อาหารทารก 6 เดือน

อาหาร 6 อย่างนี้ “ห้ามให้ลูกน้อยต่ำกว่า 6 เดือน” กินเด็ดขาด!

อาหารทารก 6 เดือน
อาหารทารก 6 เดือน

อาหารทารก 6 เดือน3. นมข้น

บางบ้านที่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย อาจคิดว่านมข้นผสมน้ำน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ลูกกินแทนนมผง เพราะไม่มีเงินซื้อ แต่หารู้ไม่ว่าหากทารกวัยไม่ถึง 6 เดือนทานนมข้นผสมน้ำไปอาจทำให้เกิดภาวะการขาดโปรตีน สารอาหารและพลังงาน เช่นเดียวกับกรณีของหนูน้อยคนนี้ อ่านข่าวต่อ >> นมข้นหวาน อันตรายใกล้ทารกแรกเกิด – 1 ขวบ

เพราะการให้ลูกทานนมข้นหวานนั้นจะมีส่วนประกอบ หลักแค่ ไขมัน น้ำตาล โซเดียม ซึ่งต่างจากนมแม่และนมวัวที่เป็นนมผงสำหรับเลี้ยงเด็ก ทำให้ผู้ป่วยเกิดผื่นดังภาพ เกิดภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย เกิดอาการบวมทั้งตัวจากโปรตีนในเลือดต่ำมากจนทำให้น้ำในหลอดเลือดไหลออกนอกหลอดเลือด ผมเปราะบางร่วงง่าย ผิวหนังลอกหลุดง่าย ตับโต เด็กจะดูซึม พัฒนาการช้า ดังนั้นการเลี้ยงลูกด้วยนมข้นหวานนั้นทำให้ลูกแย่อันตรายถึงชีวิตได้


4. น้ำอัดลม

อย่างที่รู้กันว่าเครื่องดื่มลักษณะนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับเด็กเลยค่ะ ควรหลีกเลี่ยงที่สุดค่ะ เพราะน้ำอัดลม ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบหากรับประทานก่อนวัยอันควร หรือมากเกินความจำเป็น อ่านต่อ >> น้ำอัดลมอันตราย ทำร้ายกระเพาะและลำไส้ลูกน้อย


5. น้ำส้ม

คุณแม่อาจคิดว่าลูกน้อยทานนมแม่แล้วไม่ถ่าย การกินน้ำส้มอาจช่วยให้ลูกถ่ายได้ หรืออยากให้ลูกได้รับวิตามินซีเพื่อไม่ให้เป็นหวัด ซึ่งนั้นเป็นความคิดที่ผิด อาจเป็นเพราะสมัยก่อนยังไม่มีความรู้ว่าเด็กทารกยังไม่ควรทานอะไรอกจากนมแม่ เนื่องจากระบบการทำงานของลำไส้ของเด็กทารกยังไม่แข็งแรง พอที่จะรับอาหารอื่นได้นอกจากนมแม่นั่นเอง การกินน้ำส้มจึงอาจเป็นอันตรายต่อลำไส้ของลูกน้อยได้ อ่านต่อ >> ลูก 1 เดือนท้องผูก ทารกกินน้ำส้ม ได้หรือไม่?


6. น้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง เรียกได้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ แต่ถ้ากินผิดเวลาก็เป็นโทษมหันต์ เพราะในน้ำผึ้งมีส่วนผสมของเชื้อเซลล์สืบพันธุ์ของแบคทีเรียคลอสตริเดียม บูโทลินัม (Clostridium Butolinum) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบูโทลินัมในเด็กที่ระบบย่อยอาหารยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ แม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียวหากทารกในวัยไม่ถึง 1 ปีกินน้ำผึ้งไปก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้และเสียชีวิตได้ อ่านข่าวต่อ >> เด็กชายญี่ปุ่นวัย 6 เดือน เสียชีวิตด้วยโรคโบทูลิซึมในทารก เพราะน้ำผึ้งเป็นเหตุ!

