” รัก ” ครั้งแรก

เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับความรักประเภทต่างๆนอกเหนือจากความรักที่มีให้แก่คนในครอบครัว เด็กๆ อาจดูจริงจังกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่ความรักไร้เดียงสาแบบนี้มักเป็นอารมณ์ที่คงอยู่แค่ระยะสั้นๆ ไม่จีรังยั่งยืนเหมือนความรักของหนุ่มสาวหรือผู้ใหญ่ เรามีวิธีที่จะช่วยให้ลูก (และคุณเอง) ผ่านพ้นช่วง รักวัยใสŽ ไปได้ด้วยดีมาแนะนำ

 
– ใจเย็นๆ ลองให้ลูกอธิบายว่า การเดทŽ และ แฟนŽ มีความหมายอย่างไรสำหรับเขา แล้วจะพบว่า ลูกไม่ได้คิดไปไกลอย่างที่คุณเข้าใจ (ไปเอง) หรอก

 
– อย่าเซ้าซี้และบ่นว่า ลูกอาจไม่อยากพูดถึงคนที่เขาชอบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่จะต้องเซ้าซี้ให้มากความ แต่ถ้าลูกยอมเล่าอย่างละเอียด คุณก็ฟังโดยไม่ต้องพร่ำสอนหรือบ่นว่า และหากคุณตำหนิหรือเอาเรื่องนี้มาล้อเล่น ลูกก็จะไม่ยอมเล่า ความลับŽ ให้ฟังอีกต่อไป

 
– วางกฎเรื่องการเดท คุณอาจพูดกับลูกว่า ดีจังนะที่หนูกับน้องกอล์ฟเข้ากันได้ดีแบบนี้น่ะ แต่พวกหนูยังเด็กเกินไปที่จะเที่ยวกันสองคน แม่จะพาพวกหนูกับเพื่อนๆ ไปดูหนังกันสักรอบดีมั้ยล่ะŽ

 
– พยายามเข้าใจลูกสักนิด เล่าเรื่องปิ๊งปั๊งสมัยคุณยังสาวให้ลูกฟังบ้าง และบอกเขาว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังการเดทครั้งแรก (อย่างเช่นการอกหัก) เขาก็ยังมีวันข้างหน้าให้ก้าวเดินต่อไป

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ไม่แปลก!! ถ้าเด็กโต สนใจนิทานเด็กเล็ก

แม้ตอนนี้ทั้งคู่จะอ่านนิทานสำหรับเด็กโตที่มีเนื้อหามากกว่ารูปภาพได้เองแล้ว แต่เด็กๆ ก็ยังหลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของนิทานสำหรับเด็กเล็กที่ไม่ได้สัมผัสมานานปี

 
เด็กๆ ที่โดยปกติแล้วชื่นชอบการอ่านนิทานซึ่งมีเนื้อหาหลายๆ บท มักยินดีที่ได้กลับไปอ่านนิทานภาพสีสดใสและอ่านง่าย (เพราะมีเนื้อหาไม่มากนัก) ที่ตัวเองเคยชื่นชอบตอนยังเด็ก การมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่คุ้นเคยในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิมถือเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับเด็กวัยนี้ เพราะสมองตอนอายุ 9 – 10 ขวบคงรับรู้อะไรได้ในแง่มุมที่ต่างจากเมื่ออายุ 2 – 3ขวบ และอาจเป็นได้ที่ลูกของคุณจะ

 
– ต้องการความอุ่นใจ เมื่อหนังสือที่อ่านเริ่มมีเนื้อหาเข้มข้นหรือซับซ้อนขึ้น หนังสือที่อ่านง่ายอาจช่วยให้เด็กรู้สึกสบายใจ เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ

 
– อยากพัก ลูกอาจรู้สึกว่าตัวเองมีกิจกรรมในแต่ละวันมากเกินไป การอ่านนิทานสำหรับเด็กเล็กอาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจของเขาแจ่มใสผ่อนคลายขึ้น

 
– ส่งสัญญาณว่ามีปัญหาด้านการอ่าน ถ้าลูกเลือกที่จะอ่านนิทานเมื่อสมัยที่ตัวเองยังเป็นเด็กเล็กๆ ทุกครั้งไป ก็แสดงว่าเขาอาจมีปัญหาด้านการอ่าน ซึ่งพาไปเช็คกับผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเลยจะดีกว่า คุณเสาวลักษณ์ และด.ญ.อธิชา ไพจิตรานนท์

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

4 เทคนิคจัดระบบลูกโตจอมไร้ระเบียบ

เด็กวัยทวีนที่กำลังแสวงหาตัวตนและอำนาจในการควบคุมตนเองมักแสดงมุมมองตรงกันข้ามกับผู้ใหญ่อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องกฎเกณฑ์หรือความเป็นระเบียบ อะไรที่พ่อแม่ว่ารก เขากลับมองว่านี่แหละสไตล์เราŽ ยิ่งถ้าพ่อแม่บ่นว่าเรื่องความยุ่งเหยิง (ทั้งห้องนอนและตัวเขาเอง) มากเท่าไร เขาก็ยิ่งท้าทายด้วยการทำให้มันรุงรังมากขึ้นเท่านั้น

ในเมื่อเป็นอย่างนี้ การจะทำสงครามจัดระบบจอมไร้ระเบียบก็คงต้องมีเทคนิคกันหน่อย!

