ชวนลูกเป็นผู้ช่วยแม่ครัว

            นอกจากนี้ การต้องถือภาชนะร้อนๆ หรือของมีคมก็ควรมีคนดูแล บางทีอะไรๆ อาจจะเข้าที่เข้าทางเมื่อลูกอายุได้ 13 ปี แต่ระหว่างนี้ คุณแม่สามารถช่วยฝึกฝนทักษะการทำอาหารให้กับสาวน้อยได้ค่ะ

 
สร้างแรงบันดาลใจ คุณแม่อาจจะให้หนังสือหรือนิตยสารอาหารแก่ลูก เพื่อค้นหาเมนูที่อยากทำ หรือจะให้ลูกอ่านคอลัมน์ What’s Cooking จากนิตยสารของเราก็ได้ เป็นการเริ่มต้นค้นหาทักษะด้านนี้อย่างง่ายๆ กันก่อน

 
เริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ช็อกโกแลตซูเฟล่คงไม่ใช่เมนูที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้น อาจเป็นซอสสปาเกตตีง่ายๆ แต่อย่าลืมให้ลอง

 
วิธีสำคัญๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการตวง การผสม หรือการหั่น

 
จัดการเรื่องอุปกรณ์และส่วนผสมให้เรียบร้อย การตระเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้พร้อมจะช่วยให้ลูกไม่เสียจังหวะมาง่วนหาซึ่งอาจจะทำให้สับสนหรือเสียสมาธิ และผลสุดท้าย คุณก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย

 
ชื่นชม แม้ว่าเค้กนั้นอาจจะแข็งไปบ้าง หรือคุกกี้หน้าตาบูดๆ เบี้ยวๆ แต่คำชมของคุณจะเป็นแรงใจที่ดีที่สุดและช่วยสร้างความมั่นใจ (ที่ถึงจะมีน้อยไปบ้าง) ในการทำอาหารของลูกได้

 

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

“เกม” ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ

แต่อย่าเพิ่งฟันธงว่าเกมเป็นของต้องห้าม เพราะผลการศึกษาล่าสุดพบว่า การเล่นเกมไม่ได้มีแต่โทษ แต่ยังมีประโยชน์ซ่อนอยู่

 
• ฝึกเข้าสังคม

 
เกมที่มีเนื้อหา เช่น ออดิชั่น ไฟนอลแฟนตาซี หรือแม้แต่ซิมซิตี้ เป็นเกมที่ผู้เล่นจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากว่าพ่อแม่เล่นเกมประเภทนี้กับลูก หรือให้คำแนะนำลูกไปด้วย ก็เป็นแบบฝึกหัดการเข้าสังคมได้

 
• ออกกำลัง

 
เกมที่เล่นกับเครื่อง Wii Sport หรือ Wii Fit ทำให้เด็กๆ ต้องย้ายก้นจากเก้าอี้มาขยับแข้งขยับขา ถ้าราคาสูงเกินงบ ก็ไปขุดแผ่นเกมเต้นที่ฮิตกันเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วมาแก้ขัดก่อน ไม่แน่ คุณพ่อคุณแม่อาจทนไม่ไหว ต้องลุกมาโชว์สเต็ปจนเจ้าตัวเล็กตะลึงไปเลย

 
• ประสาทตาและสมอง

 
เกมแอ๊คชั่นหรือเกมต่อสู้อาจจะดูรุนแรงเกินไป แต่ถ้าเลือกเกมให้เหมาะกับวัยของเด็ก และเล่นอย่างพอประมาณ เกมพวกนี้ก็ช่วยฝึกประสาทการมองเห็น เพิ่มทักษะเรื่องพื้นที่ และการทำงานของมือกับสายตา แถมบางเกมยังมีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ประวัติศาตร์หรือความรู้รอบตัวแฝงอีกต่างหาก

 
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากว่าลูกของคุณเล่นเกมโดยไม่ได้จำกัดเวลา หรือไม่มีผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำ ทางที่ดีที่สุดคือ ตั้งกติกาการเล่นเกมให้ชัดเจน เด็กควรอยู่หน้าจอ (รวมตั้งแต่การดูโทรทัศน์ไปจนถึงการเล่นเกมคอมพิวเตอร์) ไม่เกินวันละ 1 – 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นๆ รวมถึงพ่อแม่ควรให้เวลาและอยู่ใกล้ๆ ตอนที่หนูๆ เล่นเกมด้วย คุณพ่อมณฑลและ ด.ช.ภัคพัฒน์    สถาพรพิบูลย์

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

คอนแท็กเลนส์สำหรับเด็ก

คอนแท็กเลนส์สำหรับเด็ก เหมาะสำหรับลูกวัยประถมแล้วหรือยัง?

คอนแท็กเลนส์สำหรับเด็ก นั้น เจฟฟรีย์ เจ แวลีน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจักษุมาตร จากมหาวิทยาลัยประจำรัฐโอไฮโอ ให้ความเห็นว่า การใส่คอนแท็กเลนส์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องภาพลักษณ์และการเข้าสังคม ให้เด็กก่อนวัยรุ่น (โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง) และเพิ่มความคล่องตัวในการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวด้วย  หากจะตัดสินว่าลูกควรใส่แว่นต่อไป หรือเปลี่ยนมาใส่คอนแท็กเลนส์ ควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้

คอนแท็กเลนส์สำหรับเด็ก วัยประถม

  • ความเห็นของจักษุแพทย์

    ใส่คอนแทคเลนส์ได้ตอนอายุเท่าไร
    ลูกสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ตอนอายุเท่าไร

    เด็กที่สายตาสั้นมากๆ จักษุแพทย์อาจแนะนำให้ใส่คอนแท็กเลนส์แทนการใส่แว่นเพื่อไม่ให้สายตาสั้นลงอีก แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่ง การใส่คอนแท็กเลนส์อาจทำให้สายตาสั้นขึ้นได้ด้วย ดังนั้นจึงควรปรึกษาจักษุแพทย์และวัดสายตาใหม่ก่อน

  • ลูกดูแลเรื่องความสะอาดได้หรือไม่

    ใส่คอนแทคเลนส์
    ลูกสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ตอนอายุเท่าไร