ทารกกินน้ำ

ทั้งนี้ยังรวมไปถึง “น้ำเปล่า” อีกด้วย เพราะหากทารกรกรับประทานน้ำเข้าไปมากกว่านม ก็อาจทำให้ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เชื่อว่าหลายครอบครัวที่มีทารกแรกจน ถึงวัย 6 เดือนเกิดมักจะเลี้ยงลูก โดยให้ลูกดื่มน้ำเปล่า (จากขวดนม) หลังจากที่ลูกกินนมแม่ (หรือนมกระป๋อง) แล้วในแต่ละมื้อ แต่ผลที่ได้นอกจากจะไม่มีประโยชน์และเป็นความเชื่อที่ผิดแล้ว ยังทำให้ลูกของเราอาจจะท้อง อืดได้อีกด้วย อ่านต่อ >> ทารกแรกเกิด-6 เดือน ต้องกินน้ำหรือไม่ ?

โดยปกติเด็กทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน กระเพาะอาหารของเขามีขนาดเล็ก ถ้าสังเกตจะเห็นว่า เด็กจะกินบ่อย (แต่กินน้อย) โดยเฉพาะถ้าให้ลูกกินนมแม่ ลูกจะกินน้อย แต่กินบ่อย เพราะว่ากระเพาะของเขายังมี ขนาดเล็ก และระบบการย่อย (น้ำย่อยต่างๆ) ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ธรรมชาติจึงสร้างให้ลูกของเรากินแต่น้อย (แต่ถี่) เพื่อให้กระเพาะของเขาทำงานได้ดี

แต่พ่อแม่หลายคนเข้าใจเอาเองว่า หลังจากที่ลูกกินนมแล้วควรจะกินน้ำเปล่าด้วย (ประมาณว่า คอจะได้ไม่ฝืด) จึงให้ลูกกินน้ำเปล่าต่อ ซึ่งทำให้น้ำเปล่าที่ลูกกินเข้าไปนั้น ทำให้กระเพาะของเขาอืด และยังไปละลายน้ำ ย่อยของเขา ทำให้การย่อยทำงานได้ไม่ดี และที่สำคัญที่พ่อแม่หลายคนลืมคิดไปก็คือ ในน้ำนมของแม่ (หรือนมกระป๋องก็ตาม) มีส่วนผสมของน้ำอยู่แล้ว และยิ่งในช่วงวัยแรกเกิดถึง 6 เดือนแรก เด็กทารกจะต้องการสาร อาหารบ่อยกว่า ทำให้ทุกครั้งที่ลูกต้องการสารอาหาร (ลูกรู้สึกหิว) ลูกก็จะร้อง และเมื่อลูกได้กินนมแม่ (หรือนมกระป๋อง) ในน้ำนมเหล่านั้นก็จะมีน้ำเป็นส่วนผสมด้วย ภาวะขาดน้ำในเด็กจึงเป็นไปได้น้อยมาก

ดังนั้นการที่เราให้ลูก (เด็กวัยแรกเกิด – 6 เดือน) กินน้ำเปล่าหลังจากกินนมนั้น จะยิ่งทำให้การดูดซึมสารอาหารทำงานไม่ดี ลูกจะมีอาการท้องอืด (เพราะระบบย่อยไม่ดี) และหากทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เมื่อลูกโตขึ้น ลูกก็จะมี ระบบย่อยอาหารที่ไม่ดีตามไปด้วย

Good mom know : อาหารหลักของลูกที่อายุต่ำกว่า 1 ปี คือ นมแม่ (หรือนมผสม) ส่วนข้าว คือ อาหารเสริม แต่เมื่อลูกอายุ 1 ปีขึ้นไป การทานข้าวคืออาหารหลัก และการทานนมคืออาหารเสริมค่ะ