1. เลือกสมรภูมิ

ถ้าจะเริ่มต้นเถียงกับลูกเรื่องความสะอาด เลือกเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพเป็นอันดับแรก เช่น การล้างมือก่อนทานข้าวหรือแปรงฟัน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้เป็นกิจวัตรและลูกต้องฝึกให้เป็นนิสัยแบบไม่มีข้อโต้แย้ง ส่วนห้องรกๆ หรือโต๊ะหนังสือเลอะๆ น่ะ เก็บไว้ก่อนก็ได้

2. ใครเป็นคนได้ประโยชน์

อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ทำไมคุณถึงอยากให้เขารักษาความสะอาด หรือมีข้อแลกเปลี่ยนดีๆ เป็นแรงจูงใจ เช่น ถ้าเก็บเตียงนอนทุกวัน ช็อปปิ้งของใช้จำเป็นรอบต่อไป แม่จะให้เลือกลายผ้าปูที่นอนเอง เอาไหมŽ

3. แข่งขันความสะอาด

จัดการประกวดประจำบ้าน ห้องนอนของใครสะอาดที่สุดในรอบหนึ่งเดือนจะได้รางวัลพิเศษ เช่น ไม่ต้องทำเวรล้างจานตลอด 1 สัปดาห์ ยิ่งคุณพ่อคุณแม่หรือพวกผู้ใหญ่ในบ้านเข้าร่วมด้วยยิ่งดี เพราะเด็กๆ ชอบการแข่งขันอยู่แล้ว

4. ทำไม่รู้ไม่เห็นบ้าง

ไม่ต้องระเบียบจัดไปหมดทุกเรื่อง โดยเฉพาะห้องนอนซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของลูก ถ้าบางครั้งจะมีแขนเสื้อแลบออกมาจากลิ้นชัก หรือตั้งหนังสือกองอยู่ข้างเตียงล้มลงมาเละเทะบ้าง ก็ทำลืมๆ หน่อยแล้วกันเนอะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แปรความคลั่งไคล้ ให้กลายเป็นกิจกรรมดีๆกัน

มีครูคนใหม่ หรือเพื่อนคู่ใจเกิดย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น กลไกการป้องกันจิตใจจะทำให้พวกหนูๆ มองหาสิ่งทดแทน และความรู้สึกยึดเหนี่ยวนี้ก็ยิ่งเหนียวแน่น จนบางครั้งกลายเป็นการเลียนแบบพฤติกรรมไปโดยอัตโนมัติ

 
ตามปกติเด็กทั่วไปมักมีโลกฝันหรือภาพฮีโร่ที่ตนเองชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นโจรสลัดอัศวินเจได หรือเจ้าหญิงบาร์บี้ และพวกเขาก็ใช้เวลาเป็นวันๆ หรือเป็นเดือนๆ เล่นสวมบทบาทเป็นตัวละครเหล่านั้น คุณหมอเคร็ก ดอนเนลลี่ หัวหน้าแผนกจิตเวชเด็กของศูนย์การแพทย์ดาร์ตเมาท์ฮิตช์ค็อกในเมืองแฮนโนเวอร์ รัฐนิวแฮมป์ตัน กล่าวว่า ความสนใจคลั่งไคล้ของลูกไม่ได้มีแต่

 
ข้อเสียอย่างเดียว เพราะความชอบนี้อาจช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะของการค้นหาข้อมูล รวมทั้งอาจทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ชอบไปเลย

 
เรามีไอเดียให้คุณลองนำสิ่งที่ลูกคลั่งไคล้มาสร้างกิจกรรมดีๆ ด้วยกัน

 
เปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นผลงาน ชวนลูกมาเขียนนิทานหรือบทละครเกี่ยวกับฮีโร่ของเขา คุณอาจช่วยเริ่มต้นให้ด้วยประโยคสุดคลาสสิก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เพนกวินอีวานได้ลงไปเล่นน้ำเย็นเจี๊ยบŽ แล้วปล่อยให้ลูกเล่าเรื่องต่อ(ที่จริงแม่จะแอบเนียนเปลี่ยนนิทานก่อนนอน เป็นชั่วโมงช่วยกันเล่าเรื่องก็ได้นะ)

 
สร้างสรรค์เกมสนุก เปลี่ยนมุมต่างๆ ของสวนสาธารณะให้กลายเป็นโลกจูราสสิกที่เหล่าไดโนเสาร์ยังมีชีวิตอยู่ หรือลองหาข้าวของอุปกรณ์ในบ้านที่ไม่ใช้แล้วมากองให้เขาลองประกอบร่างสร้างของแปลกๆเหมือนเจ้าหนูนักประดิษฐ์ ตัวละครที่ลูกชื่นชอบ จะช่วยให้เขาสนใจเกมเหล่านี้ได้ง่ายและนานขึ้น

