ลูกชอบดูดนิ้ว

ลูกดูดนิ้ว ยันโต ส่งผลต่อโครงสร้างฟันและการพูด ..มาดูวิธีป้องกัน!

ภาพหนูน้อยวัยหนึ่งขวบนอนดูดนิ้วคงดูน่ารักเหมือนเทวดาตัวน้อยๆ แต่ ลูกดูดนิ้ว ไปจนถึงวัย 7 ขวบ แล้วก็ยังไม่เลิกคงไม่น่าดูสักเท่าไร ทั้งยังส่งผลต่อโครงสร้างฟันและการพูดอีกด้วย… AMARIN Baby & Kids มีคำแนะนำดีๆ กับวิธีแก้ปัญหาเมื่อ ลูกดูดนิ้ว มาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ Continue reading “ลูกดูดนิ้ว ยันโต ส่งผลต่อโครงสร้างฟันและการพูด ..มาดูวิธีป้องกัน!”

เคล็ดลับคุยกับวัยเริ่ม “ต่อต้าน”

หนังก็น่าเบื่อ โรงเรียนก็แสนเอียน แถมอาหารที่แม่ทำยัง “น่าแหวะ” อีก นี่ลูกวัยทวีนกลายเป็นน้องเตาะแตะที่เอาแต่ร้องว่า “ไม่!” อีกรอบหรือเปล่านะ

ดร.เด็บบี้ กลาสเซอร์ นักจิตวิทยาคลินิก ในริชมอนต์ เวอร์จิเนีย อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านของช่วงวัยมีผลกับพฤติกรรม ตอนอายุ 2 ขวบ พ่อหนูแม่หนูยืนคร่อมอยู่ระหว่างความเป็นทารกกับเด็กเล็ก และตอนนี้พวกแกก็กำลังเกาะติดอยู่กับนิสัยแบบเด็กๆ ขณะที่มืออีกข้างก็ไขว่คว้าหาความเป็นวัยรุ่น จึงไม่แปลกที่พวกหนูๆ ทั้งสองวัยจะค้นหาอิสระ น้องวัยเตาะแตะร้องว่า “ไม่” กับทุกสิ่งที่คุณบอกให้แกทำ เจ้าวัยทวีนก็คอยต่อต้านปฏิเสธคำแนะนำ แถมยังตั้งแง่วิจารณ์พ่อแม่เสียอีก เฮ้อ!

วิธีสื่อสารกับวัยทวีนจอมวีนเหล่านี้ก็คือ

1. เปิดอกคุยกับลูก

พอลูกบอกว่า “หนูเกลียดไอ้นี่” แทนที่จะบอกว่า “กินๆ ไปเถอะน่า!” ก็ให้ถามว่า “ทำไมหนูถึงไม่ชอบล่ะ” เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความมีตัวตนอย่างสร้างสรรค์ และแสดงให้ลูกเห็นว่า คุณใส่ใจกับสิ่งที่ลูกคิด

2. หาผู้รับฟังลูก

ถ้าลูกรู้สึกหงุดหงิดหรือสับสน แต่ปฏิเสธที่จะคุยกัน ลองแนะนำให้ลูกโทร.หาเพื่อนหรือน้าสาวที่สนิทด้วยเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ระบายความอัดอั้นและใจเย็นลงพอที่จะค้นหาว่า อะไรกันแน่ที่กำลัง “รบกวน” จิตใจอยู่ (จริงๆ แล้วปัญหานั้นอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกบ่นหรือหงุดหงิดด้วยซ้ำ)

3. ยอมรับความคิดเห็นของลูก

บางครั้งเสื้อตัวนี้อาจจะ “เด็กเกินไป” หรือเห็ดในผัดผักอาจจะทำให้ลูก “คลื่นไส้” จริงๆ ปล่อยให้ลูกมีสิทธิ์เลือกบ้าง แล้วลูกอาจจะบ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้กับคุณน้อยลง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แก้ยังไง หากลูกโตชอบ “คุยโว”

เมื่อไรที่เพื่อนพูดขึ้นมาว่า “บ้านป้าเรามีสนามเทนนิสใหญ่สุดๆ” ลูกวัยทวีนที่บ้านของคุณก็จะเกทับทันควันว่า “บ้านลุงเราก็มีสระว่ายน้ำใหญ่มากๆ แถมเลี้ยงหมาตัวเบ้อเริ่มเลยด้วย” ถ้าเพื่อนทำคะแนนกลางภาคได้ดี ลูกก็รีบโต้ว่าเทอมที่แล้วแกได้เกรดดีกว่า เฮ้อ!  ทำไมพวกเด็กๆ ถึงชอบข่มกันนักหนอ

เด็กก่อนวัยรุ่นมีนิสัยชอบเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อนวัยเดียวกัน คุณหมอแอนดรู การ์ดเนอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกประจำแผนกกุมารแพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมืองคลิฟแลนด์ อธิบายว่า “เด็กวัยนี้ต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขาโดดเด่นและแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ เพื่อค้นหาจุดยืนและอัตลักษณ์ของตนเองในสังคม”

