องทรมานตัวเองด้วย”

ช่วยกันหาเหตุดีกว่า

ลูกไม่อยากอึ๊ที่ห้องน้ำโรงเรียนเพราะอะไรหนอ เช่น ล็อกที่ห้องน้ำไม่ดี กลอนไม่แน่น ปิดไม่สนิท เป็นทุกห้องเลยหรือลูก หรือลูกอาย เพื่อนเยอะเลย ถ้าเผลอทำเสียงแปลกๆ ออกไปละก็ แย่แน่ๆ ถูกล้อแหงๆ ถ้าเป็นกรณีนี้ก็ใช้วิธีนี้สิลูก “กดชักโครกหรือราดน้ำไปพร้อมๆ กับเวลาทำภารกิจก็ได้”

เข้าห้องน้ำปลดทุกข์เรื่องธรรมดา

อย่างไรเสีย การบอกและทำให้ลูกเห็นว่า “การปลดทุกข์นอกบ้านเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกันได้” ก็เป็นสิ่งจำเป็น

ฝึกฝนให้เป็นเวลา

เด็กบางคนอาจต้องใช้เวลากับเรื่องนี้ บางทีโรงเรียนอาจจะให้เวลาพักน้อยเกินไป เพราะฉะนั้นมาฝึกลูกถ่ายให้เป็นเวลาน่าจะดีกว่า เวลาที่ดีที่สุดคือเวลาเช้า ถ้าหากนั่งทุกวันเป็นประจำ ระบบขับถ่ายก็จะจำและทำงานอย่างเป็นระบบ ทำให้ลูกขับถ่ายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ อย่าลืมเสริมการทำงานของลำไส้ด้วยผักผลไม้สด เช่น มะละกอสุก ลูกพรุน ก็ยิ่งดี

 

บทความโดย:  กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

กินผิดปกติ ระวังชีวิตวัยรุ่นพัง

ก่อนหน้านี้ คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเมื่อลูกเริ่มเข้าวัยรุ่น เขาจะกินเก่งขึ้น จะโปรดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงมากขึ้น เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแลต และเฟรนช์ฟราย แต่ปัจจุบันคงจะคิดแค่นั้นไม่ได้ เพราะจากงานวิจัยล่าสุดโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์อเมริกัน (AAP) ระบุว่า เด็กที่เริ่มเข้าวัยรุ่น มีแนวโน้มจะเป็นโรคบูลิเมีย หรือแอนนอ-เร็กเซียมากขึ้น (จากสถิติมีจำนวนเพิ่มขึ้นคิดเป็น 119 เปอร์เซ็นต์!!)

โรคบูลิเมียเนอร์โวซา

การไม่สามารถควบคุมการกินได้ กินในปริมาณมากๆ ในเวลาจำกัด พอกินแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองผิด และพยายามจะกำจัดอาหารที่กินเข้าไป จำนวนมากๆ นั้นออกมา เช่น ออกกำลังกายอย่างหักโหม อดอาหาร ล้วงคอให้อาเจียน หรือใช้สารอย่างอื่นเพื่อที่จะขับออกมา

โรคอะนอเร็กเซียเนอร์โวซา

เป็นความผิดปกติเรื่องการกิน ที่ทำให้น้ำหนักลดอย่างรุนแรง เพราะบังคับตัวเองให้อดอาหาร จากการมีความคิดผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องร่างกายของตัวเอง มองตัวเองอ้วนกว่าความเป็นจริง กลัวอ้วนอย่างไม่มีเหตุผล อดอาหารและออกกำลังมากเกินไป น้ำหนักตัวลดลงมาก หรือน้ำหนักตัวไม่ขึ้นเลยในช่วงวัยเจริญเติบโต และไม่ยอมให้น้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์ หรือเป็นกังวลเกี่ยวกับอาหาร วิธีการปรุงอาหาร และแคลอรีในอาหารตลอดเวลา

นี่คือสัญญาณเตือนการกินของวัยรุ่นที่ปกติและแบบที่คุณแม่ต้องระวังค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ถึงเวลาปล่อยลูกไปเที่ยว-ช็อปปิ้งกับเพื่อนได้หรือยัง