 
เป็นพวกเดียวกับลูก มาเรียนรู้กันว่าฮีโร่ของลูกมีดีตรงไหน ทำไมถึงได้ชอบนักหนา เปิดห้องเรียนสอนที่มาที่ไปกันเลยก็ได้ คุณครูก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ่อหนูแม่หนูพลพรรคคนรักฮีโร่เหล่านั้นแหละ เด็กๆ จะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้โชว์ความรอบรู้ของตนให้ผู้ใหญ่เห็น และเขาก็จะรู้สึกว่าพ่อแม่กลายเป็นพวกเดียวกันแล้ว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

5 สัญญาณบ่งชี้ ลูกอาจอ่านหนังสือไม่คล่อง

1. ลูกไม่สนใจหนังสือใดๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน หนังสือนิทาน หรือแม้แต่การ์ตูน

 
2. ลูกทำท่าฮึดฮัดหงุดหงิดทุกครั้งที่ต้องอ่านหนังสือ

 
3. ลูกมีปัญหาทุกครั้งที่ทำการบ้าน

 
4. ออกเสียงคำผิด / เรียงประโยคผิด หรือเข้าใจความหมายของคำผิดอยู่บ่อยๆ

 
5. ไม่ยอมอ่านหนังสือต่อหน้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เลยสักครั้ง

 
ถ้ามีสัญญาณดังกล่าวปรากฏให้เห็น ขอแนะนำให้พูดคุยหารือกับคุณครูประจำชั้นของลูกโดยไม่รอช้า เพื่อช่วยกันหาวิธีการช่วยเหลือลูกต่อไป

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

3 วิธี ทำให้ลูกโตจอมหงุดหงิดยอมเล่าความในใจ

วัยทวีนมีเรื่องให้หงุดหงิดและกังวลได้ตลอดเวลา ไหนจะฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยน เรื่องเรียน เรื่องเพื่อนเล่น แถมเด็กๆ วัยนี้ก็เริ่มอยากผละออกจากปีกอุ่นๆ ของพ่อแม่ ไม่แปลกที่พ่อหนูแม่หนูใจร้อนจะหน้าบูดบึ้ง  ดูเหมือนโกรธขึ้งคนทั้งโลกอยู่ได้ทั้งวัน  ก็เล่นพกปัญหาสารพัดไว้จนหนักอก  คุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไรให้ลูกยอมคายความกังวลเหล่านั้นออกมา ดอกเตอร์ลินดา  ซอนน่า  ผู้เขียน The Everything Tween BookŽ มีข้อแนะนำ!

1. อย่าคาดหวัง

ว่าลูกจะอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา  ถ้าลูกคิดว่าพ่อแม่อยากให้เขายิ้มทั้งที่จริงๆ แล้วเขากำลังรู้สึกแย่  เขาก็จะซ่อนความรู้สึกแท้จริงของตัวเองไว้จนคุณจะไม่มีวันได้รู้อีกเลย

2. เว้นที่ว่าง

ถ้าสถานการณ์เลวร้ายขนาดที่ลูกวิ่งร้องไห้โฮเข้าห้อง  แถมปิดประตูตามหลังดังปัง  แปลว่าต้องมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นแล้วละ (อย่างน้อยก็ร้ายแรงสำหรับเจ้าตัวนั่นแหละ)  แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าเพิ่งรีบร้อนถามไถ่อะไรเลย  เพราะเขายังไม่พร้อมคุยหรอก  รอให้ลูกอารมณ์เย็นลงจนยอมออกมาจากห้องเอง  แล้วค่อยเข้าไปปลอบก็ยังไม่สาย

3. ต้องมี “ลูกล่อลูกชน”Ž บ้าง

อย่าถามออกมาโต้งๆ ว่า  เกิดอะไรขึ้นเหรอลูกŽ  เพราะบางครั้ง  แม้แต่ตัวเด็กเองก็ไม่อาจอธิบายสาเหตุของความหงุดหงิดได้เหมือนกัน ยิ่งถ้าเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกแล้วยิ่งพูดยาก  ทางที่ดีลองสุ่มถามไปเรื่อยๆ  เช่น  อืม…หนูรู้ไหม  ถ้าแม่ทำอะไรผิดหรือโกรธใครมากๆ  แม่จะอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ หนูเคยเป็นแบบนี้ไหมŽ  ถ้าคุณตีถูกจุดเมื่อไรความกังวลที่เก็บไว้ก็จะพรั่งพรูออกมาจากปากเล็กๆ เองนั่นแหละ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

อัพความสดชื่นให้ลูก เมื่อเปิดเทอมอีกครั้ง

คุณพ่อคุณแม่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยคำแนะนำเหล่านี้แล้วละ

 
– ฝึกให้ลูกมองเห็นข้อดีของตัวเอง  หากระดาษมาหนึ่งแผ่น  ให้เขาเขียนข้อดีของตัวเองลงไป  เช่น  เล่นฟุตบอลเก่ง  วาดรูปสวย  หรือว่าคุยสนุก  พอลูกเขียนเสร็จแล้ว  คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยเพิ่มเติมบ้าง  เช่น  น้องแทมมี่เป็นคนยิ้มง่ายŽ  น้องภัทรชอบแบ่งของเล่นให้เพื่อนŽ  ฯลฯ  เอากระดาษแผ่นนั้นติดไว้บนผนังห้องนอนเป็นการเรียกกำลังใจให้ลูกรู้ว่าเขาไม่ใช่คนไร้ค่านะ

