วัคซีนมะเร็งปากมดลูก

ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรี! ปี 2560 นี้

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก
วัคซีนมะเร็งปากมดลูก

การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก

คุณแม่หลายคนที่ทราบข่าวแล้ว ว่าในปี 2560 นี้ ผู้หญิงทุกคนจะได้รับสิทธิในการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรี ในสิทธิตามระบบหลักประกันสุขภาพ หลายคนอาจจะตั้งคำถาม ว่าวัคซีนตัวนี้ จะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 100% หรือไม่ หรือมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง และฉีดได้ทุกคนหรือเปล่า? Amarin Baby & Kids ได้หาคำตอบมาฝาก ดังนี้

มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคร้าย และปัญหาใหญ่สำหรับผู้หญิง การป้องกันที่ทำได้ง่ายๆ และมีมานานแล้วคือการตรวจคัดกรอง หาความผิดปกติที่มดลูก เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เมื่อพบในระยะเริ่มต้น

การฉีดวัคซีน คือการป้องกันที่สาเหตุ เพราะมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมด เกิดจากการติดเชื้อ HPV หรือ Human papilloma virus มีอยู่ประมาณ 30 สายพันธุ์ ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก และหูดหงอนไก่ แต่เมื่อฉีดวัคซีนแล้ว ก็ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามปกติ

วัคซีนมะเร็งปากมดลูกวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันมี 2 แบบ

  • ชนิด 2 สายพันธุ์ (bilavent – Cervarix) ช่วยป้องกัน HPV16, 18
  • ชนิด 4 สายพันธุ์ (quadrivalent – Gardasil) ช่วยป้องกัน HPV6,11,16,18

สายพันธุ์ 16, 18 ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก 70% และสายพันธุ์ 6, 11 ทำให้เป็นโรคหูดหงอนไก่ 90%

วัคซีนทั้ง 2 แบบ ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ค่อนข้างดี การฉีดจะเหมือนกันคือ 3 เข็ม ในระยะ 6 เดือน (0, 1-2, 6) ราคาโดยทั่วไปประมาณ 7,000 บาทต่อ 3 เข็ม หรืออาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล

เด็กหญิงอายุ 11 ปี (ป.5) ฉีดฟรี!

พญ.ปิยะนิตย์ ธรรมาภรณ์พิลาศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค อธิบายว่า เด็กหญิงอายุ 11 ปี (ป.5) จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกฟรี โดยจะฉีดห่างกัน 6 เดือน ซึ่งวัคซีน HPV 1 เข็ม จะมีราคาประมาณ 400 – 500 บาท (ราคาตามโครงการนำร่อง) ดังนั้น เด็ก 1 คน จะมีค่ามีค่าใช้จ่ายวัคซีนอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท สำหรับผู้หญิงที่อายุมากกว่า 11 ปี ก็สามารถฉีดได้ที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ตามกำหนดราคาของโรงพยาบาล

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ “ใครควรฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก?” คลิกหน้า 3

เรื่องที่คนอ่านมากสุด

keyboard_arrow_up