    คอนแท็กเลนส์เพิ่มความสะดวกให้แก่ชีวิตประจำวัน แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากจะใส่คอนแท็กเลนส์ ลูกต้องรู้จักรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ ระวังไม่ให้ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกเข้าตา รวมทั้งถอดคอนแท็กเลนส์ออกล้าง เก็บใส่ตลับ และไม่ใส่คอนแท็กเลนส์ขณะนอนหลับ

  • ลูกมีปัญหาด้านสายตามากกว่า 1 ข้อหรือเปล่า

    ปัญหาด้านสายตา
    ลูกสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ตอนอายุเท่าไร

    หากลูกของคุณสายตาสั้นและสายตาเอียงรวมกัน เขาจะต้องใส่คอนแท็กเลนส์ที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งราคาสูงกว่าปกติ

มาชมคลิปวิธีการใส่คอนแท็กเลนส์สำหรับเด็ก

 

โรคตาในเด็กเล็ก (ข้อมูลจาก รพ. กรุงเทพ)

เด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่มักเป็นโรคทางกล้ามเนื้อตา เช่น ตาเขเข้า โรคตาขี้เกียจ โดยพบในวัยก่อนวัยเรียน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรใส่ใจ โดยก่อนอายุ 5 ปี ควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์ พ่อแม่ควรมีแนวทางการดูแลสุขภาพตาของลูกด้วยตนเองไว้บ้าง ช่วงอายุที่ควรจะพาลูกไปพบจักษุแพทย์อาจแบ่งได้เป็น 3 ระยะ โดยทั่วไปโอกาสที่จะเกิดโรคตาในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนมี 3 ช่วงเวลา ได้แก่ อายุแรกเกิด-6 เดือน อายุ 1-3 ปี และอายุ 3-5 ปี

 

อายุแรกเกิด- 6 เดือน

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นลูกมีตาเขเข้าในหัวตา อย่างชัดเจน หรือคิดว่าตาดำมีลักษณะผิดสังเกต เช่น ตาดำสองข้างไม่เท่ากัน ควรพาลูกไปตรวจ เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องว่า ตาเขที่สังเกตเห็นเป็นตาเขปลอม หรือตาเขจริงที่ต้องแก้ไข ที่สำคัญคือไม่ควรปล่อยไว้จนลูกโตเกินไป การ สื่อสารกับเด็กวัยทารกไม่มีผลต่อผลการตรวจของจักษุแพทย์ เนื่องจากปัจจุบันสามารถใช้เทคนิคต่างๆ ในการตรวจประสาทตา และการตรวจสายตาอื่นๆ มาประกอบกัน ซึ่งจะทำให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง

อายุ 1-3 ปี

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นลูกมีตาดำเขเข้าในหัวตาเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะเวลาดูอะไรใกล้ ๆ ในช่วงอายุ 2-3 ปี ควรรีบพาลูกมาพบจักษุแพทย์ทันที ไม่ ควรปล่อยไว้ พ่อแม่บางคน เมื่อลูกไม่บ่นว่าเจ็บปวด ก็ละเลย ไม่รีบพาไปหาหมอ เพราะรู้สึกว่าแค่ดูไม่สวยงามเท่านั้น คงไม่มีอันตรายอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ถูกต้อง

ในบางรายถ้าพาลูกมาตรวจช้าเกินไป ก็อาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็นและกลายเป็นโรคตาขี้เกียจได้ คือมีสายตามัวไปข้างเดียว โดยตรวจไม่พบโรคตาอื่น ๆ ใส่แว่นแก้ ก็ไม่ทำให้ระดับสายตาดีขึ้น นอกจากต้องกระตุ้นสายตาด้วยการปิดตาข้างดีเพียงอย่างเดียว การรักษาต้องใช้เวลานานขึ้น อาจจะเป็นปี สาเหตุก็เนื่องมาจากการปล่อยให้ตาเขเข้าในตาข้างใดข้างหนึ่งนาน ๆ จนเด็กไม่มีพัฒนาการด้านการใช้สายตาสองข้างทำงานร่วมกัน เด็กจะมีปัญหาในการดูภาพแบบคนปกติ ไม่สามารถดูภาพสามมิติได้ ทำให้การรักษาต้องใช้เวลาเนิ่นนานต่อไปอีก

อายุ 3-5 ปี

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นเด็กตาดำเขเข้าหรือเข ออกเป็นครั้งคราวเวลาเด็กเผลอตัว เวลาดูทีวี หรือเข้าไปดูทีวีในระยะใกล้เกินไป พ่อแม่ควรจะพาลูกไปตรวจตา เพราะอาจมีความผิดปกติของสายตาเกิดขึ้นได้ จึงต้องหาสาเหตุกันต่อไป

วิธีสังเกตความผิดปกติของตาลูก

  • สังเกตดูรูปหน้าเปรียบเทียบกันว่าสมดุลกันดีหรือไม่ ด้านซ้ายด้านขวาแตกต่างกันหรือไม่
  • ตาดำสองข้าง มีขนาดเท่ากันหรือไม่รูปตาข้างใดโตกว่าหรือเล็กกว่ากัน
  • เมื่อลืมตาเต็มที่ หนังตาเปิดกว้างเท่ากันหรือไม่ บางคนหนังตาตกข้างเดียว ทำให้มีอุปสรรคต่อการมองเห็น
  • มีสีขาวขุ่นอยู่ตรงกลางโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • น้ำตาไหลเอ่อตาอยู่เสมอ
  • ขยี้ตาอยู่บ่อย ๆ ตาขาวไม่ขาว มีสีแดงเรื่อ ๆ
  • เวลามองแสงจ้าจะหรี่ตาข้างใดข้างหนึ่งเป็นประจำ หรือเงยหน้าดูจึงจะเห็นชัด
  • ลูกตาควรใสสะอาด ไม่ควรมีขี้ตา ลูกตาดำทั้งสองข้างไม่ควรมีสีขุ่นขาว ต้องดูใส
  • ลูกตาดำมีลักษณะเขเข้าและดูแวววาว คล้ายตาแมวในเวลากลางคืน
  • ลูกตาดำเขเข้าหรือเขออก เป็นบางครั้ง หรือเห็นว่าเขตลอดเวลา
  • เห็นภาพสองภาพ ปวดศีรษะ ตามัว
  • ตาดำสั่นอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถควบคุมการสั่นของลูกตาดำได้
  • มีพัฒนาการทางร่างกายช้า ไม่สัมพันธ์กับการมองเห็น เช่น เด็กอายุ 3-4 เดือน ควรจะมองหน้าและประสานสายตากับแม่ได้ สามารถแสดงกิริยายิ้ม โต้ตอบเมื่อมีอารมณ์พอใจ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & Kids
ข้อมูลโรคในตาเด็ก www.bangkokhealth.com

เด็กสายตาสั้น ป้องกันได้ตั้งแต่ยังเล็ก มาดูกันว่าทำอย่างไร?