 
– ทำตัวให้ร่าเริง  สร้างบรรยากาศภายในบ้านให้สดใสและมีเสียงหัวเราะ  นอกจากช่วยลดความเครียดจากการปรับตัวของลูกแล้ว  ยังทำให้ลูกมีใบหน้าเปื้อนยิ้มติดไปถึงโรงเรียนและทำให้เขาดูเป็นคนน่าคบ  ไม่แน่ ลูกอาจจะได้มุกสนุกๆ ไปเล่าต่อให้เพื่อนใหม่ฟังด้วย

 
– ใช้กิจกรรมให้เป็นประโยชน์  โอกาสที่ลูกจะได้พูดคุยทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ได้ง่ายคือช่วงที่ต้องทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม  เช่น  การเข้ากลุ่มงานประดิษฐ์หรือกิจกรรมลูกเสือ  แรกๆ เขาอาจเป็นส่วนเกินที่ถูกจับเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่รู้จักใครเลย  บอกลูกว่านี่แหละเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มสร้างมิตรภาพด้วยคำถามง่ายๆ  เช่น  เรามีกรรไกรตัดกระดาษแบบซิกแซ็กด้วย เธออยากลองใช้ดูไหมŽ

 
– เป็นผู้ฟังที่ดี  สำคัญมากนะ…ถ้าบทสนทนาเริ่มดำเนินไป  นอกจากจะพูดคุยถึงตัวเองแล้ว  อย่าลืมเปิดโอกาสให้เพื่อนใหม่ได้พูดบ้าง  หากว่าลูกวัยทวีนของคุณเป็นนักจ้อมือหนึ่งในบ้าน  คุณพ่อคุณแม่อาจสอนเขาทางอ้อมด้วยการหาเรื่องสนุกๆ ในที่ทำงานวันนี้มาผลัดกันเล่า  เพื่อให้ลูกเห็นว่าบทสนทนาที่ดีต้องผลัดกันเป็นคนพูดและคนฟัง

 
– ที่สำคัญที่สุด  ถ้าได้เพื่อนใหม่มาแล้วต้องรักษาไว้ให้ดีๆ ล่ะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เมื่อลูกทำตัวดั่งนางพญา

“เด็กเหล่านี้มักเป็นศูนย์กลางของห้องเรียนและกลุ่มเพื่อน ดูเหมือนเรื่องดีๆจะเกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาอยู่เสมอ นั่นทำให้เพื่อนคนอื่นๆ อยากอยู่ใกล้ชิดและสนิทกับพวกเขา” โรซาไลน์ วิสแมน ผู้เขียน “Queen Bee Moms and Kingpin Dads” อธิบาย

 

 

 
“เด็กผู้ชายมักพุ่งความสนใจไปที่ภูมิรู้หรือข้าวของที่อีกฝ่ายมี เช่น เพื่อนที่เตะบอลเก่ง หรือเพื่อนที่มีของเล่นไฮเทค ขณะที่เด็กผู้หญิงให้ความสำคัญเรื่อง ‘ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล’ มากกว่า แม่หนูทั้งหลายเข้าใจว่า ‘ถ้าฉันเป็นเพื่อนกับดาวเด่นที่ทุกคนชอบใครๆ ก็คงชอบฉันด้วย’ ” วิสแมนเสริม

 

 

 
ปัญหาก็คือ ความนิยมชมชอบเหล่านี้มักตามมาด้วยการเอาอกเอาใจ รวมไปถึงการยอมตามจากเพื่อนๆ ที่อยู่รอบข้าง บรรยากาศแบบนางพญากับสาวกนี้อาจสร้างทัศนคติและพฤติกรรมแง่ลบให้หนูน้อยคนเก่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเพื่อน หรือข่มและรังแกเพื่อนที่ด้อยกว่าอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

 

 

 
ถ้าคุณเริ่มสังเกตเห็นว่า ลูกสาวชักเอาอกเอาใจหรือเป็นลูกไล่เพื่อนของแกมากไปหน่อย หรือกลายเป็นคนเอาแต่ใจคอยแต่ให้เพื่อนมาบริการ ก็คงต้องรีบเปิดประเด็นพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วละ

 

 

 
ถ้าหนูเป็นลูกไล่…เตือนแกว่า แม่อยากให้หนูปฏิบัติต่อคนรอบตัวด้วยความสุภาพและเคารพซึ่งกันและกัน และหนูก็ควรจะได้รับสิ่งเหล่านั้นตอบกลับอย่างเท่าเทียมด้วยถ้าลูกอิดออดไม่อยากแยกตัวออกมาจากกลุ่มของดาวเด่น ลองแนะให้แกเปิดตาให้กว้างและมองหาเพื่อนใหม่ๆ บ้าง การมีเพื่อนที่เราไม่จำเป็นต้องวิ่งไปซื้อขนมตอนพักกลางวันหรือคอยถือของเดินามหลังน่ะดีกว่ามีเพื่อนเป็นคนสวยแต่เอาแต่ใจตั้งเยอะ