√ ข้อดีของการเริ่มอาหารหลังอายุ 6 เดือน

  • ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย เพราะได้รับภูมิต้านทานจากนมแม่เต็มที่ มากกว่า 50 ชนิด และยังมีอีกมากมายที่ยังไม่รู้จัก การศึกษาหนึ่งพบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรกมีปัญหาโรคหูชั้นกลางอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มอาหารเสริมเร็ว โดยลดลงถึง 40% และมีปัญหาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจลดลงอย่างชัดเจน
  • ไม่ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนักเกินไป ถ้าเริ่มเร็วเกินไป อาจมีปัญหา ท้องอืด ท้องผูก น้ำย่อยโปรตีนยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ย่อยโปรตีนได้ไม่เต็มที่ น้ำย่อยคาร์โบไฮเดรตยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 6-7 เดือน น้ำย่อยไขมันยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 6-9 เดือน
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคแพ้อาหาร งานวิจัยพบว่า ยิ่งให้นมแม่นาน ยิ่งลดความเสี่ยงของโรคแพ้อาหาร เพราะว่าก่อน 6 เดือน เซลเยื่อบุลำไส้ยังอยู่กันแบบหลวมๆ (open) เพื่อให้ ภูมิคุ้มกันจากนมแม่ผ่านเข้าไปตามช่องว่างดังกล่าวเข้าไปอยู่ในเลือดของลูก ช่วยป้องกันการติดเชื้อโรค แต่หากมีการให้อาหารแปลกปลอมอื่นเข้าไป สารแปลกปลอมก็จะเล็ดลอดเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายทารกสร้างสารต่อต้าน จนเกิดปัญหาแพ้อาหารตามมาได้ หลัง 6 เดือนเซลเยื่อบุลำไส้จะอยู่กันชิดๆแล้ว (close) ความเสี่ยงจึงลดลง
  • ลดความเสี่ยงปัญหาขาดธาตุเหล็ก การให้อาหารอื่นก่อนอายุ 6 เดือน จะทำให้ลำไส้ดูดซึมธาตุเหล็กจากนมได้น้อยลง งานวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับอาหารเสริมก่อน 6 เดือน จะมีปัญหาซีดจากขาดธาตุเหล็กที่อายุ 1 ขวบมากกว่า และเมื่อเริ่มอาหารเสริมแล้ว อย่าลืมให้กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นประจำ จะได้ไม่ซีด อีกปัจจัยหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงของโรคซีดหลัง 6 เดือน คือ ตอนคลอดควรรีดเลือดจากสายสะดือเข้ามาทางลูก ถึงแม้จะเพิ่มปัญหาตัวเหลืองขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนเมื่อโตขึ้น
  • ช่วยให้แม่ผลิตน้ำนมได้เต็มที่ เพราะหากกินอาหารเสริม จะทำให้เด็กกินนมแม่ลดลง แม่จะสร้างน้ำนมลดลง พบว่าเด็กที่เริ่มอาหารเสริมเร็วก่อน 6 เดือน มีแนวโน้มหย่านมแม่เร็วขึ้น
  • ลูกมีปัญหาการกินน้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มอาหารเสริมก่อน 6 เดือน เพราะลูกมีความพร้อมมากกว่า อย่าเชื่อคำขู่ว่า ถ้าไม่เริ่มเร็วๆ ลูกจะกินข้าวยาก เพราะเริ่มเร็วเริ่มช้ากว่า 6 เดือน ก็มีปัญหากินข้าวยากได้ทั้ง 2 กลุ่ม กินนมแม่หรือนมผง ก็เจอปัญหากินข้าวยากทั้ง 2 กลุ่ม และข้อเท็จจริง คือ กลุ่มที่เริ่มเร็วกว่า 6 เดือน (เพราะน้ำย่อยและการเคลื่อนไหวของลำไส้ยังไม่พร้อม) และ กลุ่มนมผง (เพราะเด็กนมแม่ รสชาตินมแม่จะแปรเปลี่ยนไปตามอาหารที่แม่กิน จึงทำให้เด็กคุ้นเคยกับรสชาติอาหารมากกว่า แต่นมผง รสชาติจะคงเดิมตลอด) จะมีปัญหากินข้าวยากมากกว่าค่ะ

อ่านต่อ >> “หมอแนะ วิธีให้อาหารตามวัยของลูกน้อยที่ถูกต้อง” คลิกหน้า 3

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

keyboard_arrow_up