น้ำอัดลม

4 ข้อ พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับ น้ำอัดลม

ถึง น้ำอัดลม จะอร่อย ดื่มเพลิน… แต่ก็มีข้อเสียมากมาย ไม่รอช้า มาดูกันเลยค่ะ!

1. น้ำตาลสูงปรี๊ด

ใน น้ำอัดลม มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก หากดื่มเป็นประจำจะทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก จนเป็นโรคอ้วนรวมไปถึงทำให้ระบบการผลิตอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ และเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

2. เป็นแหล่งพลังงานไร้ประโยชน์

พลังงานที่ได้จากน้ำอัดลมเป็น “พลังงานสูญเปล่าŽ” เพราะถึงจะได้รับพลังงานจากน้ำตาลอย่างเหลือเฟือ แต่กลับไม่มีคุณค่าทางโภชนาการใดๆ นอกจากนี้ผลการศึกษายังชี้ว่า เด็กที่ดื่ม น้ำอัดลม เป็นประจำอาจมีอาการเสพติดน้ำตาล ทำให้หงุดหงิด ไม่เจริญอาหาร ท้องอืดและท้องเสียด้วย

3. ผลกระทบของสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ยังไม่ชัดเจน

ขณะนี้ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่า สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลมีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้น น้ำอัดลมประเภทไดเอ็ต หรือปราศจากน้ำตาล (sugar free) ก็ไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่ดีนั่นแหละ

4. มีคาเฟอีน

น้ำอัดลมประเภทน้ำดำมีส่วนผสมของคาเฟอีนเหมือนกับที่ผสมอยู่ในกาแฟ และแน่นอนว่ามันให้ผลเสียไม่ต่างกันเลยละ

 

น้ำอัดลม แม้ว่าจะอร่อย

อย่าลืมกำชับลูกว่า ถ้าอยากสดชื่นก็ดื่มได้ แต่เลือกดื่มเท่าที่พอเหมาะนะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ผัก ผลไม้

สารพัดวิธีแต่งเติม “ผัก ผลไม้” ให้น่ากิน

เด็กๆก็มักเป็นแบบนี้ละ แต่ละช่วงวัยก็จะเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ จากที่เคยรับประทานแทบทุกอย่าง กลายเป็นเด็กช่างเลือกและมักเลือกแต่ขนมหวาน ปฏิเสธสิ่งที่เราอยากให้รับประทาน จนทำให้แม่ๆอย่างเราปวดศีรษะไปตามๆกัน
ช่วงนี้ถ้าลูกต่อต้านมากๆ ไม่ยอมรับประทานผักในรูปแบบเดิมที่เคยชอบ คุณแม่ก็ปล่อยๆไปก่อน แต่เวลาทำอาหาร ลองหั่นผักเป็นชิ้นเล็กๆ หรือปั่นให้ละเอียดยิบจนมองไม่ออก หรือชุบแป้งทอด ลองใช้ที่ขูดผักทำให้เป็นเส้นฝอยๆ หรือทำเป็นรูปทรงแปลกๆ รูปร่างน่ารักๆโดยใช้พิมพ์กด แล้วเอาไปทำเป็นอาหารหรือขนมที่เด็กๆชอบ เช่น เค้ก ขนมไข่แครอทและพายผักโขม (หรือเลือกซื้อจากเบเกอรี่ที่เน้นทำเพื่อสุขภาพก็ดี เพราะไม่ใส่น้ำตาลมากเกินไป)

kid menu 3

อาจให้ลูกมีส่วนร่วมในการเตรียมอาหาร ตั้งชื่อผักเป็นตัวการ์ตูนที่ลูกชื่นชอบ เล่านิทานเกี่ยวกับประโยชน์ของผักให้ลูกฟัง ฝากคุณครูหรือคุณหมอช่วยบอกให้ลูกรับประทานผัก หรือลองทำเป็นอาหารขนาดจิ๋ว ก็อาจจูงใจให้ลูกรับประทานได้

sushi11 sushi1
เด็กบางคนชอบรับประทานผักจิ้มซอสมะเขือเทศ ครีมซอส หรือโยเกิร์ต (เลือกชนิดที่ไม่มีเกลือหรือน้ำตาลมากเกินไป) ลองให้ลูกเลือกเองว่าจะรับประทานผักอะไร เพราะลูกอาจไม่ชอบการบังคับ เมื่อหมั่นถามทุกวันก็อาจมีเซอร์ไพรส์ให้คุณแม่ดีใจได้ ลองเสนอผักหลายๆชนิด เพราะแม้เป็นผักที่แม่ไม่ชอบแต่ลูกอาจจะชอบ ในกรณีที่ลูกยังไม่ยอมรับประทานอยู่ดี ให้ลองทำหรือซื้อน้ำผักที่มีขายทั่วไปให้ลูกดื่ม อย่างน้อยก็ได้วิตามินบ้างค่ะ

เมนูผัก

  • ซูชิ + เปาะเปี๊ยะผัก หยิบผักที่เคยกินจนเบื่อ เช่น แครอท แตงกวามาแปลงโฉมเป็นไส้เมนูม้วนๆ แสนอร่อย

sushii

  • ไข่เจียวตามใจ วันหยุดนี้ ลองเตรียมเครื่องไข่เจียวใส่ถ้วยไว้หลายๆ อย่างเนื้อ หมู ไก่ กุ้ง กุนเชียง หมูหยอง หรือปูอัด  ผักต่างๆ หัวหอม มะเขือเทศ ต้นหอม แครอท หรือผักที่มีอยู่ในตู้เย็นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ อย่าง วุ้นเส้น (ให้ลูกๆ เลือกชนิดเครื่องปรุงของแกเอง (แต่ต้องมีเครื่องปรุงทั้งสามกลุ่มเท่าๆ กัน)