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นเริ่มจะมีการขออนุญาตเพื่อออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านกับเพื่อน ไม่ได้มีข้อกำหนดชัดเจนหรอกว่าลูกต้องอายุเท่าไร คุณจึงจะอนุญาตให้เขาไปเที่ยวเดินเล่นกับเพื่อนแบบกันเองได้ ในฐานะผู้ปกครอง คุณพร้อมหรือยังที่จะปล่อยให้ลูกได้ไปลองผจญภัยข้างนอกบ้าง แต่ก็อย่าลืมที่จะเตือนในเรื่องต่อไปนี้

1. คนแปลกหน้า

เตือน หรือจะให้ดีขอคำมั่นกับลูกว่า ไม่ขึ้นรถไปกับคนที่ไม่รู้จักหรือหลงเชื่อคำชวนของคนอื่นๆ ได้ง่ายๆ

2. เวลาไปห้องน้ำ

อย่าไปคนเดียว ให้พาเพื่อนไปด้วย

3. จุดนัดพบ

เผื่อว่าลูกพลัดหลงกับเพื่อนแล้วไม่มีโทรศัพท์ หรือติดต่อกันไม่ได้ ก็ให้เตรียมนัดแนะกันว่าเราจะมาเจอกันที่ตรงนี้ๆ นะ

4. ถ้าโทรศัพท์หาย

ให้มองหาโทรศัพท์สาธารณะหรือขอยืมโทรศัพท์จากผู้หญิง  ยิ่งถ้ามีลูกด้วยจะดีมาก

 

กรณีคุณแม่รู้สึกว่าไม่พร้อมจะให้ลูกไปกับเพื่อน ไม่ไว้ใจ เป็นห่วง คิดมากหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณอาจจะให้ข้อเสนอกับลูกว่า แม่ขอไปด้วยแต่จะปล่อยให้ลูกได้เดินเล่นกับเพื่อน กิน เที่ยว ช็อปปิ้งหรือดูหนังด้วยกันตามชอบใจ ส่วนคุณเองก็เดินเล่นไป ซื้อของไป รอเวลาที่ลูกเสร็จเรียบร้อยค่อยกลับบ้านพร้อมกัน อย่างนี้ก็น่าจะเป็นข้อเสนอที่ประนีประนอมกันได้ดี

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เมื่อลูกวัยประถม นั่งบ่น ” ไม่อยากไปโรงเรียน “

หลังจากผ่านชั้นอนุบาลเข้าสู่วัยประถม ทุกเช้าลูกของคุณเป็นต้องหงุดหงิด บ่นอุบอิบเป็นหมีกินผึ้ง ไม่เอา ไม่ไปโรงเรียน ไม่เอา หนูไม่ไป….นี่คือคัมภีร์แนะนำวิธีรับมือที่คุณแม่อยากรู้
• โต้ตอบรุนแรงมักไม่ได้ประโยชน์ เพราะอาการแบบนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กในวัยเปลี่ยนผ่าน จากชั้นอนุบาล เข้าสู่ชั้น ป.1 ลูกของคุณไม่รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้เวลาค่อนข้างมากอยู่ในโรงเรียน ยังไม่รวมการต้องอยู่ห่างจากแม่ และต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อีกมากมาย โลกของวัยประถมน่ะ ยากกว่าที่คุณคิดนะคะ
• สร้างความสนุกของการไปโรงเรียน ลองบันทึกภาพถ่ายของลูกที่โรงเรียน ทั้งตอนเล่นเครื่องเล่นที่สนาม อยู่กับคุณครูที่รัก การใช้ภาพเข้าช่วย จะทำให้ลูกรู้สึกสนุก และมองเห็นภาพรวมได้มากกว่าแค่คำพูดอธิบาย
• “กอด” สร้างความมั่นใจ ทุกเช้าก่อนเดินทางไปโรงเรียนหรือก่อนแยกกันเมื่อส่งลูกถึงโรงเรียนแล้ว แนะนำให้คุณกอดลูกแน่นๆ แบบกระชับ (ไม่ใช่กอดแน่นจนเจ็บ) การกอดช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกได้ไม่น้อย
• ลดความเครียด การต้องรีบเร่งตอนเช้าๆ จัดกระเป๋าหรือหาเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ ก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน (ให้ทัน) อาจจะทำให้ลูกเครียด ไม่สบายใจ ดังนั้นการ   เตรียมตัวก่อนนอน จะช่วยได้ไม่น้อย เช่น เตรียมเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า ตลอดจนกิ๊บที่จะติด หรือโบว์ผูกผมไว้ก่อน รุ่งขึ้น เด็กๆ ก็ไม่ต้องร้อนรนจนเกินไป
• หาของดูต่างหน้า เลือกของที่ลูกเห็นแล้วรู้สึกสบายใจขึ้น การต้องอยู่โรงเรียนคนเดียว ลูกอาจจะมีช่วงเวลาเหงาบ้าง อาจจะเป็นภาพครอบครัว ใส่ไว้ในล็อกเก็ตสวยๆ ให้ลูกห้อยคอไว้ดูแก้เหงา

