ภาวะมดลูกแตก เกิดจากอะไร
แม้ ภาวะมดลูกแตก จะพบแค่เพียง 1 ใน 2,000 คนของคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้หญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์ และเป็นเรื่องที่ผู้หญิงควรใส่ใจด้วยเช่นกัน เพราะไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ตั้งท้องเท่านั้น ที่อาจเกิดภาวะนี้ ผู้หญิงที่ไม่ตั้งท้องก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พบน้อยมาก ซึ่งอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่มดลูกอย่างรุนแรง แต่ในแม่ท้องนั้นรุนแรงกว่า และ อันตรายกว่ามาก จึงควรเฝ้าระวัง และ อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) อันตรายที่แม่ท้องต้องรู้
ภาวะมดลูกแตกคือ ภาวะที่ผนังมดลูกฉีกขาดทะลุทุกชั้น ทำให้ทารก เลือด หรือ รก อาจหลุดออกนอกโพรงมดลูกได้ ในกรณีนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม ซึ่งอันตรายรุนแรงต่อชีวิต ทั้งมารดา และ ทารกในครรภ์ จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

สาเหตุ และ ปัจจัยเสี่ยง
สามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดภาวะนี้ได้เป็น 3 กรณี ดังนี้
1. เกิดจากความผิดปกติของมดลูกก่อนตั้งครรภ์
- ความผิดปกติแต่กำเนิด : บางรายอาจมีอาการผิดปกติของมดลูกซ่อนอยู่โดยที่ไม่รู้มาก่อน เช่น มดลูกมีขนาดเล็กกว่าปกติ หรือ มีรูปร่างผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง มดลูกจึงไม่สามารถขยายได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการมดลูกแตกได้ โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
- ความผิดปกติที่เกิดจากการผ่าตัด : แผลที่เกิดขึ้นกับมดลูกจากอุบัติเหตุทำให้มดลูกได้รับบาดเจ็บ หรือ มีปัญหาในการผ่าตัดมดลูกมาก่อน หรือ แผลผ่าคลอดยังไม่หายดี หากตั้งครรภ์ก่อนที่แผลจะสมานเป็นปกติ ก็อาจทำให้เกิดการปริแตกได้ รวมถึงการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมาก่อน โดยเฉพาะแผลผ่าตัดที่มดลูก หรือ เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ผนังมดลูกบาง หรือ ผิดปกติ หรือ เคยมีแผลฉีกขาดที่มดลูกมาก่อน ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน และ ปริแตกได้ระหว่างการคลอด
2. เกิดการขยายของมดลูกมากจนเกินไป
เกิดการขยายของมดลูกจนทำให้เกิดการปริแตกได้ เช่น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด ทารกมีขนาดตัวที่ใหญ่ผิดปกติ หรือ ลักษณะท่านอนของทารกในครรภ์ ซึ่งอยู่ในท่านอนขวาง ก็อาจทำให้มีโอกาสเกิดการปริแตกของมดลูกได้
3. ยาบางชนิดที่ทำให้มดลูกบีบตัวผิดปกติ
หากคุณแม่ได้รับปริมาณยาที่มากเกินไป หรือ การใช้ยากระตุ้นคลอดมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการบีบตัวของมดลูก จนส่งผลให้มดลูกแตกตามมาได้เช่นกัน รวมถึงภาวะการคลอดติดขัด หรือ ใช้ระยะเวลาในการคลอดนานกว่าปกติ ก็อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้
สัญญานเตือนของภาวะมดลูกแตก
อาการที่บ่งชี้ของภาวะนี้ ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ
- อาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือ อาการปวดที่ผิดไปจากการเจ็บครรภ์คลอดตามปกติทั่วไป
- มีเลือดออกทางช่องคลอดในปริมาณมาก
- การหดรัดตัวของมดลูกที่ผิดปกติ
- ชีพจรของแม่เต้นเร็วผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือ มีภาวะช็อก
- หัวใจทารกเต้นผิดปกติ เช่น เต้นช้าลง หรือ ไม่พบการเต้นของหัวใจทารก
สรุปแล้วใครบ้าง คือกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะนี้ และ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
- ผู้ที่เคยผ่าตัดคลอดในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน โดยเฉพาะแผลผ่าตัดแนวตั้งที่มดลูก
- ผู้ที่ตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง
- ผู้ที่เคย “ผ่าตัดคลอด” มาก่อน (โดยเฉพาะแผลแนวตั้ง)
- ผู้ที่พยายามคลอดเองทางช่องคลอด หลังจากเคยผ่าตัดคลอดในครั้งก่อน
- ผู้ที่ได้รับยาเร่งคลอด หรือ ยากระตุ้นการคลอด
- คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลายครั้ง (Multipara) หรือ มดลูกยืดขยายมาก
ภาวะมดลูกแตกพบแค่เพียง 1 ใน 2,000 คนของคุณแม่ตั้งครรภ์
แม้จะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อย แต่เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเสมอหากมีความเสี่ยง เพราะถือว่าเป็นภาวะที่รุนแรง และ อันตราย จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนหากกำลังตั้งครรภ์ หรือ มีประวัติผ่าคลอด หรือ มีปัจจัยเสี่ยง ควรสังเกตอาการในระยะเริ่มต้นจะมีอาการมดลูกแข็งตัวผิดปกติก่อนแตก ซึ่งต้องหมั่นสังเกต และ ระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น ควรฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และ ปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่ดูแล เพื่อประเมินความเสี่ยง และ วางแผนการคลอดอย่างปลอดภัย
เรื่อง : อัจฉรา จีนคร้าม
ขอขอบคุณข้อมูล
โรงพยาบาลพระราม 9 บทความ ภาวะมดลูกแตกคืออะไรและอันตรายอย่างไร โดย พญ. พลอยนิล พุทธาพิทักษ์พงศ์
โรงพยาบาลเปาโล บทความ อย่าปล่อยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องเผชิญกับภาวะ ”มดลูกแตก”ที่รุนแรงถึงชีวิต
โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ บทความ ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture): ภัยเงียบฉุกเฉินที่แม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
10 อาการผิดปกติ ตอนท้อง ที่แม่ควรรีบไปหาหมอ!
เลือดออกทางช่องคลอด ไม่ใช่เลือดประจำเดือน สัญญาณอันตรายที่ต้องไปหาหมอ!
เลี้ยงลูกให้ ฉลาด ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่ Amarin Baby & Kids