ผัก ผลไม้

  • ดิปจิ้มจุ่ม เปลี่ยนของว่างเป็นชุดผักจิ้มดิป ทานเพลินได้สุขภาพดี

ผัก ผลไม้

  • เติมผลไม้สด เวลาที่ทานโยเกิร์ต ไอศกรีม หรือน้ำผลไม้

ผัก ผลไม้
บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสาร AMARIN Baby & kids

 

ตั้งกฎเหล็ก ป้องภัยลูกจากโลกไซเบอร์

            จะห้ามลูกออนไลน์เลยคงเป็นไปไม่ได้ ทางที่ดี มาจับเข่าคุยหาข้อตกลงในการใช้อินเทอร์เน็ตกันดีกว่า

 
5 ข้อห้าม พึงจำใส่ใจ

 
1.อย่าŽ ใส่ข้อมูลส่วนตัวลงในหน้าเว็บไซต์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อ – นามสกุลของตัวเองหรือของผู้ปกครอง ที่อยู่ โรงเรียน เบอร์โทรศัพท์ หรือเลขบัญชีธนาคาร เพราะข้อมูลเหล่านั้นอาจไปตกอยู่ในมือของพวกมิจฉาชีพ ถ้าหากบางเว็บไซต์ที่เปิดรับสมัครสมาชิกมีการขอให้ใส่ชื่อและที่อยู่ บอกลูกว่าให้ใส่เพียงคร่าวๆ (เช่น ชื่อเล่นและจังหวัด) แต่ต้องไม่ใส่บ้านเลขที่หรือเบอร์โทรศัพท์อย่างเด็ดขาด

 
2.อย่าŽ ให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ใครที่ไม่รู้จัก เราไม่มีทางรู้หรอกว่า คนที่นั่งอยู่หน้าจออีกฝั่งหนึ่งเป็นคนดีหรือคนร้าย

 
3.อย่าŽ ตอบตกลงพบเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตแบบสองต่อสอง ถ้าอยากพบเพื่อนจริงๆ ให้ปรึกษาพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้เพื่อให้ผู้ใหญ่เป็นคนพาไป (การพาเพื่อนวัยเดียวกันไปเป็นเพื่อนให้ผลเท่ากับการเพิ่มเหยื่อเป็น 2 ราย) และควรพบกันในสถานที่สาธารณะซึ่งปลอดภัย ในเวลาอันเหมาะสม

 
4.อย่าŽ ปิดบังพ่อแม่หากเกิดปัญหาใดๆ จากการเล่นอินเทอร์เน็ต และคุณพ่อคุณแม่ก็ควรทำให้ลูกมั่นใจว่า คุณจะเป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุด ไม่ใช่เป็นตำรวจซึ่งจะคอยจับผิดหรือซ้ำเติมยามเขาทำผิดพลาด

 
5.อย่าŽ ลืมว่า ตัวจริงของคนที่พูดคุยในอินเทอร์เน็ตอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวอ้าง

 

 

 
3 ข้อควรปฏิบัติ

 
1.หลีกเลี่ยงเว็บไซต์รวมไปถึงเว็บบอร์ด และแชตรูมที่ไม่เหมาะสม เว็บไซต์เหล่านั้นนอกจากจะมีข้อมูลที่ไม่ดีและทำให้ลูกเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงแล้ว ยังมักมีไวรัสคอมพิวเตอร์หรือสปายแวร์ แอบแฝงอยู่มากมาย เพียงแค่คลิก เครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกก็ติดไวรัสไปเรียบร้อย

 
2.ไม่ตอบหรือติดต่อฝ่ายตรงข้ามเมื่อได้รับข้อความที่อันตราย เช่น หากลูกถูกคนไม่รู้จักเข้ามาทักตอนล็อกอินเข้าไปในโปรแกรมสนทนาออนไลน์ ให้ตัดบทสนทนาทันที หรือถ้ามีฟอร์เวิร์ดเมล์ภาพลามกหรือภาพน่ากลัวต่างๆ รวมไปถึงอีเมลลูกโซ่ ก็ควรลบเมลนั้นทิ้งโดยไม่ต้องเสียเวลาอ่าน และไม่จำเป็นต้องส่งต่อ

 
3.พูดคุยกับพ่อแม่เกี่ยวกับสังคมไซเบอร์ที่เข้าไปมีส่วนร่วม ข้อนี้คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องเอาใจใส่ไต่ถาม (แต่ไม่ใช่การสอบสวน) สร้างบรรยากาศของการพูดคุยภายในบ้าน เพื่อให้ลูกกล้าที่จะพูดถึงสิ่งที่พบเจอในอินเทอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นต้องปิดบัง เพื่อให้พ่อแม่สามารถคัดกรองและให้คำแนะนำที่เหมาะสมได้

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ทำอย่างไรถ้าลูกเป็นฝ่าย ” ทิ้งเพื่อน “

– บอกให้รู้ว่า คุณไม่ชอบเลยที่ลูกทิ้งเพื่อนโดยไม่มีเหตุผล

 
– ถามความรู้สึกว่า เขาคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น อย่าปล่อยผ่านเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา และชี้ให้เห็นว่า ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับคนโลเลหรอกนะ

 
– บอกให้ลูกลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยคิดกลับกันว่า ถ้าเราเป็นฝ่ายถูกเพื่อนทิ้งบ้างจะเป็นอย่างไร

 

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ใส่ใจลูกทุกครั้ง เมื่อลูกเล่น “เกม”

คุณอาจไม่แปลกใจเมื่อได้รับรู้ว่า การเปิดรับสื่อที่มีความรุนแรงมีความเกี่ยวโยงกับการใช้ความรุนแรงในเด็กและเยาวชน แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรทำไม่ใช่การห้ามลูกเล่นเกม แต่เป็นการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเกมที่ลูกเล่นอยู่ในเรตที่เหมาะกับวัยเขาหรือเปล่า

หากเป็นเกมจากต่างประเทศ ก็จะตรวจสอบได้โดยดูจากเรตที่ติดไว้ข้างกล่องเกม แต่สำหรับบ้านเราซึ่งยังไม่มีการจัดเรตเกมอย่างชัดเจน สิ่งที่ทำได้คงเป็นการให้ความใส่ใจและให้เวลาทำกิจกรรมกับลูกบ้าง (หากเล่นเกมกับลูกได้ก็จะยิ่งเข้าใจมากขึ้น) รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กๆ เล่าหรือพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาในเกมที่เขาเล่น ซึ่งจะช่วยระวังภัยจากเกมได้ดีที่สุด