 

 

 
ถ้าหนูเป็นนางพญา…ทำความเข้าใจกันก่อนว่า พ่อแม่ชื่นชมที่หนูเป็นคนเก่งและร่าเริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนูจะใช้ความเด่นนั้นข่มใช้งานเพื่อน หรือทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีได้ ถ้าอยากให้ใครๆ ทำดีกับเราด้วยความจริงใจ เราเองก็ต้องทำดีต่อผู้อื่นด้วย ลองหาภาพยนตร์วัยรุ่นอย่าง She Is All That มาให้ดูเป็นตัวอย่างสิ สาวสวยเอาแต่ใจน่ะ เป็นได้แค่ตัวร้ายเท่านั้นนะ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

คอมพิวเตอร์จำเป็นสำหรับเด็กจริงๆหรือ

จริงๆ แล้วคุณควรกังวลมากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากลูกวัยประถมใช้เวลาทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์มากเกินไป เพราะเด็กๆ ควรต้องมีประสบการณ์ในการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างเต็มที่ คือมีเวลามากพอสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนที่คุณเคยทำในวัยเด็ก เช่น เล่นน้ำ ดินน้ำมัน ทราย ต่อบล็อก ระบายสี ฟังเพลง และฟังนิทาน

 
คอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเรามิใช่น้อย และการใช้คอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆ ได้ ! ถ้าเด็กๆ ทำได้แค่ท่องเว็บไปเรื่อยๆหรือลากเมาส์วาดรูปตามโปรแกรมสำเร็จรูป เขาก็อาจไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อย่างตั้งใจและสร้างสรรค์

 
แต่คอมพิวเตอร์ก็จำเป็นสำหรับเด็กๆ ที่มีข้อบกพร่องด้านการเรียนรู้ค่อนข้างมาก เพราะเด็กพวกนี้จะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการเรียนตามแบบแผนที่ซ้ำๆ กันโดยใช้คอมพิวเตอร์

 
ถ้าในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า เด็กๆ ได้สัมผัสคอมพิวเตอร์บ้างพอสมควร เมื่อโตขึ้น เขาก็จะปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคไฮเทคได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญ เขาควรได้เรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาและได้ปลดปล่อยจินตนาการอย่างเต็มที่ และทักษะประเภทดังกล่าวก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำนวนคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนแม้แต่น้อย !

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หากเด็กพิเศษถูกวิจารณ์ หรือ ตำหนิ เราควรจะ…

อย่างไรก็ตาม เราต้องรับมือกับคำวิจารณ์ของคนนอกด้วยความสงบ เพราะพ่อแม่คือแบบอย่างความประพฤติ (และความคิด) สำหรับลูก สิ่งที่ควรทำก็คือ

 
– ตอบโต้อย่างสงบ เช่นพูดว่า ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์นะคะ แต่ฉันก็มีวิธีของตัวเองและกำลังแก้ไขสถานการณ์อยู่แล้วค่ะ

 
– อย่าพยายามอธิบายให้มากความ เช่นไม่จำเป็นต้องพูดว่า ลูกฉันเป็นสมาธิสั้นค่ะŽ แค่ยิ้มๆ และพูดว่า เราต่างก็เคยเจอเรื่องแบบนี้กันทุกคนŽ ก็พอแล้ว

 
– พลิกสถานการณ์ ชี้ให้เห็นว่าคำวิจารณ์ดังกล่าวไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เช่นพูดว่า ช่วยเปิดประตูให้หน่อยได้ไหมคะ เราจะได้ออกไปข้างนอกกันŽ

 

 

 
หลังเกิดเหตุ คุณควร

 
– ให้กำลังใจตัวเอง โดยคิดว่าคุณได้ทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่เป็นปัญหานั้น

 
– ฝึกลูกให้พร้อมรับมือ ถ้าเด็กคนอื่นชอบสร้างปัญหาให้ลูกคุณ ก็สอนให้เขาเตรียมคำพูดไว้รับมือ เช่นพูดว่า อย่าทำไม่ดีกับฉันแบบนี้สิ !Ž

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

ลูกมีการบ้านมากเกินไปหรือเปล่านะ

Q: การบ้านที่มากเกินไปส่งผลกระทบต่อเด็กๆอย่างไรบ้าง
เด็กๆจะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เหมาะกับวัย และการบ้านส่วนใหญ่ก็มักเป็นประเภท “ใช้เวลา แต่ไม่ค่อยให้อะไรมาก” การเรียนรู้จึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อมากกว่าประสบการณ์ที่ดีและสร้างสรรค์ การบ้านที่มากเกินไปยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย เพราะเด็กๆมักไม่มีเวลากินข้าวเย็นแบบพร้อมหน้าพร้อมตากัน และปฏิสัมพันธ์เดียวที่มีกับพ่อแม่ก็หนีไม่พ้นการโต้เถียงเรื่องการบ้านอีกนั่นแหละ