หากว่านานๆ ทีลูกของคุณจะลุกขึ้นมาคุยโอ่บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร (ขอให้เขาใช้ถ้อยคำสุภาพและพูดเรื่องจริง) แต่ถ้าพ่อหนูแม่หนูชอบอวดหรือวางโตจนเป็นนิสัย คงต้องมานั่งคุยและปรับพฤติกรรมกันใหม่ด้วยการอธิบายเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ไม่มีใครเก่ง / ดี / เลิศ ไปเสียทุกอย่าง

ความจริงแล้วลูกไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “เก่งที่สุด” ในทุกด้าน และการมีญาติๆ ที่ร่ำรวยไม่ได้ทำให้ใครมีคุณค่ามากขึ้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้หนูๆ เป็นที่รักของกลุ่มเพื่อนอยู่ที่การเป็นคนมีน้ำใจและมนุษยสัมพันธ์ต่างหาก

2. เพื่อนที่ดีย่อมต้องยอมให้คนอื่นมีบทเด่นบ้าง

ทุกคนอยากเป็นจุดสนใจในวงสนทนากันทั้งนั้น ถ้าหากเพื่อนยอมนั่งฟังหนูคุยเรื่องวาดรูปประกวด หนูก็ควรเป็นผู้ฟังที่ดีเวลาเพื่อนเมาท์เรื่องการแข่งแชร์บอลด้วย

3. ถ้าลูกไม่มีอะไรให้คุยอวดสักอย่าง ก็ไม่เสียหาย

หากว่าลูกกำลังเรียนร้องเพลง แต่ยังร้องได้ไม่ดีก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญอยู่ที่ “ความสุขและความสนุก” ในการร้องเพลงต่างหาก ถ้าลูกเข้าใจแนวคิดนี้ได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีสร้างอัตลักษณ์ด้วยการคุยข่ม มาเป็นความพยายามพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

5 เคล็ดลับสอนลูกพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน

มาฝึกลูกให้พร้อมรับสถานการณ์กันดีกว่า ไม่แน่ ถ้าเตรียมพร้อมดีๆ นอกจากจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้วลูกยังอาจเป็นผู้ช่วยในยามวิกฤติด้วยนะ!

1. ให้ข้อมูลที่จำเป็น

เช่น หากที่พักอาศัยอยู่ในอาคารสูง ลูกก็ควรรู้จักบันไดหนีไฟ หรือหากลิฟต์ค้าง ต้องกดปุ่มขอความช่วยเหลือตรงไหน (แต่ต้องย้ำว่า อุปกรณ์พวกนี้ไม่ใช่ของเล่น)

2. สอนด้วยตัวอย่าง

ลองนั่งคุยกับลูกในช่วงเวลาเหมาะๆ เช่น ตอนที่นั่งดูข่าวรอบค่ำด้วยกัน ถ้ามีภาพข่าวอุบัติเหตุหรือไฟไหม้ คุณพ่อคุณแม่ก็อาจหยิบมาพูดคุย การมีตัวอย่างจะทำให้เขาเห็นภาพและสนใจจำรายละเอียดเหล่านั้นมากขึ้น

3. จดข้อมูลสำคัญให้ลูกติดตัวเอาไว้

ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่ ที่อยู่ที่บ้าน รวมไปถึงโรคประจำตัวและยาที่แพ้ เก็บไว้ในที่ที่มิดชิด แต่เห็นง่าย เช่น ช่องใส่บัตรในกระเป๋าสตางค์ ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด ข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้เขาหรือบุคคลอื่นสามารถติดต่อกลับมาที่คุณ และให้ความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องทันท่วงที

4. ลูกควรรู้จักเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน

อย่างน้อยก็ 191 และต้องสามารถบอกรายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือมาเร็วขึ้น และอย่าลืมติดเบอร์โทรศัพท์สำคัญๆ ไว้ใกล้กับเครื่องโทรศัพท์ด้วยล่ะ เผื่อเวลาฉุกเฉินจริงๆ

5. สติสำคัญที่สุด

เพราะทุกข้อที่กล่าวมาจะไม่มีประโยชน์เลย หากเขาเอาแต่กลัวแล้วนั่งร้องไห้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

“ดราม่า” พี่น้อง ต้องระวัง

แค่เด็กรุ่นเดียวกันขี่จักรยานหรือจำโน้ตเปียโนได้ก่อน ลูกวัยเรียนของคุณก็รู้สึกแย่พอแล้ว ถ้าน้องท้องเดียวกันเกิดเก่งเกินหน้า?? เมื่อไหร่ที่น้องได้รับความรัก คำชม มากกว่า รับรองว่าได้มีรายการน้ำตานองแน่ๆ งานนี้คุณพ่อคุณแม่คงต้องเตรียมรับมือให้ดี

1. อย่าตอกย้ำ

คุณอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยสภาพอารมณ์ของลูกตอนนี้ พวกแกจะรู้สึกไวกว่าปกติ แค่แม่บอกว่า “ทำไมน้องเดาะลูกบาสได้ก่อนหนูอีกล่ะ” เท่านี้ก็ทำให้แกคิดมากได้แล้ว เด็กๆ จะยิ่งรู้สึกแย่และเป็นปมด้อยหนักขึ้นไปอีกหากคุณสั่งน้องเล็กช่วยสอนพี่ หรือให้บุคคลที่สามเช่นครูสอนว่ายน้ำช่วยติวให้แกเป็นพิเศษ