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียล พาเรนติ้ง

3 วิธีปลุกลูกอย่างมีชั้นเชิง

เพราะนาฬิกาในร่างกายของเจ้าหนูวัยนี้เปลี่ยนแปลงไป ถ้าคุณแม่สังเกต พวกเขาจะนอนดึกมากขึ้น และตื่นสายกว่าเดิม แต่คุณแม่ก็คงไม่อยากให้ลูกนอนขี้เซาจนไปโรงเรียนสาย มาดูวิธีปลุกลูกอย่างมีชั้นเชิงกันดีกว่า

 
เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก จากที่เคยใช้เสียงร้องแหลมๆ ของนาฬิกา ลองเปลี่ยนเป็นปลุกด้วยเพลงโปรดของลูก และให้เวลาลูกน้อยได้นอนฟังเพลงอยู่บนเตียงสัก 15 นาที จะช่วยผ่อนคลาย ทำให้ลูกเริ่มต้นวันอย่างมีความสุข

 
ใช้อาหารมาช่วย ทอดไส้กรอกร้อนๆ ขนมปัง ไข่ดาวหอมๆ เตรียมไว้…วัยทวีนจัดอยู่ในกลุ่มกินแหลก เอาของกินมาล่อเมื่อไรเสร็จทุกที…แล้วอย่าลืมหยอดเขาด้วยว่า “ถ้าลูกตื่นได้เช้าขึ้น จะได้กินอาหารเช้าอร่อยๆ ก่อนไปเรียนทุกวันไงละจ๊ะ”

 
ให้ความไว้วางใจ เช่น บอกลูกว่า “ลูกโตพอที่จะตื่นนอนเองแล้ว แม่จะปลุกครั้งเดียวนะ หลังจากนี้ ลูกก็จัดการเองได้แล้ว แม่ไว้ใจลูก” หลังจากตื่นสาย ไปโรงเรียนสายไม่กี่ครั้ง เชื่อเถอะ ลูกจะเรียนรู้ได้เองว่าการไปโรงเรียนสายเป็นเรื่องน่าอาย และเขาจะไม่อยากเจอมันอีกเลยด.ญ.ญาณิศา ตั้งจิตร์มั่นคง

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ช่วยลูกบอกลาเพื่อนสนิท

• รับฟัง เปิดโอกาสให้ลูกได้ระบายความรู้สึกในใจออกมาอย่างเต็มที่ ดร.เกล เฮย์แมน นักพัฒนาการเด็กจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานดิเอโก ยกตัวอย่าง “เป็นเรื่องน่าเศร้านะ ที่ลูกกับแนนจะไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันอีกแล้ว”และควรให้เวลาลูกได้ระบายความรู้สึก อย่าเพิ่งรีบตัดบท แม้ว่าสุดท้ายคุณจะส่งคำปลอบใจไม้ตายให้ลูก “คนนิสัยน่ารักอย่างลูกแม่จะต้องมีเพื่อนใหม่ที่น่ารักอย่างแนนแน่นอนจ้ะ”

 
• หากิจกรรมใหม่ๆ ให้ลูกทำ อาจจะพาลูกไปเล่นกีฬา สอนวาดรูปเล่นเกมต่างๆ แต่ต้องไม่กดดันลูกมากจนเกินไป และไม่ใช่คำสั่งดร.เฮย์แมนกล่าวเตือน เป็นเรื่องที่ดีที่จะเบี่ยงเบนความสนใจลูกไปที่อื่น แต่ไม่ดีแน่ถ้าหากคุณคิดจะหาอะไรมาแทนที่ ทั้งที่ความรู้สึกของเขายังไม่พร้อม เรื่องแบบนี้ต้องให้เวลาลูกทำใจจะดีกว่า