 
Q: อะไรคือ “สัญญาณ” ที่บ่งบอกว่าลูกอาจมีการบ้านมากเกินไป
เริ่มไม่อยากไปโรงเรียนหรือสติแตกทุกค่ำคืนเพราะการบ้าน นักวิชาการแนะนำว่าเด็กชั้น ป.1 ควรใช้เวลาทำการบ้านคืนละไม่เกิน 10 นาที และเพิ่มขึ้นชั้นละอีกไม่เกิน 10 นาที เพราะเด็กจะเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนได้ดีกว่าถ้าใช้เวลาที่มีทำการบ้านแค่ 5 ข้อ ไม่ใช่เร่งทำให้ครบทั้ง 50 ข้อในคืนเดียว

 

 
Q: แล้วพ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร
อันดับแรกคือคุยกับคุณครู โดยตั้งสมมติฐานว่าครูย่อมอยากให้ลูกศิษย์ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด (เหมือนพ่อแม่) เพราะคุณครูมักไม่รู้ว่าการบ้านคือสาเหตุของปัญหา
หากไม่ได้ผล ก็ลองคุยกับคุณครูใหญ่ว่าคุณกังวลเรื่องอะไร คุณครูใหญ่อาจเห็นด้วย และยอมเปลี่ยนนโยบายในทันที หรืออาจจะต้องล่ารายชื่อผู้ปกครองที่เห็นด้วย แล้วทำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการโรงเรียนรับไว้พิจารณา ถึงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ก็ไม่เสียหายที่จะลองมิใช่หรือ…

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ควรให้ค่าขนมลูกเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ

ประมาณระดับชั้นประถม 3 เด็กส่วนใหญ่ได้เรียนเรื่องเงินแล้ว ทำให้เขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจัดการการเงินของตัวเอง การให้ค่าขนมเป็นก้อนใหญ่จะช่วยฝึกการออมและการจ่ายอย่างเหมาะสมได้ค่ะ

1. เมื่อใดควรจ่ายเป็นเงินก้อน

“สังเกตง่ายๆ ว่า เวลาให้เงินแล้วลูกเอาไปถือไว้เฉยๆ หรือไปซุกไว้ตามของเล่น วางทิ้งบนเคาน์เตอร์หรือเปล่า ถ้าเขายังไม่รู้จักเก็บถนอมมันไว้สมกับที่เป็นของมีค่า ก็แสดงว่าลูกยังไม่พร้อม” ซูซาน บีชแฮม คุณแม่ลูกสอง ผู้ก่อตั้งบริษัทให้การศึกษาด้านการเงินแนะนำ

2. ควรจ่ายเป็นรายอะไร

วัยประถมควรได้รับเป็นรายสัปดาห์ก่อน รอให้ลูกโตกว่านั้นจึงจ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งถือเป็นวิธีการฝึกฝนการบริหารเงินที่ดี ฉะนั้นเมื่อถึงวัย 11 – 12 ปี หากลูกมีเงินออมทุกๆ สัปดาห์ คุณจึงเริ่มจ่ายเป็นรายเดือนได้

3. ให้มากแค่ไหนดี

แต่ละครั้งครอบครัวจ่ายเงินให้ลูกในจำนวนแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หลายครอบครัวขึ้นค่าขนมทุกๆ ปีเกิดของลูกปีละราว 30 – 50 บาท

4. ควรพิจารณาจากความขยันด้วยหรือไม่

(ทั้งการช่วยงานบ้าน ผลการเรียน หรือการประพฤติตัว) ผู้เชี่ยวชาญตอบว่าไม่ควร เพราะเมื่อเด็กไม่ต้องการเงินเพิ่ม ก็เป็นข้ออ้างให้เขาเพิกเฉยงานบ้าน การใช้คะแนนสอบเป็นเงื่อนไขแลกเงินเป็นการเพาะบ่มความคาดหวังที่ไม่เหมาะสม การเอาธนบัตรมาล่อใจให้ทำตัวดี ส่งผลให้ “เงิน”Ž มีอิทธิพลต่อความรู้สึกมากจนเกินไป และอาจฝังลึกจนเป็นอุปนิสัยที่แก้ยากในอนาคต

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกขอนอนด้วยอีกแล้ว

อย่างไรก็ดี มีวิธีง่ายๆ เพื่อช่วยสังเกตว่าลูกมีบางอย่างผิดปกติหรือไม่ เช่น เขาไม่เคยขอนอนด้วยมาก่อน จู่ๆ ก็ปีนขึ้นเตียงมากลางดึก หรือบ่นกระปอดกระแปดเรื่องอาการทางกาย เช่น ปวดท้องเมื่อเวลานอนมาถึง ถ้าเป็นเช่นนั้นคงต้องเริ่มพูดคุยหาต้นเหตุแห่งปัญหาและช่วยกันหาทางออก อย่างไรก็ดี เรามีวิธีปลอบประโลมวัยทวีนให้ไม่หวาดกลัวยามวิกาลมาฝากกัน

 
– อธิบายความจริงให้เขาเข้าใจ ว่าทุกๆ คนต้องการเวลา ส่วนตั๊วส่วนตัวŽ ในยามวิกาลเด็กในวัยเท่าเขาก็เช่นกัน