2. ชมน้องได้ แต่…

อย่าลืมเสริมว่า “พี่ต๊ะก็กำลังตั้งใจเรียนเปียโนเหมือนกัน แม่ภูมิใจในตัวหนูสองคนมากจ้ะ”

3. สนับสนุนให้ถูกวิธี

คุยกับลูกว่า คุณรู้ดีว่าแกตั้งใจคัดลายมือขนาดไหน เพียงแต่ว่าแกต้องพยายามต่อไปอีกหน่อย “แม่รู้ว่าหนูขยันมาก พยายามต่อไปนะ แม่เชื่อว่าหนูทำได้” คุณอาจแชร์ประสบการณ์ยากๆ สมัยเด็กของตัวเองกับพ่อหนูแม่หนู หรือเสริมความมั่นใจให้พวกแกว่าพวกแกก็มีข้อดีอื่นๆ อีกเยอะแยะ

4. มองหากิจกรรมที่พี่น้องสนุกได้ทั้งคู่

ถ้าสถานการณ์หน้าแป้นบาสชักไม่ค่อยดี ลองชวนลูกๆ เปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่สนุกและไม่ต้องงัดเอาทักษะมาแข่ง เช่น ช่วยกันขุดหาสมบัติในสนาม หรือเข้าครัวทำกับข้าวหรือขนมง่ายๆ ช่วยลดความขัดแย้งและบรรยากาศของการแข่งขันไปได้เยอะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แก้อาการลูกติดอินเตอร์เน็ต

นอกจากจะมีข้อเสียและความเสี่ยงต่างๆ แล้ว ยังอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพและการเข้าสังคมด้วย กุมารแพทย์จากประเทศอังกฤษให้ข้อเสนอแนะว่า เด็กที่ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากเกินไปจะขาดประสบการณ์การสื่อสารแบบมนุษย์ปกติ และอาจส่งผลให้พวกแกประสบปัญหาการเข้าสังคมในโลกจริง

 
ถ้าลูกเริ่มใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ลองใช้เทคนิคเหล่านี้  กำหนดขอบเขต สมาคมกุมารแพทย์อเมริกันแนะนำว่า เวลาที่เหมาะสมสำหรับที่เด็กทุกวัยจะใช้เวลาอยู่หน้าจอ (รวมจอคอมพิวเตอร์และจอโทรทัศน์) คือ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเวลานี้รวมการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูลทำการบ้านและเพื่อการพักผ่อน

 
สนับสนุนความสนใจอื่นๆ ถ้าลูกชอบดนตรี ลองถามแกว่าอยากลงเรียนคอร์สเสริมพิเศษหรือไม่ หรือเปิดโอกาสให้แกชวนเพื่อนๆ มานั่งเล่นที่บ้านแทนที่จะนั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่คนเดียว

 
ตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขก คุณจะได้เห็นและตรวจตราว่าลูกๆ อยู่หน้าจอนานเกินไปหรือเปล่า

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

4 สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ เพื่อลูกมุ่งสู่ความเป็นเลิศ (ในแบบของเขา)

ไม่ว่าใครก็อยากเป็นคนเก่งที่สุดทั้งนั้น คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ยิ่งกับเด็กๆ วัยทวีนที่กำลังแสวงหาเอกลักษณ์และต้องการแสดงความสามารถอยู่แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ที่จริงแล้วการมีข้อดีเป็นของตัวเองสักหนึ่งอย่างช่วยเรียกความเชื่อมั่นและเป็นกำลังใจให้เด็กก่อนวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี เรามีเทคนิคช่วยลูกมุ่งสู่ความเป็นเลิศแบบเพลิดเพลินมาฝากค่ะ

1. ตั้งเป้าหมาย

สังเกตดูว่าลูกทำอะไรเก่งเป็นพิเศษ อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น กระโดดเชือก ต่อจิ๊กซอว์ หรือวาดการ์ตูน ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างเล่นเปียโนและคิดเลขเร็ว แทนที่จะปล่อยให้เขาเล่นสนุกไปวันๆ ลองชวนลูกมาตั้งเป้าหมายให้ไกลขึ้นอีกนิด อาจเริ่มต้นจาก โอ้โห หนูกระโดดได้สูงขนาดนี้เลยหรือลูก งั้นเรามาฝึกกระโดดให้สูงขึ้นอีกกันไหมจ๊ะŽ การมีเป้าหมายจะทำให้เด็กๆ อยากพัฒนาทักษะของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

2. สนับสนุน

คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยเขาทำสมุดหรือตารางบันทึกสถิติรายวัน แล้วเอามานั่งคุยกันตอนสุดสัปดาห์ จะได้ช่วยกันหาทางพัฒนาทักษะเหล่านั้นให้ดีขึ้น