 
• สอนวิธีการติดต่อเพื่อน เป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะได้สอนลูกให้ใช้บรรดาโซเชียลเน็ตเวิร์คให้เป็นประโยชน์ อาจจะสอนให้ลูกส่งเมลหรือเล่นสไกป์ ที่สามารถเห็นหน้าเห็นตาเพื่อนเก่าได้ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญก็คือ ให้เวลาลูกและเป็นกำลังใจให้เขาก้าวต่อไปค่ะ ด.ช.ปฏิภาณ บุญเจริญสุขกุล

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ถึงเวลาปล่อยลูกไปโรงเรียนเอง ได้หรือยัง

กรณีที่โรงเรียนอยู่ใกล้ๆ บ้าน คุณแม่อาจจะเริ่มสงสัยว่า ลูกพร้อมหรือยังนะที่จะเดินไปโรงเรียนคนเดียว…

จริงๆ แล้ว การเดินไปโรงเรียนด้วยตัวเองจะช่วยให้ลูกรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และยังเหมือนเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย แนนซี่ พัลเลน ซูเฟิร์ท ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์เส้นทางปลอดภัยสู่สถานศึกษาแห่งชาติ แนะนำวิธีเตรียมความพร้อมก่อนส่งลูกไปโรงเรียนเองไว้ดังนี้

1. เขียนแผนที่

โดยยึดตามเส้นทางเท้าสายหลัก  ซึ่งอาจไม่ตรงกับทางเดินรถของคุณ  เลือกเส้นทางที่ข้ามถนนน้อยๆ การจราจรไม่วุ่นวาย และควรเป็นถนนที่มีไหล่ทางสำหรับคนเดิน

2. ทดลองเดินไปด้วยกัน

เดินไปส่งลูกที่โรงเรียนในช่วง 2 – 3 อาทิตย์แรก เพื่อประเมินดูว่าเขามีความระมัดระวังมากแค่ไหน เข้าใจวิธีดูสัญญาณไฟขณะข้ามถนนหรือไม่ “แม้ว่าคุณจะขับรถไปส่งลูกอยู่ทุกวัน แต่มันไม่เหมือนกับการเดินไปส่ง” หรืออาจใช้วิธีให้เขาเดินไปโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนพ่อแม่ของเพื่อน หรือพวกนักเรียนรุ่นพี่ก็ได้

3. เตรียมแผนการสื่อสาร

คุณอาจซื้อโทรศัพท์มือถือให้เขาสักเครื่อง เพื่อที่เขาจะได้ติดต่อคุณเมื่อมีเหตุจำเป็น เพียงแต่ต้องมีข้อตกลงว่า ไม่มีการพิมพ์แชทหรือคุยโทรศัพท์ระหว่างเดินซึ่งอาจทำให้เขาใจลอยและเป็นอันตรายได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

7 เคล็ดลับ ชวนลูกน้อยปลูกผัก

1. พาลูกไปเลือกผักกัน จะปลูกอะไรดี เลือกชนิดที่ปลูกง่ายขึ้นง่ายดีกว่าเลือกชนิดยากๆ ตัวอย่างก็เช่น ผักกาดขาว กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน สามอย่างนี้ขึ้นแน่นอนค่ะ

 
2. ชวนกันทำป้ายชื่อผัก ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ และอาจจะมีวาดรูปเล่นสีสวยๆ กันเล็กน้อยรับรองว่าลูกน้อยชอบแน่ๆ

 
3. สอนลูกช่วยกันรดน้ำ แต่ระวังอย่าให้เยอะเกินไป จะกลายเป็นเล่นน้ำสงกรานต์ไป

 
4. สอนวิธีการเก็บผัก อย่างใกล้ชิด แนะนำว่าผักนี้คืออะไร เก็บอย่างไร เป็นผักประเภทใบ หรือประเภทหัว เขาจะได้เลือกวิธีเก็บได้ถูกต้อง