 
– อ่านเล่มโปรดด้วยกัน แต่เลือกที่ตื่นเต้นน้อยกว่าแฮรี่ พ็อตเตอร์ นอกเสียจากว่าเขายืนยันจะอ่านเล่มนี้ หรืออาจเลือกเปิดเพลง soothing music ให้ลูกฟังเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายก่อนนอน

 
– ช่วยลูกค่อยๆ ปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยบอกลูกว่าจะอยู่เป็นเพื่อน 15 นาทีที่เตียง (ของเขา) ในสัปดาห์แรก สัปดาห์ถัดมาจะยืนเฝ้าที่ประตู สัปดาห์ต่อไปจะป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอกใกล้ๆ ห้องเขา วิธีนี้ปกติมักใช้กับวัยเตาะแตะ แต่ดูเหมือนจะได้ผลกับวัยทวีนมากกว่าเสียอีก

 
– ตั้งธรรมเนียมปฏิบัติก่อนนอน สำหรับวัยเด็กเล็ก คุณให้ลูกอาบน้ำ อ่านนิทานก่อนนอนทุกๆ คืน วัยทวีนที่ฝึกนอนเดี่ยว ก็ควรคงธรรมเนียมเดิมเช่นกัน

 

 

 

น่าแปลกใจ…45 เปอร์เซ็นต์ ของคุณแม่ชาวอเมริกันให้ลูกวัย 8 – 12 ปีนอนด้วยเป็นครั้งคราว และ 13 เปอร์เซ็นต์ยอมให้ลูกนอนด้วยทุกๆ คืนŽ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ระหว่างออกกำลังกาย ลูกควรดื่มน้ำแค่ไหน

ความกังวลของคุณแม่ไม่ได้เกินกว่าเหตุ เด็กที่ออกกำลังกายควรได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อทดแทนของเหลวที่สูญเสียไปในรูปของเหงื่อ หนุ่มน้อยทั้งหลายควรได้พักดื่มน้ำ 240 มิลลิลิตร (ประมาณครึ่งแก้ว) ทุกๆ 15 นาที คุณแม่อาจลองปรึกษากับโค้ชว่า จะปรับเปลี่ยนด้วยการเพิ่มจำนวนครั้งที่พัก แต่ลดระยะเวลาในการพักแต่ละครั้งได้หรือไม่

 
ควรให้ลูกดื่มน้ำระหว่างวันให้เพียงพอ คือดื่มน้ำครึ่งลิตรหรือประมาณ 1 – 2 แก้ว ก่อนออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง หลังออกกำลังกายและหยุดพักให้เหงื่อแห้งแล้วก็ควรดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อเพิ่มของเหลวที่จะเอาไปใช้ลดความร้อนหลังการเผาผลาญพลังงาน

 
เด็กๆ ตรวจสอบได้ว่าตนเองขาดน้ำหรือไม่ด้วยการดูจากปัสสาวะหากใสและปราศจากกลิ่นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นสีเหลืองเข้มและมีกลิ่นฉุน แสดงว่าร่างกายมีน้ำน้อยเกินไป ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ชวนลูก (สาว) สำรวจโลกวิทยาศาสตร์

นอกจากการอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า เรื่องของวิทยาศาสตร์สำคัญอย่างไรแล้ว ก็ยังมีเทคนิคดีๆ ที่จะทำให้เขายอมรับเรื่องนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยความเต็มใจ ได้แก่
– ชวนลูกสำรวจโลกนอกบ้าน ให้เขาเฝ้าสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสนามหญ้าหน้าบ้านบ้าง ให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น อุณหภูมิ หรือเวลาที่พระอาทิตย์ตก แล้วนำค่ามาพล็อตกราฟ เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นบนโลก
– ชวนกันดูรายการทีวีหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ อย่าง Mega Clever, Think Tank และอัจฉริยะข้ามคืน หรือยูบีซีช่อง Discovery Kidsและ Animal Planet ซึ่งมีสารคดีที่เหมาะสำหรับเด็กวัยพรีทีนอยู่หลายตอน
– แนะวิธีหาข้อมูล ถ้าลูกสงสัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก คุณควรแนะวิธีหาคำตอบ เช่น ชวนท่องเว็บ หรือทำการทดลองแบบง่ายๆ ที่อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างได้

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แนะนำลูกเรื่องกีฬา

คุณควรจะ

 
– เลือกให้เหมาะ สำหรับเด็กที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านกีฬาอย่างเห็นได้ชัด ควรเลือกกีฬาชนิดที่เขาจะไม่เด่นจนเกินไป เช่น ฟุตบอลน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าแบดมินตัน เป็นต้น

 
– หาครูฝึกที่เข้าใจเด็ก การฝึกซ้อมแต่ละครั้งไม่ควรใช้เวลานานกว่า 45 นาที – 1 ชั่วโมงและไม่ควรฝึกเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ไม่รวมการฝึกในวันเสาร์-อาทิตย์) ครูฝึกควรอดทน ให้กำลังใจ และให้โอกาสเด็กทุกคนได้ฝึกซ้อมพอๆกัน