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

7 เทคนิคพาลูกโต “ไดเอ็ต” อย่างถูกต้อง

ภาวะเด็กอ้วนกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติไปเสียแล้ว ผลการศึกษาจากหลายๆ สถาบันพบว่า จำนวนเด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานกำลังเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน และมีแนวโน้มว่ากำลังประสบกับผลจากความอ้วนซึ่งก่อนหน้านี้เคยเกิดขึ้นเฉพาะในผู้ใหญ่ เช่น คอเลสเตอรอลสูงและเบาหวานประเภทที่สอง

ไม่มีวิธีช่วยลูกลดน้ำหนักที่ทำได้ง่ายๆ และเห็นผลเร็ว ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และนิสัยการกินในระยะยาวซึ่งสมาชิกทุกคนในบ้านต้องร่วมมือกัน

1. ตั้งเป้าหมายที่ “เป็นไปได้”

เด็กๆ กำลังโต การรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่จึงเหมาะกว่าการลดน้ำหนัก เมื่อลูกสูงขึ้น เขาจะผอมลงเอง สำหรับเด็กที่อ้วนมากๆ อาจตั้งเป้าหมายให้เขาลดน้ำหนักสักสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม ยิ่งเป้าหมายนั้นมีความเป็นไปได้มากเท่าไร ลูกก็จะมีกำลังใจพยายามต่อไปเรื่อยๆ มากเท่านั้น

2. ชวนลูกออกกำลังกาย

การออกกำลังกายประเภทแอโรบิก (การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและเลือดสูบฉีดมากขึ้น) เช่น การเดิน จ๊อกกิ้ง หรือขี่จักรยาน ล้วนเป็นวิธีเผาผลาญพลังงานที่ได้ผล วิธีส่งเสริมให้ลูกได้กระฉับกระเฉงอยู่เสมอก็ใช้ได้ เช่น ชวนเขาเดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ หรือให้เดินไปบ้านเพื่อนหรือร้านค้าในหมู่บ้านแทนการขับรถไปส่ง

3. เลือกอาหารที่มีประโยชน์

ในแต่ละวันควรให้ลูกกินอาหารหลัก 3 มื้อ และอาหารว่างอีก 2 มื้อ (แต่ละมื้อลดปริมาณให้น้อยกว่าปกติ) ดีกว่าปล่อยให้เขาหิวนานๆ ซึ่งจะทำให้เขายิ่งกินมากขึ้นในมื้อต่อไป ให้เขากินผักและผลไม้เยอะๆ ดื่มน้ำเปล่า ส้ม 1 ผลไม่เพียงแต่ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำส้ม 1 แก้ว แต่ยังมีกากใยอาหารที่จะช่วยให้ลูกรู้สึกอิ่มและพอใจมากกว่าด้วย ให้เขากินแต่อาหารไขมันต่ำ เช่น นมพร่องมันเนย โยเกิร์ตหรือชีสไขมันต่ำ และข้าวโพดคั่วแทนมันฝรั่งอบกรอบ เค้ก และคุกกี้

4. เปลี่ยนนิสัยการกินของครอบครัว

ให้ลูกกินเฉพาะตอนที่เขารู้สึกหิว และให้กินเฉพาะในห้องครัวหรือห้องกินข้าวโดยไม่ให้มีสิ่งรบกวนอย่างทีวี ถ้าให้ลูกกินขณะดูทีวี เขาอาจไม่รู้ตัวว่ากินไปแค่ไหนแล้ว และลงเอยด้วยการกินเกินพอดีในที่สุด

5. ลองใช้เทคนิคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การให้รางวัลอาจเป็นแรงจูงใจให้ลูกอยากลดน้ำหนักต่อไป ถ้าลูกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลมได้ตลอดทั้งสัปดาห์ ก็ให้รางวัลเขาเป็นกิจกรรมที่ชอบทำหรือของเล่นชิ้นเล็กๆ แต่อย่าให้รางวัลเป็นของกินเด็ดขาด!

6. ติดตามผลร่วมกับคุณหมอ

พาลูกไปพบคุณหมอทุกๆ 2 สัปดาห์เพื่อเช็คน้ำหนักและตรวจเลือด (ในกรณีที่จำเป็น) อย่าชั่งน้ำหนักที่บ้านกันทุกวันเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ลูกยิ่งเครียด

7. กำลังใจคือสิ่งสำคัญ

สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนนิสัยการกินเพื่อช่วยลูก โดยไม่ซื้ออาหารขยะมาตุนไว้ในบ้าน เตรียมผักและผลไม้ให้พร้อมหยิบหม่ำเป็นอาหารว่างได้ทันที ทำแต่อาหารที่มีประโยชน์และไขมันต่ำและคอยเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกชอบดูดนิ้ว

ลูกดูดนิ้ว ยันโต ส่งผลต่อโครงสร้างฟันและการพูด ..มาดูวิธีป้องกัน!

ภาพหนูน้อยวัยหนึ่งขวบนอนดูดนิ้วคงดูน่ารักเหมือนเทวดาตัวน้อยๆ แต่ ลูกดูดนิ้ว ไปจนถึงวัย 7 ขวบ แล้วก็ยังไม่เลิกคงไม่น่าดูสักเท่าไร ทั้งยังส่งผลต่อโครงสร้างฟันและการพูดอีกด้วย… AMARIN Baby & Kids มีคำแนะนำดีๆ กับวิธีแก้ปัญหาเมื่อ ลูกดูดนิ้ว มาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ Continue reading “ลูกดูดนิ้ว ยันโต ส่งผลต่อโครงสร้างฟันและการพูด ..มาดูวิธีป้องกัน!”