3. หาแรงบันดาลใจ

ถ้ายังนึกไม่ออกว่าควรเริ่มต้นตรงไหนดี ลองมองหาแรงบันดาลใจจากข่าว รายการโทรทัศน์ หนังสือ ตัวอย่างที่เห็นภาพรูปธรรมที่สุดอาจเป็นหนังสือ Guinness Book of Records (ลองเข้าชมก่อนที่เว็บไซต์ www.guinnessworldrecords.com) หรือเรื่องราวชีวประวัติบุคคลสำคัญต่างๆ ก็ได้

4. อย่ากดดัน

คุณพ่อคุณแม่ต้องระลึกไว้เสมอว่า ภารกิจทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้ลูกสนุกและภาคภูมิใจ อย่ากดดันหรือบีบบังคับ เพราะไม่เช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้มักกลายเป็นลบเสมอ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ปล่อยลูกอยู่บ้านคนเดียวได้หรือยัง

Q: ลูกชายอายุ 11 ขวบชอบอิดออดเวลาต้องออกไปธุระข้างนอกกับพ่อแม่ จะปล่อยให้เขาอยู่บ้านคนเดียวบ้างบางครั้งเวลาพ่อแม่ออกไปทำธุระได้หรือยังคะ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ควรปล่อยให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบอยู่บ้านเพียงลำพังโดยเด็ดขาด แต่ลูกของคุณอายุ 11 ขวบแล้ว มีข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมนอกจากเรื่องลักษณะนิสัยดังนี้

1. ลูกกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวหรือเปล่า

2. ถ้าหากไม่มีพ่อแม่คอยคุม ลูกต้องรักษากติกาที่ตกลงกันเอาไว้ (เช่น ห้ามเปิดเตาแก๊ส ห้ามเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเอง ฯลฯ )

3. ปกติถ้าทำผิดหรือมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นโดยที่พ่อแม่ไม่รู้เรื่อง ลูกพูดความจริงกับคุณหรือเปล่า

4. ลูกมีสติรับมือกับสถานการณ์หรือเคยได้รับการฝึกซ้อมเตรียมตัวหากมีเหตุฉุกเฉินหรือไม่

5. ลูกรู้วิธีขอความช่วยเหลือด้วยการโทรศัพท์แจ้ง 191 หรือโทรศัพท์หาคุณพ่อคุณแม่ได้ไหม

นอกจากนี้ต้องย้ำลูกด้วยว่า ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆ ห้ามออกไปข้างนอกคนเดียว ห้ามเปิดประตูให้ใครที่ไม่ใช่คนในบ้าน และไม่บอกใครทางโทรศัพท์ว่าตนเองอยู่บ้านคนเดียวเด็ดขาด ฯลฯ ต้องคุยให้เขาเข้าใจและปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ไม่แน่…ถ้าต้องเหนื่อยจำกฎขนาดนี้ พ่อหนูจอมยุ่งอาจยอมไปนั่งรอคุณแม่ทำธุระ หรือขอให้คุณยายมาอยู่เป็นเพื่อนโดยไม่บ่นอีกเลยก็ได้นะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูกทำการบ้านอย่างราบรื่น

จะช่วยคุณวางแผนให้ดีและสามารถใช้เวลานี้ร่วมกับลูกได้อย่างราบรื่น

1 จัดตาราง
แบ่งชั่วโมง “ทำการบ้าน” สำหรับทุกคนในครอบครัว ตอนที่ลูกนั่งคัดลายมือหรือคิดเลข พ่อแม่อาจจะจัดการงานที่หิ้วมาจากออฟฟิศ เคลียร์บิล หรือนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ตารางเวลาแบบนี้นอกจากจะเป็นการบอกลูกเป็นนัยๆ ว่า ทุกคนมีงานต้องทำเหมือนกันแล้ว ยังช่วยให้ลูกบังคับตัวเองได้ง่ายขึ้น (อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาทำเสียงเอะอะดึงดูดความสนใจ)

2 แบ่งเวลา
เวลาที่เหมาะสมสำหรับชั่วโมงทำการบ้าน คือ ระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกคนโตควรใช้ในการทำการบ้าน ถ้าปกติลูกคนโตวัยทวีนต้องใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง หากว่าน้องเล็กทำการบ้านเสร็จก่อน แกอาจจะเล่นของเล่นหรือทำงานประดิษฐ์ได้ แต่ต้องทำเงียบๆ จนกว่าทุกคนจะจัดการงานเสร็จ

3 เลือกสถานที่
เด็กๆ ไม่ควรทำการบ้านอยู่ในห้องส่วนตัวตามลำพัง ถ้าจะให้ดี ควรเลือกที่ที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น โต๊ะกินข้าว หรือห้องนั่งเล่น (ที่ไม่เปิดโทรทัศน์) และควรมีผู้ใหญ่อย่างน้อยหนึ่งคนคอยให้ความช่วยเหลือ แต่ต้องเตือนตัวเองว่า ทำได้เพียงชี้แนะ ไม่ใช่ทำการบ้านแทนลูก