 
– ห้าม “ล้ม” เกม หากคุณเล่นกีฬากับลูกเอง ก็ไม่จำเป็นต้องยอมหรือจงใจให้ลูกเป็นฝ่ายชนะ เพราะลูกรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเอาชนะผู้ใหญ่ได้แน่ๆแม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์สักแค่ไหน การฝึกซ้อมควรเน้นที่การเสริมทักษะทางกีฬาและการได้เล่นสนุกกับพ่อหรือแม่มากกว่าการเอาชนะคะคานกันจริงๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หนูช่วยทำกับข้าวนะคะแม่

ก็การทำอาหารน่ะ มีทั้งน่าเรื่องสนุก แล้วก็ผลลัพธ์น่าลุ้นชวนให้สนใจได้ยิ่งกว่าการเล่นขายของเสียอีก แถมเด็กก่อนวัยรุ่นก็เริ่มพัฒนาทักษะของการแยกแยะ ผสมผสาน และการอดทนรอคอยแล้ว หากคุณแม่รู้เทคนิคอาจปรับเปลี่ยนเวลาว่างของหนูๆ ให้กลายเป็นชั่วโมงเรียนก่อนอาหารเย็นที่มีประโยชน์ได้

 
1 ลูกมือเตรียมวัตถุดิบ เพิ่มความอยากอาหาร ให้เด็กๆ รับผิดชอบงานที่ไม่อันตราย ไม่ต้องใช้ของมีคมหรือไฟ เช่น ตอกไข่ ล้างผัก เด็ดผัก หรืองานออกแรงอย่างตำๆ โขลกๆ ของชอบของเขาเลย

 
2 เริ่มจากขนม เมนูขนมดึงดูดใจเด็กๆ ได้เสมอ แถมยังมีขั้นตอนให้เด็กๆ ลงมือทำได้ตั้งเยอะ ไม่ว่าจะเป็นผสมแป้ง นวดแป้ง หรือกดพิมพ์คุกกี้ คุณแม่อาจวางมือให้ผู้ช่วยรับผิดชอบหน้าที่หลักๆ แล้วคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ในขั้นตอนที่เขาทำไม่ได้ เช่น หั่น ขูด หรือติดเตา

 
3 เมนูนี้ไม่ต้องใช้ไฟ เช่น สลัดผักหรือยำแบบต่างๆ (แม่อาจช่วยเตรียมส่วนผสมและน้ำสลัด) แซนด์วิชและคานาเป้สำหรับอาหารว่างวันหยุดที่ลูกๆ มีเวลาเข้าครัวช่วงบ่าย หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศเพิ่มความสนุกมาเล่นเป็นแม่ค้าส้มตำ (โดยให้คุณพ่อช่วยสอยมะละกอให้) ก็ยังไหว

 
4 ชิมแล้วอย่าลืมชมด้วยนะ เท่านี้แม่ครัวมือใหม่ก็ยิ้มแก้มปริแล้ว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เสริมทักษะและสติปัญญาเด็กประถมวัย

มาพัฒนาทักษะการเขียนให้ลูกกันดีกว่า


แล้วเจ้าตัวโตบ้านนี้ก็เขียนหนังสือเก่งเสียที่ไหน เขียนอะไรยาวๆ หน่อย พานขี้เกียจ ใครเจอปัญหาแบบนี้ รีบหาเทคนิคพัฒนาทักษะการเขียนของลูกโดยด่วน


1. เริ่มจากการ อ่านŽ คนอ่านหนังสือมากมักมีทักษะด้านไวยากรณ์และคลังคำในสมองมากกว่าคนขี้เกียจอ่านหนังสือหลายเท่าตัว หนังสือในที่นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะตำราเท่านั้น ลองหยิบนิตยสารหรือหนังสือนิทานเล่มบางๆ ซึ่งมีเนื้อหาไม่ยาวมากมาแก้เบื่อให้ลูก ถ้าเลือกหัวข้อที่เขาชอบ เช่น ท่องโลกแมลง เรื่องลึกลับ หรือตำนานหุ่นยนต์ ฯลฯ เขาก็จะยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น


2. จดบันทึก บันทึกประจำวันหรือไดอะรี่ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซื้อสมุดเล่มบางๆ ลายน่ารักๆ เป็นของขวัญวันเกิด แล้วสนับสนุนให้ลูกเขียนบันทึกส่วนตัว หรือจดเรื่องน่ารู้ในหัวข้อที่เขาสนใจเอาไว้ (จะสรุปเนื้อหาจากหนังสือที่ชอบในข้อ 1 ก็ได้) ข้อควรระวังก็คือ ต้องใช้วิธีจูงใจ อย่าบังคับหรือจ้ำจี้จ้ำไชให้เขาเขียน เพราะลูกจะรู้สึกว่าเป็นภาระและเบื่อการเขียนขึ้นมาทันที


3. สร้างโอกาสในการเขียน ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเขียนการ์ดปีใหม่ การ์ดอวยพรวันเกิด จดหมายหรืออีเมลถึงญาติๆ ที่อยู่ห่างไกล อย่างน้อยหน้าที่เล็กๆ นี้ก็ทำให้เขามีแรงจูงใจในการหยิบปากกาขึ้นเขียนอะไรบ้างละ 


ภาพ : www.manager.co.th

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ภาพโดย: www.manager.co.th