 
5. มาทำหุ่นไล่กาตัวเล็กๆ เล่นกันเถอะ เชื่อว่าสนุกแน่

 
6. ชี้ให้ดูตัวหนอน ไส้เดือน ผีเสื้อ และสัตว์ชนิดอื่นๆ ในบริเวณแปลงผัก เป็นการ สอนให้รู้จักสัตว์ต่างๆ เพิ่มไปด้วยในตัว

 
7. เมื่อเก็บพืชผลได้แล้ว อย่าลืมเอา มาปรุงอาหารกัน นะคะ เชื่อว่ามื้อนั้นต้องอร่อยที่สุด

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

อยากทำสวนครัว แต่ไม่มีที่ ง่ายนิดเดียว

ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสวนแนะนำว่า เริ่มต้นลองหาถังพลาสติกใบใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางสัก 12 นิ้ว (ประมาณ 1 ไม้บรรทัด) เลือกแบบที่แห้งง่าย ไม่อมน้ำ (ดินที่อมน้ำเกินไปจะทำให้พืชไม่เจริญเติบโต) และเลือกมุมที่แสงแดดส่องถึง นอกจากนี้คุณอาจจะใช้วัตถุดิบอื่นๆ มาประยุกต์ได้ เช่น กล่องนม ตะกร้า ถังทรงกระบอก หรือแม้แต่ถังขยะที่ไม่ใช่แล้ว (เจาะรูตรงก้นถังจะทำให้ระบายน้ำได้ดีขึ้นค่ะ) ถ้าหากนึกสนุกก็ชวนลูกๆ เพ้นต์รูปสวยๆ ด้วยก็จะยิ่งน่าสนใจมากขึ้นค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เมื่อลูกสาวอยากย้อมผมสีทอง

แม่ก็รู้ว่าลูกอยากค้นหาตัวตน อยากเป็นตัวเอง อยากสวย แต่เรื่องอย่างนี้บางทีแม่ก็ตัดสินใจยากเหมือนกันนะลูก…

คำแนะนำของเราคือ คุยกันค่ะ เพื่อให้เขาเข้าใจว่าพ่อแม่จะอนุญาตให้เขาทำได้มากแค่ไหน หรือมีความเป็นไปได้อย่างไร ประเด็นสำคัญของการพูดคุยคือ วิธีการพูด อาจเริ่มต้นด้วยการถามสิ่งที่เขาต้องการทำ เช่น “ลูกอยากทำอะไรบ้าง” และแทนที่จะตั้งคำถามหรือใช้คำพูดที่ตัดสินหรือสรุปไปล่วงหน้าแล้ว อาจใช้คำพูดอย่างนี้ เช่น “แม่ไม่แน่ใจนะ” หรือ “เพราะอะไรหนูถึงอยากทำล่ะลูก” เป็นต้น

เพราะการพูดคุยอย่างนี้ทำให้คุณมีโอกาสสอนลูกให้รู้ว่า การย้อมสีผมเส้นผมของเขาต้องถูกสารเคมีต่างๆ สีที่เหมาะสมจะทำ การดูแลรักษา ไปถึงเรื่องราคาเพื่อประกอบการตัดสินใจ และอีกเรื่องสำคัญต้องบอกเขาด้วยคือ “เตรียมคำตอบให้คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายด้วยนะจ๊ะ”

ที่สุดแล้วหากไม่สามารถให้ลูกทำได้จริงๆ ก็ต้องระวังคำพูดกันหน่อย “แม่เข้าใจนะ แต่แม่ว่า…คุณครูคงไม่อนุญาตแน่ๆ เลย” และ “ถ้าลูกจะไปแอบทำ ลูกก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง เช่น ต้องใช้เงินเก็บตัวเอง และถ้าเมื่อไรที่หนูเบื่อ หนูต้องยุ่งยากอีกทีนะ” เป็นต้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

3 เคล็ดเสริมทักษะขีดเขียนให้ลูกวัยเรียน

เชื่อว่าคุณแม่หลายคนหนักใจที่ลูกไม่ยอมเขียนหนังสือ เรื่องนี้มีทางออก ไม่ยากค่ะ แค่ต้องปลดล็อกจินตนาการเสียหน่อย และให้โอกาสลูกได้เขียนในสิ่งที่ชอบเท่านั้นแหละ การเขียนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. เขียนเรื่องของสัตว์เลี้ยง