เคล็ดลับคุยกับวัยเริ่ม “ต่อต้าน”

หนังก็น่าเบื่อ โรงเรียนก็แสนเอียน แถมอาหารที่แม่ทำยัง “น่าแหวะ” อีก นี่ลูกวัยทวีนกลายเป็นน้องเตาะแตะที่เอาแต่ร้องว่า “ไม่!” อีกรอบหรือเปล่านะ

ดร.เด็บบี้ กลาสเซอร์ นักจิตวิทยาคลินิก ในริชมอนต์ เวอร์จิเนีย อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านของช่วงวัยมีผลกับพฤติกรรม ตอนอายุ 2 ขวบ พ่อหนูแม่หนูยืนคร่อมอยู่ระหว่างความเป็นทารกกับเด็กเล็ก และตอนนี้พวกแกก็กำลังเกาะติดอยู่กับนิสัยแบบเด็กๆ ขณะที่มืออีกข้างก็ไขว่คว้าหาความเป็นวัยรุ่น จึงไม่แปลกที่พวกหนูๆ ทั้งสองวัยจะค้นหาอิสระ น้องวัยเตาะแตะร้องว่า “ไม่” กับทุกสิ่งที่คุณบอกให้แกทำ เจ้าวัยทวีนก็คอยต่อต้านปฏิเสธคำแนะนำ แถมยังตั้งแง่วิจารณ์พ่อแม่เสียอีก เฮ้อ!

วิธีสื่อสารกับวัยทวีนจอมวีนเหล่านี้ก็คือ

1. เปิดอกคุยกับลูก

พอลูกบอกว่า “หนูเกลียดไอ้นี่” แทนที่จะบอกว่า “กินๆ ไปเถอะน่า!” ก็ให้ถามว่า “ทำไมหนูถึงไม่ชอบล่ะ” เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความมีตัวตนอย่างสร้างสรรค์ และแสดงให้ลูกเห็นว่า คุณใส่ใจกับสิ่งที่ลูกคิด

2. หาผู้รับฟังลูก

ถ้าลูกรู้สึกหงุดหงิดหรือสับสน แต่ปฏิเสธที่จะคุยกัน ลองแนะนำให้ลูกโทร.หาเพื่อนหรือน้าสาวที่สนิทด้วยเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ระบายความอัดอั้นและใจเย็นลงพอที่จะค้นหาว่า อะไรกันแน่ที่กำลัง “รบกวน” จิตใจอยู่ (จริงๆ แล้วปัญหานั้นอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกบ่นหรือหงุดหงิดด้วยซ้ำ)

3. ยอมรับความคิดเห็นของลูก

บางครั้งเสื้อตัวนี้อาจจะ “เด็กเกินไป” หรือเห็ดในผัดผักอาจจะทำให้ลูก “คลื่นไส้” จริงๆ ปล่อยให้ลูกมีสิทธิ์เลือกบ้าง แล้วลูกอาจจะบ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้กับคุณน้อยลง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แก้ยังไง หากลูกโตชอบ “คุยโว”

เมื่อไรที่เพื่อนพูดขึ้นมาว่า “บ้านป้าเรามีสนามเทนนิสใหญ่สุดๆ” ลูกวัยทวีนที่บ้านของคุณก็จะเกทับทันควันว่า “บ้านลุงเราก็มีสระว่ายน้ำใหญ่มากๆ แถมเลี้ยงหมาตัวเบ้อเริ่มเลยด้วย” ถ้าเพื่อนทำคะแนนกลางภาคได้ดี ลูกก็รีบโต้ว่าเทอมที่แล้วแกได้เกรดดีกว่า เฮ้อ!  ทำไมพวกเด็กๆ ถึงชอบข่มกันนักหนอ

เด็กก่อนวัยรุ่นมีนิสัยชอบเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อนวัยเดียวกัน คุณหมอแอนดรู การ์ดเนอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกประจำแผนกกุมารแพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมืองคลิฟแลนด์ อธิบายว่า “เด็กวัยนี้ต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขาโดดเด่นและแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ เพื่อค้นหาจุดยืนและอัตลักษณ์ของตนเองในสังคม”

หากว่านานๆ ทีลูกของคุณจะลุกขึ้นมาคุยโอ่บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร (ขอให้เขาใช้ถ้อยคำสุภาพและพูดเรื่องจริง) แต่ถ้าพ่อหนูแม่หนูชอบอวดหรือวางโตจนเป็นนิสัย คงต้องมานั่งคุยและปรับพฤติกรรมกันใหม่ด้วยการอธิบายเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ไม่มีใครเก่ง / ดี / เลิศ ไปเสียทุกอย่าง

ความจริงแล้วลูกไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “เก่งที่สุด” ในทุกด้าน และการมีญาติๆ ที่ร่ำรวยไม่ได้ทำให้ใครมีคุณค่ามากขึ้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้หนูๆ เป็นที่รักของกลุ่มเพื่อนอยู่ที่การเป็นคนมีน้ำใจและมนุษยสัมพันธ์ต่างหาก

2. เพื่อนที่ดีย่อมต้องยอมให้คนอื่นมีบทเด่นบ้าง

ทุกคนอยากเป็นจุดสนใจในวงสนทนากันทั้งนั้น ถ้าหากเพื่อนยอมนั่งฟังหนูคุยเรื่องวาดรูปประกวด หนูก็ควรเป็นผู้ฟังที่ดีเวลาเพื่อนเมาท์เรื่องการแข่งแชร์บอลด้วย

3. ถ้าลูกไม่มีอะไรให้คุยอวดสักอย่าง ก็ไม่เสียหาย

หากว่าลูกกำลังเรียนร้องเพลง แต่ยังร้องได้ไม่ดีก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญอยู่ที่ “ความสุขและความสนุก” ในการร้องเพลงต่างหาก ถ้าลูกเข้าใจแนวคิดนี้ได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีสร้างอัตลักษณ์ด้วยการคุยข่ม มาเป็นความพยายามพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

5 เคล็ดลับสอนลูกพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน

มาฝึกลูกให้พร้อมรับสถานการณ์กันดีกว่า ไม่แน่ ถ้าเตรียมพร้อมดีๆ นอกจากจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้วลูกยังอาจเป็นผู้ช่วยในยามวิกฤติด้วยนะ!