4 ยืดหยุ่น
ถ้าหากหมดเวลาแล้วลูกยังทำการบ้านไม่เสร็จ แกสามารถนั่งทำต่อไปได้ ขณะที่สมาชิกคนอื่นพักผ่อนตามอัธยาศัย ลูกจะไม่รู้สึกว่าแกดึงทุกคนเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องรีบทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าอยากจะไปเล่นแบบคนอื่น

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock

ลูกคลั่งไคล้แบรนด์เนมตามเพื่อน

 

 
จอนนี่ คาสโตร ศาสตราจารย์ด้านพัฒนาการเด็กจากวิทยาลัยโบรคแฮมเวนในดัลลัส อธิบายว่า เด็กๆ สามารถจดจำยี่ห้อต่างๆ ได้ตั้งแต่ตอน 3 ขวบ แต่กว่าพวกเขาจะเริ่มมองเห็นความสำคัญหรือความหมายในเชิงคุณค่าของมันก็ในช่วงวัยเรียน บางครั้ง “แบรนด์” หรือเสื้อผ้าหรูๆ ก็ทำให้คนที่สวมใส่โดดเด่นออกมาจากกลุ่ม (ส่วนหนึ่งมาจากคำชมของผู้ใหญ่กับข้อมูลจากสื่อต่างๆ) ตอนนี้เด็กๆ แสวงหาความแตกต่าง จึงไม่แปลกที่ลูกจะมองเพื่อนสาวติดแบรนด์กับเสื้อผ้ามียี่ห้อด้วยดวงตาเป็นประกาย แต่เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องตามใจซื้อให้แกทุกครั้ง อย่างนี้คงต้องหา

 
วิธีคุยให้เหมาะ

 
อธิบายความแตกต่างของ “ความจำเป็น” กับ “ความต้องการ” เช่น รองเท้านักเรียน เป็น “ของจำเป็น” แต่รองเท้าแคชชูส์หนังแก้วปักเลื่อมไม่ใช่ ถ้าเมื่อก่อนคุณเคยต้องอธิบายกับลูกว่า ของเล่นเป็นของฟุ่มเฟือย ซื้อบ่อยๆ ไม่ได้เพราะอะไร ตอนนี้ก็คงต้องมานั่งคุยกันว่า ทำไมเสื้อผ้าแพงๆ ถึงไม่ใช่ “สิ่งจำเป็น” ด้วยเช่นกัน

 
เปิดอกเรื่องงบประมาณ อธิบายกับลูกว่า งบประมาณและรายรับของครอบครัวมีจำกัด ต้องเก็บไว้ใช้ในเรื่องอื่นที่จำเป็นมากกว่า เช่น ผ่อนบ้าน (จะได้มีที่ไว้ให้หนูนอน) ซื้อรถ (จะได้เอาไว้ส่งลูกไปโรงเรียน) หรือเก็บไว้สำหรับการท่องเที่ยวตอนปิดเทอม ฯลฯ สิ่งที่จำเป็นเหล่านั้นควรครอบคลุมถึงทุกคนในครอบครัวมากกว่าแค่ “พ่อแม่ยังต้องเอาเงินไปใช้อย่างอื่นอีกนะ!”

 
เปลี่ยนคำขอเป็นข้อตกลง กรณีที่คุณมีงบเหลือ แต่ไม่อยากให้ลูกฟุ่มเฟือย ลองเปลี่ยนคำขอให้เป็นข้อตกลง เช่น “เสื้อตัวนั้นแพงมาก หนูต้องช่วยทำงานเก็บเงินซื้อด้วย” เด็กๆ อาจทำงานพิเศษในบ้านแล้วเก็บเงินนั้นมาออกเป็นค่าเสื้อหนึ่งในสามส่วน นอกจากคุณจะเลื่อนระยะเวลาการจ่ายเงินออกไปได้แล้ว ยังสอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินมากขึ้นด้วย

 
มองกลับมาที่ตัวเอง ถ้าหากคุณแม่ยังเผลอทำน้ำลายหกใส่กระเป๋าแบรนด์เนมที่คนอื่นหิ้วเดินผ่านหน้า คราวหลังก็ต้องระวังเก็บอาการเอาไว้บ้างแล้วละ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกมีการบ้านมากเกินไปหรือเปล่านะ

Q: การบ้านที่มากเกินไปส่งผลกระทบต่อเด็กๆอย่างไรบ้าง
เด็กๆจะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เหมาะกับวัย และการบ้านส่วนใหญ่ก็มักเป็นประเภท “ใช้เวลา แต่ไม่ค่อยให้อะไรมาก” การเรียนรู้จึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อมากกว่าประสบการณ์ที่ดีและสร้างสรรค์ การบ้านที่มากเกินไปยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย เพราะเด็กๆมักไม่มีเวลากินข้าวเย็นแบบพร้อมหน้าพร้อมตากัน และปฏิสัมพันธ์เดียวที่มีกับพ่อแม่ก็หนีไม่พ้นการโต้เถียงเรื่องการบ้านอีกนั่นแหละ