เจนนี่ เทรค นักเขียนเรื่อง “Don’t forget to Write” แนะนำให้คุณแม่เริ่มต้นด้วยการใช้สัตว์ต่างๆ เป็นตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นหมา แมว หรือแม้แต่ปลาตัวน้อยๆ ในโหลแก้ว ก็เป็นตัวละครได้ทั้งนั้นค่ะ

2. เรื่องแนวอวกาศ

เรื่องที่เขียนไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงเสียทั้งหมด ลองให้ลูกได้แต่งเรื่องสนุกจากจินตนาการ เชื่อว่าเด็กๆ จะต้องชอบ ลองเริ่มต้นกับลูกว่า “ถ้ากินทอฟฟี่แท่งนี้หมด ลูกจะไปอยู่บนดาวอังคารนะ! เพี้ยง! ตอนนี้อยู่บนดาวอังคารแล้ว มันมีอะไรบ้างล่ะ ลองเขียนออกมาสิ” นอกจากเขียนแล้วอาจจะวาดรูปร่วมไปด้วยก็ได้ เช่น ลิงอวกาศจะหน้าตาเป็นยังไงนะ บนอวกาศจะมีแมงมุมบ้างไหม

3. ใช้ตัวช่วย

มีวิธีการลับทักษะการเขียนให้คมมากขึ้น เช่น คุณอาจจะถ่ายภาพสวยๆ หรือหยิบภาพจากนิตยสารเล่มโปรดให้ลูกดู แล้วให้เขาลองต่อยอดจินตนาการจากสิ่งเหล่านี้ดูก็ได้

 

คุณแม่ที่อยากให้ลูกเขียนหนังสือเก่งๆ อาจใช้เคล็ดลับต่อยอดจินตนาการจากบรรดาเทพนิยายทั้งหลาย เช่น คนแคระทั้งเจ็ดจะคิดยังไงกับสโนวไวท์นะ บ้านขนมหวานแสนสวยของแม่มดหน้าตาเป็นแบบไหน มีลูกกวาดแบบไหนบ้าง เป็นต้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สมองเรียนรู้ได้เต็มที่ เมื่อผ่านการ ” เล่น “

ช่วงแรกเกิดถึง 10 ขวบถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ เห็นได้จากเด็กๆ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศและดนตรีได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่า เด็กปกติเมื่อคลอดมานั้นเกิดมาพร้อมกับจำนวนเซลล์สมองที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเรียนรู้สิ่งต่างๆ หากเขาได้ฝึกการคิด การปฏิบัติ และใช้สมองในการแก้ปัญหา สมองจะยิ่งสร้างใยประสาทเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของความรู้ความสามารถทั้งหลายที่พ่อแม่อยากเห็นลูกมีนั่นเอง แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้สมองน้อยกว่าประสิทธิภาพสมองที่มีอยู่

 
จะทำอย่างไรให้ลูกๆ ใช้สมองได้อย่างเต็มที่ ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่า สมองจะเรียนรู้ได้ในเวลาที่อารมณ์เป็นบวก ดังนั้นการได้เรียนรู้ผ่านการเล่นเด็กจะรู้สึกสนุก ผ่อนคลาย สมองก็เรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

 
Expert said! ทำอย่างไรถึงจะเรียนด้วยความสนุก

 
คนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในงานนี้คือ คุณพ่อคุณแม่ ที่จะสรรหากลยุทธ์หลากหลายเพื่อให้ลูกมุ่งสนใจสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่ สร้างความท้าทาย ความสนุกสนาน ที่สำคัญคือ ให้ลูกได้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับชีวิตจริงเสมอ เมื่อเขาเห็นจริงว่าความรู้นั้นมีประโยชน์กับเขา ความอยากรู้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่ร่วมเล่นด้วย แต่มีข้อแม้ว่า หากลูกตอบผิดหรือทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่เข้าท่า อย่าใจร้อนตำหนิเขา เพราะบรรยากาศผ่อนคลายจะหายไป อารมณ์บวกหาย สมองก็ไม่อยากเรียนรู้