1. ให้ข้อมูลที่จำเป็น

เช่น หากที่พักอาศัยอยู่ในอาคารสูง ลูกก็ควรรู้จักบันไดหนีไฟ หรือหากลิฟต์ค้าง ต้องกดปุ่มขอความช่วยเหลือตรงไหน (แต่ต้องย้ำว่า อุปกรณ์พวกนี้ไม่ใช่ของเล่น)

2. สอนด้วยตัวอย่าง

ลองนั่งคุยกับลูกในช่วงเวลาเหมาะๆ เช่น ตอนที่นั่งดูข่าวรอบค่ำด้วยกัน ถ้ามีภาพข่าวอุบัติเหตุหรือไฟไหม้ คุณพ่อคุณแม่ก็อาจหยิบมาพูดคุย การมีตัวอย่างจะทำให้เขาเห็นภาพและสนใจจำรายละเอียดเหล่านั้นมากขึ้น

3. จดข้อมูลสำคัญให้ลูกติดตัวเอาไว้

ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่ ที่อยู่ที่บ้าน รวมไปถึงโรคประจำตัวและยาที่แพ้ เก็บไว้ในที่ที่มิดชิด แต่เห็นง่าย เช่น ช่องใส่บัตรในกระเป๋าสตางค์ ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด ข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้เขาหรือบุคคลอื่นสามารถติดต่อกลับมาที่คุณ และให้ความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องทันท่วงที

4. ลูกควรรู้จักเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน

อย่างน้อยก็ 191 และต้องสามารถบอกรายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือมาเร็วขึ้น และอย่าลืมติดเบอร์โทรศัพท์สำคัญๆ ไว้ใกล้กับเครื่องโทรศัพท์ด้วยล่ะ เผื่อเวลาฉุกเฉินจริงๆ

5. สติสำคัญที่สุด

เพราะทุกข้อที่กล่าวมาจะไม่มีประโยชน์เลย หากเขาเอาแต่กลัวแล้วนั่งร้องไห้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

“ดราม่า” พี่น้อง ต้องระวัง

แค่เด็กรุ่นเดียวกันขี่จักรยานหรือจำโน้ตเปียโนได้ก่อน ลูกวัยเรียนของคุณก็รู้สึกแย่พอแล้ว ถ้าน้องท้องเดียวกันเกิดเก่งเกินหน้า?? เมื่อไหร่ที่น้องได้รับความรัก คำชม มากกว่า รับรองว่าได้มีรายการน้ำตานองแน่ๆ งานนี้คุณพ่อคุณแม่คงต้องเตรียมรับมือให้ดี

1. อย่าตอกย้ำ

คุณอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยสภาพอารมณ์ของลูกตอนนี้ พวกแกจะรู้สึกไวกว่าปกติ แค่แม่บอกว่า “ทำไมน้องเดาะลูกบาสได้ก่อนหนูอีกล่ะ” เท่านี้ก็ทำให้แกคิดมากได้แล้ว เด็กๆ จะยิ่งรู้สึกแย่และเป็นปมด้อยหนักขึ้นไปอีกหากคุณสั่งน้องเล็กช่วยสอนพี่ หรือให้บุคคลที่สามเช่นครูสอนว่ายน้ำช่วยติวให้แกเป็นพิเศษ

2. ชมน้องได้ แต่…

อย่าลืมเสริมว่า “พี่ต๊ะก็กำลังตั้งใจเรียนเปียโนเหมือนกัน แม่ภูมิใจในตัวหนูสองคนมากจ้ะ”

3. สนับสนุนให้ถูกวิธี

คุยกับลูกว่า คุณรู้ดีว่าแกตั้งใจคัดลายมือขนาดไหน เพียงแต่ว่าแกต้องพยายามต่อไปอีกหน่อย “แม่รู้ว่าหนูขยันมาก พยายามต่อไปนะ แม่เชื่อว่าหนูทำได้” คุณอาจแชร์ประสบการณ์ยากๆ สมัยเด็กของตัวเองกับพ่อหนูแม่หนู หรือเสริมความมั่นใจให้พวกแกว่าพวกแกก็มีข้อดีอื่นๆ อีกเยอะแยะ

4. มองหากิจกรรมที่พี่น้องสนุกได้ทั้งคู่

ถ้าสถานการณ์หน้าแป้นบาสชักไม่ค่อยดี ลองชวนลูกๆ เปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่สนุกและไม่ต้องงัดเอาทักษะมาแข่ง เช่น ช่วยกันขุดหาสมบัติในสนาม หรือเข้าครัวทำกับข้าวหรือขนมง่ายๆ ช่วยลดความขัดแย้งและบรรยากาศของการแข่งขันไปได้เยอะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

แก้อาการลูกติดอินเตอร์เน็ต

นอกจากจะมีข้อเสียและความเสี่ยงต่างๆ แล้ว ยังอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพและการเข้าสังคมด้วย กุมารแพทย์จากประเทศอังกฤษให้ข้อเสนอแนะว่า เด็กที่ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากเกินไปจะขาดประสบการณ์การสื่อสารแบบมนุษย์ปกติ และอาจส่งผลให้พวกแกประสบปัญหาการเข้าสังคมในโลกจริง

 
ถ้าลูกเริ่มใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ลองใช้เทคนิคเหล่านี้  กำหนดขอบเขต สมาคมกุมารแพทย์อเมริกันแนะนำว่า เวลาที่เหมาะสมสำหรับที่เด็กทุกวัยจะใช้เวลาอยู่หน้าจอ (รวมจอคอมพิวเตอร์และจอโทรทัศน์) คือ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเวลานี้รวมการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูลทำการบ้านและเพื่อการพักผ่อน

 
สนับสนุนความสนใจอื่นๆ ถ้าลูกชอบดนตรี ลองถามแกว่าอยากลงเรียนคอร์สเสริมพิเศษหรือไม่ หรือเปิดโอกาสให้แกชวนเพื่อนๆ มานั่งเล่นที่บ้านแทนที่จะนั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่คนเดียว

 
ตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขก คุณจะได้เห็นและตรวจตราว่าลูกๆ อยู่หน้าจอนานเกินไปหรือเปล่า

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

4 สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ เพื่อลูกมุ่งสู่ความเป็นเลิศ (ในแบบของเขา)

ไม่ว่าใครก็อยากเป็นคนเก่งที่สุดทั้งนั้น คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ยิ่งกับเด็กๆ วัยทวีนที่กำลังแสวงหาเอกลักษณ์และต้องการแสดงความสามารถอยู่แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ที่จริงแล้วการมีข้อดีเป็นของตัวเองสักหนึ่งอย่างช่วยเรียกความเชื่อมั่นและเป็นกำลังใจให้เด็กก่อนวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี เรามีเทคนิคช่วยลูกมุ่งสู่ความเป็นเลิศแบบเพลิดเพลินมาฝากค่ะ