 
Q: อะไรคือ “สัญญาณ” ที่บ่งบอกว่าลูกอาจมีการบ้านมากเกินไป
เริ่มไม่อยากไปโรงเรียนหรือสติแตกทุกค่ำคืนเพราะการบ้าน นักวิชาการแนะนำว่าเด็กชั้น ป.1 ควรใช้เวลาทำการบ้านคืนละไม่เกิน 10 นาที และเพิ่มขึ้นชั้นละอีกไม่เกิน 10 นาที เพราะเด็กจะเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนได้ดีกว่าถ้าใช้เวลาที่มีทำการบ้านแค่ 5 ข้อ ไม่ใช่เร่งทำให้ครบทั้ง 50 ข้อในคืนเดียว

 

 
Q: แล้วพ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร
อันดับแรกคือคุยกับคุณครู โดยตั้งสมมติฐานว่าครูย่อมอยากให้ลูกศิษย์ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด (เหมือนพ่อแม่) เพราะคุณครูมักไม่รู้ว่าการบ้านคือสาเหตุของปัญหา
หากไม่ได้ผล ก็ลองคุยกับคุณครูใหญ่ว่าคุณกังวลเรื่องอะไร คุณครูใหญ่อาจเห็นด้วย และยอมเปลี่ยนนโยบายในทันที หรืออาจจะต้องล่ารายชื่อผู้ปกครองที่เห็นด้วย แล้วทำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการโรงเรียนรับไว้พิจารณา ถึงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ก็ไม่เสียหายที่จะลองมิใช่หรือ…

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ควรให้ค่าขนมลูกเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ

ประมาณระดับชั้นประถม 3 เด็กส่วนใหญ่ได้เรียนเรื่องเงินแล้ว ทำให้เขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจัดการการเงินของตัวเอง การให้ค่าขนมเป็นก้อนใหญ่จะช่วยฝึกการออมและการจ่ายอย่างเหมาะสมได้ค่ะ

1. เมื่อใดควรจ่ายเป็นเงินก้อน

“สังเกตง่ายๆ ว่า เวลาให้เงินแล้วลูกเอาไปถือไว้เฉยๆ หรือไปซุกไว้ตามของเล่น วางทิ้งบนเคาน์เตอร์หรือเปล่า ถ้าเขายังไม่รู้จักเก็บถนอมมันไว้สมกับที่เป็นของมีค่า ก็แสดงว่าลูกยังไม่พร้อม” ซูซาน บีชแฮม คุณแม่ลูกสอง ผู้ก่อตั้งบริษัทให้การศึกษาด้านการเงินแนะนำ

2. ควรจ่ายเป็นรายอะไร

วัยประถมควรได้รับเป็นรายสัปดาห์ก่อน รอให้ลูกโตกว่านั้นจึงจ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งถือเป็นวิธีการฝึกฝนการบริหารเงินที่ดี ฉะนั้นเมื่อถึงวัย 11 – 12 ปี หากลูกมีเงินออมทุกๆ สัปดาห์ คุณจึงเริ่มจ่ายเป็นรายเดือนได้

3. ให้มากแค่ไหนดี

แต่ละครั้งครอบครัวจ่ายเงินให้ลูกในจำนวนแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หลายครอบครัวขึ้นค่าขนมทุกๆ ปีเกิดของลูกปีละราว 30 – 50 บาท

4. ควรพิจารณาจากความขยันด้วยหรือไม่

(ทั้งการช่วยงานบ้าน ผลการเรียน หรือการประพฤติตัว) ผู้เชี่ยวชาญตอบว่าไม่ควร เพราะเมื่อเด็กไม่ต้องการเงินเพิ่ม ก็เป็นข้ออ้างให้เขาเพิกเฉยงานบ้าน การใช้คะแนนสอบเป็นเงื่อนไขแลกเงินเป็นการเพาะบ่มความคาดหวังที่ไม่เหมาะสม การเอาธนบัตรมาล่อใจให้ทำตัวดี ส่งผลให้ “เงิน”Ž มีอิทธิพลต่อความรู้สึกมากจนเกินไป และอาจฝังลึกจนเป็นอุปนิสัยที่แก้ยากในอนาคต

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ลูกขอนอนด้วยอีกแล้ว

อย่างไรก็ดี มีวิธีง่ายๆ เพื่อช่วยสังเกตว่าลูกมีบางอย่างผิดปกติหรือไม่ เช่น เขาไม่เคยขอนอนด้วยมาก่อน จู่ๆ ก็ปีนขึ้นเตียงมากลางดึก หรือบ่นกระปอดกระแปดเรื่องอาการทางกาย เช่น ปวดท้องเมื่อเวลานอนมาถึง ถ้าเป็นเช่นนั้นคงต้องเริ่มพูดคุยหาต้นเหตุแห่งปัญหาและช่วยกันหาทางออก อย่างไรก็ดี เรามีวิธีปลอบประโลมวัยทวีนให้ไม่หวาดกลัวยามวิกาลมาฝากกัน

 
– อธิบายความจริงให้เขาเข้าใจ ว่าทุกๆ คนต้องการเวลา ส่วนตั๊วส่วนตัวŽ ในยามวิกาลเด็กในวัยเท่าเขาก็เช่นกัน