 
ดร.สุธาวัลย์ หาญขจรสุข ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

 
เรียนวิชาการให้สนุกต้องมีเทคนิค

 

คณิตศาสตร์

 
อนุบาล เช่น เรียนเรื่อง “จำนวน” ด้วยขนมลูกชุบ ให้เด็กหยิบตามจำนวน ฝึกการรวมสิ่งของ (การบวก) การหักลบ ได้เห็นกันชัดๆ เด็กๆ จะรู้สึกสนุก ส่วนใหญ่คงจะต้องหักลบกันบ่อย เพราะหายไปอยู่ในท้องเด็กๆ นั่นเอง

 
ประถมต้น เช่น เรียนเรื่อง “เรขาคณิต” ด้วยการตัดกระดาษสีเป็นรูปเรขาคณิตต่างๆ สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม แล้วนำมาปะติดเป็นภาพ

 
ประถมปลาย เช่น เรียนเรื่อง “เศษส่วน” ด้วยพิซซ่า ให้แบ่งพิซซ่าออกเป็นส่วนๆ จาก  เป็น  และง่ายมากที่จะให้เปรียบเทียบว่าระหว่าง  กับ  แบบใดได้ชิ้นใหญ่กว่ากันเรียนสนุกแบบนี้เพิ่มพลังสมองอย่างไร

 
การได้ลงมือปฏิบัติ คิด และสรุปเป็นองค์ความรู้ของตัวเอง เหล่านี้เป็นการเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานประสานกัน ทำให้ศักยภาพในการเรียนเพิ่มขึ้นค่ะ

 
ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

 
อนุบาล เช่น เรียน “พยัญชนะ” ด้วยการใช้นิ้วจุ่มสีน้ำแล้วลากเป็นพยัญชนะ หรือผลัดกันเขียนพยัญชนะที่หลังหรือบนฝ่ามือ

 
ประถมต้น เช่น เรียน “มาตราตัวสะกด” โดยใช้เชือกแปลงร่าง ให้เด็กนำเชือกมาขดเป็นคำต่างๆ ที่สะกดด้วยแม่กบ แล้วนำมาแต่งประโยคหรือเรื่องราวจะช่วยให้จำตัวสะกดที่ไม่ตรงกับมาตราได้ง่ายผ่านการใช้มือสัมผัส การเห็นและการพูด

 
เรียนสนุกแบบนี้เพิ่มพลังสมองอย่างไร

 
การใช้ประสาทสัมผัสหลายด้านร่วมกันนอกจากจะทำให้เด็กสนุกและเกิดความเข้าใจที่ไม่ใช่ความทรงจำที่มาจากการท่องจำแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อสมองหลายๆ ส่วนให้ตื่นตัว เซลล์สมองมีการสื่อสารกันมากขึ้นและเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อีกด้วย

 
วิทยาศาสตร์

 
วัยอนุบาล เรียนเรื่อง “การจมการลอยของวัตถุ” ด้วยการทดลองหย่อนของลงในน้ำแล้วดูว่าจะจมหรือลอย โดยคุณพ่อคุณแม่ควรตั้งคำถามกระตุ้นให้เด็กสังเกต และคิดตามไปด้วย เช่น “เพราะอะไร…ก้อนหินจึงจมน้ำ แต่ทำไมตุ๊กตาเป็ดลอยน้ำได้”

 
ประถมปลาย เรียนเรื่อง “พลังงานกล” ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยการประดิษฐ์พาหนะจากเศษวัสดุ เช่น กล่องนม และใช้แรงยืดของยางหรือสปริงทำให้เคลื่อนที่ได้เรียนสนุกแบบนี้เพิ่มพลังสมองอย่างไร

 
ความสงสัย อยากรู้อยากเห็น เป็นลักษณะพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์

 
ดังนั้นการกระตุ้นให้เด็กเกิดคำถาม จินตนาการ สำรวจ ทดลอง ผ่านทางการเล่น ทำให้เซลล์สมองสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองใหม่ๆ แตกแขนงเชื่อมติดต่อกันมากยิ่งขึ้น ทำให้เด็กสามารถสร้างความหมายและความรู้ขึ้นมาได้

 

 

บทความโดย: ดร.สุธาวัลย์ หาญขจรสุข