1. ตั้งเป้าหมาย

สังเกตดูว่าลูกทำอะไรเก่งเป็นพิเศษ อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น กระโดดเชือก ต่อจิ๊กซอว์ หรือวาดการ์ตูน ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างเล่นเปียโนและคิดเลขเร็ว แทนที่จะปล่อยให้เขาเล่นสนุกไปวันๆ ลองชวนลูกมาตั้งเป้าหมายให้ไกลขึ้นอีกนิด อาจเริ่มต้นจาก โอ้โห หนูกระโดดได้สูงขนาดนี้เลยหรือลูก งั้นเรามาฝึกกระโดดให้สูงขึ้นอีกกันไหมจ๊ะŽ การมีเป้าหมายจะทำให้เด็กๆ อยากพัฒนาทักษะของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

2. สนับสนุน

คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยเขาทำสมุดหรือตารางบันทึกสถิติรายวัน แล้วเอามานั่งคุยกันตอนสุดสัปดาห์ จะได้ช่วยกันหาทางพัฒนาทักษะเหล่านั้นให้ดีขึ้น

3. หาแรงบันดาลใจ

ถ้ายังนึกไม่ออกว่าควรเริ่มต้นตรงไหนดี ลองมองหาแรงบันดาลใจจากข่าว รายการโทรทัศน์ หนังสือ ตัวอย่างที่เห็นภาพรูปธรรมที่สุดอาจเป็นหนังสือ Guinness Book of Records (ลองเข้าชมก่อนที่เว็บไซต์ www.guinnessworldrecords.com) หรือเรื่องราวชีวประวัติบุคคลสำคัญต่างๆ ก็ได้

4. อย่ากดดัน

คุณพ่อคุณแม่ต้องระลึกไว้เสมอว่า ภารกิจทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้ลูกสนุกและภาคภูมิใจ อย่ากดดันหรือบีบบังคับ เพราะไม่เช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้มักกลายเป็นลบเสมอ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ปล่อยลูกอยู่บ้านคนเดียวได้หรือยัง

Q: ลูกชายอายุ 11 ขวบชอบอิดออดเวลาต้องออกไปธุระข้างนอกกับพ่อแม่ จะปล่อยให้เขาอยู่บ้านคนเดียวบ้างบางครั้งเวลาพ่อแม่ออกไปทำธุระได้หรือยังคะ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ควรปล่อยให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบอยู่บ้านเพียงลำพังโดยเด็ดขาด แต่ลูกของคุณอายุ 11 ขวบแล้ว มีข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมนอกจากเรื่องลักษณะนิสัยดังนี้

1. ลูกกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวหรือเปล่า

2. ถ้าหากไม่มีพ่อแม่คอยคุม ลูกต้องรักษากติกาที่ตกลงกันเอาไว้ (เช่น ห้ามเปิดเตาแก๊ส ห้ามเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเอง ฯลฯ )

3. ปกติถ้าทำผิดหรือมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นโดยที่พ่อแม่ไม่รู้เรื่อง ลูกพูดความจริงกับคุณหรือเปล่า

4. ลูกมีสติรับมือกับสถานการณ์หรือเคยได้รับการฝึกซ้อมเตรียมตัวหากมีเหตุฉุกเฉินหรือไม่

5. ลูกรู้วิธีขอความช่วยเหลือด้วยการโทรศัพท์แจ้ง 191 หรือโทรศัพท์หาคุณพ่อคุณแม่ได้ไหม

นอกจากนี้ต้องย้ำลูกด้วยว่า ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆ ห้ามออกไปข้างนอกคนเดียว ห้ามเปิดประตูให้ใครที่ไม่ใช่คนในบ้าน และไม่บอกใครทางโทรศัพท์ว่าตนเองอยู่บ้านคนเดียวเด็ดขาด ฯลฯ ต้องคุยให้เขาเข้าใจและปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ไม่แน่…ถ้าต้องเหนื่อยจำกฎขนาดนี้ พ่อหนูจอมยุ่งอาจยอมไปนั่งรอคุณแม่ทำธุระ หรือขอให้คุณยายมาอยู่เป็นเพื่อนโดยไม่บ่นอีกเลยก็ได้นะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูกทำการบ้านอย่างราบรื่น

จะช่วยคุณวางแผนให้ดีและสามารถใช้เวลานี้ร่วมกับลูกได้อย่างราบรื่น

1 จัดตาราง
แบ่งชั่วโมง “ทำการบ้าน” สำหรับทุกคนในครอบครัว ตอนที่ลูกนั่งคัดลายมือหรือคิดเลข พ่อแม่อาจจะจัดการงานที่หิ้วมาจากออฟฟิศ เคลียร์บิล หรือนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ตารางเวลาแบบนี้นอกจากจะเป็นการบอกลูกเป็นนัยๆ ว่า ทุกคนมีงานต้องทำเหมือนกันแล้ว ยังช่วยให้ลูกบังคับตัวเองได้ง่ายขึ้น (อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาทำเสียงเอะอะดึงดูดความสนใจ)

2 แบ่งเวลา
เวลาที่เหมาะสมสำหรับชั่วโมงทำการบ้าน คือ ระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกคนโตควรใช้ในการทำการบ้าน ถ้าปกติลูกคนโตวัยทวีนต้องใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง หากว่าน้องเล็กทำการบ้านเสร็จก่อน แกอาจจะเล่นของเล่นหรือทำงานประดิษฐ์ได้ แต่ต้องทำเงียบๆ จนกว่าทุกคนจะจัดการงานเสร็จ

3 เลือกสถานที่
เด็กๆ ไม่ควรทำการบ้านอยู่ในห้องส่วนตัวตามลำพัง ถ้าจะให้ดี ควรเลือกที่ที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น โต๊ะกินข้าว หรือห้องนั่งเล่น (ที่ไม่เปิดโทรทัศน์) และควรมีผู้ใหญ่อย่างน้อยหนึ่งคนคอยให้ความช่วยเหลือ แต่ต้องเตือนตัวเองว่า ทำได้เพียงชี้แนะ ไม่ใช่ทำการบ้านแทนลูก

4 ยืดหยุ่น
ถ้าหากหมดเวลาแล้วลูกยังทำการบ้านไม่เสร็จ แกสามารถนั่งทำต่อไปได้ ขณะที่สมาชิกคนอื่นพักผ่อนตามอัธยาศัย ลูกจะไม่รู้สึกว่าแกดึงทุกคนเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องรีบทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าอยากจะไปเล่นแบบคนอื่น

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
ที่มาภาพ : Shutterstock