 
– อ่านเล่มโปรดด้วยกัน แต่เลือกที่ตื่นเต้นน้อยกว่าแฮรี่ พ็อตเตอร์ นอกเสียจากว่าเขายืนยันจะอ่านเล่มนี้ หรืออาจเลือกเปิดเพลง soothing music ให้ลูกฟังเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายก่อนนอน

 
– ช่วยลูกค่อยๆ ปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยบอกลูกว่าจะอยู่เป็นเพื่อน 15 นาทีที่เตียง (ของเขา) ในสัปดาห์แรก สัปดาห์ถัดมาจะยืนเฝ้าที่ประตู สัปดาห์ต่อไปจะป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอกใกล้ๆ ห้องเขา วิธีนี้ปกติมักใช้กับวัยเตาะแตะ แต่ดูเหมือนจะได้ผลกับวัยทวีนมากกว่าเสียอีก

 
– ตั้งธรรมเนียมปฏิบัติก่อนนอน สำหรับวัยเด็กเล็ก คุณให้ลูกอาบน้ำ อ่านนิทานก่อนนอนทุกๆ คืน วัยทวีนที่ฝึกนอนเดี่ยว ก็ควรคงธรรมเนียมเดิมเช่นกัน

 

 

 

น่าแปลกใจ…45 เปอร์เซ็นต์ ของคุณแม่ชาวอเมริกันให้ลูกวัย 8 – 12 ปีนอนด้วยเป็นครั้งคราว และ 13 เปอร์เซ็นต์ยอมให้ลูกนอนด้วยทุกๆ คืนŽ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ระหว่างออกกำลังกาย ลูกควรดื่มน้ำแค่ไหน

ความกังวลของคุณแม่ไม่ได้เกินกว่าเหตุ เด็กที่ออกกำลังกายควรได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อทดแทนของเหลวที่สูญเสียไปในรูปของเหงื่อ หนุ่มน้อยทั้งหลายควรได้พักดื่มน้ำ 240 มิลลิลิตร (ประมาณครึ่งแก้ว) ทุกๆ 15 นาที คุณแม่อาจลองปรึกษากับโค้ชว่า จะปรับเปลี่ยนด้วยการเพิ่มจำนวนครั้งที่พัก แต่ลดระยะเวลาในการพักแต่ละครั้งได้หรือไม่

 
ควรให้ลูกดื่มน้ำระหว่างวันให้เพียงพอ คือดื่มน้ำครึ่งลิตรหรือประมาณ 1 – 2 แก้ว ก่อนออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง หลังออกกำลังกายและหยุดพักให้เหงื่อแห้งแล้วก็ควรดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อเพิ่มของเหลวที่จะเอาไปใช้ลดความร้อนหลังการเผาผลาญพลังงาน

 
เด็กๆ ตรวจสอบได้ว่าตนเองขาดน้ำหรือไม่ด้วยการดูจากปัสสาวะหากใสและปราศจากกลิ่นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นสีเหลืองเข้มและมีกลิ่นฉุน แสดงว่าร่างกายมีน้ำน้อยเกินไป ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ชวนลูก (สาว) สำรวจโลกวิทยาศาสตร์

นอกจากการอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า เรื่องของวิทยาศาสตร์สำคัญอย่างไรแล้ว ก็ยังมีเทคนิคดีๆ ที่จะทำให้เขายอมรับเรื่องนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยความเต็มใจ ได้แก่
– ชวนลูกสำรวจโลกนอกบ้าน ให้เขาเฝ้าสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสนามหญ้าหน้าบ้านบ้าง ให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น อุณหภูมิ หรือเวลาที่พระอาทิตย์ตก แล้วนำค่ามาพล็อตกราฟ เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นบนโลก
– ชวนกันดูรายการทีวีหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ อย่าง Mega Clever, Think Tank และอัจฉริยะข้ามคืน หรือยูบีซีช่อง Discovery Kidsและ Animal Planet ซึ่งมีสารคดีที่เหมาะสำหรับเด็กวัยพรีทีนอยู่หลายตอน
– แนะวิธีหาข้อมูล ถ้าลูกสงสัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก คุณควรแนะวิธีหาคำตอบ เช่น ชวนท่องเว็บ หรือทำการทดลองแบบง่ายๆ ที่อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างได้

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แนะนำลูกเรื่องกีฬา

คุณควรจะ

 
– เลือกให้เหมาะ สำหรับเด็กที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านกีฬาอย่างเห็นได้ชัด ควรเลือกกีฬาชนิดที่เขาจะไม่เด่นจนเกินไป เช่น ฟุตบอลน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าแบดมินตัน เป็นต้น

 
– หาครูฝึกที่เข้าใจเด็ก การฝึกซ้อมแต่ละครั้งไม่ควรใช้เวลานานกว่า 45 นาที – 1 ชั่วโมงและไม่ควรฝึกเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ไม่รวมการฝึกในวันเสาร์-อาทิตย์) ครูฝึกควรอดทน ให้กำลังใจ และให้โอกาสเด็กทุกคนได้ฝึกซ้อมพอๆกัน

 
– ห้าม “ล้ม” เกม หากคุณเล่นกีฬากับลูกเอง ก็ไม่จำเป็นต้องยอมหรือจงใจให้ลูกเป็นฝ่ายชนะ เพราะลูกรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเอาชนะผู้ใหญ่ได้แน่ๆแม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์สักแค่ไหน การฝึกซ้อมควรเน้นที่การเสริมทักษะทางกีฬาและการได้เล่นสนุกกับพ่อหรือแม่มากกว่าการเอาชนะคะคานกันจริงๆ

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

หนูช่วยทำกับข้าวนะคะแม่

ก็การทำอาหารน่ะ มีทั้งน่าเรื่องสนุก แล้วก็ผลลัพธ์น่าลุ้นชวนให้สนใจได้ยิ่งกว่าการเล่นขายของเสียอีก แถมเด็กก่อนวัยรุ่นก็เริ่มพัฒนาทักษะของการแยกแยะ ผสมผสาน และการอดทนรอคอยแล้ว หากคุณแม่รู้เทคนิคอาจปรับเปลี่ยนเวลาว่างของหนูๆ ให้กลายเป็นชั่วโมงเรียนก่อนอาหารเย็นที่มีประโยชน์ได้

 
1 ลูกมือเตรียมวัตถุดิบ เพิ่มความอยากอาหาร ให้เด็กๆ รับผิดชอบงานที่ไม่อันตราย ไม่ต้องใช้ของมีคมหรือไฟ เช่น ตอกไข่ ล้างผัก เด็ดผัก หรืองานออกแรงอย่างตำๆ โขลกๆ ของชอบของเขาเลย

 
2 เริ่มจากขนม เมนูขนมดึงดูดใจเด็กๆ ได้เสมอ แถมยังมีขั้นตอนให้เด็กๆ ลงมือทำได้ตั้งเยอะ ไม่ว่าจะเป็นผสมแป้ง นวดแป้ง หรือกดพิมพ์คุกกี้ คุณแม่อาจวางมือให้ผู้ช่วยรับผิดชอบหน้าที่หลักๆ แล้วคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ในขั้นตอนที่เขาทำไม่ได้ เช่น หั่น ขูด หรือติดเตา

 
3 เมนูนี้ไม่ต้องใช้ไฟ เช่น สลัดผักหรือยำแบบต่างๆ (แม่อาจช่วยเตรียมส่วนผสมและน้ำสลัด) แซนด์วิชและคานาเป้สำหรับอาหารว่างวันหยุดที่ลูกๆ มีเวลาเข้าครัวช่วงบ่าย หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศเพิ่มความสนุกมาเล่นเป็นแม่ค้าส้มตำ (โดยให้คุณพ่อช่วยสอยมะละกอให้) ก็ยังไหว

 
4 ชิมแล้วอย่าลืมชมด้วยนะ เท่านี้แม่ครัวมือใหม่ก็ยิ้มแก้มปริแล้ว

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เสริมทักษะและสติปัญญาเด็กประถมวัย

มาพัฒนาทักษะการเขียนให้ลูกกันดีกว่า


แล้วเจ้าตัวโตบ้านนี้ก็เขียนหนังสือเก่งเสียที่ไหน เขียนอะไรยาวๆ หน่อย พานขี้เกียจ ใครเจอปัญหาแบบนี้ รีบหาเทคนิคพัฒนาทักษะการเขียนของลูกโดยด่วน


1. เริ่มจากการ อ่านŽ คนอ่านหนังสือมากมักมีทักษะด้านไวยากรณ์และคลังคำในสมองมากกว่าคนขี้เกียจอ่านหนังสือหลายเท่าตัว หนังสือในที่นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะตำราเท่านั้น ลองหยิบนิตยสารหรือหนังสือนิทานเล่มบางๆ ซึ่งมีเนื้อหาไม่ยาวมากมาแก้เบื่อให้ลูก ถ้าเลือกหัวข้อที่เขาชอบ เช่น ท่องโลกแมลง เรื่องลึกลับ หรือตำนานหุ่นยนต์ ฯลฯ เขาก็จะยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น


2. จดบันทึก บันทึกประจำวันหรือไดอะรี่ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซื้อสมุดเล่มบางๆ ลายน่ารักๆ เป็นของขวัญวันเกิด แล้วสนับสนุนให้ลูกเขียนบันทึกส่วนตัว หรือจดเรื่องน่ารู้ในหัวข้อที่เขาสนใจเอาไว้ (จะสรุปเนื้อหาจากหนังสือที่ชอบในข้อ 1 ก็ได้) ข้อควรระวังก็คือ ต้องใช้วิธีจูงใจ อย่าบังคับหรือจ้ำจี้จ้ำไชให้เขาเขียน เพราะลูกจะรู้สึกว่าเป็นภาระและเบื่อการเขียนขึ้นมาทันที


3. สร้างโอกาสในการเขียน ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเขียนการ์ดปีใหม่ การ์ดอวยพรวันเกิด จดหมายหรืออีเมลถึงญาติๆ ที่อยู่ห่างไกล อย่างน้อยหน้าที่เล็กๆ นี้ก็ทำให้เขามีแรงจูงใจในการหยิบปากกาขึ้นเขียนอะไรบ้างละ 


ภาพ : www.manager.co.th

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ภาพโดย: www.manager.co.th